คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 242 ผู้ตายคืนกลับ (1)
ณ ประตูเมืองที่เปิดกว้าง ศพซึ่งโลหิตค่อย ๆ
หยุดไหลของโจวอิ๋นจือล้มอยู่กลางถนน
ท่ามกลางหมอกควันและฝุั่นดินสีเหลืองฟุั้งตลบ
เสมือนเป็นการเปิดฉากของเส้นทางคลุ้งกลิ่นคาว
เลือด
เยี่ยนหลินยกมือ ส่งสัญญาณให้กองทัพมุ่ง
หน้าเข้าเมือง
เจียงเสวี่ยหนิงเดินจากด้านนอกเข้าสู่อาณา
เขตด้านในประตูเมือง ถนนหนทางคุ้นตาปรากฏ
ต่อหน้านางอีกครั้ง ตั้งแต่ชาติที่แล้วจนมาถึงชาติ
ปัจจุบันยังคงมีลักษณะเหมือนเดิม ต่างเพียงไม่มี
ร้านรวงใดเปิดทำการ ประตูเรือนบ้างก็ปิดสนิท
บ้างก็ผุพังทรุดโทรม มีหรือจะยังเหลือภาพแห่ง
ความเจริญรุ่งเรืองและความจอแจของเมืองหลวง
เหมือนครั้งในอดีต
เมื่อนานมาแล้ว บนถนนทอดยาวสายนี้
เยี่ยนหลินในมาดงามสง่าเคยพานางควบม้าเที่ยว
ชมงานเทศกาลโคมไฟ โหยวฟางอิ๋นเคยอยากดู
ถุงเงิน ใบเล็ก ๆ สักใบแต่กลับซุ่มซ่ามชนแผงขาย
ของจนเทกระจาด เสินจื่ออีเคยต้องไปอภิเษก
สมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีกับชาวต๋าต๋า กองขบวน
ที่เหมือนจะยินดีแต่ในความเป็นจริงกลับสุดแสน
โศกเศร้าเดินทางเลี้ยวลดคดเคี้ยว ออกจากเมือง
เซี่ยจวีอันก็ทำตัวติดดิน เคยเดินเอามือไพล่หลัง
ออกจาก จวนไปหาหลี่ว์เสี่ยนถึงร้านโยวหวง
เพียงเพื่อสายพิณสักเส้นหรือไม้ดี ๆ ไม่ กี่ท่อน
ทุกอย่างเริ่มต้นที่นี่ แล้วก็จะสิ้นสุดที่นี่ด้วยเช่นกัน
นางเคยคิดว่าเมื่อได้ฆ่าโจวอิ๋นจือเพื่อแก้แค้น
แล้วจะทำให้รู้สึกสะใจ และเป็นสุขอย่างยิ่ง
ทว่าเหมือนจะไม่เป็นแบบนั้น
ยามได้มายืนบนถนนที่ทอดยาว มองเหล่า
ทหารซึ่งเรียงแถวกันพุ่งไปข้างหน้า ในใจของ
เจียงเสวี่ยหนิงกลับรู้สึกวูบโหวง คล้ายไม่รู้ว่าต่อ
จากนี้ตนเองต้องทำอะไร จะไปทางไหนดี
เซี่ยเวยยืนอยู่ข้างกายนาง มองดูเป็นเพื่อน
แต่ไร้ซึ่งคำพูดหลุดออกมา
ทันใดนั้นเจียงเสวี่ยหนิงก็เอ่ยถาม “ท่านล่ะ”
เซี่ยเวยหันไปถามกลับ “เจ้าหมายถึง?”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบ “หลังแก้แค้นได้แล้ว
ท่านจะทำอย่างไรต่อไป”
เซี่ยเวยมองนางนิ่ง เนิ่นนานโดยปราศจาก
คำตอบใดจากปาก
ความตั้งใจแรงกล้ากว่ายี่สิบปีและความแค้น
ใหญ่หลวงที่ทำให้ชาติกำเนิดต้องพลิกผัน หากวัน
หนึ่งแค้นได้รับการชำระ เขาจะมีความสุขหรือ
เปล่า
หรือว่า จะรู้สึกเช่นเดียวกับตัวนางในตอนนี้…
เจียงเสวี่ยหนิงยากจะคาดเดา
ใบไม้ที่ปลิดปลิวจากต้นช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง
ถูกสายลมพัดหวนจน ตกเกลื่อนกลาดตามมุม
ถนน เสียงฝีเท้าของกองทัพทหารดังกังวานจน
ได้ยินไปสุดสาย ทหารม้าเร็วที่ถูกส่งไปสืบข่าว
