คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 236 เยาเหนียง (1)
กลางเดือนแปด นิกายสวรรค์ยกกำลังเข้า
มณฑลจื๋อลี่ ตั้งทัพในเมือง เปั่าติ้ง ส่วน ‘ทัพ
พิทักษ์ฮ่องเต้’ ก็กรีธาพลตามมาติด ๆ เข้ายึด
เมืองเจินติ้ง ที่นิกายสวรรค์ยึดอย่างยากลำบาก
คืนมาได้
ม้าเร็วจากเปั่าติ้งไปยังเมืองหลวงใช้เวลาไม่
เกินครึ่งวัน
ส่วนเจินติ้งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
ของเปั่าติ้ง แม้จะห่างเมืองหลวงไกลออกไปอีก
ทว่าก็ห่างจากเปั่าติ้งเพียงใช้เวลาเดินทางไม่เกิน
ครึ่งวัน
เมื่อเยี่ยนหลินนำทัพมายังเจินติ้ง กองทัพ
นิกายสวรรค์ที่ตั้งทัพอยู่ ด้านในตัวเมืองไม่อาจ
ต้านทานการบุกโจมตี เพราะเดิมทีกว่าจะ
เอาชนะ กองกำลังของราชสำนักได้ เหล่าทหารก็
หมดสิ้นกำลังวังชา ยังไม่ทันพัก หายใจหายคอก็
ต้องมาสู้ศึกกับทัพซินโจวและหวงโจว แล้วพวก
เขาจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนมาต่อต้าน
ใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วยาม กองทัพนิกายสวรรค์
ก็เปิดประตูเมืองยอมยกธงขาว
เมื่อเข้าเมืองก็พบแต่ความพินาศย่อยยับที่
หลงเหลือจากการสู้รบ ทุกหนแห่งพินาศสิ้น
ว่านซิวจื่อเองก็ไม่ใช่คนที่จะรับมือได้ง่าย ๆ
เขารู้ดีว่าหากทิ้งกำลังพลคอยรักษาเมืองที่ยึดไว้
ได้ พวกตนจะต้องเผชิญสภาพที่หน้ามีหมาปั่า
หลังมีพยัคฆ์ ต้องรับการโจมตีจากทั้งเซี่ยเวยและ
ราชสำนัก หากถึงตอนนั้นคง ไร้ซึ่งทางรอด
ตลอดสองเดือนที่ผ่านมาเขาจึงคิดหาวิธี ‘ตัด
กำลัง’ เซี่ยเวย
อย่างเช่นเมื่อบุกเข้าตัวเมืองได้ก็ปล้นชิงเผา
ทำลาย ขนทรัพย์สมบัติ จากจวนคหบดี ขุนนาง
รวมทั้งผู้มีอันจะกินจนเกลี้ยง สิ่งไหนเอาไปด้วย
ได้ ก็เอาติดไป สิ่งไหนเอาไปด้วยไม่ได้ก็เผาทิ้ง
เสบียงเล็กน้อยแค่ไหนก็ไม่ เหลือไว้ให้เซี่ยเวย
เด็ดขาด หรือหากในเมืองมีชายฉกรรจ์ ถ้าไม่
บังคับ เข้าร่วมกองทัพเพื่อใช้เป็นเบี้ยในการตี
เมืองครั้งถัดไปก็จะสังหารทิ้ง กัน ไม่ให้คนเหล่านี้
เข้าร่วมกับทัพซินโจวในภายหลัง
ฉะนั้นเมืองที่กองทัพนิกายสวรรค์เดินทัพผ่าน
จึงเปลี่ยนเป็นเมืองร้างแทบทั้งสิ้น
