คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 237 โจ๊กอุ่นในคืนเหน็บหนาว
การไปเมืองหลวงครั้งนี้ของเตาฉินไม่ได้
ราบรื่นอย่างที่คิด
โจวอิ๋นจือเปลี่ยนไปมากเมื่อเทียบกับสมัยยัง
ไม่ร่ำรวย ตอนนี้จวน ปรับปรุงใหม่ เจ้าตัวดำรง
ตำแหน่งสำคัญในหน่วยองครักษ์เสื้อแพร ให้
ความสำคัญกับความปลอดภัยของตนเป็นอย่าง
ยิ่ง ผู้คุ้มกันในจวนล้วนเป็นมือดี เดินลาดตระเวน
ทั้งกลางวันกลางคืน เมื่อคิดจะลักลอบพาคนเป็น
ๆ ออกมาจากจวนโดยไม่ให้ใครรับรู้ก็จำต้องคิด
ให้รอบคอบ สุดท้ายผู้ที่โตมาข้างถนนอย่างเซียว
ติ้งเฟยก็เป็นคนเสนอแผน เขาให้อดีตนักฆ่าสาวที่
นิกายสวรรค์ ฝึกปรือเพื่อลอบสังหารขุนนางราช
สำนักปลอมตัวเป็นหญิงปักผ้า ยกลัง เสื้อผ้าใบ
ใหญ่เข้าไป แล้วใส่คนเป็น ๆ กลับออกมา
นับเป็นการเล่นกลตบตาใต้จมูกโจวอิ๋นจือโดยแท้
เมื่อพ้นประตูเมืองมาก็ลำบากกันต่อ
จึงนำตัวคนมายังเมืองเจินติ้งได้สำเร็จด้วย
ประการฉะนี้
เจียงเสวี่ยหนิงเข้าใจความหวาดกลัวของเยา
เหนียงดี แต่ใครกันเล่า จะคืนชีวิตของฟางอิ๋นให้
นางได้
ความเวทนาจึงถูกความอาฆาตกดข่มลงไป
นางไม่พูดอะไรมากความ เก็บมือกลับแล้วหัน
ไปกำชับ “พานางไปได้ เฝั้าดูให้ดี อย่างไรเสียก็
กำลังตั้งครรภ์ ดังนั้นระวัง ๆ หน่อย”
เตาฉินพาคนออกไป
เยาเหนียงเหมือนมีสิ่งที่อยากจะพูดมากมาย
แต่ด้วยความที่เป็นคน พูดไม่เก่ง ลงท้ายแล้วจึง
ไม่ปริปาก
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็ไม่อยากจะฟัง
เมื่อคนออกไปกันหมด นางจึงนั่งอยู่ในห้อง
ตามลำพังครู่ใหญ่ เหม่อ มองนอกหน้าต่าง เห็น
สายธารดวงดาวเต็มท้องนภาและจันทร์เสี้ยวที่
กำลังจะเต็มดวงในอีกไม่ช้า ความเศร้าโศกเข้า
เกาะกุมหัวใจจนไม่รู้สึกง่วงเลยสักกระผีก
นางลุกออกไปนอกห้อง
ทหารลาดตระเวนฝีเท้าแผ่วเบา เมื่อเห็นนาง
เข้าก็หยุดทักทาย “คุณหนูรองหนิง” นางทำ
เพียงพยักหน้ารับ เดินตรงต่อไปยังเรือนอัน
ห่างไกลและเงียบสงบที่สุดของเซี่ยเวย
ภายในเรือนยามดึกเงียบสงัด
แม้ห้องจะจุดตะเกียงไว้ แต่กลับว่างเปล่าไม่มี
ใคร
มีเพียงเสียวเปั่านั่งอยู่ตรงระเบียงทางเดิน
นอกห้อง เมื่อเห็นนางก็ยิ้มแล้วเอ่ยรายงานโดยไม่
ต้องให้ถาม “เซียนเซิงอยู่ที่ครัวขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงแปลกใจ ดึกขนาดนี้เซี่ยจวีอัน
ไปทำอะไรที่ครัว
