คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 235 โลกหล้าเปียมแผนการ (1)
ลูกกระเดือกของเซี่ยเวยขยับเบา ๆ เสียงของ
เขาแหบพร่าเล็กน้อย ยื่นมือไปหานาง “มา”
เจียงเสวี่ยหนิงถูกเขาดึงตัวขึ้น
เขาใช้มือข้างหนึ่งโอบรอบเอวให้นางมาอยู่ใน
อ้อมแขน แต่ไม่ได้ทำ อะไรมากไปกว่านั้น เพียง
นั่งกกกอดริมหน้าต่าง แต่ก็ดูเหมือนกำลังใช้ท่าที
ข่มกลั้นเช่นนี้สะกดบางอารมณ์ที่คล้ายจะท่วม
ท้นจนเอ่อล้นใจ
ใบหน้าของนางแนบชิดแผงอกของเขา
ทำให้ได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นแรง
ช่วงเวลาไม่นานที่ตกอยู่ในเงื้อมมือของนิกาย
สวรรค์ ทั้งสองทำเรื่อง ใกล้ชิดกันกว่านี้ไม่รู้เท่าไร
แต่ย่อมไม่ได้รวมไปถึงการโอบกอดแบบนี้ เพราะ
นี่เป็นเรื่องที่ดูจะชิดใกล้เสียยิ่งกว่าชิดใกล้ เซี่ยจวี
อันเองก็ไม่เคยกล้า จะข้ามเส้น
จนกระทั่งตอนนี้
เดิมทีเจียงเสวี่ยหนิงก็ไม่คุ้นชินกับการอิงแอบ
ใครด้วยท่าทีรักใคร่ เช่นนี้ ทว่าท่าทางที่เซี่ยจวีอัน
โอบกอดนางแสนระมัดระวัง ถึงขั้นสั่นน้อย ๆ จน
แทบไม่รู้สึก
ท้ายที่สุดนางจึงมิได้ขัดขืน
ไม่นานเขาก็ค่อย ๆ ผ่อนคลาย
เซี่ยเวยเอ่ยขึ้น “เจ้าเป็นของข้า”
เจียงเสวี่ยหนิงเม้มปาก ไม่พูดจา
เซี่ยเวยจ้องมองนาง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้ว
ยิ้ม “เช่นนั้นข้าก็เป็นของเจ้าด้วย”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าคนผู้นี้ช่างเหลวไหล
ขณะเดียวกันก็ไร้เดียงสา ไปในตัว แต่ตนรู้ดีว่า
ถกเถียงกับเขาไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา ไม่
แน่ อาจยิ่งเอาตัวเข้าไปในหลุมพรางเสียเอง
ดังนั้นจึงไม่ตอบคำ มุมปากปรากฏรอยยิ้มก่อน
หลับตาลงช้า ๆ
เซี่ยเวยถือว่านางยอมรับโดยปริยาย
เขามองไปนอกหน้าต่าง ต้นไม้ดอกไม้ฤดู
วสันต์ต่างพลิ้วไหวน้อย ๆ ท่ามกลางสายลม
บริสุทธิ์และแสงตะวัน ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยรู้สึก
เลยว่า พวกมันเต็มไปด้วยพลังชีวิตเจิดจ้าปานนี้
ที่แท้ดอกไม้ทุกดอกใบไม้ทุกใบ ล้วนแตกต่างกัน
ราวกับว่าเวลาค่อย ๆ เคลื่อนขยับอย่างเงียบ
เชียบ ทุก ชั่วขณะล้วนทำให้เขารู้สึกได้อย่าง
แท้จริงว่ากำลังมีชีวิตอันสามัญธรรมดา อยู่ใน