ช่วงแรกอาจเป็นเพราะว่านซิวจื่อสั่งให้กวาด
ล้าง แต่ช่วงหลังเป็น เพราะชาวบ้านพากันอพยพ
หนีตายตั้งแต่ก่อนเกิดการปะทะเสียมากกว่า รอ
จนทัพพิทักษ์ฮ่องเต้ที่นำโดยแม่ทัพเยี่ยนหลินมา
ถึงก่อนจึงค่อยอพยพ กลับเมือง
หากนำสองฝั่ายมาเทียบ…
ว่านซิวจื่อคือปีศาจร้าย ส่วนเซี่ยจวีอันคือ
นักปราชญ์ผู้ทรงธรรม
ทัพกบฏคือโจรเหี้ยมโหด ส่วนทัพซินโจวคือ
ทัพของโอรสสวรรค์
แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า แท้จริงแล้วผู้ชักนำให้
เกิดเรื่องทั้งหมดก็คือคนที่ได้รับยกย่องว่าเป็น
‘ทัพของโอรสสวรรค์’ และได้รับยกย่องว่าเป็น
‘นักปราชญ์ผู้ทรงธรรม’
เยี่ยนหลินนำทัพทำศึก เซี่ยเวยคิดแผนทำ
การใหญ่ หลี่ว์เสี่ยนจัดการเสบียง และแน่นอนว่า
จะขาดกำลังจากเจียงเสวี่ยหนิงไปไม่ได้ นับแต่ยึด
แดนใต้มาจากมือนิกายสวรรค์สำเร็จ กิจการใน
แดนสู่และเจียงหนานก็ กลับมาอยู่ในมือโดย
ปริยาย ถึงโจวอิ๋นจือจะขโมยตราประทับยืนยัน
ตนไป แต่ก็ทำได้เพียงเอาเงินจากร้านแลกเงินไป
ได้แสนกว่าตำลึง
เงินทองเป็นเพียงวัตถุ คนใช้เงินเป็นต่างหาก
ที่มีค่า
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็ไม่ได้อยู่ว่าง ๆ นางคอย
ตามหลังกองทัพมาตลอดทาง พาเว่ยเหลียงซึ่ง
ไม่ได้ไปสอบเคอจวี่ติดมาด้วย พวกเขาสอบถาม
ความเป็นอยู่ของชาวบ้านในทุกเมืองที่ไปเสมอ
เป็นอันดับแรก แล้วปรับปรุงการ ทำเกษตรให้
เข้ากับแต่ละท้องที่มากกว่าจะทำเพียงบำรุงขวัญ
นั่นให้ผลลัพธ์ยอดเยี่ยม
เพียงแต่ว่า…
เจี้ยนซูเดินไปข้างหน้าขณะกำจดหมายจาก
เมืองหลวง เมื่อคิดถึง ท่าทางทึ่มทื่อของคุณชาย
เว่ย เขาก็อดเบะปากไม่ได้ ใช่ว่าเขาไม่พอใจอะไร
คุณชายเว่ยหรอก เพราะว่ากันตามจริงแล้ว
คุณชายที่สนใจแต่ทำสวนทำไร่ท่านนี้ แม้จะ
ทำงานหนักก็ไม่เคยวางมาด ทั้งยังดูน่าเข้าหาอีก
ด้วย
แย่ตรงนี้นี่แหละ
ใครให้เจ้าตัวเป็นคนของคุณหนูรองหนิงล่ะ
คุณชายเว่ยหน้าตาพอถูไถ ชอบติดตาม
คุณหนูรองหนิงและพูดคุยกันถูกคอ มีครั้งหนึ่ง
เซียนเซิงของเขามองสองคนนี้ถือมันเทศนั่งยอง
กันใน ท้องไร่ตลอดบ่าย เซียนเซิงหน้าดำทะมึน
อย่างกับก้นหม้อ
แล้วอีกฝั่ายก็ดันฟังคำคนไม่รู้เรื่อง