กำลังห้อตะบึงสุดฝีเท้า อีกด้านหนึ่งหลี่ว์เสี่ยน
กำลังขมวดคิ้วพูดคุยบางอย่างกับเยี่ยนหลิน ส่วน
อีกฟากถนนมีหลวงจีนน้อยชุดสีน้ำเงินกำลังเร่ง
ควบม้าเข้ามา แต่กลับถูก ทหารตามรายทาง
ขัดขวาง เขาพยายามอธิบายบางอย่างจนกระทั่ง
หันมา เจอเซี่ยเวยที่ยืนอยู่อีกฝังจึงยื่นมือชี้ แวว
ตาสว่างวาบทันใด…
เซี่ยเวยชะงักครู่หนึ่งอย่างไม่แน่ใจ
เขาหันไปสั่งเตาฉินทางด้านข้าง “ให้เขาเข้า
มา”
เตาฉินรับคำแล้วเดินออกไปเจรจากับทหาร
กลุ่มนั้น ก่อนจะพาตัว หลวงจีนกลับมา
เจียงเสวี่ยหนิงยืนมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วย
ความสงสัย
หลวงจีนน้อยเหมือนจะเกรงกลัวเซี่ยเวยไม่
เบา ทว่าเมื่อมาอยู่ตรง หน้าเขาก็ยังรักษา
มารยาทด้วยการพนมมือก้มศีรษะให้เล็กน้อย
อย่าง มีมารยาทยิ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “เมื่อไม่กี่วัน
ก่อนมีประสกแซ่เมิ่งเดินเลือด อาบเข้ามาขอ
ความช่วยเหลือ หลังจากถามไถ่เรื่องราวเสร็จ
ท่านเจ้าอาวาสก็บอกให้นำเรื่องนี้มาบอกประสก
เซี่ย เพราะได้ข่าวว่ากองทัพซินโจวตีเข้า เมือง
แล้ว จึงส่งอาตมาให้รีบมาแจ้งข่าวนี้”
เซี่ยเวยรู้ทันทีว่าใคร หลุบตาเล็กน้อยพลาง
ตอบว่า “ขอบคุณท่าน มาก”
เจียงเสวี่ยหนิงจ้องมองหลวงจีนรูปนั้นด้วย
ความแปลกใจ
จังหวะนั้นเองเซี่ยเวยก็หันมาถามนาง “เจ้า
เคยไปวัดไปั๋ถ่าไหม”
เจียงเสวี่ยหนิงใจกระตุกวูบขึ้นมาชั่วขณะ
ชื่อวัดไปั๋ถ่านั้น นางเคยได้ยิน แต่ไม่เคยไป
คำพูดคาอยู่ในลำคอ รู้สึกขมปร่าจนพูดไม่
ออก
เซี่ยเวยจึงคว้ามือนางขึ้นมาบอกยิ้ม ๆ ว่า “มี
สหายเก่าคนหนึ่งที่เจ้า เองก็รู้จักดีอยู่ที่นั่น ข้า
ต้องไป เจ้าไปกับข้าได้หรือเปล่า”
เจียงเสวี่ยหนิงกล่าวปฏิเสธไม่ออก
เซี่ยเวยเลยจูงมือนางขึ้นหลังม้า แล้วยื่นแขน
โอบไว้ในอ้อมอกแกร่ง จากนั้นจึงควบออกไป ลัด
เลาะผ่านถนนหลายสายไม่นานก็มองเห็นยอด
เจดีย์สีขาวสูงอยู่ลิบ ๆ
เมืองร้างช่างเปียมด้วยบรรยากาศเปล่า
เปลี่ยววังเวง
บนพื้นปกคลุมด้วยใบไม้ที่ร่วงหล่น ไม่มีใคร
กวาดทำความสะอาด ตอนเข้าสู่ตลาดกลางเมือง
ก็ยิ่งไร้เงาของชาวบ้านสักราย แม้ว่าหลายคน จะ
ไม่ได้หนีออกนอกเมือง แต่เวลานี้ต่างพากันปิด
ประตูอย่างแน่นหนาเพื่อหลีกเลี่ยงเภทภัย
ทว่าบนถนนเส้นนั้นเบื้องหน้า กลับดูสะอาด
สะอ้านผิดแผกออกไป
เหนือตะไคร่น้ำสีเขียวบนแผ่นหินเก่า ๆ ยังมี
รอยที่เพิ่งถูกไม้กวาดปัดผ่าน ใบไม้สักใบก็ไม่มีให้
เห็น สุดปลายถนนคือวัดที่เก่าแก่และห่างไกล ใบ
เฟิงในวัดย้อมเป็นสีแดงนานแล้ว ช่วงปลายฤดู
ใบไม้ร่วงเช่นตอนนี้กลับดูสดใสดั่งเมฆยามอัสดง
เซี่ยเวยตัดสินใจผูกม้าไว้ตรงนั้น
