คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 239 เบื่อโลก (1)
ใกล้ค่ำแล้ว น้ำขิงที่เตรียมไว้เย็นชืด
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงก็ยังไม่กลับมา
เยี่ยนหลินส่งคนมาเชิญเขาไปหารือแผนขั้น
ต่อไป เซี่ยเวยหลุบตา พลางหยิบผ้าเช็ดหน้าสี
ขาวขึ้นมาเช็ดรอยเลือดบนนิ้ว พูดเสียงเรียบว่า
“อีกประเดี๋ยวข้าจะไป”
เขาวางผ้าเช็ดหน้า เรียกคนมาเก็บกวาดเศษ
ซากในห้อง ทั้งยังกำชับ ให้ห้องครัวนำน้ำขิงไป
อุ่น แล้วจึงออกจากห้องไป
ทางไปโถงด้านหน้าซึ่งใช้เป็นที่หารือต้องผ่าน
ด้านข้างเรือนพักของ เจียงเสวี่ยหนิง
คิดไม่ถึงว่าจะได้พบเสิ่นจื่ออี
อดีตองค์หญิงของแผ่นดินไม่ชมชอบสวมชุด
ชาววังเหมือนกาลก่อน อีกแล้ว นางสวมเพียงชุด
กระโปรงจีบแขนหลวมกว้างสีแดงเข้มแซมขาว
เดินมาจากทางเรือนพักของเจียงเสวี่ยหนิง แต่ดู
ท่าจะไปไม่เจอคน หัวคิ้วจึงขมวดเล็กน้อย
อารมณ์ไม่ค่อยผ่อนคลายนัก
หางตาของนางมีรอยแผลเป็นจาง ๆ
แผลเป็นนี้เกิดขึ้นตอนนิกายสวรรค์เข้า
ร่วมกับผิงหนานอ๋องก่อการกบฏบุกเข้าเมือง
หลวงเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ยามนั้นในวังให้
ความสำคัญกับรูปร่างหน้าตาของอิสตรีอย่างยิ่ง
นางจึงคิดมากเรื่องรอยแผลเป็นเรื่อยมา กระทั่ง
วันหนึ่งต้องไปวิวาห์อยู่แดนไกล เผชิญพายุทราย
ที่ชายแดน ชีวิตพลิกผัน กลายมาเป็นหุ่นเชิด มา
บัดนี้นางไม่สนใจเปลือกนอกอีกแล้ว ไม่คิด
แต่งหน้าปกปิดแม้เพียงนิด แต่ถึงกระนั้นกลับทำ
ให้ดูเป็นหญิงที่กล้าเผชิญหน้า ความจริงยิ่งขึ้น
การทำเป็นมองไม่เห็นบางเรื่องโดยแสร้งว่า
ทุกสิ่งยังดีอยู่ก็แค่อุดหูตนเองเพื่อขโมยระฆัง[1]
สิ่งที่อยู่ตรงนั้นไม่มีทางเปลี่ยนแปลงด้วยการอำ
พราง
หลังได้พบจางเจอช่วงบ่าย จิตใจนางก็ว้าวุ่น
แม้ในจวนหลังใหญ่จะมีคนอยู่มากมาย แต่
ปราศจากผู้ใดที่พูดคุยด้วยได้ นางทนนั่งเบื่ออยู่
ชั่วยาม กว่า สุดท้ายก็ตัดสินใจออกมาหาเจียง
เสวี่ยหนิง
โชคไม่ดีที่เจียงเสวี่ยหนิงไม่อยู่
เลี้ยวมาตามระเบียงยังไม่ทันถึงสองก้าว เมื่อ
เสิ่นจื่ออีเงยหน้าก็เจอ เข้ากับเซี่ยเวย เท้าของทั้ง
คู่หยุดลงพร้อมกันอย่างน่าประหลาด ฝนยามเย็น
ยังคงตก ทว่าอากาศโดยรอบราวกับหยุดชะงัก
เรื่องบางเรื่องไม่จำเป็นต้องบอกใคร ต่างก็
เข้าใจกันดี
ทัพพิทักษ์ฮ่องเต้ พระบัญชาขององค์หญิง ส่ง
เสด็จองค์หญิงกลับวัง…
ไม่มีหรอกเรื่องทำนองนั้น!
