คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 241 สังหารโจวอิ๋นจือ (1)
เมื่อรู้ความเคลื่อนไหวของกองทัพซินโจวที่
เมืองเจินติ้ง กบฏนิกาย สวรรค์ที่เพิ่งได้หยุดพัก
อยู่ในเมืองเปั่าติ้งไม่กี่วันก็พากันตื่นตระหนก!
หลายเดือนมานี้พวกเขาแทบจะเคยชินกับ
การที่ข้าศึกรุกไล่ตามหลัง
ทว่าก็เหมือนฝั่ายตรงข้ามวางแผนมาดีทุกครั้ง
แม้มักจะรุกไล่ตาม กองทัพของพวกตน แต่ก็ยัง
เว้นระยะเวลาพอให้หายใจหายคอตลอด ไม่เคย
ถึงขั้นไล่บี้จนพวกเขาต้องเหน็ดเหนื่อยและ
สูญเสียกำลังไปกับการรบมากเกิน
ด้วยเหตุนี้ยามได้รับรู้สารจึงแทบไม่อยากจะ
เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง
มิหนำซ้ำสิ่งที่ตามมาติด ๆ คือความรู้สึกถึง
ภยันตรายซึ่งคืบคลานเข้าประชิดตัว หรือกองทัพ
ซินโจวตั้งใจจะรุกฆาตพวกเขาอย่างแท้จริงแล้ว
ในที่สุดเมื่อรบราฆ่าฟันกันมาจนถึงเมืองหลวง อีก
ฝั่ายก็ไม่เห็นประโยชน์ อะไรในตัวพวกเขาแล้ว
เช่นนั้นสิ
ทางด้านของว่านซิวจื่อนับแต่ได้รับการปล่อย
ตัวจากเซี่ยเวย มือทั้งคู่ ก็เรียกได้ว่าแทบใช้การ
อะไรไม่ได้ แม้จะสรรหาหมอชื่อดังมามากมายก็
ไม่อาจรักษา อีกทั้งเขาเองอายุอานามมิใช่น้อย
กลับยังต้องออกรบตาม คำสั่ง ต่อให้มีวิชาหล่อ
เลี้ยงชีวิตอย่างไรร่างกายก็ไม่อาจรับไหว
หลายเดือนมานี้จึงไร้ซึ่งความมีชีวิตชีวา
เหมือนก่อนเก่าโดยสิ้นเชิง
ทว่าตลอดเส้นทางที่ถูกรุกไล่รวมถึงการต้อง
หลับหูหลับตาฝั่าฟัน หวนมาเมืองหลวงอีกครั้ง
เขากลับคิดถึงอำนาจบารมีและความยิ่งใหญ่
ยามได้สั่งกำลังพลบุกขึ้นเหนือ จนท้ายที่สุดก็
กระตุ้นเลือดนักสู้ขึ้นมาใหม่ หากแม้นต้องตาย
เขาก็จะตายบนบัลลังก์มังกรเท่านั้น!
ครั้นคิดแล้วก็รีบสั่งการให้รื้อค่ายที่พักและ
ออกรบทันที ไม่ได้สนใจว่าสิ่งที่ตามหลังมาจะ
เป็นหมาปั่าหรือเป็นพยัคฆ์ ตั้งหน้าตั้งตาบุกตี
เมืองหลวง!
แนวปั้องกันของเมืองเปั่าติ้ง ไหนเลยจะ
แข็งแกร่งเทียบเท่าแนว ปั้องกันของเมืองหลวง
หากเขาชิงรุกเข้ายึดเมืองหลวงสำเร็จก่อน
อาศัยกองพลใหญ่เฝั้า รักษาเมือง ไม่แน่ว่าอาจ
กันทัพใหญ่ของเซี่ยเวยและเยี่ยนหลินให้รั้งอยู่
นอกเมือง พอจะหาหนทางรอดชีวิตให้ตนเองได้!