โลกา
ผ่านไปสักพักจึงกล่าวว่า “ข้าจะถือว่าเจ้า
ตอบรับแล้ว ต่อไปไม่อาจ คืนคำ ไม่อาจไม่
ต้องการข้าอีก”
เจียงเสวี่ยหนิงซุกตัวในอ้อมแขนของเขาอย่าง
เงียบงัน
เซี่ยเวยไม่ได้ยินนางตอบกลับอยู่นาน เมื่อก้ม
หน้ามองจึงพบว่าเจ้า ตัวแสบหลับไปแล้ว เขา
ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนอดยิ้มออกมาไม่ได้ แต่เมื่อ
เบนสายตาจึงเห็นว่าใต้ตานางมีร่องรอยความ
อ่อนล้าอยู่จาง ๆ
ตลอดสองวันมานี้ ที่แท้แล้วคิดอยู่นานแค่
ไหนกัน ไม่หลับไม่นอน นานแค่ไหนกัน กว่าจะ
เดินเข้ามาในห้องเพื่อบอกกล่าวถ้อยคำเหล่านั้น
เขาถึงกับรู้สึกจุกอก
ความรู้สึกพันหมื่นผสมปนเป แต่ก็ยากจะหา
ช่องทางระบาย นึกอยากออกแรงกอดนางให้
แน่นยิ่งขึ้น ถึงกับให้แหลกลาญเป็นส่วนหนึ่งใน
เลือดเนื้อไขกระดูกของตน แต่ก็เกรงว่าหากเพิ่ม
แรงอีกหน่อยจะทำให้นางตื่น
อ้อมกอดนั้นมีกำลังนับพันชั่ง
ยามกระทบถูกร่างของนาง กลับเหลือเพียง
น้อยนิดด้วยผลของความอดทนอดกลั้น
ในที่สุดเซี่ยเวยก็ทนไม่ไหว ขนตาของเขาสั่น
ไหวเล็กน้อยขณะก้มศีรษะลงจูบหน้าผากนาง
เบาๆ
ไร้ซึ่งตัณหาอันแปดเปือนและบีบคั้น
มีเพียงความหลงใหลอันแรงกล้า
เงาร่างทั้งสองซ้อนทับกันริมหน้าต่าง แสง
ตะวันสาดอาบเรือนผม ของนาง เส้นผมนุ่มลื่นดำ
ขลับแผ่สยายบนชายแขนเสื้อที่ห้อยตกของเขา
ปกคลุมดุจสายรุ้งอ่อนโยนสงบนิ่งหลังลมฝน
คล้ายกำลังคลอเคลีย กันและกัน อบอุ่นอย่าง
ยากจะบรรยาย
ยามหลี่ว์เสี่ยนมาถึง ภายในเรือนก็เงียบลง
แล้ว
เจี้ยนซูอารักขาอยู่ด้านนอก
หลี่ว์เสี่ยนมองประตูที่ปิดอยู่ ขมวดคิ้วถาม
“นัดหมายเวลากันไว้ดิบดี ข้ารออยู่ที่นั่นตั้งนาน
แล้ว ไฉนเซียนเซิงของพวกเจ้ายังไม่มาอีก”
เจี้ยนซูตอบเสียงค่อย “คุณหนูรองหนิงอยู่
ข้างในขอรับ”
หลี่ว์เสี่ยนไม่พูดอะไรต่อ
แต่เพราะที่นี่เงียบสงบ แม้ประตูจะปิดเซี่ย
เวยก็ได้ยิน เขาจึงค่อย ๆ วางร่างเจียงเสวี่ยหนิง
ใช้หมอนนุ่มรองใต้ศีรษะนาง ทั้งยังขยับโต๊ะ
เหลี่ยม ออกไปด้านข้าง แม้จะเป็นปลายฤดูใบไม้
ผลิก็ยังกลัวว่าหากนอนแบบนี้ จะเป็นหวัด เขาจึง
เอาผ้าห่มผืนบางออกมาจากอีกด้านของตั่ง คลี่
ห่มให้ นางอย่างเชื่องช้าอ่อนโยน ก่อนจะเก็บชาย
ผ้าเข้ามุมให้เรียบร้อย
