คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 234 ปล่อยวางความยึดติด
สถานการณ์ขณะนี้ ว่านซิวจื่อมีเหตุผลเต็มที่
ที่จะเชื่อว่าสตรีนางนี้หากตื่นเต้นจนมือสั่น ตนมี
หวังต้องมอดม้วยมรณาเป็นแน่แท้ นักพรตน้อย
ต่าง ยืนอึ้งจนไม่กล้าขยับเขยื้อน ความเจ็บปวด
อันแหลมคมรุนแรงบนลำคอ ทำให้ว่านซิ่วจื่อรับรู้
ถึงอันตรายที่กำลังคุกคามชีวิต เมื่อเป็นเช่นนี้เขา
จึง พลันแสดงสีหน้าดุดัน แสร้งทำเป็นแข็งกร้าว
ร้องตะโกนขัดกับใจที่กำลังประหวั่น “ปล่อยเขา
ไป มัวยืนเหม่ออะไรกันอยู่ ปล่อยเขาไปเสีย!”
แม้จะแผดเสียงร้อง แต่เขากลับไม่กล้าขยับ
ตัว
โลหิตไหลอาบปกเสื้อกลายเป็นสีชาด
นักพรตน้อยที่อยู่ข้างล่างเหลือบมองเซี่ยเวย
แวบหนึ่ง สุดท้ายก็ยอม ถอยหลังอย่างไม่เต็มใจ
มือที่ตกข้างลำตัวของเซี่ยเวยยังคงมีเลือดไหล
พราก
ทว่าเซี่ยเวยกลับไม่สนใจสักนิด เขาเงยหน้า
มองนางซึ่งยืนอยู่บนที่สูง ความนุ่มนวลแบบหญิง
สาวในอดีตได้จางหาย กลายมาเป็นความดุดันที่
ปรากฏแทน เขาเผลอนึกถึงท่าทางกราดเกรี้ยว
ของนางตอนทำลายพิณเขาในปีนั้น ริมฝีปาก
ค่อยๆ เผยรอยยิ้ม ก่อนจะหัวเราะออกมา
ทั่วร่างชุ่มโชกด้วยเลือด แต่สีหน้ากลับดู
อ่อนโยน
ทหารที่บุกโจมตีจากด้านนอกเดิมทีก็มีไม่
น้อย ทั้งยังโอบล้อมทุกด้านจนแทบไม่เปิดโอกาส
ให้คนของสาขาย่อยของนิกายสวรรค์หลบหนี ครู่
เดียวก็ได้เปรียบในการควบคุมสถานการณ์และ
บดขยี้อีกฝั่ายสิ้นซาก
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นเยี่ยนหลินกับหลี่ว์เสี่ยน
เข้ามาจากนอกประตู
ไม่นานก็เกิดเสียงดังฮือฮา
สีหน้าตื่นตกใจของเจี้ยนซูปรากฏให้เห็นแวบ
หนึ่งท่ามกลางฝูงชน มี กลุ่มคนขึ้นมาตรวจสอบ
อาการทางฝังเซี่ยเวยแทบจะทันที แต่เซี่ยเวย
ยังคงจ้องมองเจียงเสวี่ยหนิงระหว่างออกคำสั่ง
อะไรบางอย่างกับสองสามคน ใกล้ ๆ อย่างสงบ
นิ่ง
ทว่าครั้นพูดจบ ร่างกายกลับเริ่มโงนเงนไปมา
อย่างยากจะสังเกต
แล้วล้มลงโดยไร้ลางบอกล่วงหน้า!