หัวหน้าอย่างเจ้านิกายกระทำการบ้าบิ่นเหตุ
เพราะความยึดติด ขณะที่สาวกนิกายผู้เป็น
ลูกน้องกลับทราบดีว่าตนไร้ทางเลือก ทหารซึ่ง
กำลังรุกไล่มาทำให้แรงปรารถนาจะเอาชีวิตรอด
พุ่งทะยาน พวกเขาจึงกัดฟันกรอด สร้าง
ศักยภาพทางการรบที่น่าสะพรึงยามบุกเข้าตี
เมืองหลวง!
ณ ปั้อมประตูเมืองหลวงทั้งสี่ด้าน
กบฏนิกายสวรรค์ไม่แบ่งทอนกองกำลังของ
ตนเลย เมื่อมาถึงเขต เมืองหลวงก็ไม่รีรอตรงเข้า
โจมตีประตูเมืองทางทิศทักษิณทันที คล้ายไม่ว่า
ต้องแลกด้วยสิ่งใด ก็ต้องเข้ายึดประตูเมืองให้ได้
โดยเร็วที่สุด!
ว่านซิวจื่อเดิมทีคิดว่าอาจต้องใช้เวลานาน
คาดไม่ถึงเลยว่าการอารักษ์ของเมืองที่น่าจะ
แข็งแกร่ง จนตอนนี้กลับไม่ต่างอะไรจากกระดาษ
บาง ๆ ที่แค่สะกิดก็พร้อมจะขาดทันที!
อ่อนแออะไรขนาดนี้!
ชั่วจังหวะที่ประตูเมืองเปิด ท่าทีของทุกคนก็
แทบเผยให้เห็นถึงความยินดีปรีดา ไม่เว้นแม้แต่
ว่านซิวจื่อ ความฮึกเหิมที่พวยพุ่งทำให้เขาไม่
เฉลียวใจเลยสักนิดว่าชัยชนะที่ได้มาแสนจะ
ง่ายดายเกินไปหรือไม่
หากคนที่คุ้นเคยกับเมืองหลวงเป็นอย่างดีเช่น
เซี่ยเวยอยู่ด้วย มอง แวบเดียวย่อมเห็นความไม่
ชอบมาพากลที่ซ่อนอยู่ หากราชสำนักตั้งใจจะ
ปั้องกันเมือง ฝีมืออย่างพวกกบฏนิกายสวรรค์
เหล่านี้ ต่อให้มีข้อได้เปรียบเรื่องกำลังพลที่
เหนือกว่า แต่การจะเปิดประตูเมืองได้อย่างน้อย
ๆ ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสามวันห้าวัน แผนการ
เข้ารุกคืบเพื่อครองพื้นที่ไม่มีทาง ง่ายดายราบรื่น
ปานนี้
การศึกไม่หน่ายอุบาย
เกรงแต่การลงมือที่แท้จริงถัดจากนี้จะมิได้อยู่
ที่ประตูเมือง ทว่ารออยู่ในเมืองต่างหาก!
แสงอาทิตย์แห่งอรุณรุ่งส่องผ่านความมืดมิด
ช่วงอุษาโยค แสงสีทอง อมแดงสาดส่องเหนือ
กระเบื้องเคลือบสีทองของพระราชวัง น้ำค้างแข็ง
สีขาวที่ควบตัวเป็นก้อนละลายหายไปอย่าง
รวดเร็ว เหลือไว้เพียงสีสันอันงดงามระยิบระยับ
หน้าตำหนักไท่จี๋เป็นพื้นที่โล่งกว้าง เสิ่นหลาง
ที่ทรงฉลองพระองค์ มังกรทรงยืนเปลือยพระ
บาทอยู่บนแท่นสูงสุด พระเกศาปล่อยสยาย ทว่า
พระเนตรทั้งคู่กลับจับจ้องนิ่งไปยังแสงอาทิตย์
ยามเช้าตรู่ที่ค่อย ๆ สาดแสงแรงขึ้นจนแสบตา
ท่าทีราวกับกำลังรอคอยอะไรบางอย่างพระทัย
จดจ่อ
โจวอิ๋นจือไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วแผนการของ
ฮ่องเต้จะสำเร็จหรือไม่
หรือพูดอีกอย่างคือ…
เรื่องนี้ไม่ค่อยเกี่ยวข้องอะไรกับเขาแล้ว
ในฐานะหัวหน้าทหารรักษาการณ์ประจำ
ประตูเมืองทั้งเก้าคนใหม่ เขาไม่ได้ถูกส่งไปซุ่ม
โจมตีนิกายสวรรค์ในเมือง แต่กลับถูกส่งไปเฝั้า
รักษาการณ์ประตูทิศบูรพา โดยมีกองกำลังทหาร
ใต้อาณัติไม่ถึงหนึ่งหมื่น นาย ยิ่งไปกว่านั้นใน
บรรดากองกำลังทหารก็แทบหามือดีด้านการสู้
รบ ไม่ได้ หากใครเลือกบุกมาทางนี้เพื่อฝั่าเข้าถึง
เมืองหลวงแล้วละก็ เพียง ลงมืออย่างอำมหิตเสีย
หน่อยก็แทบจะถล่มกองทัพเขาราบเป็นหน้า
กลอง ได้แล้ว!