เสิ่นจื่ออีไม่เคยมีบัญชาใด ทั้งยังไม่เคยบอกว่า
อยากกลับวัง ทั้งหมด เป็นเพียงฉากที่มีมือบงการ
อยู่เบื้องหลัง นางเป็นแค่หุ่นเชิดบนเวที เป็น
ข้ออ้างสมเหตุสมผลให้พวกเขากระทำการ
เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินต่อไปได้อย่างผ่าเผย
และชอบธรรม
ส่วนองค์หญิงผู้สูงส่งที่ว่าน่ะ…
กระทั่งประตูเมืองยังไม่อาจก้าวออกไปได้
ตามใจด้วยซ้ำ
เสิ่นจื่ออีนึกถากถางแต่ไม่ได้แสดงท่าที เป็น
ฝั่ายถามขึ้นก่อนว่า “หนิงหนิงบอกว่าช่วงบ่ายจะ
ไปหาเว่ยเหลียงนอกเมือง ตอนนี้ก็เย็นมาก แล้ว
นางยังไม่กลับอีกหรือ”
นางเพิ่งพบจางเจอมาหยก ๆ
เซี่ยเวยเอามือไพล่หลัง ไม่ได้ตอบแต่ถามกลับ
“ถึงเวลาเดี๋ยวนางก็ กลับเอง ช่วงเที่ยงนางเพิ่งไป
หาพระองค์แท้ ๆ แต่ตอนนี้กลับเสด็จมาหา นาง
อีก อยากจะตรัสว่าจางเจอมาแล้ว ให้นางไปพบ
หน่อยหรือไร”
การมีหูตาในหมู่คนรับใช้ข้างกายคอยรายงาน
การกระทำทุกอย่าง ของนาง สำหรับเสิ่นจื่ออีที่
โตมาในวังหลวงไม่ถือเป็นเรื่องแปลก นางเห็น
จนชินตา
อย่างไรก็ตาม เมื่อตระหนักชัดว่าเซี่ยเวยรู้ทุก
เรื่องทะลุปรุโปร่ง นาง ก็ยังหนาวยะเยือกอยู่ดี
ซ้ำยังอาจถึงขั้นชิงชัง
สีหน้าของนางเย็นชากว่าเก่าหลายส่วน แต่
พูดออกไปเพียงว่า “แค่ มีเรื่องอยากคุยด้วยเฉย
ๆ วันนี้เซี่ยเซียนเซิงมีอำนาจในมือ แผ่นดินเกิน
ครึ่งก็อยู่ในมือท่าน ไม่ควรต้องมาระแวงหุ่นเชิด
ใกล้หมดประโยชน์อย่างข้าคนนี้หรอก การที่ท่าน
ยังให้นางมาพบข้าได้ก็เป็นเพราะมั่นใจว่าข้าไม่มี
ทาง ปากมากจนทำให้นางต้องลำบากใจมิใช่
หรือ”
แม้เจียงเสวี่ยหนิงจะบุกไปช่วยนางที่ด่าน
ชายแดน แต่ทัพซินโจวและหวงโจวก็นับเป็นโจร
กบฏอย่างแท้จริง นางที่เป็นองค์หญิงของ
ราชวงศ์ ถูกช่วยโดยโจรกบฏ เดิมทีก็วางตัว
ลำบากอยู่แล้ว
หากมีแค่นี้ก็ยังพอทำเนา
ทว่าคนที่นางห่วงใยจากใจจริงกลับมีสัมพันธ์
ลึกซึ้งกับตัวการเบื้องหลังโจรกบฏเสียอย่างนั้น
โหยวฟางอิ๋นจากไปแล้ว
เสิ่นจื่ออีรู้ดีว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะทำเพื่อตน
แม้ใจจะเป็นทุกข์มาก เพียงไร ต่อให้เปลือกนอก
กับความเป็นจริงจะต่างกันขนาดไหน นางก็ไม่มี