มีครั้งหนึ่งคุณหนูรองหนิงไม่อยู่ เซียนเซิงเจอ
คุณชายเว่ยเข้าพอดีจึง เรียกมานั่งดื่มชา แล้วเอ่ย
เลียบเคียงตักเตือนเขา เขางุนงงฟังไม่เข้าใจ ไม่รู้
อะไรเกี่ยวกับการเข้าสังคมเลยสักนิด ทั้งยังถาม
กลับอย่างสงสัยว่า “คุณหนูไปด้วยไม่ได้หรือ
ขอรับ แต่นางเป็นคนคุมเงิน ทุกคนล้วนชื่นชอบ
นาง ทุกเรื่องต้องผ่านความเห็นชอบของนาง
ดังนั้นต้องให้นางไปดูสิจึงจะรู้ มีอย่างที่ไหนดูแค่
บัญชีแล้วจะทำหรือปลูกอะไรได้เลย”
วันนั้นน่าจะเป็นวันที่เซียนเซิงอารมณ์เสีย
ที่สุดวันหนึ่งเลยทีเดียว
แม้แต่คุณหนูรองหนิงก็หนีไม่พ้นเคราะห์
กรรมในวันถัดมา ขณะเรียนพิณ นางที่สมาธิหลุด
และเอ่ยถึงเว่ยเหลียงไปประโยคเดียวก็ถูกเซียน
เซิงคว้าไม้เรียวตีกลางฝั่ามือจนร้องน้ำตาเล็ด จน
แล้วจนรอดก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมเซียนเซิงถึงหัว
เสียนัก
เห็นท่าทางแบบคนที่กินน้ำส้มสายชูอยู่เงียบ
ๆ ของเซียนเซิงตัวเอง แล้ว เจี้ยนซูก็ท้ายทอยเย็น
วาบจนไม่กล้าพูดมาก
ดีที่เซียนเซิงรู้ว่าอะไรเป็นอะไร
แม้จะหึงหวง แต่ก็เพียงชั่วคราว
เพราะความสัมพันธ์ช่วงก่อนหน้านี้ของ
คุณหนูรองหนิงกับคุณชายเว่ยขาวสะอาด ไร้สิ่ง
ใดแอบแฝง ต่างมุ่งมั่นแค่ทำสวนทำไร่ ต่อให้
เซียนเซิง ไม่พอใจปานใดก็ต้องกลืนกลับลงไป
ยามนี้คนในจวนเจ้าเมืองเจินติ้งถูก
เปลี่ยนเป็นคนของทัพซินโจวแล้ว ยามช้อนตา
มองก็เห็นว่าภายในเรือนมีแต่ทหารสวมชุดเกราะ
เดินไปมา
เจ้าเมืองคนก่อนถูกว่านซิวจื่อบั่นศีรษะตอน
กองทัพนิกายสวรรค์บุก เข้าเมืองมาได้ ขุนนางที่
เหลือส่วนมากถูกสังหาร ส่วนผู้ที่รอดชีวิตเผ่น
แน่บไม่มีเหลือ
ด้วยเหตุนี้จวนเจ้าเมืองจึงร้าง
ให้พวกเซี่ยเวยเยี่ยนหลินพักได้พอดี
ส่วนที่พักของคุณหนูรองหนิง แน่นอนว่าต้อง
เป็นเรือนหลังที่ดีที่สุด ในจวน
เวลานี้ย่างเข้าฤดูสารทแล้ว ใบเฟิง[1]กำลัง
เปลี่ยนสี
ระเบียงทางเดินแว่วเสียงพิณไหลลื่นดั่งน้ำแร่
ธรรมชาติ นับว่าผู้เล่น จับจุดการบรรเลงพิณได้
แล้ว ทั้งยังเริ่มชำนาญขึ้นเรื่อย ๆ
เจี้ยนซูที่ฟังอยู่ด้านนอกอมยิ้ม แต่เมื่อก้มเห็น
จดหมายในมือ สีหน้าก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเคร่ง
