คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 243 ล้างญาติ (1)
คำพูดของว่านซิวจื่อหมายความว่าอย่างไร
ตอนแรกที่ได้ยิน หลายคนยังไม่ใคร่จะเข้าใจ
นัก
เซี่ยเวยจะเป็นเซียวติ้งเฟยได้เช่นไรกัน
ติ้งเฟยซื่อจื่อที่รอดภัยจากความตายก็ยืนหัว
โด่อยู่มุมนั้นไม่ใช่หรือ ถ้าเซี่ยเวยคือเซียวติ้งเฟย
ตัวจริง แล้วเซียวติ้งเฟยคนนั้นล่ะคือใคร ไหนจะ
เรื่องราวในอดีตอีก เหตุใดเซียวติ้งเฟยคนนั้นจึงรู้
ลึกรู้ดีเหลือเกินเล่า
ทั้ง ๆ ที่เป็นประโยคเรียบง่าย ทว่าทำเอา
พวกเขาสับสนงุนงงกันไป หมด
ยี่สิบกว่าปีก่อน กบฏนิกายสวรรค์และกบฏ
ผิงหนานอ๋องร่วมมือกัน บุกเข่นฆ่าเข้ามาถึงเมือง
หลวง เรื่องที่ติ้งเฟยซื่อจื่อผู้ฉลาดหลักแหลมพลี
ชีพด้วยแผนต้นหลี่ตายแทนต้นท้อช่วยเหลือผู้อื่น
แพร่กระจายไปทั่วทุกท้องถนนในช่วงหลายปีมา
นี้
แต่ใครเล่าจะล่วงรู้ความจริงที่ซ่อนอยู่
เพราะทุกคนต่างได้รับการสั่งสอนให้
จงรักภักดีต่อฮ่องเต้และอุทิศตนเพื่อบ้านเมือง ไม่
มีใครไปขบคิดว่าการให้เด็กคนหนึ่งตายแทนเด็ก
อีกคน เป็นเรื่องถูกต้องสมเหตุสมผลหรือไม่
กระทั่งว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่
พวกเขาเคยชินจนเป็นนิสัย
ฮ่องเต้คือฮ่องเต้ ขุนนางคือขุนนาง ฮ่องเต้สั่ง
ตายขุนนางได้ ส่วน ขุนนางก็ย่อมตายเพื่อฮ่องเต้
ได้!
ความสูงต่ำของคนล้วนลิขิตโดยสวรรค์
คนธรรมดาหากต้องการปั่ายปีนสู่จุดที่สูงขึ้น
ย่อมต้องอาศัยความชื่นชมจากชนชั้นสูง ไม่ว่าจะ
ยอมเป็นทาสรับใช้หรือเป็นขุนนาง จะขายความ
สามารถหรือขายชีวิต ขายทุกอย่างที่ตนเองขาย
ได้ก็เพียงเพื่อเศษข้าวแดงแกงร้อนที่ผู้อยู่
เหนือกว่าเจียดมาให้!
ผู้คนใต้หล้าล้วนไม่รู้จักพอ
เพราะฉะนั้นวันนี้เซี่ยเวยจึงได้มายืนตรงนี้
คนที่ไม่รู้ความจริงในอดีตต่างหวาดหวั่นอยู่ไม่
สุข
ส่วนคนที่รู้ความจริงตอนนั้นหน้าซีดเผือดใน
พริบตา!
ในสายตาพวกเขา เซี่ยเวยซึ่งกำลังยืนอยู่หน้า
ตำหนักไท่จี๋ขณะนี้หาใช่คนที่มีชีวิตอยู่ไม่ แต่เป็น
วิญญาณซึ่งฟืนคืนชีพขึ้นมาจากหลุมศพ และ
กำลังใช้สายตาแห่งความเคียดแค้นจ้องเขม็งมา!