นางไม่ถามมาก หมุนตัวเดินออกไปทันที
ครั้นถึงหน้าห้องครัวก็พบว่าด้านในจุด
ตะเกียงตามคาด มีเสียงมีด กระทบเขียงถี่ ๆ ไม่
หนักไม่เบาดังลอดออกมา ฟังดูก็รู้ว่าผู้ใช้มีด
ช่ำชอง เพียงใด น่าจะกำลังหั่นผัก
เจียงเสวี่ยหนิงเดินเข้าไปดูแล้วถามว่า “ท่าน
หิวหรือ”
จานชามสะอาดวางอยู่บนโต๊ะ
ส่วนบนเตามีโจ๊กกำลังต้มด้วยไฟอ่อน
เซี่ยเวยที่พับแขนเสื้อขึ้นยืนข้างเตา กำลังก้ม
หน้าหั่นซานเย่า[1]เป็น ลูกเต๋า เมื่อหั่นเสร็จและ
นำไปพักไว้ทางหนึ่งก็เงยหน้ามองมา พูดเสียง
เรียบว่า “ข้าไม่ได้หิว แต่คิดว่าคืนนี้เจ้าอาจ
ต้องการกินอะไรหน่อย”
ห้องครัวสว่างสู้ห้องอักษรไม่ได้ มีตะเกียง
น้ำมันจุดไว้เพียงสองดวง ทว่าลำแสงไม่ค่อยสว่าง
นี้เองที่ส่องให้เห็นโครงร่างสูงใหญ่ของเขา เงา
จางๆ ทาบทับข้างลำคอ ทำให้เขาดูเป็นแค่คน
ธรรมดาบนโลกหล้า
เจียงเสวี่ยหนิงปวดไปทั้งใจ
คนผู้นี้มักจะรู้ดีไปเสียทุกเรื่อง
นางเคยคิดว่าคนร้ายกาจ มีนิสัยคบค้า
สมาคมด้วยได้ยาก ทั้งยังยึดมั่นถือมั่นและบ้าคลั่ง
อย่างเขา หากได้ใช้ชีวิตด้วยกันจริงก็คงเป็น
เหมือนดัง เยี่ยนหลินว่าไว้ คือทั้งเหนื่อยและไม่
เป็นอิสระ
ทว่าเกือบครึ่งปีที่ผ่านมา…
เวลาส่วนน้อยใช้เรียนพิณ เวลาส่วนมากหมด
ไปกับการเดินทาง ไม่ว่าจะของกินหรือของใช้
เรื่องปัญหาคนไปจนถึงปัญหาเหตุการณ์ต่าง ๆ
ไม่มี สักครั้งที่ทำให้นางรู้สึกไม่พอใจ เซี่ยจวีอัน
จัดการทุกอย่างได้ดีเสมอ เรื่อง ไหนนางไม่
จำเป็นต้องมาปวดหัวก็ไม่มีตกมาถึงมือ ส่วนเรื่อง
ไหนที่นางต้องเข้าไปจัดการ เขาก็ไม่เคยซอกแซก
ถามเลย
อย่างตอนเรียนพิณ มีบ้างที่เขาคว้าไม้เรียว
มาตีเพราะโมโหที่นางดื้อ
ทว่าพอแกล้งร้องไห้เข้าหน่อย เขาก็จะเม้ม
ปากจับมือนางไว้ หักใจ ตีต่อไม่ลง แล้วมักจะจบ
ลงที่ปล่อยตามใจนาง หรือกระทั่งชงชายกของ
ว่างมาให้พักกินอะไรสักหน่อยค่อยเรียนต่อ
แต่ก็มีตอนดุร้ายเหมือนกัน
ในเวลาเช่นนั้น เซี่ยจวีอันไม่มีทางปล่อยนาง
ไปโดยง่าย มีสองคราที่ นางยั่วโมโหจนเขาถอด
ชุดนางไปครึ่งตัวตอนกลางวันแสก ๆ จากนั้นกด
นางชิดกำแพงจนหน้าแนบหน้าต่าง นางกลัวจน
ทั้งร่างอ่อนยวบ จากนั้นเขา ก็จะถามซ้ำ ๆ ว่า ยัง
จะกล้าอีกหรือไม่
หากนางตอบไม่กล้า เขาก็จะปล่อยนางไป
หากนางดื้อรั้นไม่ยอมรับผิด เช่นนั้นก็ต้องรับ
กรรม เรียนพิณจบมือ อาจจะไม่ปวด แต่ขาเปลี้ย
แน่นอน