มือที่กุมหอกของนายทหารวัยเยาว์ข้างกาย
สั่นเทิ้ม
โจวอิ๋นจือกลับหยิบเอาถุงน้ำบรรจุสุราฤทธิ์
แรงขึ้นมา แหงนหน้าดื่ม เสียอึกหนึ่ง ประหนึ่ง
หวังจะใช้ขับไล่ความหนาวเย็นของฤดูสารทที่
กำลัง รุกรานร่างกาย
ไม่มีใครรู้ว่า เขาแอบส่งสารยอมจำนนให้
กองทัพซินโจวไปแล้วถึง สามฉบับ
ทว่าก็เหมือนโยนหินลงมหาสมุทร ไร้ซึ่งการ
ตอบสนองใด ๆ
นับตั้งแต่พบว่าเยาเหนียงหายตัวไป เขาก็รู้
แล้วว่าเคราะห์ร้ายจะมาเยือนตนไม่ช้าก็เร็ว
แต่เขาคิดไม่ถึงว่ามันจะมาถึงเร็วขนาดนี้
ใฝั่หาชื่อเสียงเกียรติยศมาทั้งชีวิต ครุ่นคิด
วางแผนอยู่ตลอด เพื่อ ไต่เต้าขึ้นสูง เพื่ออยู่เหนือ
คนอื่น ต่อให้เปลี่ยนเจ้านายคนแล้วคนเล่า
สุดท้ายมันก็เป็นแค่เปลี่ยนจากก้มหัวให้คนหนึ่ง
ไปเป็นอีกคน
วางอุบายมาครึ่งชีวิต สุดท้ายก็ยังเลือกผิดอยู่
ดี!
ทางด้านประตูเมืองทิศทักษิณมีข่าวส่งมาว่า
ถูกตีแตกแล้ว
ทหารทั้งกองทัพพากันหวาดผวา
สายตาของโจวอิ๋นจื่อยังคงมองไปเบื้องหน้า
ในที่สุดผ่านไปสองเค่อก็มีม้าเร็วส่งสารตัวหนึ่งวิ่ง
กลับมาพร้อมเสียงตะโกนตื่นตระหนก “มาแล้ว
มาแล้ว! กองทัพซินโจวก็มาแล้วด้วย!”
นายทหารหนุ่มผู้นั้นโพล่งถาม “ตะ ใต้เท้า
จะทำอย่างไรกันดีขอรับ”
โจวอิ๋นจือพูด “กลัวอะไร”
จบคำก็คว้าดาบซิ่วชุนที่วางอยู่บนกำแพง
ประตูเมืองมาเหน็บข้างเอว จากนั้นหมุนตัวเดิน
ลงไปจากกำแพงประตูเมือง ใบหน้าอันเย็นชาไม่
ปรากฏร่องรอยความรู้สึกหวาดหวั่นแต่อย่างใด
กล่าวทิ้งท้ายเพียงว่า “กองทัพที่เยี่ยนซื่อจื่อกับร
องราชครูเซี่ยนำมาเป็นกองทัพพิทักษ์ฮ่องเต้ เป็น
กองทัพ ของผู้ภักดี พวกเขารุกไล่ทัพกบฏนิกาย
สวรรค์มาถึงนี่ มีอันใดต้องกังวลกัน”
คนรอบข้างหันมองกันตาปริบ ๆ
โจวอิ๋นจือเดินลงไปด้านล่างกำแพง โบกมือ
พร้อมตะโกนเสียงกึกก้อง ว่า “เปิดประตูเมือง!”