“ไม่ จะเป็นไปได้อย่างไรกัน…”
ติ้งกั๋วกงเซียวหย่วนซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับ
บาดเจ็บจากการต่อสู้กับ กบฏนิกายสวรรค์จน
เดินเหินไม่สะดวก ยามนี้ได้แต่จ้องมองเซี่ยเวย
ราวกับเห็นสัตว์ประหลาดก็ไม่ปาน ดวงตาเบิก
กว้างเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เขาร้องตะโกน
ลั่น ไม่รู้ว่าจุดประสงค์เพื่อบอกตนเอง หรือบอก
คนอื่นกันแน่
“ไม่! เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด! ไม่เหมือนเลย ไม่
เหมือนเลยสักนิด…”
รูม่านตาของเสิ่นหลางก็พลันหดเล็ก ทั้งที่ยาม
นี้กำลังเฝั้ารอ แต่กลับ ได้ประสบทัพซินโจวของ
เซี่ยเวยและเยี่ยนหลินก็นับว่าเกินกว่าความ
คาดหมายไปมากโขแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่
ว่านซิวจื่อเพิ่งจะกล่าว ไม่ต่างอะไรจากสายฟั้า
ฟาด!
เซี่ยจวีอัน เซียวติ้งเฟย…
แม้ว่าเขาจะคาดถึงสถานการณ์ความวุ่นวาย
วันนี้ไว้แล้ว ทั้งยังคิดว่าตนเองจะควบคุมสติได้
ทว่าสติกลับแตกกระเจิงจากข่าวร้ายที่เพิ่งได้ยิน
กะทันหัน จากนั้นก็รู้สึกคล้ายใจทั้งดวงหล่นวูบลง
หุบเหวลึกจนหนาว ยะเยือก!
เพราะหลังจากได้ยินคำพูดของว่านซิวจื่อ
เซี่ยเวยก็ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น โดยไร้วี่แววจะโต้แย้ง!
สายตาของเซียวซูหยุดอยู่ที่เซี่ยเวยและเจียง
เสวี่ยหนิงซึ่งยืนข้าง ๆ เขา ก่อนเบนสายตาแฝง
ความสับสนงุนงงไปยังเซียวติ้งเฟย
‘ติ้งเฟยซื่อจื่อ’ ผู้แสนเกียจคร้านไม่เอางาน
เอาการอะไรเลยตั้งแต่ ‘กลับคืนเมืองหลวง’
คล้ายรับรู้ได้ถึงสายตาของนาง เขาจึงส่งยิ้มที่ดู
สดใสกว่าปกติมาให้
สวรรค์รู้ดีว่าตลอดสองปีมานี้เขาสร้างความ
เดือดร้อนอะไรให้ตระกูลเซียวไว้บ้าง!
วุ่นวายจนหาความสงบไม่ได้แม้แต่วันเดียว!
มิหนำซ้ำเดิมทีตระกูลเซียวก็มีชื่อเสียงไม่ใคร่
จะดีนัก เมื่อต้องมาเจอ การเหยียบย่ำทำลาย
ซ้ำเติมจากเขาก็ยิ่งตกต่ำจนชาวบ้านร้านตลาดพา
กันสาปส่ง!
แต่แล้วตอนนี้ เขากลับลุกขึ้นยืนพร้อม
รอยยิ้มกว้าง ทำทีประสานมือคารวะอย่างสง่า
งามต่อหน้าทุกคน ก่อนกล่าวด้วยความกระดาก
ว่า “ต้องขออภัยด้วย อันที่จริงตอนนี้ข้าก็มีชื่อว่า
เซียวติ้งเฟยนั่นแหละ เพียงแต่เป็นชื่อที่เซียนเซิง
ไม่ต้องการแล้วจึงมอบให้ตั้งแต่ตอนเจอกันเมื่อ
หลายปีก่อน ข้ามาคิด ๆ ดูแล้ว ความจริงพวก
ท่านก็ไม่ได้ตามหาผิดคนอะไรนี่ แต่ก็นะ สองปี
มานี้ข้าอาศัยอยู่กับพวกท่าน เล่นสนุกและใช้
จ่ายเงินของพวกท่าน มาตลอด ต้องขออภัยด้วย
จริง ๆ !”
เซียวหย่วนฟังจบก็โมโหหวิดจะกระอักเลือด!