ชั่วพริบตานั้น ราวกับภูเขาหยกพังทลายลง
มา
เสียงแหลมแสบแก้วหูทุกประเภทประดัง
กระทบโสตประสาทของ เจียงเสวี่ยหนิง ทว่าก็
เพียงผสมผเสกันอย่างไร้ความหมายและ
กลายเป็น เสียงอื้ออึงปนเปกันในสมอง นั่นกลับ
ทำให้ภาพที่ประจักษ์แก่ตาตรงหน้า นางเปียม
ด้วยความเงียบสงัดอันขัดกับเสียงในศีรษะ
โลกทั้งใบคล้ายจะทลายตาม
รอบด้านเงียบกริบเพียงชั่วขณะ ก่อนจะ
ตามมาด้วยความวุ่นวาย
ผู้คนจำนวนมากพุ่งกรูเข้ามาห้อมล้อมเซี่ยเวย
ประดุจกระแสน้ำเชี่ยวกราก
นางกลับยืนนิ่งไม่ไหวติงประหนึ่งก้อนหินบน
ชายฝัง ครรลองสายตา ถูกบดบังเกินกว่าครึ่งจน
มองไม่เห็นเขาแล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงยังกุมกระชับมีด ไม่ยอมผ่อน
คลายแม้แต่น้อย และยิ่ง ไม่ยอมปล่อยว่านซิวจื่อ
ไป ร่างของนางยังคงไม่ขยับ ในที่สุดก็มีคนจาก
ข้างล่างมาพยุงเซี่ยเวยออกไปอย่างรีบร้อน ทั้งยัง
มีคนขึ้นมาพาว่านซิวจื่อ ออกไปจากมือนางและ
คุมตัวลงไปอย่างรวดเร็ว
ครั้นนางเงยหน้าก็เห็นนัยน์ตาคู่หนึ่งกำลัง
แสดงความเป็นห่วงเป็นใย
เยี่ยนหลินยืนอยู่ตรงหน้า แสงจากเปลวไฟ
สะท้อนให้เห็นเงาร่าง สูงใหญ่ เขาเพียงมองนาง
เงียบ ๆ ดวงตาเบนไปมาอยู่หลายครั้งหลายครา
เวลาผ่านไปนานพอสมควรเขาถึงเอ่ยปากพูด
อย่างเนิบนาบ “หนิงหนิง ถ้าเจ้าไปชอบคนแบบ
เซียนเซิง จะเหนื่อยมากเลยนะ”
เจียงเสวี่ยหนิงกลับมองคราบเลือดบนพื้น
ราวกับไม่ได้ยินวาจานั้น
ชีวิตคนประดุจความฝัน นางเพียงคิดว่า ข้า
เองก็รู้ แต่คนแบบนี้จะให้ข้าลืมไปได้อย่างไร แล้ว
จะกล้าลืมได้อย่างไร…
*****
“หนิงหนิง”
เสิ่นจื่ออีเดิมทีมาเล่นหมากรุกเป็นเพื่อน แต่
เห็นนางกำลังเล่นอยู่ดี ๆ พลันมองหมากตัวหนึ่ง
อย่างเลื่อนลอยท่าทางเหมือนสติไม่อยู่กับเนื้อกับ
ตัว อีกทั้งนัยน์ตาก็ดูกังวลขึ้นมาหลายส่วน จึงเอ่ย
เรียกเบา ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงถึงได้สติ
เสิ่นจื่ออีเพิ่งเดินทางมาหรู่หนิงหลังเกิดเรื่อง
ได้สองวัน
เดิมทีเจ้าตัวต้องเดินทางพร้อมเยี่ยนหลิน
ทว่าหวงโจวมีทหารประจำการ เช่นนี้แล้วมีหรือ
จะยินดีให้องค์หญิงอย่างนางไปร่วมรับรู้ด้วย
พวกเขา จึงคัดค้านแล้วให้คนเตรียมราชรถ นาง
จึงได้ออกเดินทางล่าช้ากว่าอยู่หลายวัน
รอจนกระทั่งสถานการณ์เข้าที่ นางจึง
เดินทางมาถึง
ข่าวคราวที่เจียงเสวี่ยหนิงกับเซี่ยเวยตกอยู่ใน
อันตราย เสิ่นจื่ออีก็พอ ได้ยินมาบ้าง
เพียงแต่นางไม่ใช่องค์หญิงไร้เดียงสาเหมือน
เมื่อปีนั้นอีกแล้ว