ประตูเมืองทิศประจิมมีกำลังทหารอยู่เท่าไร
เหล่าทหารที่เฝั้ารักษา เมืองต่างรู้ดีแก่ใจ
โลกนี้มีใครกันเล่าจะไม่กลัวตาย
หากก่อนหน้านี้มิได้รับรู้เรื่องที่กบฏนิกาย
สวรรค์ตีฝั่าประตูเมืองทิศทักษิณเข้ามาถึงเมือง
หลวงแล้ว พวกเขาอาจยังลังเลอยู่บ้างว่าจะยอม
เอา ชีวิตเข้าไปเสี่ยงหรือไม่ ทว่าบัดนี้ประตูเมือง
ทิศทักษิณถูกตีแตกพ่าย อีกทั้ง โจวอิ๋นจือใน
ฐานะหัวหน้าใหญ่ก็ยังมีคำสั่งเช่นนี้อีก ความลังเล
เพียงน้อยนิดที่เคยมีจึงถูกทลายสิ้น…
พวกเขาแค่ปฏิบัติตามคำสั่ง ไม่จำเป็นต้อง
รับผิดชอบ
คิดได้เช่นนั้นเหล่าทหารทั้งหลายจึงร่วมแรง
ร่วมใจกันเปิดประตูเมือง ในที่สุด!
ฝุั่นควันฟุั้งตลบพุ่งเข้ามาจากเบื้องหน้า
สามกองทัพยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบใต้
กำแพงเมือง
โจวอิ๋นจือเองก็ไม่รู้ว่าการวัดดวงครั้งนี้ของตน
ถูกหรือผิดกันแน่ แต่กระนั้นก็ไม่มีทางเลือกอื่นใด
อีก ยามเห็นรถม้าคันหนึ่งกำลังมุ่งมาจาก ไกล ๆ
เขาก็หลับตาลงจนเกือบปิดสนิท ก่อนจะเอาดาบ
ปักยันลงพื้นพลางกล่าวเสียงดังหนักแน่นว่า “ข้า
น้อยโจวอิ๋นจือ ขอต้อนรับท่านรองราชครูกับซื่อจื่
อกลับเมืองหลวงมาพิทักษ์ฮ่องเต้!”
เซี่ยเวยแหวกม่านอย่างเบามือ เมื่อได้ยินเสียง
เขา ริมฝีปากก็ปรากฏ รอยยิ้มบาง ๆ แล้วก้าวลง
จากรถม้าโดยสาร ยังมิได้ให้ความสนใจเขา ทว่า
หันกายยื่นมือหนึ่งไปทางรถม้าแทน
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้ยินเสียงนี้มานานมากแล้ว
ภาพเหตุการณ์ที่โหยวฟางอิ๋นนอนจมกอง
เลือดวันนั้นพลันพาดผ่าน หัวสมองอีกครั้ง นาง
วางมือลงบนมือของเซี่ยเวย ก้าวตามลงมาจากรถ
ม้า
บทที่ 241 สังหารโจวอิ๋นจือ (2)
เมื่อเห็นเซี่ยเวยลงรถม้า โจวอิ๋นจือก็รู้สึกว่า
เป็นไปตามที่คาดการณ์ แต่เมื่อเห็นว่าเซี่ยเวยยัง
ไม่คิดจะหันมาตอบรับคำพูดของตน กลับหันร่าง
ยื่นมือไปทางรถม้าแทน เขาพลันใจเสียไปวูบหนึ่ง
จวบกระทั่งเห็นเจ้านาย เก่าเช่นเจียงเสวี่ยหนิงยึด
มือของเซี่ยเวยเอาไว้ขณะก้าวลงมาเต็มตา ความ
รู้สึกหนาวเหน็บที่ถูกสุราฤทธิ์แรงขจัดไปก่อน
หน้านี้ก็วกสู่ใจของเขาใน บัดดล รู้สึกราวกับตก
ลงไปในโพรงน้ำแข็งก็ไม่ปาน!