เขาหันไปยื่นมือช่วยประคองเจียงเสวี่ยหนิง
ลงจากหลังม้า
ตรงประตูหน้าวัดมีหลวงจีนหนุ่มกำลัง
ประคองกะละมังใส่น้ำออกมา เดินตรงไปสาดน้ำ
ลงพื้นซึ่งเพิ่งกวาดเศษใบไม้ทิ้ง ในตอนที่หันมา
เจอทั้งสอง ประกายความแปลกใจก็วาบผ่าน
ดวงตาของหลวงจีน ท่าทางเหมือนไม่ อยากจะ
เชื่อว่าในเวลาเช่นนี้ยังจะมีคนมาไหว้พระอีก
จวบกระทั่งเห็นเซี่ยเวย ดวงตาคู่นั้นพลันเบิก
กว้าง
เซี่ยเวยทราบว่าอีกฝั่ายรู้จักตน แต่ก็ไม่คิดจะ
เสียเวลาทักทายใด ๆ ถามเข้าประเด็นทันที “เจ้า
อาวาสวั่งเฉินอยู่ที่ใด”
หลวงจีนหนุ่มตกใจจนพูดจาตะกุกตะกัก ยืน
นิ่งค้างอยู่นานก็รีบวางกะละมังไว้ตรงมุมกำแพง
ก่อนตอบว่า “ท่านเจ้าอาวาสกำลังนั่งสมาธิอยู่ใน
กุฏิ เดี๋ยว…เดี๋ยวอาตมาจะรีบไปตามให้เดี๋ยวนี้
เลย!”
พูดจบก็วิ่งผลุนผลันกลับเข้าวัด
เซี่ยเวยไม่ได้สนใจอีกฝั่ายอีก เขาพาเจียง
เสวี่ยหนิงเดินเข้าไป
มีต้นโพธิ์หลายต้นปลูกริมกำแพง
กุฏิของเจ้าอาวาสอยู่ถัดไปทางด้านหลัง เป็น
กุฏิขนาดเล็กดูเรียบง่าย
เมื่อเดินไปถึงหน้ากุฏิ เซี่ยเวยจึงหันมาบอก
นางว่า “รอข้าอยู่ที่นี่สักครู่”
เจียงเสวี่ยหนิงพยักหน้ารับคำ
เซี่ยเวยจึงก้าวยาว ๆ ตรงเข้าไปภายในกุฏิ ชั่ว
พริบตาร่างของเขาก็ถูกกั้นด้วยบานประตู เสียง
บทสวดดังลอดผ่านหน้าต่างกุฏิที่ติดกระดาษ สี
เหลือง จากนั้นตามมาด้วยเสียงสนทนาอันเรียบ
เรื่อย
เป็นที่รู้กันดีว่า ถึงแม้เซี่ยเวยจะอยู่ในราช
สำนัก ทว่าเขาไม่เพียงศึกษาคัมภีร์เต๋า แต่ยัง
เข้าใจหลักพระพุทธศาสนาอย่างถ่องแท้อีกด้วย
ส่งผลให้ เขามีความสัมพันธ์อันดีกับบัณฑิต ทั้งยัง
ทำให้ก่อนหน้านี้เขามีศักดิ์ เทียบเท่ากับที่ปรึกษา
แผ่นดินสมณะหยวนจีได้
เพียงแต่นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นเขามี
ปฏิสัมพันธ์กับวัดด้วยตา ตนเองจริง ๆ
โยมที่มีแซ่เมิ่ง อีกทั้งเป็นคนที่นางเองก็รู้จัก…
เมิ่งหยางอย่างนั้นหรือ
เจียงเสวี่ยหนิงคิดแล้วคิดอีก พบว่าตนคล้าย
จะไม่ได้แปลกใจมากนัก เหลือบตาขึ้นกวาดมอง
รอบด้านจนสายตาไปสะดุดเข้ากับศาลาหินห่าง
ออกไปไม่ไกล
ชั่วขณะนั้นนางยังมองไม่เห็นชื่อของศาลาหิน
ทว่ากลับมีปฏิกิริยา แปลกประหลาดในห้วง
ความรู้สึกลึก ๆ จนใจเต้นผิดจังหวะ นางจึง
ย่างเท้าตรงไปยังทิศทางดังกล่าว
ครั้นเข้าไปใกล้ก็ได้เห็นชัดเจน
ศาลาเฉาอินจริง ๆ ด้วย
บันไดเจ็ดขั้นยกศาลาหินนี้สูง ภายในมีโต๊ะไม้
เก่าและกระถางธูปวาง อยู่ด้านบน ธูปคงเพิ่งจุด
เมื่อเช้า แม้ว่าตอนนี้จะไม่มีควันลอยฟุั้งให้เห็น
แล้ว แต่ก็ยังคงได้กลิ่นหอมกรุ่นของไม้กฤษณาที่
อบอวลในอากาศ
ถัดจากศาลาหินหลังนี้ก็เป็นปั่าปั้ายศิลาพื้นที่
กว้างใหญ่
