คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 240 ศึกตัดสินที่เมืองหลวง
เช้าวันต่อมา เซี่ยเวยไม่ทราบหายไปไหน
ข้างหมอนว่างเปล่า
เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงลืมตาลุกขึ้นนั่ง พบว่าผมที่
ยังชื้นเมื่อคืนถูกคนเช็ด จนแห้งดีแล้ว เมื่อวาน
นางคุยกับเว่ยเหลียงอยู่นอกเมืองหลายชั่วยาม
ต่อมาก็เจอจางเจอตรงประตูเมือง ครั้นกลับมาก็
ยังต้องเอาอกเอาใจพ่อคุณทูนหัวอีก จิตใจอึดอัด
ว้าวุ่นจนไม่รู้ผล็อยหลับไปตอนไหน
ห้องนี้เป็นห้องของเซี่ยเวย
แต่นางรู้ดีว่าเขาสั่งกำชับไว้เรียบร้อย สาวใช้
ถังเอ๋อร์และเหลียนเอ๋อร์ จึงรอรับใช้อยู่ด้านนอก
นานแล้ว เจี้ยนซูเองก็ด้วย
หลังกินข้าวต้มมื้อเช้าเสร็จ โจวฉีหวงก็มา
ตรวจชีพจร
นางถามอย่างแปลกใจ “ทำอะไรกันเนี่ย”
เจี้ยนซูค้อมกายตอบ “เซียนเซิงกำชับไว้ก่อน
ออกไป เมื่อคืนท่าน ฝั่าลมกลับมาเกรงว่าจะเป็น
หวัดเอาได้ จึงให้ข้าพาท่านหมอโจวมาตรวจ เสีย
หน่อยขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงนึกขึ้นมาได้ “แล้วเซียนเซิง
ของพวกเจ้าล่ะ”
เจี้ยนซูตอบเสียงเบา ไม่กล้ามองหน้านาง
“เมื่อเช้าแนวหน้ามีสารด่วนส่งมา เซียนเซิงจึงไป
ที่ค่ายทหารตั้งแต่ฟั้ายังไม่สางแล้วขอรับ”
ออกไปตั้งแต่ฟั้ายังไม่สางหรือ
‘เด็ดขาดรวดเร็ว’ เสียจริงนะ!
เจียงเสวี่ยหนิงอึ้งไปครู่หนึ่ง นางมีชีวิตมาสอง
ครั้ง เพิ่งเป็นหนแรกเลยที่รู้สึกเหมือนโดนหลอก
เอาแล้วทิ้ง อารมณ์โกรธประเดประดังจนอยาก
กลอกตา เดิมนางคิดไว้ว่ารอตอนเช้าให้ใจสงบอีก
สักหน่อย ใคร่ครวญเรื่องต่าง ๆ ให้รอบคอบอีก
สักนิด จากนั้นค่อยหารือกับเซี่ยเวยถึงอนาคต
รวมทั้งเรื่องแต่งงาน เช่นนี้น่าจะดีกว่า
ใครจะคิดเล่าว่าเขากลับหนีไปแต่เช้า
นางครุ่นคิดอยู่นาน ไม่รู้ว่าครั้งนี้ตัวนางหรือ
เซี่ยเวยกันแน่เป็นฝั่าย เสียเปรียบ
กลายเป็นบัญชีที่ยุ่งเหยิงจัดการไม่ถูก
เจียงเสวี่ยหนิงโกรธจนหัวเราะ นิ้วเรียวยาว
กดลงบนขมับ แล้วก็ บังเอิญเห็นท่าทางหลบ
สายตาเหมือนรู้อะไรของเจี้ยนซูเข้าพอดี ทำให้
นาง นึกเอะใจ
เมื่อคืนเซี่ยเวยดูแปลก ๆ ไป
ตอนนั้นหัวสมองนางว่างเปล่า ไม่ทันได้คิด
ตอนนี้มาคิดดูก็พอจะ คาดเดาได้แล้ว
นางโพล่งถาม “เขารู้หรือว่าเมื่อเย็นวานข้าไป
พบใต้เท้าจางมา”
เจี้ยนซูคาดไม่ถึงว่าเจียงเสวี่ยหนิงจะถามตาม
ตรง เขาตกใจจนเหงื่อ เย็นซึมไปทั้งคอ อ้าปาก
พะงาบ ๆ ไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไรดี
เจียงเสวี่ยหนิงกลับไม่จำเป็นต้องให้เขาตอบ
ด้วยซ้ำ
แค่เห็นท่าทางไม่กล้าเปล่งวาจาและแววตา
หลุกหลิกของเจี้ยนซู นางจะยังมีสิ่งใดไม่กระจ่าง
อีกเล่า
บอกว่าเซี่ยจวีอันคือไหน้ำส้มหมักก็ดูจะยก
ย่องเขาเกินไป
อย่างเขาน่ะต้องเป็นทะเลน้ำส้มหมัก
ทั้งที่ไม่มีลมแท้ ๆ ยังเกิดคลื่นได้ คิดมากไป
เองทั้งนั้น