เตาฉินและเจี้ยนซูยืนรอรับคำสั่งอยู่ข้าง ๆ
เซี่ยเวยไม่ได้เอ่ยอะไร
เจียงเสวี่ยหนิงจับจ้องเขา นางเดินมาถึงเบื้อง
หน้า ก่อนจะมองประตูเมืองที่เปิดอ้าทาง
ด้านหลัง ทันใดนั้นก็หลุดขำทีหนึ่ง “สมเป็นใต้
เท้าโจว ยืดได้หดได้ ขายชีวิตแก่ฮ่องเต้ได้ ทั้งยัง
ขายฮ่องเต้เพื่อเอาชีวิตรอดได้!”
โจวอิ๋นจือเคยคิดว่า ทุกคนบนโลกนี้ ย่อมเข้า
หากันด้วยผลประโยชน์ ไม่ต่าง
ตราบใดที่เขายังมีประโยชน์ก็ไม่มีทางถูก
ทอดทิ้งทันทีทันใด
ยามนี้สวามิภักดิ์ต่อเซี่ยเวยเยี่ยนหลินไปก่อน
ต่อให้ต้องทนลำบาก สักหน่อยก็ไม่เป็นไร ตราบ
ใดยังรักษาชีวิตไว้ได้ หลังจากนี้ก็ยังมีโอกาสให้
ค่อย ๆ ปรับความเข้าใจมาญาติดีกัน แต่คิด
อย่างไรก็คิดไม่ถึงว่าในช่วงเวลาสำคัญของการรบ
ระหว่างสองกองทัพ เซี่ยเวยจะพาเจียงเสวี่ยหนิง
มาด้วย!
นี่หมายความเช่นไร เขาย่อมเข้าใจลึกซึ้ง
มือที่อยู่แนบลำตัวกำแน่นด้วยความเจ็บใจ
อย่างที่สุด เพียงชั่วขณะก็มีความคิดมากมายแวบ
ผ่านสมองของโจวอิ๋นจือ
แต่ถึงกระนั้นยิ่งจนตรอกก็ยิ่งอยากดิ้นรนถึง
ที่สุดเพื่อให้มีชีวิตรอด
สีประหลาดฉายแวบในดวงตา เขาเงยหน้า
มองเจียงเสวี่ยหนิง ก่อน กล่าวด้วยสีหน้าท่าทาง
เจ็บปวดปนรู้สึกผิด “เรื่องที่เมืองซินโจว เป็นข้า
เอง ที่ทำให้แม่นางโหยวต้องตาย แต่ตอนนั้น
ครอบครัวของข้าทั้งภรรยาและลูกต่างก็อยู่ใน
เมืองหลวง ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ทุกคนตกอยู่ภายใต้
การควบคุม ของราชสำนัก ข้าไม่มีทางเลือกอื่น
ใดแล้วจริง ๆ ! วันนี้ท่านและใต้เท้าได้ กลับคืนสู่
เมืองหลวง ข้าน้อยสำนึกถึงความผิดในอดีต จะ
มานึกเสียใจก็สายไปแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงเปิดประตู
เมืองให้ หวังเพียงจะพอชดใช้ได้บ้าง หวังว่า
คุณหนูจะเห็นแก่มิตรภาพในวันวาน…”
ทว่าพอพูดถึงตรงนี้ จู่ ๆ ก็กลับมาขึงขัง!