ขรึม
เขาก้าวเข้าไปในลาน
หน้าต่างตัวเรือนใกล้ ๆ เปิดอยู่ เจียงเสวี่ย
หนิงนั่งหน้าโต๊ะ กำลังดีด สายพิณตามห้วง
อารมณ์ ส่วนเซี่ยเวยยืนอยู่ด้านข้าง มองและฟัง
นาง บรรเลงเงียบ ๆ
นางถอนหายใจเมื่อบรรเลงเพลงจบในที่สุด
จากนั้นหันหน้าถามด้วยความตื่นเต้นว่า “เป็น
เช่นไรบ้าง ครั้งนี้ข้าบรรเลงได้ถูกหมดเลยใช่
หรือไม่ เช่นนั้นครึ่งชั่วยามต่อจากนี้ก็พักได้แล้ว
สินะ”
เซี่ยเวยมุมปากกระตุกทันทีที่ได้ยิน
สายตาเยียบเย็นปราดมองดวงตาเปียม
ความหวังของนาง รู้ดีว่านางกำลังพนันกับเขา ที่
พูดว่าเมื่อบรรเลงเพลงได้ถูกต้องทั้งหมดก็แสดง
ว่านางเป็นแล้ว ครึ่งชั่วยามที่เหลือไปพักได้ แท้
จริงน่ะคือการสร้างเงื่อนไข แค่ อยากอู้ก็เท่านั้น
แต่ยังมีเวลาอีกนาน
ต่อให้วันนี้ไม่สำเร็จก็เรียนต่อวันหน้าอยู่ดี ไม่
รู้เหตุใดหนิงรองถึง หัวทึบไม่เข้าใจกันนะ
เขาหัวเราะ ไม่บังคับนางต่อ “เช่นนั้นวันนี้ก็
พอแค่นี้”
ตั้งแต่เกิดเรื่องนิกายสวรรค์ หนิงรองก็พูดคำ
ไหนคำนั้น มาเรียนพิณ กับเขาจริง ๆ หลายเดือน
มานี้หากวันไหนไม่มีการสู้รบ เขาไม่ต้องไปหารือ
วางแผนการและนางไม่ต้องวุ่นวายกับการค้าขาย
ทั้งสองก็จะอยู่ด้วยกัน ในห้อง คนหนึ่งสอนพิณ
คนหนึ่งเรียนพิณ
เพียงแต่ปากของหนิงรองเชื่อถือไม่ได้
นิสัยนางอยู่ไม่นิ่ง ตอนให้อยู่ในห้องก็เกียจ
คร้าน แต่ครั้นออกพ้น ประตูได้ก็กลับมา
กระปรี้กระเปร่าดังเดิม ที่นางบอกว่าจะเรียนพิณ
เพื่อ วันหน้าจะได้บรรเลงให้เขาฟังนั้น จะว่า
เรียนก็เรียนอยู่ มีพัฒนาการไหมก็มีอยู่ ทว่านาง
นั่งนาน ๆ ไม่ค่อยได้ นั่งนิ่งได้แค่ครึ่งชั่วยามก็
กระสับกระส่าย ไปทั้งตัว ยุกยิก ๆ คิดแต่จะแอบ
พัก
เซี่ยเวยเป็นอาจารย์ผู้เข้มงวดมาแต่ไหนแต่ไร
หากเป็นตอนเรียนพิณที่ตำหนักเฟิงเฉินละก็ นาง
คงโดนไม้เรียวไปแล้ว
——————–
1. เฟิง หมายถึงเมเปิล
บทที่ 236 เยาเหนียง (2)
ทว่ายามนี้…
เมื่อนางไม่ยอมฝึก เขาโมโห ครั้นนางกล้ำ
กลืนฝืนทนฝึก เขาก็สงสาร
ทั้งที่ให้เจี้ยนซูเตรียมไม้เรียวไว้ถึงสองไม้ แต่
จนบัดนี้ก็ยังคงดูใหม่เอี่ยม ไม่ต้องถึงขนาดตีจน
หักหรอก แค่รอยขีดข่วนยังแทบไม่มี!