เซี่ยเวยผู้นี้ดูมีจิตใจใสสะอาดรักสงบ ทว่าเมื่อ
ผ่าดูภายในกลับพบแต่ ใจมืดมิดโสมม นางกังวล
เพียงว่า คนผู้นี้จะเปรียบเสมือนเหวลึกที่พร้อมดึง
เจียงเสวี่ยหนิงให้ตกลงไปในหุบเหว
หากเป็นยามปกติ เจียงเสวี่ยหนิงคงจะ
สังเกตเห็นสายตาของเสิ่นจื่ออีที่คล้ายอยากจะ
พูดแต่ก็ไม่ได้พูดนี้แล้ว ทว่าช่วงสองวันที่ผ่านมา
แม้แต่เรื่องของตนยังไม่ค่อยสนใจไยดีมากนัก
ด้วยเหตุนี้รายละเอียดบางอย่างที่เห็น ได้ชัดจึง
กลับละเลยไม่ใส่ใจ
ยามนี้ยังมาแย้มยิ้มถามอีกว่า “ถึงตาหม่อม
ฉันเดินหมากแล้วหรือเพคะ”
เสิ่นจื่ออีมองนางอยู่นาน ในใจมีหลากหลาย
ถ้อยคำอยากจะกล่าว รวมทั้งเรื่องนั้นที่ทำให้ตน
ลังเลอยู่พักใหญ่ แต่กระนั้นเวลานี้กลับพูดไม่ออก
ได้แต่ซุกซ่อนอารมณ์หลากหลายที่ปนเปใน
นัยน์ตา กล่าวกลั้วหัวเราะว่า “ตาเจ้าแล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิงเดินหมากสุ่มสี่สุ่มห้าอยู่หลาย
หน
เสิ่นจื่ออียังคงเป็นฝั่ายชนะ
เจียงเสวี่ยหนิงเดินหมากอย่างขอไปที ขนาด
เสิ่นจื่ออีต่อให้ก็ไม่เป็นผล เห็นได้ชัดว่านางไม่ได้มี
ใจอยากจะเดินหมากเท่าไร เสิ่นจื่ออีจึงเปลี่ยนไป
ชวนนางสนทนากันสักครู่แทนและบอกให้
พักผ่อนดี ๆ ก่อนจะขอตัวลา
เจียงเสวี่ยหนิงยังคงนั่งอยู่ในห้อง ไม่ได้ไป
นอนพักผ่อน
สองวันก่อนที่เกิดเหตุโจมตีกะทันหันถือเป็น
การทำลายล้างสาขาย่อยของนิกายสวรรค์ หัว
โจกอย่างว่านซิวจื่อกับหลู่ไท่ก็รวมอยู่ในนั้น แต่
ละคนล้วนถูกจับกุมและคุมขังในคุกใต้ดิน
อาการบาดเจ็บของเซี่ยจวีอันไม่ใช่น้อย ๆ
โจวฉีหวงรวมถึงหมออีกหลายคนสาละวน
รักษาอย่างเต็มที่จนอาการของเขาดีขึ้นมาบ้าง
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงยังไม่เคยไปเยี่ยมเยียน
คล้ายกำลังใช้เวลาจัดระเบียบตัวเองอย่าง
ละเอียดถี่ถ้วน
หรือบางที อาจจะแค่กลัว
จวบจนตอนนี้ นางถึงหลับตาเอ่ยถามสาวใช้
ที่เดินเข้ามาปรนนิบัติ “เซี่ยเซียนเซิงเป็นอย่างไร
บ้าง”
สาวใช้เดิมทีปรนนิบัติรับใช้อยู่ในจวนแม่ทัพ
ฐานะของนางต่ำต้อย ไม่กล้าสอบถามส่งเดช
ได้แต่ตอบว่า “วันก่อนบรรดาท่านหมอวุ่นวาย
รักษาอยู่ครึ่งค่อนคืน เซียนเซิงถึงได้สติกลับมา ดู
เหมือนจะไม่เป็นอะไรแล้ว บ่าวได้ยินว่า อาการ
ของเซียนเซิงเพียงบาดเจ็บภายนอกเท่านั้น ให้
พักฟืนสักหน่อยก็จะดีขึ้นเจ้าค่ะ”
แผลภายนอก
มือข้างเดียว ก็ถือว่าเป็นแผลภายนอกจริง ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินเข้าก็อธิบายไม่ถูกว่า