ดาบซิ่วชุนที่เคยอยู่บนพื้นพลันถูกดึงออกจาก
ฝัก ใบหน้าของโจวอิ๋นจือไหนเลยจะยังเหลือ
ความเจ็บปวดแกมละอาย เขาถึงกับฉวยจังหวะ
ตอน เจียงเสวี่ยหนิงยืนใกล้ตนมากที่สุด ใช้การ
แสดงท่าทีรู้สึกผิดหลอกล่อให้ อีกฝั่ายคลายความ
ระแวดระวังแล้วยกดาบจ่อเจียงเสวี่ยหนิง ตั้งใจ
จะใช้นางเป็นตัวประกันในสถานการณ์ที่กำลังจน
ตรอกแลกกับการเอาชีวิตรอด!
ทว่าดาบของเตาฉินไวกว่า!
เคร้ง!
ประกายไฟจากดาบปะทะกันดังก้องบาดหู
เตาฉินสีหน้าเย็นยะเยือกปราศจากรอยยิ้ม ทั้งที่
เขายืนห่างเจียงเสวี่ยหนิงอยู่บ้าง แต่กลับยื่นดาบ
ต้านโจวอิ๋นจือได้ทันก่อนคมจะพุ่งถึงลำคอของ
นาง!
ข้อมือหมุนพลิก อาศัยท่วงท่านี้ฟันลงไป
ชั่วพริบตาปลายดาบคมกริบก็กรีดมือของ
โจวอิ๋นจือจนเลือดท่วม รอยแผลยาว!
เจี้ยนซูอีกฝังหนึ่งก็ใช้ฝักดาบฟาดขาของเขา
ตามด้วยถีบซ้ำอีกที เรี่ยวแรงมหาศาลกับการเล็ง
ตำแหน่งที่แทบจะตรงจุดทำลายกระดูกหัวเข่า
เขาแตกละเอียด โจวอิ๋นจือถึงกับยืนไม่อยู่ คุกเข่า
กระแทกพื้นอย่างแรง
ดาบเองก็หลุดมือลอยละลิ่ว!
โจวอิ๋นจือแทบไม่อยากเชื่อเลยว่า คนสองคน
ซึ่งยืนอยู่คนละฟากจะมีปฏิกิริยารวดเร็วถึงเพียง
นี้ ราวกับล่วงรู้มาก่อนว่าเขาจะลงมือ จึง
เตรียมพร้อมปั้องกันอย่างไรอย่างนั้น!
เตาฉินเคยเห็นเขาฆ่าโหยวฟางอิ๋นอย่าง
โหดเหี้ยมกับตา กระทั่งว่า ต่อให้ตนจะมีศิลปะ
การต่อสู้ดีเยี่ยมก็ทำได้เพียงมองสตรีนางหนึ่งจบ
ชีวิต ไปทั้งอย่างนั้น
เพราะตอนนั้นเมื่อเขาไปถึง คุณหนูโหยว
ฟางอิ๋นก็ถูกจับตัวไว้เสียแล้ว
ในขณะที่ยามนี้เผชิญกันซึ่ง ๆ หน้า อาศัย
ความสามารถแค่นี้ของ โจวอิ๋นจือ คิดจะลงมือกับ
เจียงเสวี่ยหนิงต่อหน้าต่อตาเขาน่ะฝันไปเถอะ!
พอเห็นท่าทีที่ทั้งตกใจและโกรธแค้น ปะปน
กับความคาดไม่ถึงของ โจวอิ๋นจือ เตาฉินก็กล่าว
เสียงเย็นเยียบ “ระหว่างทางที่มา คุณหนูรองห
นิงเคยเตือนแล้วว่าสันดานของเจ้ามันยากเกินจะ
เปลี่ยน หากรู้ว่าตัวเองกำลังจนตรอกคงไม่มีทาง
ยอมจำนน กลับจะยิ่งทุ่มสุดตัวเพื่อลองเสี่ยงดวง
ดูสักตั้ง บัดนี้ก็เป็นจริงดังคาด”
สิ่งที่ได้ยินนั้นเกินกว่าที่โจวอิ๋นจือจะคาดคิด
เขาหวนระลึกถึงช่วงชีวิตที่ผ่านมา จริงอยู่ที่
เจียงเสวี่ยหนิงถือเป็น เจ้านายเก่าคนหนึ่งของเขา
แต่ก็เคยทำงานให้แค่ไม่กี่ครั้ง ถ้าจะนับกัน จริง ๆ
แล้วแทบไม่ได้สนิทสนมอะไรกันเลยด้วยซ้ำ ทว่า
ไยอีกฝั่ายจึงรู้จัก นิสัยเขาทะลุปรุโปร่งถึงเพียงนี้
ยิ่งไปกว่านั้น…
เขาขบกรามแน่น ดวงตาจ้องนางเขม็ง เสียง
ที่เปล่งดุจเค้นเอาเลือดในคอหอยออกมาด้วย
“ท่านเคยรับปากข้า! จดหมายฉบับนั้น! ท่านให้
สัญญากับข้าเองแท้ ๆ หากข้ายอมเป็นไส้ศึกและ
ยอมช่วยเหลือก็จะไม่ติดใจเอาความ เรื่องอดีต
จะยอมไว้ชีวิตข้าและปล่อยเยาเหนียงกับลูกใน
ท้อง!”