ทว่าหลังจากเสร็จเรื่องก็มักถึงคราวเขาที่ต้อง
มาง้อ โอบนางไว้ใน อ้อมแขน จุมพิตซับหยาดน้ำ
ที่ปลายหางตา แต่ยังไม่วายพูดด้วยรอยยิ้มว่า ดูสิ
ว่าครั้งหน้าจะยังปากแข็งอีกหรือไม่
เจียงเสวี่ยหนิงคิดว่าเขาคือร่างรวมของ
นักบุญกับปีศาจ
แต่ไม่ว่าเมื่อไร สายตาของเขายามมองมาก็
มักสงบสุขเป็นนิตย์ บางครั้งยามนางพูดคุยกับ
ผู้อื่นแล้วเงยหน้าขึ้นก็มักสบเข้ากับสายตาของ
เขา ช่วงแรกที่ถูกจับได้คนผู้นี้ยังกระดากบ้าง
ทว่านานไปก็เปลี่ยนเป็นมองกันโต้ง ๆ ไม่สะทก
สะท้าน
นางเคยถาม ท่านมองไม่พอหรือไร
ตอนแรกเซี่ยจวีอันไม่ได้ตอบ
กระทั่งตีเมืองจี่หนานกันมาได้ ในงานเลี้ยง
เขาถูกคารวะสุรา ปรุงวสันต์[2]ไปสองถ้วย คืน
นั้นเขาทรุดตัวนั่งบนตั่งวางเท้าข้างเตียงของนาง
แกะเม็ดบัวเป็นกำที่ไม่รู้ไปเอามาจากไหนให้นาง
กินทีละเม็ด ๆ
นางนึกว่าเขาเมา
แต่เซี่ยเวยกลับบอกว่า ข้ามีสติดียิ่ง
ภายในห้องปราศจากแสงไฟ ดวงตาของเขา
หยาดเยิ้ม เขายื่นหน้า เข้ามาจูบนางอย่างแผ่ว
เบาดั่งเกรงว่าจะทำให้ภาพฝันนี้แตกสลาย
จากนั้น ก็เอ่ยปากถามนางว่า “เจ้าจะไม่จากไป
ใช่หรือไม่”
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งเงียบ
นางไม่รู้จริง ๆ ว่าตอนนั้นความรู้สึกใดผุด
ขึ้นมาในใจของนาง
เงียบอยู่นานนางก็ตอบว่า “ไม่ไป”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้ถามว่าเขารู้ได้อย่างไรว่า
บางครั้งนางชอบกินของพวกนี้ ทว่าหลังจากนั้น
นางก็ไม่ค่อยได้เจอเยี่ยนหลินอีก อีกทั้งเวลาที่เจอ
มักมีคนอื่นอยู่ด้วย ทักทายกันสองสามคำก็แยก
ย้ายไปจัดการธุระของตัวเอง
ส่วนวันนี้นางยังไม่ทันได้พูดได้ทำอะไร เซี่ย
เวยก็เหมือนจะรู้ว่านาง กำลังคิดสิ่งใดอยู่
นางต้องการคนคุยจริงเสียด้วย
เพียงแต่เมื่อรู้แล้วว่าเขาทราบทุกอย่างโดยที่
นางไม่ต้องเอ่ยคำ ก็เหมือนไม่มีความจำเป็นต้อง
เล่าอีก
เจียงเสวี่ยหนิงหย่อนตัวนั่งบนตั่งไม้ขนาดเล็ก
ข้างเตาไฟเงียบ ๆ มองเซี่ยเวยใส่ซานเย่าหั่นเต๋า
ลงในโจ๊กซึ่งกำลังจะได้ที่ เขาหยิบช้อนมาค่อย ๆ
คน ท้ายที่สุดนางจึงพูดขึ้นว่า “ข้ายังไม่เคยฆ่า
คน”
เซี่ยเวยคนโจ๊กเสร็จก็ปิดฝาหม้อ
เขานั่งลงข้างเตาไฟติดกับนาง แต่สายตากลับ
มองกองไฟที่ถ่านถูก เผาจนแดง บรรยากาศสงบ
เงียบ “ต้องมีครั้งแรกเสมอ”
เจียงเสวี่ยหนิงกอดเข่าอย่างเชื่องช้า ซบหน้า
ลงไป ดวงตากะพริบปริบเหมือนกำลังขบคิดอะไร
