คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 25 ความลุ่มหลงขององค์หญิงใหญ่ (1)
พวกนางไหนเลยจะรู้ว่าแม้หัวหน้ากองซูจะ
เป็นผู้เลี้ยงดูเสิ่นจื่ออีจนเติบใหญ่ ทว่าตั้งแต่เล็ก
จนโต หัวหน้ากองซูกลับไม่เคยเห็นรอยยิ้มอัน
เบิกบานและสีหน้าปล่อยวางเช่นนั้นของเสิ่นจื่ออี
เลย
คืนนั้นเป็นคืนที่เสิ่นจื่ออีกลับมาจากงานเลี้ยง
เทศกาลฉงหยางที่นอกวัง
หัวหน้ากองซูเดินทางจากกองพระราชพิธีไป
เข้าเฝั้าองค์หญิงใหญ่ที่ตำหนักหมิงเฟิงยาม
โพล้เพล้ตามปกติ
เมื่อเข้าไปแล้วเหล่านางกำนัลต่างบอกว่า
เสิ่นจื่ออีอยู่ด้านใน
นางเลิกผ้าม่านเข้าไปเห็นองค์หญิงนั่งอยู่หน้า
คันฉ่อง กำลังเอื้อมมือสัมผัสแก้มตัวเองเบา ๆ
หัวหน้ากองซูรู้สึกเหมือนอยู่ในห้วงฝัน
เพราะเหล่าข้าราชบริพารซึ่งถวายการรับใช้
ภายในตำหนักหมิงเฟิงทุกคนต่างรู้ดี สิ่งที่องค์
หญิงใหญ่ทรงรังเกียจจะทอดพระเนตรมากที่สุด
คือคันฉ่อง มีเพียงงานเทศกาลเฉลิมฉลองใหญ่
บางอย่างซึ่งจำเป็นต้องแต่งองค์ทรงเครื่องเต็มยศ
เท่านั้นที่พระองค์จะส่องหลังรับสั่งให้บรรดานาง
กำนัลแต่งฉลองพระองค์พร้อมแต่งพระพักตร์
ยามปกติแล้วองค์หญิงไม่แม้แต่จะชายพระเนตร
สักครั้ง หลังแต่งฉลองพระองค์เสร็จ ต่อให้เหล่า
ชาววังจะมองพระองค์เช่นไร พระองค์ก็ทรงหาได้
แยแสไม่
แล้วยามนี้คือสิ่งใดกัน
ขณะที่นางยังไม่ทันสติคืนกลับมาจากความ
ตื่นตะลึงและกำลังร่ำร้องด้วยความตื่นตระหนก
ในใจว่า ‘เกิดอะไรขึ้นกับองค์หญิงหรือไม่’ อยู่นั้น
เสิ่นจื่ออีก็มองเห็นนางผ่านคันฉ่อง ลุกยืนขึ้นหมุน
กายกลับมาทำท่าจะกอดนาง ใบหน้าเต็มไปด้วย
รอยยิ้ม “กูกู[1] ดูข้าสิ!”
คราวนี้นางถึงมองเห็นชัดเจน
องค์หญิงใหญ่ทรงเปลี่ยนการแต่งพระพักตร์
ใหม่ ใช้ผงดอกอิงเถาแต่งแต้มรอยแผลเป็นใต้
พระเนตรซึ่งทรงมีแต่ครั้งเยาว์วัยเบา ๆ ประหนึ่ง
มีกลีบดอกอิงเถาร่วงหล่นและประทับบนพระ
พักตร์ของโฉมสะคราญ ลบเลือนความเสียหายที่
รอยแผลเป็นทิ้งเอาไว้แต่เดิมจนหมดสิ้น กลับ
เพิ่มพูนความเพริศพรายสดใหม่ขึ้นมา
สิ่งสำคัญยิ่งกว่าก็คือสีพระพักตร์และ
อากัปกิริยาขององค์หญิง
กาลก่อนต่อให้ดีพระทัยมากเพียงใด กลาง
พระขนงก็มักปกคลุมด้วยความกลัดกลุ้ม ทว่า
วันนี้มันกลับปลาสนาการสิ้น แววเจิดจ้าฉายจาก
พระเนตรของพระองค์ ทั้งเรียบเฉยและร้อนแรง
ขณะนั้นนางไม่อาจสะกดกลั้นความตื้นตันซึ่ง
เอ่อท้นภายในจิตใจได้แล้ว จึงกล่าวทอดถอนใจ
ชมเชยจากใจจริง “ช่างงามนักเพคะ”
ทว่าเสิ่นจื่ออีไม่ได้เล่าว่าเพราะเหตุใดตนถึง
บังเกิดความเปลี่ยนแปลงกะทันหันเช่นนี้
หัวหน้ากองซูย่อมใส่ใจ พอออกจากตำหนักห
มิงเฟิงก็ไต่ถามนางกำนัลซึ่งออกไปถวายการ
ปรนนิบัติรับใช้องค์หญิงใหญ่ในวันนั้น ถึงได้รู้ว่า
ทรงได้พบคุณหนูซึ่งแตกต่างจากผู้อื่นอย่างยิ่งที่
จวนชิงหย่วนปั๋อ เป็นคุณหนูรองแห่งจวนรอง
เสนาบดีเจียง มีนามว่าเจียงเสวี่ยหนิง
ยามนั้นนางเพียงยินดีว่าในที่สุดองค์หญิงก็
ทรงได้พบสหายที่ดีมากผู้หนึ่งแล้ว
และไม่ได้คิดจะทำสิ่งใด
ทว่าไม่นานนักนางก็ได้เห็นชื่อของคุณหนูรอง
เจียงในรายนามของผู้ที่จะมาเป็นพระสหายร่วม
ศึกษาขององค์หญิง
แม้หัวหน้ากองซูจะไม่กล้าล่วงเกินบอกว่าเห็น
เสิ่นจื่ออีเป็นเฉกเช่นบุตรีของตน แต่กระนั้นนางก็
รักใคร่เอ็นดูจากใจจริง อยากให้องค์หญิงได้อยู่
ร่วมกับผู้ที่ทำให้พระองค์เบิกบานพระทัยเสีย
เหลือเกิน ดังนั้นถึงได้เผย ‘ใบหน้าอันอ่อนโยน
และยิ้มแย้ม’ ที่ไม่เคยปรากฏให้เห็นมาก่อนแก่
เจียงเสวี่ยหนิง
แม้ว่าผู้คนโดยรอบจะตกใจจนอ้าปากค้าง แต่
นางกลับมองเจียงเสวี่ยหนิงแต่เพียงผู้เดียว
ครั้นเห็นคุณหนูรองเจียงมองตนอึ้ง ๆ คล้าย
ยังไม่ได้สติ นางก็แทบขมวดคิ้วตามจิตใต้สำนึก
ทันที ทว่าถัดมาก็คิดได้ว่าคนผู้นี้กำลังจะได้เป็น
พระสหายขององค์หญิง ไม่อาจตำหนิตามใจชอบ
นางจึงกล่าวเตือนว่า “คุณหนูรองเจียง?”