เซียวเยี่ยผู้อายุยังน้อยถึงกับอ้าปากค้าง
ใบหน้างดงามเรียบร้อยของเซียวซูยิ่ง
เปลี่ยนเป็นสีเขียวสลับแดง อัปลักษณ์ถึงขีดสุด!
ขุนนางทั้งราชสำนักตกตะลึงไปตาม ๆ กัน
เซียวติ้งเฟยคนนี้ที่แท้ก็เป็นตัวปลอม!
แลเห็นติ้งเฟยซื่อจื่อนั่นเดินเอ้อระเหย
ลอยชายเข้าไปหยุดตรงหน้า เซี่ยเวย แล้วพูดยิ้ม
ๆ ว่า “เป็นอย่างไร ข้าไม่ได้ทำให้ชื่อแซ่นี้ต้องมัว
หมองเลยใช่หรือไม่ ที่บอกว่าจะสั่งสอนเจ้าคนชั่ว
เหล่านี้ข้าก็ทำให้แล้วนะ แต่ น่าเสียดายที่สองปี
มานี้ท่านไม่ได้อยู่เมืองหลวง พลาดละครฉากเด็ด
ไป หลายฉากแน่ะ! แต่ถึงจะไม่มีคนดู ข้าก็ตั้งใจ
แสดงสุดฝีมือเลย!”
เซี่ยเวยเผยรอยยิ้มบาง “ไม่เสียชื่อ”
มุมปากของเจียงเสวี่ยหนิงกระตุกเบา ๆ
เซียวติ้งเฟยสังเกตเห็นนางมาตั้งแต่ต้น ครั้นมี
สาวงามที่ไม่ได้เจอนานมาอยู่ตรงหน้า ทั้งยัง
พิลาสพิไลจนน่าทึ่ง เขาจึงอดไม่ได้ที่จะหันไปขยิบ
ดวงตาขี้เล่นแฝงแววเกี้ยวพาราสีส่งให้เจียงเสวี่ย
หนิงอย่างลืมตัว
เจียงเสวี่ยหนิงยังไม่ทันตอบสนอง เซี่ยเวยก็
ตวัดสายตาอันเรียบเฉย มาทางเขา
เซียวติ้งเฟยสั่นสะท้านทันที
เขารีบดึงสายตากลับ หยัดแผ่นหลังตรง
แหน็วแล้วค่อย ๆ ก้าวถอย ออกไปอยู่ข้างหลี่ว์
เสี่ยนที่ยืนอีกด้านหนึ่งมาตลอดแต่โดยดี
หลี่ว์เสี่ยนไม่ได้เปล่งวาจา
ทุกคนที่นี่เมื่อได้เห็นสถานการณ์นี้ ใครบ้าง
เล่าไม่เข้าใจ
เซียวหย่วนนึกถึงความคับแค้นที่จุกอกมา
ตลอดสองปีแล้วก็เดือดดาลตัวสั่นเทิ้ม ชี้นิ้วหา
เซี่ยเวยพร้อมตะคอก “ที่แท้ทั้งหมดก็เป็น
แผนการของ เจ้า! แม้แต่ไอ้เศษสวะคนนี้เจ้าก็จง
ใจส่งมา! เจ้า เจ้า…”
เซียวติ้งเฟยกลอกตาใส่เขา
ชั่ววูบหนึ่งนึกอยากจะสวนว่า “มารดาเอ็ง
เถอะ เจ้าด่าใครกัน” ทว่าเมื่อหางตาเหลือบมอง
เซี่ยเวย ก็จำต้องกลืนคำหยาบทั้งหมดลงท้องไป
ด้วยความขัดใจยิ่ง ทำได้แค่กล่าวสรรเสริญบรรพ
บุรุษทั้งตระกูลเซียวอยู่ในใจ
ท่าทีและสีหน้าของเซี่ยเวยกลับราบเรียบกว่า
ใคร
เขาก้าวไปข้างหน้า
ทุกก้าวย่างทำให้เหล่าทหารที่ตั้งแถวอยู่ใน
ตำหนักไท่จี๋ต้องพยายามเก็บงำความหวาดกลัว
ค่อย ๆ ถอยหลังด้วยความระมัดระวัง
สายตาของเซียวหย่วนจับจ้องเขา
เซี่ยเวยมองประเมินคนตรงหน้าอย่าง