ใบหน้ายามหลับฝันของนางช่างงดงามน่าพิศ
เซี่ยเวยยืนอยู่ข้างเตียง พินิจริมฝีปากชวนชม
พลันนึกถึงผลอิงเถา สีแดงดั่งทับทิมท่ามกลางใบ
เขียวดุจหยกที่นอกหอชิ่งอวี๋เมื่อครั้งวัยเยาว์ เขา
จึงอดไม่ไหว โน้มกายลงจุมพิตอีกครา
เมื่อเขาออกมาจากห้องก็ไม่พูดอะไร เพียงหัน
กลับไปปิดประตูช้า ๆ แล้วพูดกับเสียวเปั่าที่อยู่
ทางด้านข้างว่า “คอยดูไว้ อย่าให้ใครมารบกวน”
เสียวเปั่ารับคำเสียงเบา “ขอรับ”
หลี่ว์เสี่ยนได้ยินก็ไม่ได้เอ่ยปากทันที แต่เดิน
ออกจากเรือนพร้อม เซี่ยเวย รอจนห่างมาแล้วจึง
พูดว่า “ทำตามที่เจ้าว่า กวาดล้างไปพอสมควร
แล้ว”
เซี่ยเวยสวมเสื้อคลุมกระเรียน
เมื่อเดินพ้นจากตัวเรือน ความเยือกเย็นและ
อ่อนโยนเมื่อครู่ก็หายไปราวกับลมพัดผ่านเมฆ
แค่พริบตาก็เห็นแต่ความเย็นชาสุดแสน “ไม่ได้ลง
มือถึงตายใช่หรือไม่”
หลี่ว์เสี่ยนตอบ “ฆ่าตัวตายไปแล้วสามคน ดื้อ
ด้านจริง ๆ”
เซี่ยเวยได้ยินเช่นนี้ ขนคิ้วยาวประหนึ่งหมึก
วาดก็ไม่ได้ขยับ กล่าว แค่ว่า “ไม่ตายหมดก็ดี ข้า
ยังจำเป็นต้องใช้”
นิกายสวรรค์เป็นสำนักหนึ่งในยุทธภพ ย่อม
เกิดความขัดแย้งบ่อยครั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่
ว่าจะเป็นการจัดการกับคนนอกนิกายหรือใน
นิกายล้วนต้องการพื้นที่ แต่ทางการสั่งห้ามการ
ลงทัณฑ์ทรมาน เลยไม่กล้า กระทำอย่างเปิดเผย
นัก จึงสร้างคุกใต้ดินเอาไว้
คุกมืดมิดคับแคบ บรรยากาศแฉะชื้นหดหู่
พอเซี่ยเวยมาถึง พื้นใต้ฝั่าเท้าก็มีคนใช้น้ำล้าง
จนสะอาดเอี่ยม หาก ไม่ใช่เพราะในอากาศยังมี
กลิ่นคาวเลือดบางเบาและจุดเว้าตรงมุมกำแพง
เหลือรอยเลือดให้เห็นจาง ๆ คงไม่มีใครนึกว่า
ตลอดสองวันที่ผ่านมา ในคุกใต้ดินแห่งนี้เกิดเรื่อง
โหดเหี้ยมอำมหิตมากแค่ไหน
เหล่าหัวหน้าสาขา หัวหน้าวิหารของนิกาย
สวรรค์ที่เคยอยู่ข้างกาย ว่านซิวจื่อ บัดนี้ถูกโซ่
เหล็กล่ามขึงบนกำแพงเรียงคน โลหิตไหลหยดลง
มา เป็นช่วง ๆ ไม่หยุดหย่อน
หลายคนจวนจะสิ้นลมแล้ว
คนที่ยังพอมีเรี่ยวแรงครั้นได้ยินเสียงฝีเท้าก็
เงยหน้า ยามเห็นว่าเป็นเซี่ยเวยก็ตวาดลั่น
ถลึงตากว้างแทบถลน “โจรสุนัข! โจรสุนัขตู้จวิน!
เก่งกล้านักก็ปล่อยปูั่เจ้าลงไปสู้ชี้แพ้ชนะกันซึ่ง
หน้าสิ!”