อยู่ นางไม่เอ่ยคำใดอีก
เซี่ยเวยนั่งอยู่ด้านข้างเป็นเพื่อน
เวลาผ่านไปพักใหญ่จนด้านนอกไร้สรรพ
สำเนียง เซี่ยเวยลุกขึ้นตักโจ๊กซึ่งต้มได้ที่แล้วใส่
ชามยกมาให้นาง ทั้งสองคนไม่ได้ยกโต๊ะมาตั้ง แค่
นั่งข้างเตาไฟกินโจ๊กอุ่น ๆ ครึ่งชามในคืนเหน็บ
หนาว รอจนถ่านไฟสีแดงค่อย ๆ ดับลงจึงออก
จากห้องครัวไปด้วยกัน
เซี่ยเวยมาส่งนางที่ห้อง เฝั้าดูแลห่มผ้าให้ เขา
รู้ว่านางยังอารมณ์ไม่ ค่อยดีจึงจูบริมฝีปากแล้ว
เอ่ยว่า “พรุ่งนี้เช้าไม่มีเรียนพิณ เจ้าตื่นสายได้”
เจียงเสวี่ยหนิงห่อตัวในม้วนผ้าห่ม เผยเพียง
ใบหน้าออกมา
นางยิ้ม “ช่วงนี้ท่านเป็นสุภาพชนนัก”
เซี่ยเวยเหลือบตามอง “ดึกแล้วสิ หากเจ้า
อยากรีบตายนัก ข้าจะสนองให้ตอนนี้เลย”
เจียงเสวี่ยหนิงคอหดทันที จากนั้นก็แอบ
หัวเราะคิก หลับตาลงอย่าง ว่าง่ายโดยไม่กล้ายั่ว
เย้าเขาอีก
เซี่ยเวยมองนางครู่หนึ่งจึงบอกลา “ข้าไปแล้ว
นะ”
เจียงเสวี่ยหนิงลืมตาหาเขา
เซี่ยเวยวางมือบนหน้าผากนาง จุมพิตขนตา
งามงอนแผ่วเบาแล้วผละมา เขาเดินออกจาก
ห้องพร้อมงับประตูปิดให้
ดวงดาวและดวงจันทร์เริ่มเลือนราง
สายลมเย็นปะทะหน้า
เดิมเขาคิดจะกลับเลย แต่เมื่อมาถึงมุมเลี้ยว
ของระเบียงทางเดินก็ หยุดฝีเท้า สายตามองย้อน
ไปยังประตูห้องที่ปิดสนิทของเจียงเสวี่ยหนิง พัก
หนึ่งจึงค่อยกลับห้องตัวเอง
เตาฉินเพิ่งกลับมา
ส่วนเจี้ยนซูกำลังจัดโต๊ะหนังสือ
เซี่ยเวยหลุบตาเดินเข้ามา นัยน์ตาเฉยชาฉาบ
ด้วยความมืดครึ้มยาม ราตรี เขานั่งลงข้างโต๊ะวาง
พิณ นิ่งเงียบอยู่นาน
เตาฉินและเจี้ยนซูอยู่ข้างกายเขามานาน
พอจะคาดเดาได้บ้าง
เจี้ยนซูยั้งปากไว้ ไม่เอ่ยอะไร
ทว่าเตาฉินกลับพูดโพล่งตรง ๆ “ทิ้งไว้จะเป็น
ภัย ต้องขุดรากถอนโคน สังหารทิ้งหลังเสร็จเรื่อง
จะดีกว่าขอรับ”
โจวอิ๋นจือต้องถูกกำจัดแน่นอนอยู่แล้ว เพราะ
ไม่ว่าเจียงเสวี่ยหนิง หรือเซี่ยเวยก็ไม่มีใครคิดจะ
ไว้ชีวิตเขา
แต่เยาเหนียงนับเป็นภัยแอบแฝง
อีกทั้งนางก็กำลังตั้งครรภ์ ไม่มีใครรู้ว่าเด็กคน
นี้โตมาจะเป็นเช่นไร
เซี่ยเวยหลุบตามองรอยแผลเป็นกลางฝั่ามือ
ซ้าย พลางนึกไปถึงสายตาอ่อนโยนของเจียงเสวี่ย
หนิงที่มองเขาเมื่อครู่ นึกไปถึงวันหิมะตกหนักที่
วังหลวงเมื่อหลายปีก่อน เขาค่อย ๆ กำมือแน่น
ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้น ว่า “ไม่จำเป็น”