อารมณ์ความรู้สึกนางผสมปนเปกันมากน้อย
เพียงใด นางคร้านจะแยกแยะ จากนั้นก็ลุก
ออกไป
เวลานี้คือยามบ่าย
เสียงนกกระจิบอันไพเราะเพราะพริ้งดังอยู่
นอกหน้าต่าง
ไม้เขียวแผ่ร่มเงา แสงตะวันฉายจัดจ้า
สถานที่พำนักของเซี่ยจวีอันยังคงเลือกเป็น
เรือนวิเวกวังเวงเช่นเคย
แท่นสูงข้างนอกก่อด้วยหิน คราบเลือดสด
ใหม่เพิ่งจะแห้ง ทว่านาง ไม่เหลียวมอง เดินตรง
ผ่านชายขอบลานเรือนก็เห็นประตูที่ปิดอยู่ใกล้ ๆ
ต้นอโศกน้ำ
เตาฉินรั้งอยู่เมืองหลวงยังไม่กลับมา
ตอนนี้มีเพียงเจี้ยนซูคอยปรนนิบัติรับใช้ข้าง
กายเซี่ยเวย พร้อมกับ เสียวเปั่าที่เพิ่งถูกช่วยชีวิต
ออกมาระหว่างนิกายสวรรค์ถูกโจมตี
ทั้งสองคนเมื่อเห็นนางก็แสดงท่าทีแตกต่าง
กัน
เสียวเปั่าทั้งละอายใจทั้งรู้สึกผิด
ส่วนเจี้ยนซูนัยน์ตากลับดูเศร้าหมอง แต่เมื่อ
มองเห็นเจียงเสวี่ยหนิง ก็เริ่มมีความหวังเพิ่มมา
เล็กน้อย
ในห้องคล้ายแว่วเสียงพิณอันสั่นไหวคราหนึ่ง
เพียงแต่ไม่ได้รื่นหูดั่งในอดีต
กระทั่งระดับเสียงก็ยังเพี้ยนเล็กน้อย ฟังดู
กระด้างฝืดฝืน
ก้นบึ้งหัวใจเจียงเสวี่ยหนิงปวดแปลบ ๆ
เกือบจะไม่ได้พูดอะไรออกมา เงียบไปครู่หนึ่งก็
ไม่ได้ยินเสียงพิณดังในห้องอีก
เจี้ยนซูบอกเสียงเบา “เซียนเซิงไม่อยากจะ
พบใครขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงยืนอยู่นอกประตู เอ่ยกับคน
ข้างใน “เซียนเซิง ข้าอยากเข้าไปหา”
ข้างในไม่มีเสียงตอบรับเป็นเวลานาน
นางกล้ำกลืนความรู้สึกปันปั่วนในส่วนลึกของ
หัวใจ เดินเข้าไปพร้อมรอยยิ้มโดยถือว่าเขา
อนุญาตแล้ว ยื่นมือผลักประตูที่ปิดสนิท
ห้องตลบอบอวลด้วยกลิ่นยาขม
เซี่ยเวยสวมชุดสีขาวเรียบง่าย นั่งขัดสมาธิอยู่
บนตั่งหลัวฮั่นริมหน้าต่าง ข้างบนมีโต๊ะเล็ก ๆ ตั้ง
พิณคันหนึ่ง บาดแผลบนร่างเขาได้รับการรักษา
นานแล้ว มือซ้ายทายาเรียบร้อย ใช้ผ้าดิบสีขาว
หิมะรัดแน่น นิ้วเรียวยาวที่โผล่ ออกมาเห็นรอย
แผลเป็นซึ่งปกปิดเอาไว้อยู่บ้าง
ดวงหน้าซีดเซียวของคนปั่วย ชวนให้หวน
ระลึกถึงตอนพบกันครั้งแรก
เพียงแต่เวลานั้น…
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกปวดเบ้าตา เดินเข้าไปข้าง
ๆ เขาโดยไม่ปริปาก แล้วนั่งลงบนที่วางเท้าข้าง
ตั่งหลัวฮั่น แย้มยิ้มมองเขา “ท่านตั้งใจใช่
หรือไม่”
เซี่ยเวยมองนาง ไม่ได้ตอบอะไร
นางดึงมือเขามาดู ในบัดดลน้ำตาก็เกือบปริ่ม
ล้น แต่นางสะกดกลั้นไว้ได้ แสร้งทำเป็นเยาะเย้ย
เสียดสีอีกฝั่าย “คนอื่นบอกว่าท่านเป็นคน
วางแผนรัดกุม แต่บางครั้งท่านก็ไม่ฉลาดเลยสัก