เจียงเสวี่ยหนิงไม่รู้ความในใจของเซี่ยเวย นาง
รู้เพียงคนคนนี้ดูจะคุย ง่ายขึ้นทุกวัน
ช่วงนี้ใช่ว่านางไม่อยากฝึกพิณ
ตอนให้สัญญากับเซี่ยจวีอัน นางเองก็กล่าว
อย่างจริงจัง ทว่าสถานการณ์การสู้รบตอนนี้ อีก
ไม่นานจะถึงเมืองหลวงแล้ว ทุกเรื่องราวในอดีต
แจ่มชัดขึ้นในสมอง หากฝึกพิณด้วยใจเหม่อลอย
คงคืบหน้าช้าอืดอาด ไม่สู้รอให้ ใจสงบค่อย
กลับมาฝึกจะดีกว่า ด้วยเหตุนี้นางจึงเล่นลูกไม้
แอบอู้ไปก่อน
นั่งนานจนปวดคอ
เจียงเสวี่ยหนิงถอนหายใจยาวพลางหันคอไป
มา
เซี่ยเวยที่ยืนอยู่ด้านหลังเห็นแล้วอมยิ้ม ยื่น
นิ้วมือเรียวยาวไปวางที่ท้ายทอยของนาง ออก
แรงนวดทีละนิด “เจ้าจับปลาสามวันก็ทอดแห
สองวันแบบนี้ เกรงว่าเรียนจนแก่ก็ยังเรียนได้ไม่
ถึงเจ็ดแปดส่วนของข้า ด้วยซ้ำ ฝึกแค่นี้ก็เหนื่อย
เสียแล้ว…”
เจียงเสวี่ยหนิงกลอกตาใส่เขา
ขณะหันหน้าไปหาเซี่ยเวยก็เห็นเจี้ยนซูเดิน
เข้าประตูมา เมื่อเห็น สีหน้าของเขา รอยยิ้ม
สบายใจของนางก็ค่อย ๆ เลือนหาย ถามขึ้นมา
ว่า “ข่าวมาถึงแล้วหรือ”
เจี้ยนซูเดินเข้ามายื่นจดหมายให้
เขาค้อมกายเอ่ย “ด้วยการช่วยเหลือจาก
คุณชายติ้งเฟย เตาฉินจึงพาตัวออกนอกเมืองมา
ได้อย่างปลอดภัย จะมาถึงเจินติ้งคืนนี้ขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงรับจดหมายมาเปิดอ่าน นางนั่ง
อยู่นาน สีหน้าปราศจากอารมณ์ใด จากนั้นค่อย
ๆ เงยหน้ามองใบไม้แดงนอกหน้าต่าง พูดกับ เซี่ย
เวยว่า “พริบตาเดียวก็ฤดูใบไม้ร่วง ถึงช่วงเวลา
บุปผาโรยราอีกแล้ว…”
*****
น้อยครั้งนักที่โจวอิ๋นจือจะไม่อยากขี่ม้าหรือ
นั่งเกี้ยว เขาเอามือไพล่หลังเดินกลับจวนแทน
ภาพการหารือในท้องพระโรงเมื่อสักครู่ลอย
เข้ามาห้วงคิด
วันนี้เขาได้ขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าทหาร
รักษาการณ์ประจำประตูเมืองทั้งเก้า นำทหาร
รักษาการณ์เมืองหลวงเฉกเช่นเดียวกับติ้งกั๋วกง
เซียวหย่วน ห่างจากตำแหน่งขุนนางขั้นสูงสุดแค่
ก้าวเดียว ทว่าเขากลับไม่ดีใจเลยแม้แต่น้อย
ราชสำนักตกมามีชะตากรรมเช่นนี้ เป็นเรื่อง
ที่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ คาดคิดไม่ถึง
นับตั้งแต่กลับจากซินโจว เซียวซูก็ได้หน้า
เสิ่นหลางเองก็ชื่นชมเขา ยิ่งนัก เดิมคิดว่าถึงจะ
ลงมือกับโหยวฟางอิ๋นหนักไปหน่อยจนต้องผิดใจ
กับเจียงเสวี่ยหนิงเป็นแน่แท้ แต่อย่างไรเสียเขาก็
ยังได้ประโยชน์
ใครจะไปรู้ว่านิกายสวรรค์กลับก่อกบฏ เขา
ยังดีใจไม่ทันถึงสองวันเลย
สถานการณ์ตอนนี้วุ่นวายมาก
ผู้ที่เคยไปซินโจวและรู้เรื่องการบุกโจมตีชน
เผ่าต๋าต๋าตั้งแต่ต้นจนจบ เช่นเขา ไม่มีทางไร้
เดียงสาอย่างพวกผู้มีอำนาจในเมืองหลวงที่เชื่อว่า
