คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 238 พายุโหมกระหน่ำ (1)
เสียงจ้อกแจ้กจอแจด้านนอกปลุกเจียงเสวี่ย
หนิงให้ตื่นจากหลับใหล ทว่านางไม่รู้สึกหงุดหงิด
แต่อย่างใดเพราะหลับสนิทดี ขณะลุกขึ้นมา ล้าง
หน้าแต่งตัวก็ถามว่า “เว่ยเหลียงเข้าเมืองมาหรือ
ยัง”
ตอนนี้สาวใช้เหลียนเอ๋อร์กับถังเอ๋อร์อยู่รับใช้
ข้างกายนาง
เหลียนเอ๋อร์ที่กำลังหวีผมให้ยิ้มหวานตอบ
“เข้าเมืองมาแล้วเจ้าค่ะ เมื่อเช้าแวะมาหาท่าน
ด้วย เจอเซี่ยเซียนเซิงพอดี เขาบอกว่าท่านน่าจะ
กำลังนอนอยู่ เลยให้คุณชายเว่ยไปดูที่นาด้าน
นอกเมืองเสียก่อน หากท่าน ตื่นแล้วจะบอกท่าน
ให้ไปพบ เซียนเซิงยังสั่งอีกว่าบ่ายนี้ให้ท่าน
กลับมาก่อนสักครึ่งชั่วยามเพื่อมาเรียนพิณเจ้า
ค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งอึ้ง
นางจำได้ว่าเมื่อคืนเซี่ยเวยบอกว่าเช้านี้ไม่
ต้องเรียนพิณ ให้นอน ตื่นสายได้ คิดไม่ถึงว่าตอน
เช้าไม่ต้องเรียน แต่ให้ไปเรียนตอนบ่ายแทน
กิริยาวาจาเช่นนี้ช่างสมเป็นเซี่ยจวีอันจริง ๆ
แต่นางก็ไม่ติดอะไร
แม้จะได้ยินเหลียนเอ๋อร์บอกว่าเว่ยเหลียงเจอ
เซี่ยจวีอันก็ไม่คิดอันใดมาก นางกินข้าวต้มเสร็จก็
ไปดูเสิ่นจื่ออีก่อน เล่นกับเสิ่นจยาตัวน้อยที่ตอนนี้
พูดอ้อแอ้ได้แล้วพักหนึ่ง จากนั้นค่อยให้คนเตรียม
รถ ออกไปหาเว่ยเหลียงนอกเมือง
ตอนนางออกจากจวน ข่าวก็มาถึงหูเซี่ยเวย
เจี้ยนซูรายงาน “คุณหนูรองหนิงแวะไปหา
องค์หญิงก่อนออกจากจวนขอรับ”
เซี่ยเวยนั่งชงชาอยู่ในศาลา
ดอกตานกุ้ย[1]ที่ปลูกโดยรอบส่งกลิ่นหอม
อ่อน ๆ
เขาขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยิน แววอันตรายพาด
ผ่านนัยน์ตา ทว่ากลับถามด้วยน้ำเสียงเป็นปกติ
“เสิ่นจื่ออีไม่ได้ปากมากใช่หรือไม่”
เจี้ยนซูส่ายหน้า “ไม่ขอรับ”
เซี่ยเวยหลุบตา ยกถ้วยเทชาร้อนที่ชงรอบ
แรกรดฝาของปั้านชาจื่อซา
เขาพูดขึ้นอีกครั้งหลังผ่านไปครู่หนึ่งว่า
“นับว่านางชาญฉลาด ในเมืองวุ่นวาย คอยดู
ความปลอดภัยขององค์หญิงอย่าให้คลาด
สายตา”
เจี้ยนซูเข้าใจดี เขาเพียงรับคำ “ขอรับ”
เซี่ยเวยไม่กล่าวอะไรอีก เขาชงชาด้วยจิตใจ
อันสงบนิ่งคล้ายกำลังรอ การมาถึงของใครบาง
คน
เวลาผ่านไปครึ่งเค่อ เตาฉินก็พาคนคนหนึ่ง
เดินเข้ามาในสวน
เซี่ยเวยยืนอยู่บนบันไดข้างศาลา เงยหน้ามอง
ตรงไป ในมือของเขาถือถ้วยชาอันว่างเปล่า