นิด โง่มากด้วยซ้ำ ปีนั้นที่ข้าช่วย ท่านไว้ ไม่ได้
เป็นเพราะข้าเกิดใจดีขึ้นมาสักหน่อย ข้าก็แค่ไม่
อยากให้ท่าน มาตายข้าง ๆ เท่านั้นเอง ข้ากลัว”
เซี่ยเวยมีหรือจะดูไม่ออกว่านางกำลังฝืนทำ
เป็นเก่ง
แต่เขาก็ไม่ได้พูดเปิดโปง
นัยน์ตาเขาหลุบต่ำแล้วฉวยมือของนางไว้
ตรงข้อมือข้างซ้ายเรียวบางมีรอยแผลเล็ก ๆ ยัง
ไม่จางหาย ท้องนิ้วอุ่นร้อนกดบนนั้นอย่างแผ่ว
เบา ยังคงสัมผัสได้ถึงรอยแผลเป็นบนข้อมือ
เขาปลอบเสียงราบเรียบ “ข้าก็กลัว”
ยากที่จะนึกถึงว่าคำพูดเช่นนี้จะหลุดออกจาก
ปากของเซี่ยเวยได้
เขาสังหารคนอย่างเฉียบขาดแท้ ๆ แล้วจะไป
กลัวคนตายได้อย่างไรกัน
เจียงเสวี่ยหนิงมองเขาด้วยความรู้สึกย่ำแย่
พูดอย่างเนิบช้า “เพื่อข้าแล้วไม่คุ้มหรอก”
เซี่ยเวยหัวเราะเสียงค่อย “ข้าแค่เล่นผิด
จังหวะไปหน่อย เดิมทีเป็น ความยึดติดที่ปล่อย
วางไม่ลง แต่ตอนนี้พอปล่อยวางได้แล้วก็ดี
เหมือนกัน”
ในวัยเยาว์เขาเรียนพิณได้แย่ที่สุด
ทว่ากลับมีนิสัยชอบเอาชนะคนอื่นโดย
ธรรมชาติ มารดายังบอกเลย ว่า “โลกนี้ไม่มีเรื่อง
อะไรที่ไม่ชำนาญหรอก กลัวแต่ผู้พากเพียรเท่า
นั้นเอง การที่ยอมเรียน ยอมฝึกฝน เมื่อเวลาผ่าน
ไปย่อมโดดเด่นขึ้นมาได้ ฟั้า ไม่ประทาน
ความสามารถแก่มนุษย์ พรสวรรค์คนขึ้นอยู่กับ
ตนเท่านั้น” ยี่สิบกว่าปีประดุจหนึ่งวัน เพราะไม่
เคยยอมแพ้จึงค่อย ๆ กลายเป็นผู้มีฝีมือในที่สุด
แต่ไหนแต่ไรเขาไม่เคยยอมรับคำว่า ‘แพ้’
การเรียนพิณก็คือหนึ่งในนั้น
เจียงเสวี่ยหนิงกลับจะน้ำตาไหลเพราะคำพูด
ที่ดูเหมือนไม่มีอะไร ประโยคนี้ อารมณ์คล้ายก่อ
ตัวเป็นคลื่นเมฆ หมุนวนไปมาหลายรอบ
ล่องลอยไปยังเส้นขอบฟั้า
แต่นางไม่กล้าถามว่าเขายังเล่นได้อีกหรือ
เปล่า
ผ่านไปพักหนึ่ง นางถึงทำได้เพียงเอ่ยเสียง
เบา “เซี่ยจวีอัน หลังจากนี้ไป ข้าจะเล่นพิณให้
ท่านฟังดีหรือไม่”
เซี่ยเวยใช้นิ้วลูบแก้มนาง หัวเราะกึ่งเยาะเย้า
“เจ้าเล่นห่วยจะตาย เล่นเป็นแค่ไม่กี่เพลง…”
เจียงเสวี่ยหนิงจ้องเขา
หลังจากนั้นก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนตัวตรง แหงน
หน้าประชิดเข้าหาอย่างเชื่องช้า มอบจุมพิตอ่อน
นุ่มดุจขนห่านลงบนริมฝีปากบาง นัยน์ตาสุกใส
คล้ายมีประกายหยดน้ำเคลือบอยู่ชั้นหนึ่ง แล้ว
เอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นวันหน้าท่านก็สอนข้าสิ”
อาจารย์ดีย่อมบังเกิดยอดศิษย์
หากเขาตั้งใจสอน นางก็ต้องทำได้
ถ้าทำไม่ได้ นั่นย่อมเป็นความผิดของเขา
แน่นอน