เจียงเสวี่ยหนิงถึงมีท่าทีราวกับเพิ่งตื่นจาก
ความฝัน รีบตอบกลับว่า “ชะ เช่นนั้นต้อง
รบกวนท่านหัวหน้ากองแล้วเจ้าค่ะ”
หัวหน้ากองซูจึงผงกศีรษะ เหลียวมองผู้คน
โดยรอบอีกครั้ง “เริ่มกันเถอะ”
แม้ตอนแรกจะบอกว่าสิบสองคนแบ่งเป็น
สามกลุ่ม แต่ยามนี้เห็นชัดว่าเป็นสี่กลุ่ม เซียวซู
เฉินซูอี๋ เหยาซี อยู่ด้วยกันสามคน ฝานอี๋หลาน
โหยวเย่ว์ ฟางเมี่ยว โจวเปั่าอิง อยู่ด้วยกันสี่คน
เหยาหรงหรงอยู่กับอีกสามคนที่เจียงเสวี่ยหนิง
จดจำไม่ได้ ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงกลับเหลือเพียงผู้
เดียว กลายเป็นกลุ่มที่มีคนเดียว
นางข้าหลวงอีกสามคนแบ่งกันสอนสามกลุ่ม
ส่วนหัวหน้ากองซูให้คำชี้แนะเจียงเสวี่ยหนิง
ตามลำพัง
ผู้อื่นดวงตาแทบถลน ต้องรู้ว่าท่าทีที่พวกนาง
ส่วนใหญ่มีต่อเจียงเสวี่ยหนิงนั้นมีเพียงความ
ประหลาดใจอยู่บ้าง ผู้ใดใช้ให้นางถูกเลือกเป็น
พระสหายร่วมศึกษาทั้งที่ไม่ได้เสนอชื่อเล่า? นี่
แสดงชัดแล้วว่าจะต้องมีเรื่องบางอย่างแอบแฝงที่
คนนอกไม่รู้เป็นแน่ ท่ามกลางกลุ่มพระสหายร่วม
ศึกษานี้นางยังถูกจัดอยู่ในสถานะพิเศษ บัดนี้ไม่
เพียงถูกรับเข้ามาแบบพิเศษตอนคัดเลือก กระทั่ง
ศึกษามารยาทในวังยังต้องประพฤติต่อนางเป็น
พิเศษด้วยหรือ?
ผู้ที่เข้มงวดกวดขันเช่นหัวหน้ากองซูกลับ
แสดงท่าทีเป็นมิตรต่อนาง!
คนอื่น ๆ เริ่มรู้สึกไม่ยุติธรรมแล้วจริง ๆ
โหยวเย่ว์เป็นแกนนำ นางมีความบาดหมาง
เล็กน้อยกับเจียงเสวี่ยหนิง มาตั้งแต่แรก เมื่อครู่
เห็นหัวหน้ากองซูเดินเข้าหาเจียงเสวี่ยหนิงด้วย
ใบหน้าเย็นชาก็นึกว่าเจียงเสวี่ยหนิงต้องถึงคราว
เคราะห์ครั้งใหญ่แล้ว ทว่านางยินดีได้ไม่เท่าไร
ท่าทีที่หัวหน้ากองซูมีต่อเจียงเสวี่ยหนิงกลับ
เหมือนฝั่ามือฟาดลงบนใบหน้านาง แม้กระทั่ง
รอยยิ้มบนใบหน้าก็ยังเก็บกลับไม่ทัน พลันรู้สึก
เจ็บปวดขึ้นมา
นางแค้นใจจนแทบจะขบฟันให้แหลก
กระนั้นไม่นานนักขณะที่ใจหนึ่งกำลังเรียนรู้
มารยาทพิธีการกับนางข้าหลวง อีกใจหนึ่งก็ลอบ
สังเกตความเป็นไปของหัวหน้ากองซูกับเจียง
เสวี่ยหนิงทางนั้น ทุกคนต่างพบว่าเจียงเสวี่ยหนิง
คล้ายจะไม่ค่อยไหว
นางข้าหลวงจากกองพระราชพิธีมาสอน
มารยาทพิธีการเช่นนี้ สิ่งแรกที่ต้องสอนคือการ
ยืน
การยืนก็ต้องมีท่วงท่าของการยืน
หัวหน้ากองซูอธิบายให้เข้าใจอย่างกระจ่าง
ชัดยิ่ง “ขาต้องชิดติดกัน เอวต้องเหยียดตรง แผ่น
หลังห้ามคดงอแม้แต่นิดเดียว ทว่าลำคอต้องค้อม
ต่ำเล็กน้อย ก้มศีรษะลงไปสามส่วน มือทั้งสอง
ข้างประสานและกุมกันหลวม ๆ บริเวณเอว ห้าม
แนบกันจริง ๆ ข้อศอกต้องตั้ง ทั้งซ้ายและขวา
ต้องสูงอยู่ระดับเดียวกัน ห้ามทาบมือด้วยท่าที
เกียจคร้านเด็ดขาด”
แต่ครั้นหันกลับมามองเจียงเสวี่ยหนิง…
ยามขาแนบชิด เอวไม่ได้เหยียดตรง เมื่อเอว
เหยียดตรง แผ่นหลังก็ค้อมลง ครั้นแผ่นหลัง
เหยียดตรง คอก็แข็ง พอก้มลง ศีรษะก็กระดก
ขึ้นมา ยากเย็นนักกว่าจะยืนได้ถูกต้อง อีกทั้งการ
ประสานมือสองข้างก็ไม่ถูกอีก แขนทั้งซ้ายและ
ขวาสองข้างโยกคลอนราวกับตุ๊กตาล้มลุก ไม่ว่า
จะทำเช่นไรก็ไม่อาจทำให้สูงอยู่ในระดับเดียวกัน
ไม่เคยเห็นแขนขาของผู้ใดไม่สมดุลเช่นนี้มา
ก่อนเลย!