ทางเปิดเผยเรื่องนี้ให้เจียงเสวี่ยหนิงรู้ ไม่มีทาง
กล่าวโทษอีกฝั่าย
เพราะเจียงเสวี่ยหนิงเป็นสหายคนเดียวของ
นาง…
นางไม่อยากไปเพิ่มเรื่อง ไม่อยากทำให้
สถานการณ์เลวร้ายจนไม่อาจแก้ไข
เซี่ยเวยก็ทราบจุดนี้และไม่ปฏิเสธ เขาแค่มอง
มาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้หัวใจเป็น
พิเศษ “ในเมื่อทรงทราบว่ากระหม่อมระแวง ก็ไม่
ควรเสด็จมาพบนางบ่อย ๆ”
นี่หรือคือรองราชครูเซี่ยแห่งตำหนักเฟิงเฉิน
ในอดีตคนนั้น
เสิ่นจื่ออีไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาจะพูดอะไร
แบบนี้ออกมาได้
ความเดือดดาลปะทุทันที
นางถามเสียงเย็น “นี่คือการแสดงความรัก
ต่อคนคนหนึ่งของท่าน อย่างนั้นหรือ ท่านเคย
ถามนางหรือเปล่า นางรู้และยินยอมหรือไม่ ใต้
หล้าไม่มีกำแพงใดที่ลมผ่านไม่ได้ ไม่มีกระดาษใด
ที่ห่อไฟไหว นางจิตใจดีงาม ตรงไปตรงมา รัก
อิสระ แต่ท่านเสแสร้งกลับกลอก ระวังตัวทุกฝี
ก้าว วางแผนทุกขั้นตอน ไม่ปล่อยให้นางได้รับรู้
เรื่องใด ๆ ! ท่านเห็นนางเป็น อะไร นกที่ท่านขัง
ไว้ในกรงหรือ?!”
เซี่ยเวยถามกลับ “แล้วนางต้องรู้เรื่องใด”
เสิ่นจื่ออียิ้มเย็น “ท่านแสร้งทำเป็นจับกุม
นิกายสวรรค์ จากนั้นก็ ปล่อยไป ปล่อยให้พวก
มันเที่ยวก่อกรรมทำเข็ญ โลกหล้าประสบทุกข-
เวทนา! ระหว่างทางที่ผ่านมา มีคนตั้งเท่าใดต้อง
พลัดที่นาคาที่อยู่ ตกตาย ในไฟสงคราม! ต่อให้
ท่านคิดกบฏ ใต้หล้านี้ใครจะขึ้นครองก็ย่อมได้
แต่ ชาวบ้านล่ะทำผิดอะไร หากท่านไม่มีอำนาจ
ยับยั้งน่ะยังพอทำเนา แต่ท่าน มี มิหนำซ้ำยังจง
ใจปล่อยให้พวกมันกระทำเรื่องสามานย์เพียงเพื่อ
ประโยชน์ส่วนตัว! ในเมื่อท่านอยากล้มราชสำนัก
ครอบครองแผ่นดิน เช่นนั้นก็ทำศึกอย่างสง่าผ่า
เผยสิ มิใช่ใช้วิธีการชั้นต่ำเห็นชีวิตคนเป็น ผัก
ปลา!”
เซี่ยเวยรู้ดีว่าตนทำอะไรลงไปบ้าง
เขาปราศจากความรู้สึกและไม่สนใจด้วยว่า
ผู้คนใต้หล้าจะเป็นตาย ร้ายดีอย่างไร ถามแค่ว่า
“แล้วอย่างไร”
แล้วอย่างไร?
ระหว่างทางเต็มไปด้วยความพินาศย่อยยับ
ทั้งพ่อค้าที่ถูกปล้นทรัพย์สินที่หามาทั้งชีวิต ทั้ง
ภรรยาที่สามีถูกฆ่า ทั้งเด็กน้อยที่ไม่มีบ้านให้กลับ
…
เสียงร้องไห้และเสียงตะโกนดังไม่ขาดสาย!