ทัพของเซี่ยเวยกับเยี่ยนหลินเป็นทัพพิทักษ์ฮ่องเต้
และเป็นพันธมิตร
แต่ถึงกระนั้นจะมีใครกล้าพูดความจริง
ออกไปโต้ง ๆ กัน
ยิ่งนิกายสวรรค์รุกใกล้เข้ามาเท่าไร เมือง
หลวงก็ยิ่งต้องเผชิญอันตราย อีกทั้งชื่อเสียงอัน
เลวร้ายของนิกายสวรรค์ก็ทำให้ตระกูลขุนนางผู้มี
อำนาจหลายตระกูลทนนิ่งเฉยต่อไม่ไหว บาง
ตระกูลลอบวางแผนหลบหนีก่อน บางตระกูลถึง
ขั้นคิดสวามิภักดิ์ต่อกบฏ
แต่มีหรือเสิ่นหลางจะทรงยินยอม
ระยะนี้องครักษ์เสื้อแพรลอบจับคนคิดหนีได้
ไม่น้อย คนเหล่านี้จะถูกส่งไปขังคุก แย่หน่อยถูก
ลอบสังหารเลยก็มี
การไม่เอ่ยถึงทัพพิทักษ์ฮ่องเต้ยังพอช่วย
รักษาสถานการณ์ความสงบ ในเมืองหลวงไว้ได้
บ้าง ทว่าหากกระจายเรื่องนี้ออกไปตามจริง
เกรงว่า เมืองหลวงคงแตกโดยไม่ต้องมีผู้ใดมา
โจมตีเป็นแน่
เพราะใครจะเชื่อล่ะว่า…
ลำพังเมืองหลวงจะต้านทานการโจมตีจากทั้ง
ทัพธรรมของนิกาย สวรรค์และทัพของเซี่ยเวย
กับเยี่ยนหลินได้
โจวอิ๋นจือคิดว่าราชสำนักในตอนนี้ก็เหมือน
ไข่ไก่แขวนด้วยเส้นผม จะถูกลมแผ่วเบาพัดตกลง
มาแตกจนไม่เหลือชิ้นดีเมื่อไรก็ได้!
กองทหารจากทงโจว กองทหารรักษาเมือง
หลวง
รวมกันแล้วมีแค่หยิบมือ จะต้านทานไหวจริง
ๆ น่ะหรือ
อีกทั้งเมื่อเขานึกถึงฮ่องเต้ที่วันนี้รั้งตัวจางเจอ
นิสัยดื้อรั้นคนนั้นไว้ ตามลำพัง เหมือนต้องการ
มอบหมายเรื่องบางอย่างโดยไม่ให้ขุนนางอื่น
ทราบ ก็รู้สึกว่าต้องไม่ใช่เรื่องธรรมดาเป็นแน่
เขาเริ่มหงุดหงิด ครั้นเงยศีรษะก็พบว่าตนเอง
เดินมาถึงหน้าประตูจวนแล้ว
จวนที่ซ่อมแซมใหม่แต่เดิมก็กินพื้นที่
กว้างขวาง ตามเสากำแพงมี ภาพวาดและคาน
แกะสลัก หลังตบแต่งเฉินซูอี๋เข้าจวน จำนวนข้า
รับใช้ ก็เพิ่มอีกกว่าร้อยคน รวมทั้งต้นหยก
ปะการัง เงินทอง ไข่มุก และอัญมณี หรูหรา
ตระการตายิ่งนัก
แต่ยามนี้เขาไม่มีกะจิตกะใจจะมองสิ่งใด
ทั้งนั้น
โจวอิ๋นจือหยุดยืนที่ลานชั่วครู่ เขาเบื่อหน่าย
ท่าทีของเฉินซูอี๋เต็มทน สุดท้ายจึงหมุนตัวเดิน
ลอดซุ้มประตูสลักลายตรงไปยังเรือนตะวันตก
แทน
ปกติด้านนอกต้องมีสาวใช้ยืนคอยรับคำสั่ง
ทว่าวันนี้ไม่รู้ไฉนด้านนอกไม่เพียงร้างผู้คน
แต่ด้านในก็ยังปราศจากเสียงใด ๆ อีก
โจวอิ๋นจือประหลาดใจเล็กน้อย
แต่ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก
ขณะที่ขาของเขาก้าวข้ามธรณีประตู สายตา
ก็เหลือบเห็นกระถางเบญจมาศเล็บมังกรทองที่
ปกติได้รับการดูแลเป็นอย่างดีล้มอยู่บนพื้น
ด้านข้าง ใจเขาเย็นวาบ ต้องเกิดเรื่องไม่ดีเป็นแน่
เขารีบก้าวเข้าไปด้านใน สิ่งที่ปรากฏแก่
สายตาก็คือ สาวใช้ทั้งหมดถูกอุดปากมัดมือมัด
เท้ากองรวมกันข้างกำแพง!