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงเองกลับสีหน้าไม่
แปรเปลี่ยน นิ่งเฉยปราศจากความลนลาน
ท่าทางไม่รู้ตัวเลยว่าตนย่ำแย่เพียงใด
หัวหน้ากองซูโด่งดังเรื่องความเข้มงวดในวัง
หลวง เป็นผู้ที่ไม่อาจเห็นความผิดพลาดแม้เพียง
เล็กน้อยได้ตัวจริง ปกติแล้วหากเห็นผู้ใดไม่รักษา
กฎระเบียบภายในวังหลวงล้วนหาญกล้าตำหนิสั่ง
สอนไปยกหนึ่งด้วยใบหน้าเย็นชา นับว่าเป็นคน
อารมณ์ร้ายไม่น้อย
แรกเริ่มนางนึกว่าในเมื่อเจียงเสวี่ยหนิงเป็นผู้
ที่ปลดปล่อยองค์หญิงได้ ก็น่าจะเป็นผู้ที่ฉลาดหัว
ไวจิตใจละเอียดอ่อน
อีกทั้งดูท่าทางก็ไม่เหมือนคนโง่เขลา
ผู้ใดจะคาดคิดว่าเมื่อสอนสั่งแล้วกลับ
ประหนึ่งตอไม้แข็งทื่อ มิหนำซ้ำยังไม่รู้จักยางอาย
เอาเสียเลย เจ้าจี้นางคราหนึ่ง นางก็เปลี่ยนแปลง
คราหนึ่ง พอไม่จี้ก็ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นครึ่งค่อนวันไม่
ขยับเขยื้อน ไม่รู้จักสำนึกว่าตนเองทำผิดที่ใด
แม้แต่น้อย ไหนเลยจะฉลาดหัวไวอย่างเปลือก
นอก!
นิ้วมือซึ่งประสานบริเวณเอวของหัวหน้า
กองซูจับแน่นขึ้นเล็กน้อย ปรากฏข้อกระดูกให้
เห็นรำไร เป็นชั่วขณะที่กำลังจะสะกดกลั้นไม่ไหว
ใกล้ระเบิดความกราดเกรี้ยว
ทว่าไม่นานนางก็นึกถึงองค์หญิงใหญ่เล่อห
ยางขึ้นมา
ไม่
ไม่เป็นไร
โง่เขลาไปบ้างก็ไม่เป็นไร อย่างมากก็ใช้เวลา
สอนมากหน่อยแค่นั้นเอง
อดทนหน่อย อดทนหน่อย
——————–
1. กูกู ในที่นี้หมายถึงสรรพนามที่ใช้เรียก
นางกำนัลรับใช้อาวุโสซึ่งทำงานในวังมานาน
บทที่ 25 ความลุ่มหลงขององค์หญิงใหญ่ (2)
หลังจากใช้คำพูดกำชับตนเองในใจไม่หยุด ใน
ที่สุดหัวหน้ากองซูก็พ่นลมหายใจเบา ๆ ทีหนึ่ง
สะกดเพลิงโทสะนั้นลงไปเสีย รักษารอยยิ้มแข็ง
กระด้างเล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัดบนใบหน้าเอาไว้
กล่าวกับเจียงเสวี่ยหนิงทั้งที่ขัดต่อความรู้สึก “ไม่
เป็นไร ค่อยเป็นค่อยไป คุณหนูรองเจียงดีกว่าเมื่อ
ครู่เล็กน้อยแล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
หัวหน้ากองซู มาตรฐานของท่านต่ำลงขนาด
นี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน!
คนอื่น “…”
นี่ไม่ใช่หัวหน้ากองซูที่พวกเรารู้จักคนนั้น
แน่ๆ!
เป็น! ตัวปลอม! ใช่หรือไม่!