เจียงเสวี่ยหนิงมองเขาด้วยแววตาเวทนา
“เจ้าก็เชื่อสนิทใจเลยสินะ”
ชั่วพริบตา สีหน้าของโจวอิ๋นจือพลันเขียว
คล้ำ
เจียงเสวี่ยหนิงทำเพียงเงยหน้ามองประตู
เมืองที่เปิดออกแล้ว คิดไป คิดมาก็รู้สึกว่าคนเรา
ช่างน่าขันนัก จากนั้นจึงพูดต่ออย่างเนิบช้า “ก็
จริง ในสายตาของใต้เท้าโจว คนอย่างข้าคง
เป็นได้แค่คนดีที่จะรังแกอย่างไร ก็ย่อมได้ ดังนั้น
พอลุกขึ้นมาเป็นคนไม่ดีหลอกลวงใครอื่นดูบ้าง ก็
ทำให้คนหลงเชื่อได้ไม่ยาก”
พูดจบจึงนึกได้ว่าผ่านมานานพอแล้ว ไม่ควร
มัวโอ้เอ้จนทำให้กองทัพใหญ่ต้องเสียเวลาบุกเข้า
เมือง
นางยื่นมือไปหาเจี้ยนซูที่อยู่ด้านข้าง
เจี้ยนซูยื่นดาบให้นางอย่างรู้หน้าที่
ทั้งชีวิตนางแทบจะไม่เคยได้จับต้องดาบ
กระบี่มาก่อน กระบี่ยาว คมกริบถูกดึงจากฝัก
ราวกับว่าน้ำหนักของชีวิตคนถูกกดทับอยู่บนคม
กระบี่นี้ มันหนักหน่วงจนถ่วงลงไปถึงข้อมือ
เพียงแสงตะวันสาดส่อง แสงเย็น ยะเยือกก็
สะท้อนไปสี่ทิศ!
โจวอิ๋นจือคิดจะขัดขืน
แต่ทหารที่ยืนขนาบซ้ายขวาต่างกรูกันเข้ามา
กดเขาจนไม่อาจขยับตัว
เจียงเสวี่ยหนิงเปลืองแรงไปกับการถือกระบี่
อยู่บ้าง
จังหวะนั้นเซี่ยเวยจึงก้าวขึ้นมา ฝั่ามือหนา
เกาะกุมทาบทับมือบอบบาง ช่วยกระชับให้จับ
กระบี่แน่นขึ้นแล้วจ่อคอของโจวอิ๋นจือ เขาคลี่ยิ้ม
บาง ๆ “ข้าจะสอนเจ้าเอง”
กระบี่คมแทงทะลุชั้นผิวหนังทันใด
ดวงตาทั้งคู่ของโจวอิ๋นจือแดงก่ำ
ยามความตายย่างกราย เขาก็เหลือเพียง
ความรู้สึกไม่ยินยอมอัน แรงกล้า คำรามลั่น
ประหนึ่งสัตว์ติดแร้วที่เพียรดิ้นรน “ข้าฆ่าโหยว
ฟางอิ๋นแล้วอย่างไร นั่นเป็นประกาศิตของฝั่า
บาท! พวกเจ้ายกทัพก่อกบฏ วางแผนร้ายกาจคิด
ช่วงชิงอำนาจ ถึงขั้นสังหารคนไปมากโข แตกต่าง
กับข้าโจว อิ๋นจือที่ใด?! อาศัยอะไรมาสังหารข้า!”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่เคยฆ่าคนมาก่อนในชีวิต
นางแทบจะถูกมือของเซี่ยเวยควบคุมให้แทง
กระบี่เล่มนี้ด้วยซ้ำ
ทว่าชั่วขณะที่ถูกฝั่ายตรงข้ามตั้งคำถาม
ความรู้สึกเคียดแค้นรุนแรง พลันพวยพุ่ง!