นายทหารด้านข้างหวดแส้เหล็กแทบจะทันที
บนร่างที่เกือบไม่มี ผิวปกติหลงเหลือเพิ่มรอย
เลือดอีกสายหนึ่ง ปลายแส้ถึงกับกวาดไปถึง หาง
ตาจนยิ่งแลดูน่าสะพรึง
เซี่ยเวยหยุดเท้าหันมอง ยังนึกตัวตนคนผู้นี้ไม่
ออกจึงถามเจี้ยนซู “นี่ใคร”
เจี้ยนซูเหลือบสายตาแล “หลู่ไท่ขอรับ”
เซี่ยเวยมองครู่หนึ่ง คิดว่าคนผู้นี้ไม่จำเป็นต้อง
อยู่อีก จึงสั่งเสียงเรียบ “ตัดมือตัดเท้า โยนให้เป็น
อาหารสุนัข”
เขาเดินต่อไป
ไม่นาน ด้านหลังก็มีเสียงแผดร้องอย่าง
ทรมาน
กลิ่นคาวเลือดในคุกใต้ดินคล้ายจะเข้มขึ้น
หลายส่วน
ด้านในสุดของคุก ว่านซิวจื่อเมื่อได้ยินเสียง
แผดร้องโหยหวนที่สะท้อนไปมาก็เผลอกัดฟัน
กรอด ตัวเขาที่ถูกแขวนพันธนาการบนกำแพง
ด้วย โซ่เหล็กก็ไม่มีที่ให้ขยับตัวนัก
แต่ถึงกระนั้นบนร่างก็มีบาดแผลไม่มาก
หลายวันมานี้ เขาเป็นคนเดียวในคุกใต้ดินที่
ไม่ถูกลงทัณฑ์ทรมาน ทว่าเขาไม่ได้นึกยินดีแม้แต่
น้อย ตรงกันข้าม ก้นบึ้งของใจกลับเกิดความ
หวาดผวาลึกล้ำเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละวัน
ยามได้ยินเสียงพวกคนที่ถูกทรมานก็รู้สึกเหมือน
ยืนอยู่ในน้ำมันร้อน ๆ ทุกข์ทนยิ่งนัก จะหลับก็
หลับ ไม่ลง เอาแต่กลัวว่าสักวันจะมาถึงตาของ
ตน
เขารู้ว่านี่คือการจงใจทรมานเขา
เสียงฝีเท้าที่ดังจากภายนอกค่อย ๆ ใกล้เข้า
มา
กายเขาสั่นเทิ้มรุนแรงขึ้นทีละน้อย แม้แต่โซ่
เหล็กที่พันธนาการก็เริ่ม ส่งเสียงเคร้งคร้างเบา ๆ
ดวงตาที่เริ่มมีแววขุ่นมัวเพราะความแก่เฒ่าจับ
จ้องทางเดินด้านขวาเขม็ง
ในที่สุดเซี่ยเวยก็มา
บทที่ 235 โลกหล้าเปียมแผนการ (2)
อีกฝั่ายไม่ใช่เด็กอ่อนแอวัยเจ็ดขวบที่สวมชุด
รัชทายาทในตอนนั้น อีกแล้ว ยี่สิบกว่าปีผ่านไป
เจ้าตัวกลายเป็นอสูรน่าสะพรึง เป็นมารซึ่ง
กบดานอยู่ในนิกายสวรรค์ ในที่สุดก็ชักมีดโดยไม่
ส่งเสียงมาจ่อคอเขาจนได้!
ในยามนี้ ว่านซิวจื่อเดือดดาลอย่างยิ่ง
เขาจับโซ่เหล็กแน่น กระแทกไปข้างหน้าและ
จ้องเขม็งอย่างดุดัน ราวกับอยากออกไปบีบคอ
และฆ่าตัวปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นจากความคิดชั่ววูบ
นั่นทิ้ง!
แต่สุดท้ายก็ออกไปไม่ได้
เขาเคียดแค้นสุดระงับ ส่งเสียงคำรามใน
ลำคอ “เดิมทีข้าควรสังหาร เจ้าในดาบเดียว ทิ้ง
ให้เจ้าแข็งตายไปพร้อมเด็กผู้ทรงคุณธรรมทั้งสาม
ร้อย คนยังจะดีกว่าเลี้ยงเสือสร้างเภทภัยในวันนี้
ข้าถึงกับพ่ายตกอยู่ในเงื้อมมือเจ้า! ตัวข้าช่วยชีวิต
เจ้าไว้นะ เป็นข้าที่เก็บชีวิตเจ้าเอาไว้!”