แน่นอนว่าเจียงเสวี่ยหนิงไม่เคยคิดจะตั้งใจ
เรียนรู้มารยาทพิธีการแม้แต่น้อย
เพราะนางได้เรียนรู้มาในชาติก่อนแล้ว
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่าหลังจากนั้นยังได้ดำเนิน
ชีวิตภายในวังหลวงช่วงหนึ่งด้วย แม้ว่าขณะขึ้น
เป็นฮองเฮาแล้ว ด้านมารยาทพิธีการอาจหย่อน
ยานไปบ้าง ทว่ากระนั้นก็มีหลายสิ่งที่กลายเป็น
ความเคยชิน ต่อให้ย่ำแย่อีกสักเพียงใดก็ไม่อาจ
ย่ำแย่ไปกว่าเหล่าคุณหนูที่เพิ่งเข้าวังมาเป็นพระ
สหายร่วมศึกษาได้
แต่ขณะที่เหล่าคุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์
พยายามให้ได้อยู่ในวังหลวง
นางกลับเป็นผู้ที่ตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้วว่า
จะไปจากวังหลวง เพราะฉะนั้นจะจริงจังและ
เพียรพยายามไปเพื่อเหตุใด
ไม่เพียงไม่ต้องจริงจังและไม่ต้องพยายาม
เท่านั้น นางยังจงใจแสดงท่าทีว่าทำอย่างไรก็ไม่
อาจเรียนรู้ได้ เพื่อทำให้หัวหน้ากองซูรู้สึกว่านาง
คือไม้ผุที่ไม่อาจแกะสลัก
อย่างไรก็ตามแผนการกลับไม่ราบรื่นนัก
ลางสังหรณ์ไม่ดีที่เจียงเสวี่ยหนิงมีก่อนหน้านี้
กลับกลายเป็นความจริง แม้ชาตินี้หัวหน้ากองซู
จะเป็นผู้สั่งสอนตนดังเดิม แต่ประการแรก อีก
ฝั่ายกลับแสดงใบหน้าอ่อนโยนยิ้มแย้มให้นาง
ประการที่สอง ความอดทนที่มีต่อนางอย่าง
ยิ่งยวดนั้น มิใช่ท่าทีของมารร้ายที่ต่อให้หา
กระดูกออกมาจากไข่ไก่[1]ได้ก็ยังบอกว่าท่านทำ
ไม่ได้อยู่ดีในชาติก่อนโดยสิ้นเชิง! ตรงกันข้าม ไม่
ว่านางจะแสดงเช่นไร ไม่ว่าจะทำเช่นไร หัวหน้า
กองซูก็จะกุมมือนางแน่น ใช้สายตาให้กำลังใจที่
บอกนางว่า ‘พยายามอีกหน่อย ข้าเชื่อว่าท่านทำ
ได้’ มองมา…
ตึงมือเหลือเกิน
ครั้นถูกเงาดำที่ฝังประทับในจิตใจจากชาติ
ก่อนมองด้วยสายตาเช่นนี้ ขนทั่วร่างก็ลุกชันทันที
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกไม่สบายไปทั้งตัว
ไม่ ต้องเยือกเย็นเข้าไว้
หัวหน้ากองซูมีนิสัยเช่นไร นางรู้ดี
ยามนี้หัวหน้ากองซูอาจมีเหตุผลอื่นจึงอดทน
ได้มากเป็นพิเศษ ทว่าความอดทนของแต่ละคน
ล้วนมีจำกัด หากเกินขีดจำกัดบางประการแล้ว
ต่อให้เป็นนักปราชญ์ก็ยังต้องอาละวาด
วิธีแสร้งโง่ใช้ไม่ได้ผลชั่วคราวก็ไม่เป็นไร แต่
ห้ามล้มเลิกเป็นอันขาด
การยืนหยัดคือชัยชนะ!
หากตอนนี้ยังกระตุ้นโทสะหัวหน้ากองซูไม่ได้
ต้องเป็นเพราะนางยังกระทำไม่เพียงพอ และ
ระยะเวลาในการกระทำก็ยังนานไม่เพียงพอ
เจียงเสวี่ยหนิงดูออกว่าหัวหน้ากองซูกำลัง
อดทนอยู่ จึงจงใจลดแขนที่เพิ่งจะยกโดยไม่ได้
เจตนาอีกครั้ง เมื่อเห็นหางตากระตุกแบบคุมไม่
อยู่ของหัวหน้ากองซูอย่างชัดเจน ใบหน้าก็
ประดับรอยยิ้มขวยเขินและกระดากอาย พูดจา
อึกอักว่า “ขอบพระคุณท่านหัวหน้ากอง ข้าคนนี้
โง่เขลามาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเรียนสิ่งใดก็ทำไม่ได้
สักอย่าง รบกวนท่านมากแล้วเจ้าค่ะ…”
ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้ายังจะทนไหว!
หัวหน้ากองซูเกือบทนไม่ไหวแล้วจริง ๆ
อยากจะตวาดใส่นักว่าไม่ใช่แค่โง่เขลาเท่านั้น ที่
สำคัญคือเกียจคร้านด้วย!
อย่างไรก็ตามเมื่อคำพูดมาถึงริมฝีปากก็ต้อง
กลืนกลับลงไปดังเดิม
คิดถึงองค์หญิงเข้าไว้
คิดถึงองค์หญิงเข้าไว้
นางทบทวนอยู่ครู่หนึ่งและนึกได้ว่าตนอาจ
บีบคั้นมากเกินไป ส่วนคุณหนูรองเจียงก็ดู
ค่อนข้างตื่นเต้น ยามนี้ตนจำเป็นต้องสงบสติ
อารมณ์ลงสักหน่อย จึงเอ่ย “ไม่เป็นไร คุณหนู
รองฝึกฝนมานานเช่นนี้คงจะเหน็ดเหนื่อยแล้ว
พักผ่อนสักครู่แล้วค่อยฝึกกันต่อเถอะ”
ผู้อื่นซึ่งกำลังถูกนางข้าหลวงชี้แนะด้วยความ
เข้มงวด ‘????!!!’
ฟึบ ฟึบ ฟึบ ฟึบ!
คล้ายบังเกิดเสียงใบมีดคมกริบกรีดผ่าน
อากาศ
เจียงเสวี่ยหนิงสัมผัสได้ชัดเจนว่ามีสายตาคม
กริบสิบกว่าคู่พุ่งเข้าหาตนจากด้านข้าง ราวกับ
อยากจะทิ่มแทงตัวนางให้พรุน
ต้องรู้ก่อนว่าผู้อื่นนั้นได้รับการปฏิบัติแตกต่าง
จากเจียงเสวี่ยหนิง
หัวหน้ากองซูเป็นนางข้าหลวงผู้กำกับดูแล
กองพระราชพิธี ส่วนนางข้าหลวงอีกสามคนที่
ติดตามมาด้วยก็ถือเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนาง
บัดนี้ต้องอยู่ร่วมห้องกับหัวหน้ากองซู สั่งสอน
มารยาทพิธีการภายในวังหลวงต่อหน้าต่อตา
หัวหน้ากองซูซึ่งเข้มงวดกวดขันเสมอมา ไหนเลย
จะกล้าไม่ตั้งใจ
ต่อให้เดิมทีเคยรับเงินทองเป็นสินบนจาก
ครอบครัวของพวกคุณหนูมาจำนวนหนึ่งเลยต้อง
ให้การดูแลเป็นพิเศษอยู่บ้าง แต่ยามนี้ก็ไม่กล้า
ผ่อนปรนโดยง่าย
หากพลั้งเผลอจนถูกหัวหน้ากองซูพบเห็นเข้า
นั่นคงต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่แล้ว
ด้วยเหตุนี้เหล่านางข้าหลวงจึงไม่เพียงไม่กล้า
หย่อนยานแม้แต่น้อย แต่ยังต้องเข้มงวดมากกว่า
ปกติเสียด้วยซ้ำ วางท่าเคร่งขรึมไม่ยิ้มแย้ม
กลายเป็นหัวหน้ากองซูคนที่สอง คนที่สาม คนที่
สี่!