จางเจอสวมเพียงชุดยาวสีน้ำเงินอันเรียบง่าย
ไม่ได้สวมชุดทางการ ใบหน้าจริงจังไร้ซึ่งรอยยิ้ม
เช่นเคย ประดุจต้นสนหยั่งรากลึกบนภูเขาสูง หา
ได้ไหวเอนไปตามพายุฝนไม่ ทั้งยังประหนึ่งหินผา
สูงตระหง่านทานทน กลางหิมะทำให้รู้สึกถึง
ความสงบ
มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่ามีนิสัยเช่นไร
ไม่หวาดกลัว ไม่หลบซ่อน แม้จะผ่านมาสอง
สามปีก็ยังคงผ่าเผย เที่ยงธรรม
เซี่ยเวยบีบถ้วยชาที่ถือเล่นแล้วคลายออก
อย่างเชื่องช้า เขาสะกด ความรู้สึกลงไป มองคน
ที่เดินใกล้เข้ามาแล้วเอ่ยยิ้ม ๆ ราวกับได้เจอคน
คุ้นเคยว่า “ใต้เท้าจางมาเยือนจากเมืองหลวงทั้ง
ที คนแซ่เซี่ยกลับมีงานการติดพัน มิอาจไป
ต้อนรับด้วยตนเอง ได้แต่ส่งลูกน้องไปรับ หวังว่า
จะไม่ ถือสา”
จางเจอเป็นคนเงียบ ๆ ไม่ค่อยเอ่ยวาจามาแต่
ไหนแต่ไร ยิ่งมาเจอ เซี่ยเวยที่มีฝีปากเป็นเลิศก็ยิ่ง
ดูพูดน้อยเข้าไปใหญ่
อีกทั้งเขาก็รู้ว่าตัวเองกับเซี่ยเวยไม่ค่อยลง
รอยกันนัก
จึงทำเพียงประสานมือคารวะพร้อมตอบว่า
“ท่านกล่าวเกินไปแล้ว ราชสำนักเพียงส่งข้ามา
เจรจาเท่านั้น”
ที่จริงจางเจอออกจากเมืองหลวงตั้งแต่คืน
วาน น่าจะเข้าเมืองเจินติ้ง ได้ภายในเช้าตรู่ยาม
อาทิตย์เพิ่งทอแสง ไม่คิดว่าเมื่อถึงจุดพักม้านอก
เมืองกลับถูกคนกลุ่มหนึ่งสกัดไว้ไม่ให้เดินทางต่อ
หัวหน้าคนกลุ่มนั้นก็คือเตาฉินผู้เป็นคนข้าง
กายเซี่ยเวยนี่เอง
เตาฉินแจ้งว่าเซียนเซิงของพวกตนรู้ถึงการมา
ของเขา ด้วยสถานการณ์กำลังวุ่นวาย จึงส่งคน
มาดูแลเพื่อกันไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝันจนเป็นเหตุ
ให้ ถูกราชสำนักครหาว่า ‘สังหารผู้แทน’ ได้
นอกจากนี้เซี่ยเวยก็มีกิจธุระ มากมายจึงต้อง
ลำบากเขารอสักหน่อย
ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงไม่สามารถเข้าเมือง
จวบจนใกล้เที่ยง หลังคนที่ส่งมาจากในเมือง
แจ้งบางอย่างกับเตาฉิน พวกตนถึงออกเดินทาง
กันอีกครั้ง กระทั่งมาเข้าพบเซี่ยเวยที่นี่ได้ในที่สุด
เซี่ยเวยมองประเมินเขาแล้วเอ่ยว่า “คราแรก
ที่ข้าได้ยินข่าว ยังนึกว่าราชสำนักเลอะเลือนเสีย
แล้ว เพราะท่านไม่ได้อยู่กรมพิธีการ ไม่ได้อยู่ศาล
หงหลู[2] เป็นเพียงรองเสนาบดีกรมอาญาที่ไม่มี
ความเกี่ยวข้องใดกับเรื่องนี้ อีกทั้งยังไม่เก่งเรื่อง
การเจรจา การที่ฮ่องเต้ส่งท่านมาเป็นผู้แทน