ทว่าเมื่อสงบใจแล้วมาตรึกตรอง ก็เหมือนจะ
เข้าใจเขาอยู่บ้าง
เซี่ยเวยไม่เหมือนนาง
แม้จะผ่านเหตุการณ์คล้าย ๆ กันมา แต่ตัว
นางไม่ได้ครอบครองอะไรมาตั้งแต่แรก ชาติที่
แล้วปรารถนาอยากมี พอได้สิ่งเหล่านั้นมากลับ
พบว่า มันก็เท่านั้น ส่วนชาตินี้นางไม่ได้มุ่งมั่น
ไขว่คว้า แต่ครั้นโชคดีได้มาก็รู้สึก ซาบซึ้ง ในขณะ
ที่เซี่ยเวยเดิมทีมีทุกอย่าง แต่กลับต้องมาสูญเสีย
ทั้งหมด เพราะเหตุการณ์วุ่นวายในวัยเยาว์
ทุกอย่างกลายมาเป็นรอยแผลเป็นของเขา
เขามีชีวิตบนโลกนี้โดยไม่เคยรู้สึกปลอดภัย
จึงเลือกไม่ครอบครอง สิ่งใดอีก แต่หากได้
ครอบครองแล้วล่ะ
เจียงเสวี่ยหนิงปวดใจหน่อย ๆ หลังให้โจวฉี
หวงตรวจชีพจรก็กำชับ เจี้ยนซูว่า “หากเซียนเซิง
ของพวกเจ้ากลับมาแล้วก็แจ้งข้าด้วย ข้ามีเรื่อง
อยากคุยกับเขา”
เจี้ยนซูขนหัวลุก
แต่ก็ไม่กล้าคาดเดาไปเองว่า ‘มีเรื่องอยาก
คุย’ นั้นคือเรื่องใด ได้แต่ ก้มหัวรับคำ
ตามปกติแล้ว ไม่ว่าจะประชุมหารือหรือไปยัง
ค่ายทหารก็ไม่เคยใช้ เวลาเกินครึ่งวัน
เจียงเสวี่ยหนิงคิดว่าตอนบ่ายคงได้เจอเซี่ย
เวย
ทว่าอย่าว่าแต่ตอนบ่ายเลย ผ่านไปสองวันก็
แล้วสามวันก็แล้ว ยัง ไม่เห็นแม้แต่เงา!
กระทั่งสอบถามถึงได้รู้ว่า ในชั่วระยะเวลา
สั้นๆ สองสามวันนี้ เซี่ยเวยที่ปกติแล้วเมื่อเดินทัพ
ถึงเมืองหนึ่งก็จะให้หยุดพักฟืนฟูสักสิบวันถึงครึ่ง
เดือน ครั้งนี้กลับทำตัวแปลกไป เขากับเยี่ยนหลิ
นเร่งจัดขบวนทัพ ไม่ยอมเสียเวลาแม้วันเดียว รุ่ง
สางของวันที่สามพวกเขาจะนำทัพบุกเมืองเปั่าติ้ง
ที่นิกายสวรรค์ตั้งทัพอยู่ตอนนี้!
ตอนได้ยินข่าว เจียงเสวี่ยหนิงนึกว่าเซี่ยเวย
เสียสติไปแล้ว
แต่ครั้นสงบสติอารมณ์แล้วมาคิดดูใหม่…
เมื่อนิกายสวรรค์รู้ข่าวการเคลื่อนไหวของทัพ
ซินโจว พวกเขาจะทำอย่างไรเล่า วิธีแรกคือหยุด
ทัพแล้วเข้าปะทะกับทัพซินโจว ทว่าว่านซิวจื่อห
วาดกลัวเซี่ยเวยอย่างกับอะไรดี ไม่มีทางเลือกวิธี
ที่ตนต้องตายแล้วปล่อย ให้ราชสำนักหยิบชิ้น
ปลามันไปแน่นอน ส่วนอีกวิธีคือทำตัวเหมือน
สัตว์ปั่า ที่ถูกนายพรานไล่ต้อน แม้จะเหนื่อยล้า
กระเสือกกระสนก็ยังยกทัพบุก เมืองหลวงก่อนที่
ทัพเซี่ยเวยและเยี่ยนหลินจะมาถึง…
เซี่ยเวยไม่ได้เสียสติ
เขาแค่เบื่อจะรออีกจึงบีบให้ว่านซิวจื่อบุก
เมืองหลวงชัด ๆ !
ด้านหนึ่งเจียงเสวี่ยหนิงเพิ่งจะเข้าใจแผนการ
อีกด้านหนึ่งเซี่ยเวยซึ่ง ไม่โผล่หน้ามาให้เห็น
ตลอดสามวันในที่สุดก็ปรากฏตัว
รถม้าเตรียมไว้พร้อมแล้ว
เยี่ยนหลินอยู่แนวหน้า
ส่วนเขาเดินเข้ามาในห้อง แล้วยื่นมือหานาง
“ไปกัน”
เจียงเสวี่ยหนิงที่กำลังก้มหน้าอ่านตำราพิณ
เมื่อเห็นเขายื่นมือมาก็ ส่งมือให้ทันทีโดยไม่รู้ตัว
ก่อนถามขึ้นว่า “ท่านจะทำอะไร”
เซี่ยเวยจ้องมองพร้อมดึงตัวนางขึ้น
น้ำเสียงราบเรียบ แต่เนื้อหาทำเอาอกสั่น
ขวัญหาย เมื่อเขากล่าวว่า “พาเจ้าไปฆ่าคน”