เจี้ยนซูคว้าเก้าอี้ด้านข้างมาเช็ดฝุั่นบนพื้นผิว
ก่อนวางลงด้านหลัง เซี่ยเวย
เซี่ยเวยสะบัดแขนเสื้อแล้วนั่งลง
กับคำพูดของว่านซิวจื่อ เขาไม่ได้มีปฏิกิริยา
ใด เพียงโบกมือเบา ๆ
นายทหารสองนายเดินตรงเข้าไป จับว่าน
ซิวจื่อกดแนบกับผนัง
เขาดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง
แต่ดิ้นรนอย่างไรก็ไม่หลุดพ้น
โต๊ะยาวสกปรกที่ตั้งชิดกำแพงวางตะปูเหล็ก
ยาวหนาเท่านิ้วก้อย เอาไว้อย่างเป็นระเบียบแถว
หนึ่ง ด้านข้างยังมีค้อนเปือนเลือดอยู่ด้วย
เจี้ยนซูก้าวออกมาด้านหน้า หยิบตะปูมาตัว
หนึ่ง
ว่านซิวจื่อมีลางสังหรณ์บางอย่าง รูม่านตาหด
วูบ ไหนเลยจะมีความ น่าเกรงขามเยี่ยงเจ้านิกาย
สวรรค์เมื่อสองวันก่อนอีก เอาแต่ตะโกนลั่น
ด้วยสุ้มเสียงแหบพร่า “เจ้าคิดจะทำอะไร?
ปล่อยข้า!”
มือทั้งคู่ถูกตรึงติดผนังอย่างแน่นหนา
เจี้ยนซูมาถึงตรงหน้าเขา เล็งตะปูเหล็กลงบน
ฝั่ามือของว่านซิวจื่อ ค่อย ๆ ออกแรงตอกทีละ
น้อย แทงลึกแหวกเลือดเนื้อถึงกระดูกจนทะลุ
ออกไปฝังตรึงกำแพงด้านหลัง!
ความเจ็บปวดแสนสาหัสทำให้ว่านซิวจื่อแผด
เสียงร้อง ร่างกระตุก เหมือนเป็นลมชัก ดิ้นทุรนทุ
รายสุดแรงเกิด แต่ก็ยังคงถูกทหารสองนายตรึงไว้
แน่น
จากนั้นก็ยังมีตะปูตัวที่สอง ตัวที่สาม…
เลือดไหลทะลัก ตะปูเหล็กยาวถูกตอกลงไปที
ละตัว ทีละตัว จนแทบจะเต็มฝั่ามือทั้งสอง!
ตั้งแต่ตะปูตัวที่สามตอกลงไปเขาก็ทนไม่ไหว
อีก อ้อนวอนเซี่ยเวยผู้ซึ่งเมื่อครู่ตนเองยังเพิ่งด่า
ทอ “ปล่อยข้า! เห็นแก่ที่ข้าช่วยชีวิตเจ้าเมื่อตอน
นั้น ปล่อยข้าไปเถอะ! เจ้าอยากได้อะไรก็เอาไป!