ทว่าตัวหัวหน้ากองซูเองนั้น…
กลับผ่อนปรนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนเสียได้
สิ่งที่พวกคุณหนูผู้เป็นพระสหายร่วมศึกษา
กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่คาดหวังไว้ในตอนแรกจึง
ถูกหักล้างจนหมดสิ้น
เดิมทีนึกว่าเจียงเสวี่ยหนิงตกอยู่ในกำมือ
หัวหน้ากองซู อีกทั้งแขนขายังเงอะงะ จะต้องถูก
ทรมานจนไม่เป็นผู้เป็นคนแน่นอน ส่วนพวกนาง
แค่รอหัวเราะเยาะอยู่ด้านข้างก็พอ ทว่า
สถานการณ์ในตอนนี้ เจียงเสวี่ยหนิงกลับอยู่กับ
หัวหน้ากองซูด้วยความผ่อนคลาย ไม่เป็นอะไร
แม้แต่น้อย ส่วนนางข้าหลวงซึ่งแต่เดิมพวกนาง
คิดว่าจะไม่เข้มงวดกวดขัน กลับทรมานพวกนาง
แทบตาย
พวกนางเรียนรู้ไม่สำเร็จ นางข้าหลวงจะ
ตำหนิด้วยใบหน้าบึ้งตึง
เจียงเสวี่ยหนิงเรียนรู้ไม่สำเร็จ หัวหน้ากองซู
กลับให้นางนั่งพัก!
มีอยู่ชั่วขณะหนึ่งที่เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึก
หวาดกลัว ก่อนหน้านี้ได้เข้ามาเป็นพระสหาย
ร่วมศึกษาโดยไม่ได้รับการเสนอชื่อก็ทำให้นางมี
สถานะพิเศษกว่าผู้อื่น จนถูกทำให้โดดเดี่ยวกลาย
ๆ อยู่แล้ว ขณะนี้ยามร่ำเรียนมารยาทพิธีการยัง
ได้รับการปฏิบัติแสนจะพิเศษเช่นนี้อีก หากนาง
นั่งลงไปจริง คงกลายเป็นหนามยอกอกของพระ
สหายคนอื่น ๆ กระทั่งกลายเป็น ‘ศัตรูของ
ส่วนรวม’ ทันทีอย่างไม่ต้องสงสัยแน่
อย่างไรก็ตาม มันก็เกิดขึ้นแล้ว
นางสัมผัสได้ว่ายิ่งเป็นเยี่ยงนี้ ตนก็ยิ่งต้อง
พยายามออกจากวังหลวงสุดความสามารถ มิ
เช่นนั้นจะรั้งอยู่ที่นี่เพื่อให้ถูกฉีกทึ้งจนเป็นชิ้นเล็ก
ชิ้นน้อยหรือ
ไม่มีหนทางถอยแล้ว
ต้องใช้การรุกเพื่อปั้องกัน
เจียงเสวี่ยหนิงเผยสีหน้าทั้งซาบซึ้งทั้งตื่นเต้น
ยินดีทันที เอ่ยว่า “ข้าเหนื่อยมานานแล้ว ท่าน
หัวหน้ากองช่างเข้าอกเข้าใจผู้อื่นเสียจริงเจ้าค่ะ”
จากนั้นก็กัดฟันนั่งกระแทกก้นลงบนเก้าอี้
ด้านข้างอย่างสงบ
ใช่ ‘กระแทกก้น’ จริง ๆ
ท่าทางไม่ยี่หระ ปราศจากกิริยาอันสง่างาม
แม้แต่น้อย
หัวหน้ากองซูพลันเกือบหายใจไม่ออก ทำได้
เพียงฝืนบังคับให้ตนเองเบือนสายตาออกไปลอบ
คิดอยู่ในใจว่า นะโม อมิตาภพุทธ ตาไม่มองใจ
สงบ! ตาไม่มองใจสงบ! ในเมื่อองค์หญิงชื่นชอบ
นางมาก เช่นนั้นแม่นางผู้นี้ก็ต้องมีส่วนเหนือล้ำ
กว่าผู้อื่น บัดนี้ที่ยังไม่อาจค้นพบ นั่นต้องเป็น
เพราะสายตาอันโง่เขลาของตน สงบจิตใจเอาไว้
แล้วค่อย ๆ ค้นพบความดีงามของนาง
อย่างไรเสียก่อนหน้านี้ก็ยืนมากว่าครึ่งชั่วยาม
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงนั่งลงจึงรู้สึกสุขสบายไปทั้งร่าง
เพียงแต่…
กลับรู้สึกแผ่นหลังเย็นวาบเล็กน้อย
เมื่อกลอกตามอง สายตาของผู้อื่นล้วนมาอยู่
ที่ร่างนางจริงดังคาด โหยวเย่ว์ยิ่งมีสีหน้าคล้ำ
เขียว กระฟัดกระเฟียดจนแทบจมูกเบี้ยว
ฟางเมี่ยวกำลังมองนางเช่นกัน
ขณะนี้นางยืนอยู่ข้างหลังฝานอี๋หลาน
ทอดสายตาแลท่าทางและเก้าอี้ที่มองแวบเดียวก็
รู้แล้วว่าสุขสบายยิ่งนักของเจียงเสวี่ยหนิง อิจฉา
แทบร่ำไห้ อยากจะอัดตนเองเมื่อกว่าครึ่งชั่วยาม
ก่อนสักยกให้มันรู้แล้วรู้รอด
เพราะเหตุใดนะ
ไฉนต้องเปลี่ยนด้วย
ความรู้สึกแรกสิถึงจะถูกต้องมากที่สุด!