ปั้ายศิลาแต่ละปั้ายสูงหกฉื่อและมีหน้ากว้าง
หนึ่งฉื่อ
ด้านบนมีชื่อสลักกำกับไว้
ทว่าถัดไปอีกเล็กน้อยบ้างไม่มีแม้แต่ชื่อ
เห็นได้ชัดว่าต่างตั้งอยู่ที่นี่มานานมากแล้ว
บริเวณขอบหินแต่ละก้อน มีร่องรอยการกัดเซาะ
จากลมฝน ถึงขั้นมีฝุั่นปกคลุมไปทั่ว
เจียงเสวี่ยหนิงเดินเข้าไปด้านในอย่างเชื่องช้า
แซ่จ้าว แซ่เฉียน แซ่ซุน แซ่หลี่ สารพัดแซ่ปรากฏ
ให้เห็นตรงหน้า บางปั้ายก็มีครบทั้งชื่อและแซ่
ในขณะที่บางปั้ายคล้ายไม่ได้สลักชื่อจริงเอาไว้ มี
เพียงชื่อเล่นสั้น ๆ เท่านั้น ยิ่งลึกเข้าไปทางด้าน
หลังก็จะยิ่งพบปั้ายศิลามากมายที่ไม่มีชื่อด้วยซ้ำ
…
สุสานเด็กผู้ทรงคุณธรรมสามร้อยคน
ชาติที่แล้วนางไม่เคยเห็น เพราะนั่นคล้ายจะ
เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวอะไร กับนางเลยสักนิด หาก
ไม่ใช่เพราะโหยวฟางอิ๋นเล่าให้ฟังตอนถูกกัก
บริเวณอยู่ในตำหนักคุนหนิง เกรงว่านางก็คงยัง
ไม่รู้เรื่องนี้ ชะตาชีวิตอันพลิกผันในช่วงท้ายของ
นางเมื่อชาติที่แล้ว อันที่จริงล้วนผูกติดอยู่กับอดีต
นองเลือด ยี่สิบกว่าปีก่อนทั้งสิ้น
มาวันนี้ในที่สุดก็ได้เห็นกับตาตนเอง
นางเดินดูเรื่อย ๆ ไม่ได้รีบร้อน ทุกครั้งยาม
หยุดอยู่หน้าชื่อใดสักชื่อที่สลักไว้ นางก็จะหยุด
ฝีเท้ายืนนิ่งตรงนั้นชั่วครู่ ราวกับจะประทับสิ่ง
ตรงหน้าเอาไว้ในร่องรอยความทรงจำให้ได้มาก
ที่สุด
ทว่าขณะกำลังจะเดินไปถึงมุมทางทิศ
ตะวันออกเฉียงใต้ เจียงเสวี่ยหนิงพลันหยุดชะงัก
ไปพักใหญ่โดยไม่มีทีท่าจะก้าวต่อ
ข้างหน้าเป็นปั้ายศิลาสลักปั้ายหนึ่ง
แต่มันกลับดูแตกต่างจากปั้ายศิลาสลักอื่น ๆ
โดยรอบ
บนแผ่นปั้ายศิลารอบข้าง บ้างมีทั้งชื่อและแซ่
สลักครบถ้วน บ้างไม่มีอักษรสักตัว ทว่าหินแผ่นนี้
เดิมทีมีรอยสลักทั้งชื่อและแซ่ แต่เหมือนจะถูก
ใครบางคนขูดออกก่อนจะเสร็จสมบูรณ์ ทิ้งไว้
เพียงรอยเว้าแหว่งและ รอยสลักยุ่งเหยิงไม่กี่รอย
บทที่ 242 ผู้ตายคืนกลับ (2)
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากเบื้องหลัง “นั่นข้าเอง”
เจียงเสวี่ยหนิงหันกลับไปยังต้นเสียง
เป็นเซี่ยเวยที่ไม่รู้ว่าออกมาจากกุฏิตั้งแต่ตอน
ไหน ไกลออกไปอีก เล็กน้อยข้างบันไดศาลาเฉา
อินมีหลวงจีนอาวุโสยืนอยู่ ติดกันคือเมิ่งหยาง ซึ่ง
ยืนหน้าซีดเซียว แต่พวกเขาก็แค่มองจากตรงนั้น
ไม่มีท่าทีจะเข้ามา ใกล้ ๆ แต่อย่างใด
คราแรก เจียงเสวี่ยหนิงยังไม่เข้าใจ
ความหมายของเซี่ยเวย
เขาก้าวมาใกล้
ฝุั่นหนาที่ทับถมเหนือแผ่นปั้ายศิลาถูกเขาปัด
ออกอย่างเบามือ
เซี่ยเวยยิ้มมองนาง “เดิมทีตรงนี้ต้องมีทั้งชื่อ
และแซ่สลักไว้ แต่ไม่ว่าอย่างไรนางก็ไม่เชื่อว่า