นิกายสวรรค์ไง นิกายสวรรค์ เจ้าต้องการหรือไม่
ยังมีเงินมหาศาลด้วยนะ มหาศาลอยู่ในร้านแลก
เงิน ผิงหนานอ๋องล่ะ ข่าวพลพรรคที่เหลืออยู่ของ
ผิงหนานอ๋องข้าก็รู้! เจ้าไม่ใช่ว่าอยากเป็นฮ่องเต้
หรอกหรือ ไม่ใช่ว่าอยากล้างแค้นราชสำนักหรอก
หรือ ปล่อยข้าสิ ปล่อยข้า อ๊ากกกก…”
เบื้องหน้ามีคนยกโต๊ะชามาจากด้านข้าง ส่ง
มอบชาที่เพิ่งชงใหม่ ๆ
เซี่ยเวยรับมาจิบอึกหนึ่ง
มือซ้ายของเขายังคงพันผ้าดิบ เจ็บปวดสุด
ทานทน
เขาเงยหน้ามองว่านซิวจื่อ มองฝั่ามือที่ถูก
ตะปูแทงพรุนจนเลือดเนื้อแหลกเละ ไม่รู้สึก
หวั่นไหวแม้แต่น้อย แค่นเสียงกล่าว “นิกาย
สวรรค์เนี่ยนะ คนที่ทั้งตัวมีแต่สุรากับข้าวยัดอยู่
ในร่าง หาประโยชน์ไม่ได้พวกนั้นน่ะหรือ ถ้า
อาศัยพวกเขาแล้วจะสำเร็จการใหญ่ได้ บัดนี้เจ้า
คงไม่มาอยู่ที่นี่หรอก จะยกให้ข้ารึ เลี้ยงไว้ยัง
เปลืองข้าวสุกเลย เจ้าประเมินตนเองสูงไปแล้ว”
ในที่สุดว่านซิวจื่อก็หยุดดิ้น
สองมือไม่เหลือพื้นที่ว่างอีก
เขาถูกแขวนบนกำแพงด้วยลมหายใจเฮือก
สุดท้าย พูดไม่ออกแม้แต่ คำเดียว
ภาพฉากอำมหิตชวนให้ผู้คนเห็นแล้วอกสั่น
ขวัญหนี
ตลอดเวลานั้นเซี่ยเวยกลับคล้ายมองไม่เห็น
อะไรทั้งสิ้น เขาวางจอกชา ลุกเข้าไปใกล้อย่าง
เชื่องช้า ในดวงตาอันลึกล้ำมีประกายมืดทะมึน
วาบผ่าน ดูประหนึ่งยังหลงเหลือความเมตตาที่
เจือความเวทนาอยู่บางส่วน
เขากล่าว “แต่ที่เจ้าปล่อยข้าไปตอนนั้น
ความจริงก็นับเป็นพระคุณ กึ่งหนึ่ง”
ว่านซิวจื่อแทบจะหมดสติอยู่แล้ว
จึงถูกน้ำเย็นกระบวยหนึ่งสาดปลุก
เขาได้ยินคำพูดของเซี่ยเวยชัดเจน แม้จะรู้ว่า
เป็นไปไม่ได้ แต่ยามอยู่ ในสภาพสิ้นหวังก็พลัน
คว้าเจอความหวัง จึงลืมตาขึ้นจ้องอีกฝั่ายเขม็ง
อย่างอดไม่ไหว
ริมฝีปากของเซี่ยเวยปรากฏรอยยิ้มพิกล พูด
เนิบ ๆ “ไม่ใช่ว่าเจ้าอยากเป็นฮ่องเต้หรอกหรือ
ข้าจะให้ทางรอดเจ้าสายหนึ่ง ให้โอกาสเจ้าสัก
ครั้ง”
ว่านซิวจื่อตัวสั่นสะท้าน
เซี่ยเวยหลุบตา ปากยังพูดเสียงนุ่มนวล
“นิกายสวรรค์ยังเป็นของเจ้า กองทัพธรรมก็
ยังคงเป็นของเจ้า จงบุกขึ้นเหนือต่อไป บัลลังก์
มังกรยังคงอยู่ในตำแหน่งสูงที่สุดของพระราชวัง”
ชั่วขณะนั้น ว่านซิวจื่อขนลุกชันไปทั้งร่าง!
เขาเองก็นับเป็นคนมากแผนการ มีหรือจะฟัง
คำของเซี่ยเวยไม่ออก
แต่ไม่มีทางอื่นแล้ว…
ออกไปจากที่นี่ ไปต่อสู้ช่วงชิงบนแผ่นดิน
กว้างใหญ่ เช่นนี้ก็ยังอาจ มีทางรอด หาไม่แล้ว
วันนี้คงได้หัวหลุดจากบ่า!
*****
เหล่าผู้นำระดับสูงของนิกายสวรรค์ที่ถูกจับ
ตัวไว้ก่อนหน้านี้รวมถึง ว่านซิวจื่อ ต่างถูกเซี่ยเวย
ปล่อยตัวออกมา
ไม่มีใครรู้เหตุผล
เพียงแต่หลังจากว่านซิวจื่อถูกปล่อยตัวได้ครึ่ง
เดือน กองทัพธรรม ของนิกายสวรรค์ที่หยุด
เคลื่อนไหวก็รวมพลอีกครั้ง บุกขึ้นเหนือด้วย
ความ บ้าคลั่ง! เห็นเมืองยึดเมือง เห็นค่ายยึดค่าย
แทบไม่สนใจผลลัพธ์ภายหลัง ใช้ชีวิตและโลหิต
ของผู้คนมาแลกเปลี่ยน!