นับเป็น ความคิดแปลกใหม่ ชวนประหลาดใจ
จริง ๆ”
คำพูดนี้เหมือนลองเชิงกลาย ๆ
มือสองข้างของจางเจอสอดอยู่ในแขนเสื้อ
หลวมกว้างที่ห้อยตก เขา ไม่พูดอ้อมค้อม “พวก
เขาคิดว่าเรื่องที่ทงโจวข้ากับท่านลงแรงร่วมกัน
มิหนำซ้ำข้ายังรู้จักคุณหนูรองเจียง จึงคิดว่าตัวข้า
เหมาะสมที่สุด”
เซี่ยจวีอันไม่รู้สึกอะไรเมื่อได้ยินคำว่า ‘เรื่อง
ที่ทงโจว’ แต่ครั้นถึงคำว่า ‘รู้จัก’ ก็ไม่รู้ไฉนไอ
ความหึงหวงจึงทะลักทลาย
เขาหัวเราะเสียงเย็น “น่าเสียดาย ราชสำนัก
คิดผิดเสียแล้ว”
จางเจอมิเพียงไม่ได้เป็นสหายร่วมปราบปราม
นิกายสวรรค์มาด้วยกัน พวกเขายังไม่ถูกกันมา
ตั้งแต่ตอนอยู่ทงโจวด้วยซ้ำ หรือจะพูดว่าตน
ระแวง คนคนนี้มากก็ได้
จางเจอไม่พูดอะไร
เซี่ยเวยกล่าวต่อไปว่า “ในเมื่อมาเป็นผู้แทนก็
คงมีข้อต่อรองอะไรสินะ ราชสำนักมีสิ่งใดมา
ต่อรอง”
จางเจอตอบ “จวนตระกูลเจียง”
ทราบกันดีว่าไม่ว่าเรื่องนี้จะจริงหรือเท็จ เซี่ย
เวยก็เคยประกาศว่าตน คือคนตระกูลเซี่ยแห่ง
จินหลิงผู้มาเมืองหลวงลำพัง ทั้งจวนมีเพียงเขาที่
ใช้ แซ่นี้ ไร้ญาติและไร้มิตร
ส่วนข่าวเรื่องเจียงเสวี่ยหนิงมาอยู่ข้างกายเขา
ก็ไม่ได้สืบยาก
เมื่อเป็นเช่นนี้ ราชสำนักจึงเข้าควบคุมจวน
ตระกูลเจียงเพื่อนำมาเป็นข้อต่อรอง คิดใช้สิ่งนี้
มาบังคับเซี่ยเวย ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด
จางเจอนึกสถานการณ์คลื่นใต้น้ำในราช
สำนักช่วงนี้ กล่าวขึ้นว่า “ใต้เท้าเจียงไม่ได้เข้าเฝั้า
เกือบครึ่งเดือนแล้ว คนในและนอกจวนตระกูล
เจียงไม่สามารถเข้าออกได้ตามใจ กระทั่งพ่อครัว
จะออกไปซื้ออาหารยังต้องตรวจสอบก่อนสามสี่
รอบจึงปล่อยไปได้ ถึงไม่มีคำสั่งชัดแจ้งว่าเป็นการ
กักบริเวณ แต่ความเป็นจริงก็ไม่ต่างอันใดกัน”
เซี่ยเวยนึกอยากหัวเราะ
เขาหมุนถ้วยชาสีขาวในมือเล่นหนึ่งรอบก่อน
จะค่อย ๆ วางกลับลง บนโต๊ะ ใบหน้ามิเพียงไม่
ฉายแววสงสาร กลับมีรอยยิ้มสนุกสนานเสีย ด้วย
ซ้ำ “เช่นนั้นก็ดี พักนี้ข้ามักคิดถึงความเจ็บช้ำที่ห
นิงรองเคยได้รับเมื่อหลายปีก่อน พวกเขาโชคร้าย
แบบนี้ ข้าก็คงไม่ต้องไปหาเรื่องเองแล้ว”
จางเจอมองเขา
——————–
1. ดอกตานกุ้ย มีสีแดงอมส้ม กลิ่นหอม พบ
ถิ่นกำเนิดทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน
2. ศาลหงหลู คือหน่วยงานในราชสำนักที่ดูแล
เรื่องระเบียบธรรมเนียมการประชุมและเข้า