โครงกระดูกและโคลนที่เห็นหลังจากหิมะละลาย
คือ ข้า ตอนช่างกำลังสลักชื่อ นางจึงฉวยแย่งมีด
แกะสลักหินไปทำลายชื่อ บนนั้นเสีย จากนั้นก็
บอกใครต่อใครว่าลูกของนางอาจจะยังไม่ตาย
หรือ ต่อให้ประสบเคราะห์ร้ายจนตายเสียแล้ว
หากจะฝังลงดิน ก็ไม่ใช่คน แซ่เซียวอีกต่อไป”
ทั้งที่เขาพูดพร้อมรอยยิ้มแท้ ๆ
ไม่ทราบเพราะเหตุใดเจียงเสวี่ยหนิงกลับรู้สึก
ขอบตาร้อนผ่าว ลำคอ ตีบตันจนไม่อาจกล่าวคำ
เซี่ยเวยเพียงบอกเสียงเรียบว่า “ข้ามันก็แค่
คนที่ควรจะตายไปตั้งแต่ยี่สิบกว่าปีก่อน”
เจียงเสวี่ยหนิงยื่นมือออกไปกุมมือเขา ส่าย
หน้าให้ “ไม่ ท่านไม่ใช่”
ฝั่ามือของนางชุ่มเหงื่อ ถึงขั้นมีอาการสั่น
เซี่ยเวยเห็นเช่นนั้นจึงแย้มยิ้ม “เจ้ากำลังกลัว
อะไร”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่อาจบอกเขา ตอบเพียงว่า
“ถึงอย่างไรนางก็อยาก ให้ท่านมีชีวิตต่อไปนะ”
ลูกกระเดือกของเซี่ยเวยขยับเล็กน้อย เขา
เงียบไปนาน มือที่ตกแนบ ลำตัวกำแน่น
ท้ายที่สุดก็ไม่ได้ตอบกลับแต่เอ่ยเพียงว่า “ต่อไป
อย่ามาที่นี่ ตามลำพังอีก ไปเถอะ”
เขาจูงมือนางเดินออกมา
จังหวะที่ผ่านศาลาเฉาอิน เมิ่งหยางมองทั้งคู่
แวบหนึ่ง ส่วนเจ้าอาวาส วั่งเฉินประนมมือกล่าว
เจริญพร “อมิตาภพุทธ ธรรมทั้งปวงล้วนว่าง
เปล่า!”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่เข้าถึงรสพระธรรมย่อมฟัง
ไม่เข้าใจ
ส่วนเซี่ยเวยก็ไม่ได้ตอบกลับอันใด
เขาพาเจียงเสวี่ยหนิงออกจากวัดไปั๋ถ่า นอก
เขตประตูเยี่ยนหลินนำกองทัพทหารชุดดำมายืน
รออยู่แล้วอย่างเงียบ ๆ หลี่ว์เสี่ยนยืนอยู่ตรง เชิง
บันได เมื่อเห็นทั้งคู่ออกมาจากวัดก็เหลือบมอง
เจียงเสวี่ยหนิง ก่อนจะ ก้าวเข้ามาหา
เซี่ยเวยหยุดเดิน
เขาขยับเข้ามากระซิบประโยคหนึ่ง
ท่าทางเซี่ยเวยไม่แยแสนัก “แล้วแต่นางเถิด
ไม่จำเป็นต้องห้าม”
หลี่ว์เสี่ยนจ้องเขานิ่งอยู่นาน ก่อนถามว่า
“เจ้ายังคิดอยากชนะอยู่ หรือไม่”
เซี่ยเวยตอบทันที “ต้องอยากอยู่แล้ว”
หลี่ว์เสี่ยนจึงพูดต่อ “แต่หากว่าสิ่งที่เจ้า
ต้องการมันเปลี่ยนไปแล้ว ชัยชนะของเจ้าก็จะ
กลายเป็นความพ่ายแพ้ในสายตาของผู้อื่น”
เซี่ยเวยตอบเสียงเรียบนิ่ง “ข้าไม่มีทางแพ้”
แล้วเขาก็ไม่ได้พูดอะไรกับหลี่ว์เสี่ยนอีก
ช่วงเวลาที่เขาเข้าไปในวัดไปั๋ถ่า พวกของ
เยี่ยนหลินต่างนำกำลังทหารออกไปตรวจสอบ
สถานการณ์ภายในเมืองเรียบร้อย หลังจาก
กองทัพธรรมของนิกายสวรรค์เข้ามาในเมือง เห็น
ได้ชัดว่าพวกนั้นต้องเผชิญการซุ่มโจมตีที่วางแผน
มายาวนาน ทั่วทุกสารทิศของเมืองฝังประจิม
และฝังทักษิณมี โลหิตแดงฉานลากยาวตลอดเส้น
ถนนฉางอันไปจนถึงพระราชวัง
ศพที่เกลื่อนกลาดสองข้างทาง บ้างเป็นทหาร