——————–
1. หากระดูกจากไข่ไก่ เป็นสำนวน หมายถึง
จงใจหาเรื่อง มีเจตนาจับผิด
บทที่ 25 ความลุ่มหลงขององค์หญิงใหญ่ (3)
เจียงเสวี่ยหนิงคือคนที่มี ‘แนวโน้ม’ ผู้นั้น ไย
นางจึงไม่รวบรวมความกล้ายืนหยัดไปอีกสัก
หน่อยเล่า มิเช่นนั้นยามนี้คงได้นั่งอย่างแสนสุข
อยู่ตรงนั้นแล้วเช่นกัน…
ยังดีที่เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้นั่งนานเกินไปนัก
ครั้นหัวหน้ากองซูปรับสภาพจิตใจเรียบร้อยก็
เชิญให้นางลุกขึ้นมาใหม่เพื่อเรียนมารยาทอีกครา
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำให้นางคาดไม่ถึงเป็น
อย่างยิ่งคือ…
เจียงเสวี่ยหนิงซึ่งได้พักผ่อนไปครู่หนึ่งไม่เพียง
ไม่รุดหน้าแม้แต่น้อย ซ้ำยังเหมือนจะย่ำแย่กว่า
ก่อนมากนัก! คล้ายมั่นใจแล้วว่าหัวหน้ากองซูจะ
อดทนข่มกลั้นต่อนางได้มากอย่างไรอย่างนั้น
แม้แต่บุคลิกของคุณหนูตระกูลใหญ่ที่มีมาแต่แรก
ก็ยังมลายหายไปจนหมดสิ้น เห็นแล้วน่าโมโหนัก!
หัวหน้ากองซูรู้สึกว่าตนอัดอั้นจนใกล้จะล้ม
ปั่วยแล้วจริง ๆ
แม้กระทั่งรอยยิ้มที่ประดับบนริมฝีปากก็ใกล้
จะรักษาเอาไว้ไม่อยู่แล้ว
เพียงแต่นางยังคงพยายามรักษาต่อไป ต่อให้
เสียงจะสั่นเทิ้ม แต่ก็ยังพูดประโยค “ไม่เป็นไร ดี
ขึ้นเล็กน้อยแล้ว คุณหนูรองเจียงลองใหม่อีก
รอบ” กับเจียงเสวี่ยหนิงอยู่ดี
หารู้ไม่ว่าใจของเจียงเสวี่ยหนิงยามนี้กำลัง
เต้นระรัว
นางอยากโผเข้าไปจับบ่าหัวหน้ากองซู จับอีก
ฝั่ายเขย่าพร้อมตะโกนด้วยความขัดใจเหลือเกิน
ว่า ‘หัวหน้ากองซู! ท่านมีสติหน่อย ใช้นิสัยที่มีแต่
เดิมของท่านสิ!’
ทว่าก็ไม่อาจทำได้
ขณะนี้จึงต้องดูว่าผู้ใดอดทนอดกลั้นได้
มากกว่ากัน และผู้ใดจะสติขาดผึงก่อนกัน
การเรียนรู้มารยาทพิธีการของผู้อื่นคืบหน้าไป
เกินครึ่งแล้ว ด้านหัวหน้ากองซูกับเจียงเสวี่ยหนิง
ที่อยู่ทางนั้นยากเย็นนักกว่าจะทำให้ ‘ยืน’ ได้
ยามนี้ไม่ว่าผู้กำลังอบรมสั่งสอนหรือผู้ได้รับการ
อบรมสั่งสอน บนหน้าผากล้วนผุดเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ
หัวหน้ากองซูโมโห
ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงก็เหน็ดเหนื่อย
ถึงแม้หัวหน้ากองซูจะมีสีหน้าเป็นมิตรต่อนาง
แต่หากต้องกระทำอย่างโง่งมเช่นนั้นครั้งแล้วครั้ง
เล่า ก็ถือเป็นภาระไม่น้อยสำหรับนางอยู่ดี อีกทั้ง
นางยังต้องระวังไม่ให้เผลอเปิดโปงตนเองอีกด้วย
นับว่าลำบากลำบนนัก
ขณะกำลังพักผ่อนเป็นคำรบสอง นางมองสี
หน้าของหัวหน้ากองซู คาดเดาว่าความอดทน
ของอีกฝั่ายคงใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว ขอเพียง
พยายามอีกนิด ตัวนางก็จะถูกตำหนิติเตียน ได้
ออกจากวังหลวงและกลับบ้าน
ดังนั้นขณะลุกขึ้นยืนเป็นรอบที่สาม ใจของ
เจียงเสวี่ยหนิงจึงเปียมล้นด้วยความหวัง
ขณะนี้กำลังจะเริ่มเรียน ‘การเดิน’
นางที่ตั้งใจไว้ว่าจะทำตัวเช่นนี้ต่อไป กลับ
คาดไม่ถึงเลยว่าองค์หญิงใหญ่เล่อหยางเสิ่นจื่ออี
จะเดินเข้ามาจากเบื้องนอกในเวลานี้
ทุกคนต่างค้อมกายถวายคารวะพร้อมเสียงที่
แจ้งว่า “องค์หญิงใหญ่เสด็จแล้ว”
วันนี้เสิ่นจื่ออีสวมชุดชาววังสีฟั้าอ่อน รอย
แผลเป็นบริเวณหางตาข้างซ้ายยังคงวาดเป็นรูป
กลีบดอกอิงเถาสีชมพูดังเดิม น่าดูชมยิ่งนัก ขณะ
เดินยิ้มแย้มเข้ามานั้นก็เปล่งเสน่ห์เฉิดฉาย
ประหนึ่งท้องนภาสีครามสดใสยามอากาศดี
กอปรด้วยความน่าพิสมัยที่ทำให้คนตาพร่า