เฝั้าในท้องพระโรง
บทที่ 238 พายุโหมกระหน่ำ (2)
เซี่ยเวยไม่รู้เลยว่าคำพูดของตนเกินความ
เหมาะสมมากปานไหน เขา มิเพียงไม่หลบ
สายตา ยังหันมาบอกอีกด้วยว่า “จะว่าไป เจียง
ปั๋อโหยว ก็เคยชื่นชมใต้เท้าจางไว้มาก ระหว่าง
ข้ากับเขานับได้ว่าเป็นสหายเก่า รอใต้เท้ากลับ
เมืองหลวง ข้าก็ขอฝากคำพูดไปบอกสักหน่อย
แล้วกันว่าไม่ต้องกังวล ข้าดูแลหนิงรองเป็นอย่าง
ดี”
คำพูดออกจะฟังดูโหดร้ายไปหน่อย
ทั้งที่เพิ่งสนทนากันไม่กี่ประโยค เซี่ยเวยก็เริ่ม
เบื่อหน่ายเสียแล้ว เขา พูดเสริมแค่ “เดิมข้าและ
เยี่ยนซื่อจื่อก็กำลังพาองค์หญิงเดินทางกลับ เมือง
หลวง ธงที่ชูก็เป็นธงทัพพิทักษ์ฮ่องเต้ รบกวนใต้
เท้าจางกลับไปรายงานตามนี้ด้วยว่า ขอเวลา
กองทัพพักสักสองวัน เมื่อเคลื่อนพลอีกครั้ง
จะต้อง ถอนรากถอนโคนนิกายสวรรค์ ช่วยราช
สำนักจากภยันตราย กำจัดกบฏให้พ้นจากวัง
หลวงได้อย่างแน่นอน”
นี่ถือเป็นการไล่แขกอย่างเปิดเผย
จางเจอไม่มีทางฟังไม่เข้าใจ
เพียงแต่การที่เสิ่นหลางส่งเขามาเกลี้ยกล่อม
เซี่ยเวยนั้นถือเป็น ฉากหน้า เขาจะพบหรือไม่พบ
เซี่ยเวยกับเยี่ยนหลิน รวมทั้งจะมีผลการ เจรจา
เป็นเช่นไรล้วนไม่สำคัญ
สายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดมา
ขอบฟั้าที่เคยมีเมฆขาวกลับถูกแทนที่ด้วย
พยับเมฆขนาดใหญ่ แสงอาทิตย์ที่ส่องลงมายัง
ขั้นบันไดอย่างเกียจคร้านก็พลันอ่อนจาง
ดูท่าว่าฝนจะตก
เขาซึ่งยืนอยู่ด้านล่างศาลาเงยหน้ามอง ที่นี่
เวลานี้ทำให้เขานึกไปถึง ที่นั่นในช่วงเวลานั้น
ฤดูคิมหันต์ผันผ่านไปแล้ว
เมื่อฝนฤดูสารทโปรยปราย ลมหนาวก็พัดมา
จวนแห่งนี้มิได้มีดอกบัวและใบบัวเต็มสระเหมือน
ที่พระราชวังฤดูร้อนในยามนั้นเลย
ตอนนี้เขาควรคารวะลาเซี่ยเวยสักที
ทว่าเขากลับหยุดชะงักขณะกำลังจะหมุนตัว
จางเจอช้อนดวงตาคมกริบไม่เจือแววกลิ้ง
กลอกมองเซี่ยเวยชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยว่า “เสิ่น
หลางส่งข้ามาเจรจานั้นเป็นเรื่องเท็จ แต่เรื่องทรง
ให้ข้าลอบพบองค์หญิงพร้อมถวายของสิ่งหนึ่งให้
พระองค์คือเรื่องจริง”
นัยน์ตาเซี่ยเวยไหววูบ
แต่หลังจากนั้นจางเจอก็ไม่พูดอะไรอีก เขาทำ
เพียงประสานมือคารวะ หมุนกายเดินลงบันได
แล้วตรงไปเข้าพบเสิ่นจื่ออี
เตาฉินและเจี้ยนซูที่ยืนคอยรับใช้อยู่ด้านข้าง
ต่างประหลาดใจ