เสิ่นจื่ออีเดินทางพร้อมกองทัพ ไม่เหมือน
เจียงเสวี่ยหนิงกับเว่ยเหลียงที่ตามหลังสองถึง
สามวัน ทุกสิ่งที่ได้เห็นและได้ยินล้วนสลักลึกลง
กลางใจ จนนอนไม่หลับอยู่บ่อย ๆ
แววตาที่นางมองเซี่ยเวยในตอนนี้ ประหนึ่ง
กำลังมองสัตว์ประหลาด
ต้องเป็นคนเลือดเย็นขนาดไหนถึงเอ่ยคำพูด
พรรค์นี้ออกมาได้
นางกะพริบตา จิตใจสงบลงบ้างแล้ว จากนั้น
จึงกล่าวชัดถ้อยชัดคำ “เจียงเสวี่ยหนิงปฏิบัติต่อ
คนอื่นอย่างเปิดเผยจริงใจ นางคู่ควรจะได้รับการ
ปฏิบัติที่ดีจากคนอื่น ส่วนท่านไม่คู่ควรกับนาง
เลยสักนิด”
พูดจบก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไป
‘ไม่คู่ควร’ สามคำนี้ออกจะทิ่มแทงไปสัก
หน่อย
เซี่ยจวีอันหลุบตา ไม่อยากเสวนาด้วยให้มาก
ความเหมือนกัน ทว่า เดินไปไม่กี่ก้าว ภาพ
ความหลังก็ผุดขึ้นมาราวดอกเห็ด ทำให้อารมณ์
รุนแรง ที่รบกวนใจยิ่งรุนแรงจนยากจะกดลงไป
ได้อีก!
เขาหยุดฝีเท้า
หมุนกาย แล้วค่อนแคะด้วยน้ำเสียงประสงค์
ร้ายเจือความเย็นชา “ผู้อ่อนแอเป็นเหยื่อของผู้
แข็งแกร่ง โลกนี้คนโง่ก็เป็นได้เพียงเหยื่อให้คนอื่น
ขย้ำ! ฐานะขององค์หญิงตอนนี้อ่อนไหวนัก
สมควรระวังคำพูดไว้บ้าง หากวันใดข้าฆ่าล้าง
ผู้คนทั้งแผ่นดิน ก็ต้องโทษที่ทั้งแผ่นดินมีแต่คนไร้
ค่า!”
พูดเสร็จเขาก็ตรงไปยังโถงด้านหน้าทันที ไม่
หันมามองอีก
เสิ่นจื่ออีแลตามแผ่นหลังของเขาจนกระทั่ง
สายตาถูกบดบังด้วย เสาระเบียงที่เรียงซ้อนกัน
ไปมา รู้สึกว่าภายใต้เปลือกนอกที่เงียบสงบนั้น
แอบซ่อนความบิดเบี้ยวและความบ้าคลั่งที่ใกล้
หลุดควบคุมเต็มที
นางหนาวเยือกไปทั้งร่างยามลมพัด
เมื่อค่อย ๆ แบมือก็ปรากฏตราพยัคฆ์ที่
ประกอบจากชิ้นส่วนสองชิ้นนอนนิ่งอยู่บนนั้น
นางจ้องมองอยู่นานด้วยความอาดูรอันน่าขัน
ก่อนจะหลับตาพร้อมออกแรงบีบจนเจ็บไปทั้งมือ
——————–
1. อุดหูตนเองเพื่อขโมยระฆัง เป็นสำนวน
หมายถึงคนโง่ที่ทำได้เพียงหลอกตัวเอง แต่
ไม่อาจหลอกคนอื่นได้
บทที่ 239 เบื่อโลก (2)
เจียงเสวี่ยหนิงไม่รู้ว่าตัวเองกลับมาได้อย่างไร
รู้สึกคล้ายกำลังล่องลอยในความฝันระหว่างสอง
ชาติ ภาพต้นไม้ใบหญ้าซ้อนทับกันแล้วจางหาย
กลายเป็นภาพของผู้คนที่นางได้พบและรู้จัก
ตลอดสองช่วงชีวิต มึนงงแยก ไม่ออกว่าตอนนี้