เพิ่งเยื้องย่างเข้ามา สายตาของนางก็ตกบนร่าง
เจียงเสวี่ยหนิง
เจียงเสวี่ยหนิงร่างแข็งทื่อไปทั่วทั้งสรรพางค์
กาย
ทว่าเสิ่นจื่ออีกลับเพียงโบกมือและนั่งลง
ด้านข้าง กล่าวกับทุกคนว่า “ไม่ต้องมากพิธี เปิน
กงจู่แค่มาดู พวกเจ้าทำต่อไปก็พอ”
ทุกคนต่างตอบรับโดยพร้อมเพรียง
เหล่านางข้าหลวงกลับไปสอนผู้อื่น ส่วน
หัวหน้ากองซูก็สอนเจียงเสวี่ยหนิงต่อไป
ยามนี้เจียงเสวี่ยหนิงยังไม่รู้สึกผิดปกติอันใด
ถึงแม้การมาขององค์หญิงใหญ่เล่อหยางจะทำให้
นางกระสับกระส่ายอยู่บ้าง แต่อีกฝั่ายเพียงแค่
มองนางแวบหนึ่ง ไม่ได้ทำสิ่งใดมากไปกว่านี้อีก
จึงเริ่มสบายใจได้หน่อย
นางหยุดคิดแล้วเสแสร้งต่อ
หัวหน้ากองซู “การเดินภายในวังหลวงจำ
เอาไว้ว่าต้องมองทาง ห้ามเหลียวซ้ายแลขวา
ระยะในการย่างก้าวของสตรีที่ดีที่สุดคือหนึ่งฉื่อ
ซึ่งก็คือระยะห่างที่ไม้บรรทัดเล่มนี้วางอยู่ใต้เท้า
ท่านนั่นเอง…”
เจียงเสวี่ยหนิงเดินหนึ่งก้าว
พลันบังเกิดเสียงดัง ‘กร๊อบ’ ครั้งหนึ่ง นาง
‘เผลอ’ เหยียบไม้บรรทัด
ไม้บรรทัดหักสะบั้น
หัวหน้ากองซูเริ่มรู้สึกว่าเส้นเอ็นตรงขมับ
กำลังเต้นตุบ ๆ และกำลังจะขาดผึง
อย่างไรก็ตามกลับมีเสียงหนึ่งลอยมาจาก
ด้านข้างในเวลานี้
เป็นเสิ่นจื่ออีเอามือเท้าคาง ทอดสายตามอง
เจียงเสวี่ยหนิงพลางยิ้มร่า ภายในดวงตาปรากฏ
ดวงดาราเปล่งประกายระยิบระยับ เอ่ยกับนาง
กำนัลซึ่งอยู่ด้านข้างโดยไม่หันหน้ากลับไปว่า
“เจ้าดูสิ นางเหยียบของในวังจนแตกหักไปแล้ว
แต่สีหน้าก็ยังไม่แปรเปลี่ยนเลยสักนิด ช่างใจเย็น
หนักแน่นจริงเชียว…”
คนอื่น “…”
ช้าก่อน น้ำเสียงที่ปราศจากการตำหนิ ถึงขั้น
เปียมความชื่นชมและลุ่มหลงนี่คือสิ่งใดกัน!
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
ถือว่าไม่ได้ยินก็แล้วกัน ไม่เป็นไร ข้ายังทำ
ต่อไปได้!
เมื่อหัวหน้ากองซูได้ยินคำกล่าวของเสิ่นจื่ออี
ก็ถือว่าได้เห็นความชื่นชอบที่องค์หญิงมีต่อสตรี
ตรงหน้าด้วยตาตนเองแล้ว ความขุ่นเคืองซึ่งมีแต่
เดิมสงบลงไป กลับมาใช้น้ำเสียงเรียบนิ่งสั่งให้คน
นำไม้บรรทัดมาใหม่ จากนั้นจึงบอกเจียงเสวี่ย
หนิงว่า “คุณหนูรองโปรดย่างก้าวใหม่อีกครั้ง”
เจียงเสวี่ยหนิงย่างก้าวอีกครา
คราวนี้ไม่ได้เหยียบไม้บรรทัดแล้ว เพียงแต่
การย่างก้าวอย่างมากก็แค่ครึ่งฉื่อ ท่าทางปล่อย
ตัวปล่อยใจสบายอารมณ์ยิ่งนัก ไกลห่างจาก
‘หนึ่งฉื่อคือดีที่สุด’ ที่หัวหน้ากองซูกล่าวทีแรกลิบ
ลับ
เสิ่นจื่ออีเห็นแล้วก็ถอนหายใจเบา ๆ ใช้มือ
ประคองใบหน้าพลางกล่าวทอดถอนใจชมเชย
“กวีสมัยโบราณเคยบรรยายลักษณะท่วงท่าของ
โฉมสะคราญเอาไว้ บอกว่า ‘บอบบางดั่งหลิวต้อง
สายลม’ ‘เคลื่อนย้ายแผ่วเบาย่างก้าวปทุมา’ ข้า
ยังไม่เชื่อ คิดว่าหากสตรีนั้นย่างก้าวเล็กจนเกินไป
จะกี่มากน้อยก็แสดงความขี้ขลาดตาขาวออกมา
หลายส่วน อาจไม่งดงามก็เป็นได้ แต่พอได้เห็นห
นิงหนิงข้าถึงรู้ว่าที่แท้บนโลกนี้ยังมีผู้ที่ย่างก้าว
น้อย ๆ แต่ก็ยังน่าดูชมถึงเพียงนี้ด้วย…”
คนอื่นไม่เข้าใจแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น!
นี่องค์หญิงใหญ่ใช้สายพระเนตรอันใดอยู่?!
ล้วนเห็นชัดว่าคำพูดของหัวหน้ากองซูไม่ได้
เข้าหูเจียงเสวี่ยหนิงแม้แต่น้อย ทั้งยังเกียจคร้าน
อย่างยิ่ง แล้วเหตุใดพอคำพูดออกมาจากปากของ
พระองค์กลับกลายเป็นคำชมเชยจนฟั้าแทบถล่ม
ลงมาได้กัน?!