นิ้วมือซึ่งเคยสั่นระริกมาตอนนี้กลับกำกระบี่
แน่น ใช้แรงทั้งหมดที่มี แทงคอหอยของเขา!
เลือดสด ๆ สาดกระเซ็น แม้กระทั่งปากของ
โจวอิ๋นจือยังกระอักเลือด
เขาอ้าปากพะงาบราวกับอยากพูดอะไร
บางอย่าง ทว่าหลอดลมที่ถูกแทงจนขาดกลับ
เปล่งได้เพียงเสียงลมแหบแห้งอันแสนบางเบา ไร้
ซึ่งถ้อยคำใดหลุดลอดออกมา!
ได้แต่ถลึงตาสองข้างจ้องเขม็งอยู่อย่างนั้น!
เจียงเสวี่ยหนิงชักกระบี่ออกอย่างแรง ขอบ
ตาแดงก่ำ กล่าวเน้นย้ำ ทีละคำเสียงเย็นยะเยือก
ว่า “ข้าเคยบอกไว้แล้ว หากทำชั่วก็อย่าให้ข้ารู้
ใต้หล้ามีผู้วางแผนร้ายหมายปองอำนาจมากนัก
แต่เจ้ากลับทำตัวต่ำทรามที่สุด! ไม่มีฝีมืออันใด
ควรแก่การยกย่อง มิอาจถือว่าเป็นผู้กล้าด้วยซ้ำ
ต้อยต่ำเป็นได้เพียงมดปลวก! ไม่มีใครคิดสังหาร
เจ้าหรอก เจ้านั่นละรนหา ที่ตายเอง”
ในที่สุดโจวอิ๋นจือก็นึกได้ หลายปีก่อนนางเคย
พูดเอาไว้เช่นนี้จริง ๆ …
แต่มาระลึกเอาปั่านนี้ก็สายไปเสียแล้ว
เมื่อเลือดสด ๆ ไหลทะลัก คนที่กดหลังของ
เขาก็ปล่อยมือ ร่างเขาจึงล้มกระแทกพื้นทันที
น้ำตาเอ่อล้นเบ้าตาทั้งสอง พยายามสุดกำลังเพื่อ
ยื่นมือหาเจียงเสวี่ยหนิง อ้าปากพะงาบหวังจะพูด
บางอย่าง “เยา เยา…”
เจียงเสวี่ยหนิงจับใจความได้ว่าเขาอยากถาม
ถึงเยาเหนียง
แต่ตอนนี้ในใจของนางไม่เหลือความสงสาร
สักกระผีก มีเพียงความ เย็นชาอย่างที่ไม่เคยเป็น
ทำเพียงเหลือบมองผ่านหางตาแวบหนึ่ง ไม่ได้
สนใจใยดีเขาอีก โยนกระบี่ในมือทิ้ง ก่อนเดิน
ผ่านร่างเขาไป
สำหรับคนคนหนึ่งแล้ว การตายที่ทรมานและ
เจ็บปวดที่สุดคือ แม้ในห้วงลมหายใจสุดท้ายก็ไม่
อาจรู้ได้ว่าคนที่ตนห่วงใยจะเป็นตายร้ายดีเช่นไร!
วันนั้นโหยวฟางอิ๋นต้องทรมานแค่ไหน วันนี้
นางก็จะทำให้เขาได้รับ อย่างสาสม!