ตัวเองอยู่ที่ใดกันแน่
กระทั่งมือหนึ่งยื่นมาจับแขนจากด้านข้าง
นางถึงได้สติกลับมา
ฝนซาแล้ว เยี่ยนหลินจึงไม่ได้กางร่ม
เขาสวมชุดรัดรูป คิ้วคมขมวดเมื่อเห็นท่าทาง
หมดอาลัยตายอยากของนาง แต่เพราะความรู้สึก
แปลก ๆ บางอย่างที่ผุดขึ้นมาในอก ทำให้เขา ยัง
ไม่ได้เอ่ยอะไรออกไปทันที
เจียงเสวี่ยหนิงมองมา
โครงหน้าที่กำลังเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ของเขาถูก
ความมืดยามราตรีบดบัง ดูอึมครึมอย่างบอกไม่
ถูก เดิมเขาอยากถามว่า ‘เจ้าไปไหนมา’ แต่
คำพูดที่หลุดออกไปกลับกลายเป็น “หนิงหนิง
เมื่อคืนข้าฝันร้าย”
เจียงเสวี่ยหนิงตกตะลึง
มือของเยี่ยนหลินยังคงจับแขนนาง เขาจับ
จ้องนางด้วยดวงตา สีนิลเข้ม “ข้ากลัว ในฝันข้า
ทำไม่ดีกับเจ้า…”
ฝัน…
หากเมื่อครู่นางยังมึนงงอยู่ในห้วงภวังค์ ก็ถูก
ทำให้ตื่นตอนนี้เอง
ความพรั่นพรึงที่เหมือนจะหลงเหลือจากชาติ
ก่อนพุ่งตรงเข้าสู่หัวใจทันใด
หน้าตาของเยี่ยนหลินเบื้องหน้าซ้อนทับกับ
ชาติที่แล้วตอนเขามายังตำหนักของนางและจับ
จ้องด้วยนัยน์ตาอันดำมืดจนนางสะท้านไปทั้งร่าง
สัญชาตญาณสั่งให้สะบัดมือก้าวถอย!
เยี่ยนหลินเห็นเช่นนั้นก็เหมือนถูกมีดกรีดลง
กลางใจ
ก่อนหน้าเขาจะตัดสินใจบอกเจียงเสวี่ยหนิง
เขายังคงเชื่อว่ามันเป็น เพียงฝัน ฝันฉากหนึ่งก็
เท่านั้น
แต่แล้วเหตุใดกัน เหตุใดนางจึงหวาดกลัว
ขนาดนี้
น้ำเสียงชายหนุ่มแหบพร่าจากอาการสะอื้น
อยู่บ้าง “ความฝันที่เจ้า เคยบอกและความฝันที่
ข้าฝันถึงล้วนเป็นเรื่องจริง ใช่หรือไม่”
ทว่าเขาคือเยี่ยนหลินในชาตินี้
เจียงเสวี่ยหนิงมองอีกฝั่าย พอคำนึงถึงจุดนี้ก็
พลันรับรู้ว่าการกระทำ เมื่อครู่ทำร้ายเขาไปแล้ว
แต่ถึงกระนั้นนางก็ไม่อาจบังคับตัวเอง
บนโลกมีเรื่องแปลกประหลาดเช่นนี้จริงหรือ
หรือเพราะพวกเรื่องที่จางเจอเล่าให้ฟังวันนี้
ทำให้นางเกิดมายาภาพ เรื่องราวชาตินี้กับชาติที่
แล้วซ้อนทับกันจนแยกความจริงกับความลวง ไม่
ออก
ไม่…
นางส่ายหน้า ปวดหัวแทบระเบิด ไม่คิดอยู่คุย
กับเยี่ยนหลินที่นี่อีก
นางเดินออกไปหลายก้าวแล้ว ทว่าชายหนุ่ม
ที่สลัดคราบความไร้เดียงสา ในวันวานกลับยืนอยู่
ที่เดิมราวกับถูกทอดทิ้ง
ความรู้สึกผิดเอ่อล้น
เจียงเสวี่ยหนิงคิดว่า อย่างไรเสียพวกเขาก็