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินแล้วขาก็สั่นจนเกือบยืน
ไม่มั่นคง หวิดจะลื่นล้ม
เสิ่นจื่ออีประสานมือตรงหน้าอก หัวเราะจน
ดวงตาซึ่งเปียมล้นด้วยความอ่อนโยนและใจกว้าง
หยักโค้งจนคล้ายจันทร์เสี้ยว เอ่ยออกมาว่า “ดูสิ
แม้แต่ตอนเกือบจะล้มสีหน้ายังไม่แปรเปลี่ยนเลย
คนที่หน้าตาดีทำอะไรก็น่าดูชมจริงด้วย!”
“…”
เจียงเสวี่ยหนิงเพิ่งจะยืนได้มั่นคงจากอาการ
อกสั่นขวัญหาย ครั้นได้ยินก็ใจสั่น หนังตากระตุก
คราวนี้ไม่ทันระวังแล้วจริง ๆ เท้าซ้ายสะดุดเท้า
ขวาตัวเอง เสียศูนย์ทันที ล้มคุกเข่าคว่ำไป
ข้างหน้า
โชคยังดีใช้มือยันเอาไว้ทันจึงไม่ได้เจ็บมากนัก
เสิ่นจื่ออีรีบผุดลุกจากที่นั่ง ตรงไปข้างกาย
เจียงเสวี่ยหนิงแล้วพยุงขึ้นมาด้วยสีหน้าปวดใจ
“ทำไมเจ้าถึงไม่ระวังเช่นนี้? ไม่เจ็บใช่หรือไม่?”
เจียงเสวี่ยหนิงลุกขึ้นด้วยอาการขาอ่อนราว
กับสูญเสียชีวิตไปแล้วครึ่งหนึ่งก็ไม่ปาน ขณะ
ตอบคำถามเสียงก็ยังสั่นเครือ “หม่อมฉันเติบโต
ท่ามกลางปั่าเขามาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยเรียนรู้
กฎเกณฑ์ภายในวังหลวงเลย ทั้งยังเกียจคร้าน
และโง่เขลาอีกด้วย มารยาทพิธีการภายในวัง
หลวงนี้ไม่อาจเรียนรู้ได้เลยจริง ๆ เพคะ เกรงว่า
คงผิดต่อพระมหากรุณาขององค์หญิงใหญ่แล้ว
หากรั้งอยู่ที่นี่ต่อไปก็รังแต่จะเป็นที่อับอายขาย
หน้า ขอองค์หญิงใหญ่ทรงอนุญาตให้หม่อมฉัน
ออกจากวังเถิด หม่อมฉันรู้แก่ใจดี ไม่กล้าเพ้อฝัน
ที่จะเป็นพระสหายร่วมศึกษาขององค์หญิงเพ
คะ”
“เจ้าพูดเพ้อเจ้ออะไรกันน่ะ!”
เสิ่นจื่ออีคล้องแขนนาง สีหน้าสนิทสนมอย่าง
เป็นธรรมชาติ
“ในงานเลี้ยงเทศกาลฉงหยางครั้งก่อนเจ้า
วาดกลีบดอกอิงเถาร่วงโรยให้เปินกงจู่ เปินกงจู่
ชอบมาก ผู้อื่นในวังพอเห็นต่างทยอยกัน
เลียนแบบ เปินกงจู่ชื่นชอบเจ้าจะตายอยู่แล้ว
มารยาทพิธีการภายในวังหลวงนี้ หากเจ้าเรียนรู้
ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เปินกงจู่คุ้มหัวเจ้าก็ได้ อีกอย่าง
เจ้าคงไม่รู้สินะว่าเพื่อให้เจ้าเข้าวังมา เปินกงจู่
ต้องลงแรงไปมากเท่าไร!”
เจียงเสวี่ยหนิงหนังตากระตุกอีกครา ลาง
สังหรณ์ไม่ดีอันแสนจะคุ้นเคยท่วมท้นในจิตใจ
จริงดังคาด เสิ่นจื่ออีเผยสีหน้าไม่ได้รับความ
เป็นธรรมให้เห็นหน่อย ๆ ประชิดเข้าหาด้วยท่าที
ที่ดูน่าเวทนาสงสารอยู่บ้าง ทว่าน้ำเสียงกลับแฝง
การขอความดีความชอบเหมือนเยี่ยนหลินไม่มี
ผิดเพี้ยน “ตอนแรกแม้จะเป็นเยี่ยนหลินที่ฝากให้
เปินกงจู่เติมชื่อของเจ้าเข้าไป แต่ใจของเปินกงจู่
เองก็อยากให้เจ้าเข้าวังมาด้วยเช่นกัน ทว่าการ
คัดเลือกพระสหายร่วมศึกษานี้ต้องปฏิบัติตาม
กฎเกณฑ์ที่กรมพิธีการเป็นผู้กำหนด ผู้ไม่ได้ถูก
เสนอชื่อมาตั้งแต่แรกไม่อาจเป็นพระสหายร่วม
ศึกษาได้ เปินกงจู่ไปหาตาแก่ที่กรมพิธีการพวก
นั้น ลำบากอยู่นานเลยนะกว่าจะทำให้พวกเขา
เห็นด้วย! เป็นอย่างไร ข้าดีต่อเจ้าหรือเปล่า เจ้าดี
ใจหรือไม่?”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
จริงดังคาด องค์หญิงใหญ่มีส่วนทำให้ข้าเข้า
วังจริง ๆ ด้วย!
เจียงเสวี่ยหนิงใบหน้าเฉยชา หันกลับไปมอง
ดวงหน้างดงามเฉิดฉันของเสิ่นจื่ออี ยกยิ้มอย่าง
แช่มช้า ตอบกลับด้วยกิริยาท่าทางที่ถูกต้อง
เหมาะสม “องค์หญิงใหญ่ทรงดีต่อหม่อมฉันยิ่ง
นัก หม่อมฉันดีใจเหลือเกินเพคะ”
มันช่าง…
ดี ใจ มาร ดา มัน สิ เหลือ เกิน!