เตาฉินและเจี้ยนซูต่างมองมา
เขากล่าวว่า “หากโจวอิ๋นจือตาย นั่นก็เพราะ
กรรมที่เขาก่อ ข้ากับ หนิงรองไม่มีอะไรต้อง
ละอาย ไม่จำเป็นต้องล้างบาง”
เรื่องปลดปล่อยนิกายสวรรค์ ช่วงชิงแผ่นดิน
เขาล้วนวางแผนไว้ ทั้งหมด ไม่เคยใจอ่อน
เขาที่อยู่ระหว่างกลางราชสำนักกับนิกาย
สวรรค์ บางครั้งเพื่อให้งานลุล่วงและปั้องกันเหตุ
ไม่คาดฝันก็ต้องมือเปือนเลือดมาแล้วไม่รู้เท่าไร
ไม่นับเป็นคนจิตใจดีงาม
ก่อนหน้านี้เขาเคยคิดกำจัดเยาเหนียงจริง
อย่างไรเสียก็เดินบนเส้นทางนี้ ย่อมเข้าใจ
ลึกซึ้งว่าพลังของความแค้นมหาศาลเพียงใด หลุม
ฝังศพของเด็กสามร้อยชีวิต วิญญาณพยาบาทซึ่ง
ยัง วนเวียน หิมะที่ตกยี่สิบกว่าปีก่อน สิ่งเหล่านี้
ยังคงทับถมอยู่ในใจเขา ไม่เคยหายไป…
เซี่ยเวยถามขึ้น “สถานการณ์ทางเมืองหลวง
เป็นอย่างไรบ้าง”
เตาฉินรายงาน “เริ่มเกิดความวุ่นวายแล้ว
ขอรับ องครักษ์เสื้อแพร ลอบจับกุมและสังหาร
ขุนนางจำนวนมาก ผู้คนต่างหวาดผวา ตอนข้า
ออกจากเมืองได้ยินข่าวมาเรื่องหนึ่ง หยวนจี
น่าจะเห็นว่าสถานการณ์ไม่ดี จึง เก็บของมีค่า
แอบหนีออกนอกเมืองไปแล้ว”
เซี่ยเวยแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา
เจี้ยนซูเอ่ยถาม “แต่ก่อนคนคนนี้ชอบขัดขา
ท่าน ครั้งนี้…”
เซี่ยเวยพูด “เมิ่งหยางคงไม่ปล่อยเขาไว้หรอก
ไม่แน่อาจจะนอน เป็นศพในที่ทิ้งศพสักแห่งไป
แล้วละ ก่อนหน้านี้ข้าใช้เขาคานอำนาจกับ ว่าน
ซิวจื่อ ตอนนี้นิกายสวรรค์บุกถึงเมืองหลวงแล้ว
ในเมื่อไร้ประโยชน์ จะตายเร็วหน่อยก็ดี”
เจี้ยนซูพยักหน้า
ทว่าเตาฉินกลับขมวดคิ้ว เหมือนมีเรื่องยัง
ไม่ได้รายงาน
เซี่ยเวยช้อนตามอง ก่อนถามว่า “ยังมีอะไร
อีก”
เตาฉินอึกอักด้วยความไม่กล้าพูด “ข่าวในวัง
แจ้งมาว่า เบื้องบนคิด ส่งคนมาเกลี้ยกล่อมท่าน
ให้ร่วมมือกันจัดการนิกายสวรรค์…”
เรื่องนี้ไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว
แต่ถึงกระนั้นก็ไม่น่าทำให้เตาฉินอึกอัก
เซี่ยเวยคล้ายนึกอะไรออก หางตาของเขา
กระตุกเบา ๆ ถามเสียงต่ำ ว่า “เสิ่นหลางคิดส่ง
ใครมา”
เตาฉินก้มหน้าพลางตอบเสียงค่อยกว่าเดิม
มาก “ใต้เท้าจางแห่งกรมอาญาขอรับ”
——————–
1. ซานเย่าหรือกลอยจีน มีลักษณะเป็นท่อน
ยาว ด้านในสีขาวเนียน มักนำมาต้มกับ
อาหารเพื่อบำรุงสุขภาพ
2. สุราปรุงวสันต์ เป็นสุราเลื่องชื่อชนิดหนึ่ง
ของเจี้ยนหนาน