เป็นคนละคนกัน
นางจึงยืนนิ่งอยู่นาน ในที่สุดจึงหันหน้าไป
บอก “ก็แค่ฝันหนึ่งฉาก เท่านั้นเอง ตื่นขึ้นมาก็
สลายไปแล้ว ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจหรอก”
เยี่ยนหลินยืนอยู่ใต้กำแพงซึ่งเต็มไปด้วย
เถาวัลย์แห้ง มองนางเดิน จากไป
แสงโคมดวงแล้วดวงเล่าตกกระทบเงาร่าง
อรชร
ทว่าสิ่งที่เข้าสู่ครรลองจักษุและหัวใจเขากลับ
เป็นเพียงความว่างเปล่า
*****
เมื่อมาถึงหน้าเรือนของเซี่ยเวย ฝนก็หยุดตก
แล้ว
เรื่องในใจเจียงเสวี่ยหนิงตอนนี้มากมาย
เกินไป มากเสียจนนาง ไม่อยากกลับไปคิดว่า
คำพูดเมื่อครู่ของเยี่ยนหลินแฝงอะไรไว้บ้าง จวบ
จน เดินมาถึงหน้าประตูและฟังเตาฉินรายงานว่า
เซี่ยเวยรออยู่ นางกลับยังคงมีท่าทางเหม่อลอย
คิดไม่ตกดังเดิม
นางเดินเข้าไปในห้อง
บนโต๊ะวางจานชามอันประณีต มีกับข้าวสอง
สามอย่าง สุราหนึ่งกา และจอกที่รินสุราไว้จน
เต็มสองจอก เครื่องดื่มไม่กระเพื่อมไหว แสดงว่า
หลังรินเสร็จก็วางจอกไว้เนิ่นนาน พื้นผิวจึง
ราบเรียบดั่งกระจก
ส่วนบนโต๊ะวางพิณมีพิณคันใหม่
ความเละเทะภายในห้องเก็บกวาดจนสะอาด
สะอ้าน เซี่ยเวยนั่งอยู่ ทางฝังหนึ่งของโต๊ะ มอง
นางเดินเข้ามาด้วยสีหน้าปกติ ทำเพียงยื่นจอก
สุราให้แล้วถามว่า “คุยอะไรกับเว่ยเหลียงถึงกลับ
ดึกนัก”
เจียงเสวี่ยหนิงกับเว่ยเหลียงทำงานเสร็จกัน
นานแล้วเพราะเจอฝน แต่ตอนกลับเข้าเมืองนาง
เห็นจางเจอพอดี จึงตามไปพูดคุยอยู่นานจนเพิ่ง
กลับเอาปั่านนี้
นางไม่อยากบอกเขาเรื่องนี้
เมื่อเขายื่นจอกสุรามาให้ นางก็หลุบตาหลบ
ตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม ว่า “มีชาวบ้านรั้งตัวไว้
คุยกันอยู่นานจนลืมเวลาน่ะ”
เซี่ยเวยนั่งมองนางนิ่ง ๆ อยู่ข้างโต๊ะ
จิตใจของนางไม่สงบเหมือนทุกที ไม่ทันคิดว่า
ไฉนเซี่ยเวยจึงเตรียม อาหารพร้อมสุราไว้ให้ ครั้น
พูดเสร็จก็ยกจอกสุราที่ส่งมาถึงมือขึ้นดื่ม
สายตาของเซี่ยเวยมองปลายนิ้วบนจอกของ
นาง
แต่แล้วขณะที่ริมฝีปากกำลังจด เขากลับลุก
ขึ้นมาฉวยจอกเหวี่ยง ลงพื้น
เพล้ง
จอกเหล้าแตกเป็นเสี่ยง!
ยามนี้สีหน้าเขาเย็นเยียบอย่างบอกไม่ถูก
ไม่รู้เป็นเพราะความโกรธหรือความเกลียดที่
ทำให้เขาหลุดปากบริภาษอย่างไม่ไว้หน้า “เจียง
เสวี่ยหนิง เจ้าโง่หรือเปล่า?!”