ตอนโจวอิ๋นจือไปเมืองซินโจวก่อนหน้านี้ก็
มอบของบางอย่างให้ องค์หญิงเช่นกัน
เรื่องนี้เซี่ยเวยทราบดี
ทว่าอย่างไรเสียเสิ่นจื่ออีก็เคยมีบุญคุณกับ
เจียงเสวี่ยหนิง ทั้งยัง มีประโยชน์อยู่ เขาจึงไม่ได้
สั่งคนไปสืบว่าสิ่งนั้นคืออะไร ในขณะที่ตัว เสิ่นจื่อ
อีเองก็ยังไม่มีการเคลื่อนไหวผิดปกติ
วันนี้มีจางเจอโผล่มาอีกคน…
แต่เรื่องที่ควรทำอย่างลับ ๆ ไยเขากลับบอก
เซี่ยเวยอย่างเปิดเผย เยี่ยงนี้
เจี้ยนซูขมวดคิ้ว “ส่งคนไปขวางดีหรือไม่
ขอรับ”
เซี่ยเวยไพล่นึกไปถึงตอนอยู่ทงโจว เขาเคยสั่ง
ให้เตาฉินและเจี้ยนซูไปค้นหาจดหมายลับยามตน
ใช้ตัวตนตู้จวินเขียนติดต่อกับนิกายสวรรค์ แต่
จดหมายกลับหายไป จากนั้นไม่นานก็ตกไปอยู่ใน
มือของจางเจอ ทว่า อีกฝั่ายก็ไม่ได้นำสิ่งนี้ไปทำ
อะไร เพียงส่งคืนให้
มาตอนนี้ก็พูดถึงเสิ่นจื่ออีอีก…
เขาไม่ถูกกับจางเจอ เรื่องนี้ต่างฝั่ายต่างรู้กันดี
อีกทั้งเขาก็ไม่คิดหรอกว่าคนแปลกแยกไม่สุงสิง
กับใครเช่นอีกฝั่ายจะมาสมัครเป็นพรรคพวกกับ
ตน หากกล่าวกันตามจริง เขาคิดจะฆ่าจางเจอ
เสียด้วยซ้ำในตอนที่อีกฝั่ายนำจดหมายลับมาคืน
แต่ตอนนั้นจางเจอเป็นชายในดวงใจของหนิง
รอง…
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เซี่ยเวยก็เม้มริมฝีปากบาง
แน่น สีหน้าเคลือบด้วยความหนาวเย็นประดุจ
หิมะ เขาข่มอารมณ์ที่ปะทุแล้วบอกว่า “ไม่ต้อง”
เขาไม่ได้กลัวปัญหา
หากแต่กลัวการไม่รู้ว่ามีปัญหานั้นอยู่
เมื่อเห็นฟั้าครึ้มฝนก็ยิ่งไม่สบอารมณ์ เขาพูด
ทิ้งท้ายก่อนสะบัด แขนเสื้อเดินจากไป “หลังพบ
เสิ่นจื่ออี ให้เขารีบจากไปโดยไว อยู่ในเมืองต่อ
เค่อเดียวก็ไม่ได้!”
เตาฉินและเจี้ยนซูติดตามเขามาตั้งหลายปี
ทั้งยังได้รับคำสั่งให้ไป ทำงานบางอย่างแต่เช้า
แล้วจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าคำพูดนี้แท้จริงแล้วกำลัง
หวั่นเกรงอะไรอยู่
กว่าจะหลอกล่อคุณหนูรองหนิงไปได้
หากให้ทั้งคู่มีโอกาสได้มาพบพาน…
แค่ต่างฝั่ายต่างมองหน้า ใจก็สื่อถึงกัน
เซี่ยเวยกลับเข้าห้องอย่างอารมณ์เสียจนต้อง
หยิบคัมภีร์เต๋ามาอ่าน ครั้นใจสงบเสียงเปาะแปะ
นอกหน้าต่างก็แว่วเข้ามา ฝนตกแล้วจริง ๆ
ใบไม้ในฤดูสารทเปลี่ยนเป็นสีเหลือง เงียบ
เหงาและเหน็บหนาว
หลังเหม่อมองครู่หนึ่ง ความรู้สึกหงุดหงิดของ
เขาก็อันตรธาน คิดได้ ว่าอีกไม่นานหนิงรองก็