ใต้หล้าวุ่นวาย ผู้กล้าตามล่ากวาง
ราชสำนักออกคำสั่งระดมพลปราบกบฏ
ทัพซินโจวซึ่งเดิมประจำอยู่ชายแดนและเพิ่ง
ได้รับชัยจากการรบกับ เผ่าต๋าต๋า พร้อมอดีตหย่ง
อี้โหวซื่อจื่ออย่างเยี่ยนหลินเป็นแม่ทัพ ประกาศ
กร้าวว่าได้รับคำสั่งจากองค์หญิงให้พิทักษ์ใต้หล้า
ชูธงพิทักษ์ฮ่องเต้ด้วย ความอาจหาญพร้อมรวม
กำลังทหารจากซินโจวและหวงโจว กวาดล้าง
นิกายสวรรค์ ปกปั้องราชสำนัก!
กองทัพธรรมนิกายสวรรค์บุกตะลุยไปเบื้อง
หน้า ขณะที่ ‘ทัพพิทักษ์ฮ่องเต้’ ของพวกเขาไล่
ตามหลัง หลายครั้งเมืองที่นิกายสวรรค์ทุ่มเท
เรี่ยวแรงกายใจ ไม่รู้ตายไปเท่าไรกว่าจะตีชิงมา
ได้ ยังไม่ทันหยุดพักหอบ หายใจ ทัพที่ติดตามมา
ก็บุกประชิดเมืองแล้ว
ในเมื่อสู้ไม่ไหว จึงได้แต่เตลิดขึ้นเหนือต่อ
สู้พลางหนีพลาง หนีพลางสู้พลาง เป็นดังหมา
ปั่าเพิ่งถูกปล่อยจาก กรง หวาดกลัวว่าจะถูกจับ
กลับไปอยู่อย่างอดอยากอีกครั้ง ไม่รู้หัวรู้หาง ได้
แต่รุดหน้าอย่างบ้าคลั่งเพื่อทางรอด!
นายพรานติดตามด้านหลังด้วยความไม่รีบ
ร้อน
ยึดเมืองที่พวกเขาทอดทิ้งกลับคืน ปลอบ
ขวัญประชาราษฎร์ที่ความตระหนกตกใจ แทบไม่
เสียทหารสักนายก็ยึดครองแผ่นดินกึ่งหนึ่งได้ ทั้ง
ยังชนะใจราษฎรเต็มเปียม
แผ่นดินของสกุลเสิ่น ง่อนแง่นใกล้พังภินท์
พริบตาไม่ถึงห้าเดือน กองทัพธรรมนิกาย
สวรรค์ที่ถูกบีบคั้นจนตา แดงฉานก็บุกตีจื๋อลี่
ปลายกระบี่ชี้ไปยังเมืองหลวง!
ผู้ที่ติดตามมาอย่างใกล้ชิดคือเซี่ยเวยซึ่งบัดนี้
เป็น ‘ผู้นำทัพพิทักษ์ ฮ่องเต้’
จนบัดนี้ก็ยังจะมีคนน้อยนิดในเมืองหลวงที่
เชื่ออย่างไร้เดียงสาจริง ๆ ว่าทัพซินโจวเป็นทัพ
พิทักษ์ฮ่องเต้ ทั้งยังมีผู้นำทัพคือใต้เท้ารองราชครู
เซี่ยเวย ร่วมมือกันตีกระหนาบกับทัพรักษาพระ
นครทั้งแปดหมื่นนาย เพื่อกำราบโจรกบฏนิกาย
สวรรค์ให้ราบคาบ!
หารู้ไม่ว่า…
มีดเชือดกวาง บัดนี้ถูกเงื้อง่าขึ้นอย่างลับ ๆ
แล้ว!