ตะเกียบเงินที่ถูกสุรากระเซ็นใส่สองหยด
ปรากฏจุดสีดำ
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงมองไม่เห็น
นางเงยหน้ามองเขาด้วยความงุนงง
ตอบสนองไม่ทัน
ฝนตกช่วงสายัณห์ ปลายผมของนางที่เพิ่ง
กลับจากข้างนอกชื้น เล็กน้อย ฝั่ามือของเซี่ยเวย
ที่ยื่นมาจับบ่าจึงรู้สึกได้ถึงความเย็น
ด้วยเหตุนี้โทสะจึงรุนแรงกว่าเดิม
เขาลากนางเข้าไปยังห้องด้านใน สั่งคน
เตรียมน้ำอาบอุ่น ๆ ก่อนถอดเสื้อชื้นหยาดน้ำฝน
บนตัวนางออกจนร่างเปล่าเปลือยด้วยสีหน้าเย็น
ชา แล้วจับนางโยนลงถังน้ำ
เจียงเสวี่ยหนิงล้มลงไปนั่งด้านใน น้ำอุ่นเกือบ
ท่วมมิดศีรษะ มวยผม ที่ชื้นจากฝนคลายตัวคลุม
หัวไหล่ขาวผ่อง แนบไปกับส่วนโค้งทันที
ยามนางโผล่ศีรษะขึ้นเหนือน้ำ หยดน้ำก็เกาะ
พราวบนแพขนตา
นางคิดว่าคนผู้นี้จู่ ๆ ก็ทำตัวไร้เหตุผล ครั้น
จะเอ่ยปากถาม เซี่ยจวีอัน ก็เอื้อมมือมากดท้าย
ทอยพร้อมประกบปาก คุมตัวนางเอาไว้แน่นหนา
รุกล้ำอย่างแฝงการระบายอารมณ์ เขาสอดปลาย
ลิ้นเข้ามาในโพรงปาก พันธนาการนางชนิดที่ไร้
หนทางหลบเลี่ยงโดยสิ้นเชิง
เขาทำเอาเจียงเสวี่ยหนิงตัวเปียกโชก
ทว่าหยดน้ำบนตัวนางเองก็ซึมเสื้อคลุมที่เคย
เรียบร้อยของเขา นาง ร้องอืออาเหมือนขาด
อากาศหายใจ
จูบครั้งนี้ร้อนแรงยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ
หากแต่แววตาของเซี่ยเวยกลับราบเรียบกว่า
ครั้งใด
เขาเอ่ย “ข้าอยากหลับนอนกับเจ้า”
เจียงเสวี่ยหนิงมองท่าทางเอาแต่ใจควบคุม
อารมณ์ไม่อยู่ของอีกฝั่าย ไม่รู้เพราะเหตุใดหัวใจ
ที่กำลังเต้นอยู่ในอกถึงเจ็บแปลบเหมือนถูกมีด
กรีด จนเลือดสด ๆ ไหลทะลักตามบาดแผล นาง
โศกเศร้าเป็นล้นพ้น แต่ก็ไม่ได้เอื้อนเอ่ยอะไร
คิดไม่ถึงเลยว่าจะเกิดความสงสารต่อคนผู้นี้
เซี่ยเวยรังเกียจสายตาเช่นนี้ของนางนัก เขา
จึงเอื้อมมือมาปิดตานางก่อนก้มจูบริมฝีปากแดง
เรื่ออย่างดูดดื่ม สุดท้ายจึงกดตัวนางไว้แล้วค่อยๆ
สอดใส่อย่างเนิบช้า
เหตุการณ์ที่แทบจะทำให้อารมณ์มาถึงจุดสุข
สมนี้
คราถึงคราวสิ้นสุดกลับเหลือไว้เพียงความว่าง
เปล่าอันว้าวุ่น ความหวาดหวั่นซึ่งถมไม่เต็ม และ
ความเกลียดชังที่มีต่อตัวเอง
เจียงเสวี่ยหนิงนอนตะแคงอยู่ข้างกายเขา
เซี่ยเวยเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วถามขึ้นมาว่า
“พวกเราแต่งงานกันดี หรือไม่”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ตอบคำ
นางกัดริมฝีปากแน่น ขยุ้มมือข้างหนึ่งบน
หน้าอก พยายามกดอะไร บางอย่างลงไป น้ำตา
อาบหมอน กลัวเหลือเกินว่าจะหลุดเสียงร้องไห้
เซี่ยเวยรออยู่นาน
ไม่กล้าเอ่ยถามซ้ำสอง
เขาคว้าเสื้อมาคลุมแล้วลุกขึ้น ภายในห้อง
ปั้านสุราล้มตะแคง นอกหน้าต่างแสงจันทร์ส่อง
สว่าง พานให้นึกไปถึงคำพูดยั่วเย้าในอดีตของ
หลี่ว์จ้าวอิ่น
แม้เซี่ยเวยจะไม่มีทางชนะได้ตลอด แต่ไม่ว่า
อย่างไรก็ไม่มีวันพ่ายแพ้
ทว่าหาก…
ครั้งนี้เขาอยากชนะไม่ว่าอย่างไรก็ตามเล่า