ฝังกบฏนิกายสวรรค์ บ้างเป็นทหารของราช
สำนัก
มีให้เห็นกระทั่งคนบางส่วนที่ได้รับบาดเจ็บ
แต่ยังไม่สิ้นลมหายใจ
ยามกองทัพซินโจวเคลื่อนผ่านเส้นทางซึ่งอาบ
ย้อมไปด้วยเลือด พวกเขาเหล่านั้นก็พากันร้อง
โหยหวนขอความช่วยเหลือไปตลอดเส้นทาง
“ช่วยพวกเราด้วย ช่วยพวกเราด้วยเถอะ…”
คนส่วนใหญ่แลแล้วก็เกิดความรู้สึกสังเวช
และเห็นอกเห็นใจ
ทว่าแววตาของเซี่ยเวยยามก้าวผ่านคน
เหล่านั้นกลับมีเพียงภาพ ความทรงจำที่ผุดพราย
ไม่ได้รั้งอยู่นาน เขากับเยี่ยนหลินพร้อมคนอื่น ๆ
มุ่งหน้าตรงไปยังพระราชวังซึ่งดูเงียบสงบจนผิด
สังเกต
ประตูวังถูกพวกนิกายสวรรค์ตีแตกแล้ว
ศพที่ยังไม่ทันเก็บกวาดนอนเกลื่อนให้เห็นทุก
หย่อมหญ้า
ตำหนักไท่จี๋ซึ่งเคยมีสีเหลืองทองอร่าม บัดนี้
ถูกฉาบด้วยสีแดงฉาน ของโลหิต
ว่านซิวจื่อมองไปรอบ ๆ ด้วยสีหน้าไม่
อยากจะเชื่อสายตา
ข้างกายเขาเหลือแค่ทหารได้รับบาดเจ็บไม่กี่
พันนาย แต่ละคนดวงตาแดงก่ำ มีบาดแผลตาม
ร่างกาย แม้กระทั่งตัวเขาเองก็ยังมีลูกเกาทัณฑ์
ปักเอว ก้านถูกหักทิ้งไปแล้ว ทว่าหัวศรยังคาอยู่
แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยัง ไม่กล้าพอจะดึงออก
สถานการณ์เบื้องหน้าตำหนักใหญ่ตอนนี้ก็
ไม่ได้ดีเท่าไรนัก
กองทัพทหารอันเกรียงไกรนับพันนายตั้งแถว
หน้าตำหนักใหญ่เพื่อ คอยอารักขาฮ่องเต้กลางวง
ล้อม ทว่าสภาพผมเผ้ากระเซิงเท้าเปล่าของ เสิ่น
หลางในตอนนี้ ไหนเลยจะเหลือเค้าของความ
เป็นเจ้าแผ่นดินเยี่ยง ในอดีตอีก
เสิ่นหลางหัวเราะเสียสติ
เหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ของราชสำนักที่ไม่ได้
สวามิภักดิ์ต่อศัตรู ไม่ได้หลบหนีเอาตัวรอดและ
ยังมีใจภักดี บัดนี้ต่างตกอยู่ในสภาพพรั่นพรึงจน
ตัวสั่นงันงกแข้งขาไร้เรี่ยวแรงกันภายในตำหนัก
หวาดผวาขณะมองกองทัพธรรมของนิกายสวรรค์
ที่บุกมาประชิดหน้าตำหนักแล้ว
ทั้งหลินจืออ๋องเสิ่นเจี้ย ติ้งกั๋วกงเซียวหย่วน กู้
ชุนฟางเสนาบดีกรม อาญา เจียงปั๋อโหยวรอง
เสนาบดีกรมคลัง กระทั่งเซียวติ้งเฟยก็อยู่ในนั้น
ด้วย…
ทว่าไม่เห็นจางเจอ
เซียวซูซึ่งดำรงตำแหน่งหวงกุ้ยเฟย เวลานี้ยืน
หลบมุมแลมอง เสิ่นหลางผู้กำลังหัวเราะลั่น เนื้อ
ตัวของนางเย็นเฉียบ ครุ่นคิดอย่างหนัก
หากว่ากันด้วยศาสตร์ควบคุมใจคน เสิ่นหลาง
ก็นับเป็นฮ่องเต้ที่ดี
เขาจงใจโยกย้ายกำลังทหารที่ประจำการตรง
ประตูเมืองแล้วให้คน แฝงตัวอยู่ในตรอกในตลาด
จวบกระทั่งกบฏนิกายสวรรค์คิดว่าตนกุม ชัย
ชนะเอาไว้ได้ก็ตลบหลังศัตรูอย่างเจ็บแสบ จู่โจม
โดยไม่ปล่อยให้ฝั่าย ตรงข้ามทันตั้งตัว
นิกายสวรรค์เข่นฆ่าสังหารมาตลอดทาง
สุดท้ายก็ได้รับชัยชนะอย่างหวุดหวิด!