กลับมาเรียนพิณแล้ว เขาจึงวางคัมภีร์เต๋า หยิบ
พิณ ที่แขวนบนผนังลงมาเปิดห่อพิณ แล้วเริ่ม
ปรับสายอย่างระมัดระวัง
เมื่อวานตอนฟังหนิงรองบรรเลง สายพิณเส้น
หนึ่งหย่อนไป แม้เสียง ที่บรรเลงจะเพี้ยนแค่
เล็กน้อย แต่หากไม่ปรับแก้ เสียงก็จะเพี้ยนขึ้น
เรื่อย ๆ ไม่รู้ว่าสุดท้ายจะเพี้ยนไปถึงไหน
นิ้วเรียวยาวค่อย ๆ ขันสายแน่นขึ้นทีละน้อย
ด้านนอกฝนตก เจ้าตัวแสบกับเว่ยเหลียงคง
ไม่ได้ทำงานในท้องไร่ กันต่อ คงกลับมาเร็วขึ้น
กระมัง คิดได้ดังนี้เซี่ยเวยจึงหยุดนิ้ว แล้วสั่งเจี้ยน
ซู ไปว่า “ด้านนอกอากาศหนาว ฝนก็ตกหนัก ให้
ห้องครัวทำน้ำขิงไล่หนาวเตรียมไว้”
เจี้ยนซูรับคำสั่งแล้วเดินออกไป
ทว่าเมื่อกลับเข้ามา กลับมีท่าทีแปลกพิกล
เซี่ยเวยที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะมือหนึ่งประคองพิณ
อีกมือดีดสายที่เพิ่งปรับ แก้เสร็จ เสียงพิณดังพลิ้ว
ริมฝีปากเขายกเป็นรอยยิ้มบาง
แต่ถึงอย่างไรพิณที่ซื้อมาก็ไม่ถูกใจเหมือนทำ
เองอยู่ดี
อีกหน่อยพอมีเวลาว่าง เขาคงต้องทำให้หนิง
รองสักคัน
เขาถามขึ้นเมื่อเห็นเจี้ยนซูกลับเข้ามา “นาง
กลับมาแล้วหรือยัง”
เจี้ยนซูคุกเข่าข้างหนึ่ง “คุณหนูรองหนิง
กลับมาเร็วเพราะฝนตก ตอนรถม้าวิ่งมาถึงหน้า
ประตูเมืองก็เจอใต้เท้าจางพอดี นาง…ต้องโทษ
พวกข้า ที่ทำงานไม่ได้ความ!”
เขาก้มหัวลง ไม่กล้าเงยหน้า
แม้แต่เล่าเรื่องให้ชัดเจนก็ยังไม่กล้า
ริมฝีปากซึ่งโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มของเซี่ยเวย
ชะงักแล้วเลือนหายอย่าง เชื่องช้า ราวกับ
ภาพวาดสีถูกจุ่มน้ำ สีสันที่มีจึงพร่าเลือนทีละ
น้อยจน กลายเป็นภาพขาวดำอันสงบเงียบ ให้
ความรู้สึกน่าพรั่นพรึงเป็นพิเศษ
เซี่ยเวยไม่ได้ตำหนิพวกเขา
สายตาจับจ้องสายพิณที่ยังสั่นน้อย ๆ ถาม
เสียงเบาว่า “หนิงรองก็เลยไปหาเขาใช่ไหม”
เจี้ยนซูไม่เคยรู้สึกอึดอัดเช่นนี้มาก่อน “เซียน
เซิง…”
ประหนึ่งมีเหล็กปลายแหลมทิ่มแทงเข้ากลาง
ใจ ปลายนิ้วที่วางบน ตัวพิณค่อย ๆ กำเข้าหากัน
แน่น อารมณ์ร้ายที่เก็บกักไว้ปะทุขึ้นมาอย่าง
ห้ามไม่อยู่ เขาหลุบตาลง จับพิณคันนั้นฟาดมุม
โต๊ะ
เกิดเสียงดังโครม
ตัวพิณแตกทลาย สายพิณขาดสะบั้น
เขายืนมองอย่างเงียบงันด้วยสีหน้าไร้
ความรู้สึก
นิ้วเรียวยาวตกลงข้างตัว เศษไม้จากตัวพิณที่
แตกบาดจนเลือดสด ๆ ไหลรินเป็นทาง
นอกหน้าต่างนั้น พายุโหมกระหน่ำ