หนังตาโจวอิ๋นจือกระตุก เขาวางมือลงบน
ดาบข้างเอวแล้วพุ่งเข้าไป ในห้อง
ตะโกนด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่นว่า “เยาเหนียง
…”
ในห้องว่างเปล่า
บนพื้นมีเสื้อเด็กที่ยังปักลายไม่เสร็จตกอยู่
และบนโต๊ะก็มีจดหมายวางไว้หนึ่งฉบับ
*****
ตกกลางคืน โคมสว่างไสวแขวนตามระเบียง
ทางเดิน
เปลวเทียนในห้องกระเพื่อมตามแรงลม
ใบหน้างดงามของเจียงเสวี่ยหนิงจึงดูวูบไหว
พร่าเลือน
เตาฉินที่ไปเมืองหลวงหลายเดือนกลับมาแล้ว
ทั้งยังพาหญิงตั้งครรภ์ มาด้วยคนหนึ่ง
หน้าตาหมดจด ดูเหนียมอาย
เทียบกับหลายปีก่อนที่เจียงเสวี่ยหนิงเจอนาง
ครั้งแรก ผิวเจ้าตัวขาวเนียนขึ้นไม่น้อย ชุดที่สวม
ใส่ก็เปลี่ยนเป็นตัดจากแพรต่วน ใบหน้าอ่อนโยน
ทว่าเมื่อถูกจ้องด้วยสายตาเรียบนิ่ง ร่องรอย
ความพรั่นใจก็ปรากฏ ทั้งยัง ยกมือกุมท้องโดยไม่
รู้ตัว
ตำแหน่งนั้นนูนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
เยาเหนียงตั้งครรภ์ได้หกเดือนแล้ว
ชาติก่อนเจียงเสวี่ยหนิงไม่เคยเจอคนผู้นี้ ส่วน
ชาตินี้พวกนางก็เพิ่ง เจอกันสองครั้ง
หากไม่ใช่เพราะโจวอิ๋นจือ นางคงจำชื่ออีก
ฝั่ายไม่ได้ด้วยซ้ำ
จู่ ๆ เจียงเสวี่ยหนิงก็หัวเราะ จับปอยผมของ
เยาเหนียงอย่างแผ่วเบาพลางขบคิดว่าผู้หญิงคน
นี้จะทำประโยชน์ได้มากน้อยเพียงใด นางเอ่ย
อย่างเนิบช้าว่า “ไม่ต้องกลัวไป คนที่ข้าคิดสังหาร
ไม่ใช่เจ้า”
ประโยคนี้ไม่พูดเสียยังดีกว่า เนื่องด้วยเยา
เหนียงหน้าซีดเผือดทันทีที่ได้ยิน
นางจำเจียงเสวี่ยหนิงได้
นางรู้ดีว่าปีนั้นนายท่านของนางร่ำรวยขึ้นมา
ได้อย่างไร ต่อมา นายท่านไปซินโจว ช่วงสองวัน
แรกที่เพิ่งกลับมีท่าทีกระวนกระวายอยู่ ตลอด
กลางคืนข่มตาหลับไม่ลง และบัดนี้คุณหนูท่านนี้
ก็กลับมาแล้ว…