บัดนี้ถึงแม้จะถูกบุกเข้ามาจนถึงพระราชวัง
ทว่าเขาก็ไม่แสดงท่าที ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
ทั้งยังดูยินดีอย่างบอกไม่ถูกเสียด้วยซ้ำ ทำให้ อด
สงสัยไม่ได้ว่า ในมือของฮ่องเต้องค์นี้ยังมีไม้ตาย
อะไรซ่อนอยู่
ว่านซิวจื่อมองเขาด้วยแววตาขุ่นมัว จู่ ๆ ก็
รู้สึกจนปัญญา ไม่รู้ว่าควรจัดการสถานการณ์
ตรงหน้าอย่างไรดี
ต่อให้หลังจากนี้เป็นเช่นไร บัลลังก์มังกรก็
ยังคงวางนิ่งอยู่บนตำแหน่งสูงสุดของตำหนักไท่จี๋
เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน อีกแค่ก้าวเดียวเขาก็จะ
ได้ขึ้นไปอยู่จุดนั้น น่า เสียดายที่ผิงหนานอ๋องมัว
แต่หมกมุ่นเรื่องความบาดหมางกับราชวงศ์ ไม่ว่า
อย่างไรก็ยืนกรานจะฆ่าล้างตระกูลเสิ่น ครั้น
ทหารกองหนุนของอีกฝั่ายบุกเข้ามา สุดท้ายทุก
อย่างที่ทำก็สูญเปล่า!
ยี่สิบกว่าปีให้หลัง เขากลับมายืนอยู่เบื้องล่าง
บัลลังก์มังกรนี้อีกครั้ง!
บริเวณหน้าตำหนักไท่จี๋ ดวงอาทิตย์ส่องแสง
จัดจ้า ผู้คนนับหมื่นกำลังเผชิญหน้ากัน แต่กลับมี
เพียงเสียงลมแรงที่พัดผ่านขบวนแถวของกอง
กำลังทหารทั้งสองฝั่าย ไม่มีใครกล้าส่งเสียงใด
ดังนั้นเมื่อมีเสียงดังมาจากไกล ๆ จึงได้ยินกัน
ชัด
ในเวลานั้น เสียงฝีเท้าสม่ำเสมอของคน
จำนวนมากย่ำพื้นหินแข็งของพระราชวังก้าวแล้ว
ก้าวเล่าใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ แต่ละก้าวราวเหยียบ
ย่ำถึง หัวใจ ส่งผลให้คนฟังใจเต้นผิดจังหวะ!
เกิดเสียงอื้ออึงโกลาหลทั้งฝั่ายกบฏนิกาย
สวรรค์และฝั่ายราชสำนัก
เสิ่นหลางและว่านซิวจื่อต่างมองไปยังทิศทาง
ของประตูวัง
เมื่อเห็นธงของกองทัพซินโจวชูจากระยะไกล
ทหารที่เหลือของนิกายสวรรค์ก็ตื่นตระหนก
ขณะที่ขุนนางบางส่วนในบรรดาขุนนางฝังราช
สำนักกลับฮึกเหิมทันที ยินดีจนถึงขั้นหลั่งน้ำตา!
“กองทหารของท่านรองราชครูกับเยี่ยน
ซื่อจื่อ!”
“ในที่สุดพวกเขาก็มาแล้ว!”
“ทัพพิทักษ์ฮ่องเต้ สวรรค์มาโปรดราชสำนัก
เราแล้ว วันนี้พวกโจรกบฏนิกายสวรรค์ต้องตาย
อยู่ที่นี่!”
…
แต่ในทางกลับกัน สีหน้าของเสิ่นหลางยามนี้
กลับดูคล้ำเขียวในบัดดล
ว่านซิวจื่อก็รู้สึกประหนึ่งได้ฟังเรื่องน่าขันเป็น
ที่สุด เขายกมือชี้เหล่า คนโง่ หัวเราะลั่น “ทหาร
ที่มาช่วยชีวิตเนี่ยนะ พวกเจ้ายังคิดอยู่อีกหรือว่า
เป็นทหารที่มาช่วยชีวิต! ฮ่า ๆ ๆ …”
เซี่ยเวยซึ่งสวมชุดคลุมสีขาวหิมะไร้คราบฝุั่น
กำลังขยับเข้ามาใกล้ อย่างแช่มช้าท่ามกลางสาย
ลมแรง
สายตาทุกคู่จับจ้องเขา
เจียงเสวี่ยหนิงข้างกายเขามองดูฉากการ
เผชิญหน้าอันแสนเหี้ยมโหด พลันรู้สึกเหมือนโลก
ทั้งใบกลายเป็นสีขาวโพลน วิงเวียนศีรษะอย่าง
ประหลาด
ทหารฝั่ายที่เหนือกว่ายืนเรียงกันประดุจ
กระแสน้ำกระเพื่อมไหว ตั้งแถวตีขบวนอยู่หน้า
ตำหนักไท่จี๋ แทบจะล้อมรอบทุกคนในที่นั้น
คนในราชสำนักเมื่อได้ยินคำพูดของว่าน
ซิวจื่อก็พากันส่งเสียงเซ็งแซ่
ว่านซิวจื่อคิดมาตลอดว่าตนเองทั้งน่าสงสาร
และน่าสมเพช นึกไม่ถึง เลยว่าความจริงแล้วโลก
นี้ยังมีคนที่น่าเวทนายิ่งกว่าตน จึงหัวเราะอย่าง
บ้าคลั่ง ชี้นิ้วไปทางเซี่ยเวยแล้วกล่าวเสียงกึกก้อง
“เป็นขุนนางในวังมาตั้ง เจ็ดแปดปี! อยู่แค่ปลาย
จมูกพวกเจ้าแท้ ๆ ! แต่พวกเจ้ากลับจำเขาไม่ได้
ด้วยซ้ำ! นี่น่ะหรือรองราชครูขององค์รัชทายาทผู้
อุทิศตนเพื่อราชสำนัก อย่างจงรักภักดีของพวก
เจ้า นี่น่ะหรือนักปราชญ์ นี่น่ะหรือพระอาจารย์
ฮ่องเต้ นี่มันปีศาจร้ายที่คอยจ้องจะเอาชีวิต
ต้องการโลหิตมาล้างแค้นอยู่ตลอดเวลาต่างหาก
เล่า!”
เซียวติ้งเฟยที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางฝูงชนถอน
หายใจเบา ๆ คิดในใจว่าวันเวลาหลอกกินเปล่า
ของตนเองในที่สุดก็กำลังจะจบสิ้นแล้ว…
เซี่ยเวยเดินขึ้นบันได ไม่มีคำพูดใดจากปาก
ติ้งกั๋วกงเซียวหย่วนจับจ้องเขาเขม็ง ก่อนจะ
หันไปมองว่านซิวจื่อ แล้วก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมา
ได้ จังหวะการเต้นของหัวใจราวกับจะยืดยาว
เกิดความหวาดกลัวที่ไม่อาจเปล่งเป็นคำพูด!
ต่อมาลางสังหรณ์ร้ายก็ได้รับการยืนยัน
ภายใต้สายตาหวาดกลัวของ ทุกคน เสียงของ
ว่านซิวจื่อดังก้องบริเวณหน้าตำหนักไท่จี๋อัน
กว้างขวาง ประโยคนั้นเปียมความอาฆาตถึงที่สุด
ทั้งยังแฝงความสาสมใจและมี กลิ่นอายชั่วร้าย
เป็นล้นพ้น “ยี่สิบกว่าปีก่อน ตอนนั้น ณ ที่แห่งนี้
เขาไม่ได้ ชื่อเซี่ยจวีอัน แต่ต้องเรียกว่า…เซียวติ้ง
เฟยถึงจะถูก!”
สิ้นประโยค ในหัวของผู้คนในราชสำนักต่าง
บังเกิดเสียง ‘ตูม’ กึกก้อง
เซี่ยเวยกลับยืนนิ่ง มองทุกคนด้วยท่าทีนิ่ง
สงบกว่าทุกครั้ง ก่อนเอ่ยขึ้นเสียงเรียบว่า
“ครึกครื้นเพียงนี้เชียว ดูเหมือนข้าจะมาช้าไป
หน่อยนะ”