ปราศจากความรู้สึกใด ถึงขั้นหัวเราะและพูดว่า
“ไม่เหมือนเลยสักนิดจริง ๆ สินะ”
สายตาของทุกคนในที่นั้นต่างจับอยู่ที่ใบหน้า
เขา
เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า อดีตพระอาจารย์ฮ่องเต้
ผู้นี้ บุรุษผู้มีรูปโฉม งดงามยากจะหาใครเปรียบ
รักสันโดษยิ่งสิ่งใด สูงส่งพ้นกิเลสประดุจ เทพ
เซียน เมื่อประกอบเข้ากับรอยยิ้มบาง ๆ แล้ว ใต้
หล้านี้ใครเล่าจะกล้า ไม่รู้สึกดีกับเขาได้
ช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงจริง ๆ
ในทางตรงข้าม ตัวปลอมซึ่งยืนตัวลีบอยู่ตรง
มุมหนึ่งหน้าตากลับ มีส่วนละม้ายคล้ายคลึงเซียว
หย่วนไม่น้อยอย่างไม่น่าเชื่อ!
แต่ใครบอกกันเล่าว่าบุตรชายจะต้องหน้าตา
เหมือนบิดา ส่วนบุตรสาวต้องหน้าตาเหมือน
มารดา
ใบหน้าของเซียวหย่วนพลันซีดเผือด!
เซี่ยเวยจ้องเขาขณะพูดต่อ “ข้าไม่เหมือนทั้ง
นางและท่าน ดังนั้นจึง ไม่ได้จิตใจดีเหมือนนาง
และไม่ได้เป็นขยะไร้ประโยชน์แบบท่านด้วย ทุก
อย่างช่างลงตัวเสียจริง”
ไม่ได้จิตใจดี จึงโหดเหี้ยม
ไม่ได้เป็นคนไร้ประโยชน์ จึงน่ากลัว
ทุกคนที่ได้ยินวาจาพากันขนลุกชัน!
ว่านซิวจื่อมองดูสถานการณ์ตรงหน้า ปรบมือ
พลางระเบิดเสียง หัวเราะ “เยี่ยม! เยี่ยมจริง ๆ!”
ย้อนนึกไปถึงตอนนั้น เหตุใดเขาไม่สังหารเซี่ย
เวยน่ะหรือ
มิใช่เพราะรอจะเห็นเหตุการณ์เช่นวันนี้หรือ
ไร
การแก้แค้นราชสำนัก วางแผนโค่นล้ม
ราชวงศ์ กระชากหน้ากาก จอมปลอมของเหล่า
เชื้อพระวงศ์ต่อหน้าผู้คน ให้ใต้หล้าได้เห็นเต็ม ๆ
ตาว่าแท้จริงแล้วคนเหล่านี้จิตใจสกปรกโสมม
เพียงใด ยังคู่ควรจะปกครองแผ่นดินอยู่หรือไม่!
น่าเสียดายก็ตรงเซี่ยเวยไม่ใช่หุ่นที่จะปล่อย
ให้ใครมาเชิดได้ง่าย ๆ
แม้แผนการของตนยังไม่ถือว่าเสร็จสมบูรณ์
แต่ตอนนี้ชัดเจนว่าได้ผลเกินครึ่ง เท่านี้เขาก็รู้สึก
สาแก่ใจเหลือเกิน!
เซี่ยเวยไม่คิดจะแยแสว่านซิวจื่อผู้กำลังเสีย
สติอยู่ด้านหลัง ปล่อยให้ ยังหายใจต่อไปอีกสัก
พัก “ปราชญ์โบราณว่าไว้ บุญคุณที่ให้กำเนิดย่อม
ต้องทดแทน”
เซียวหย่วนได้ยินเช่นนั้น นัยน์ตาก็มีประกาย
แห่งความหวังวาบผ่าน
เขาพลันละล่ำละลักตอบรับ “ใช่ ใช่! ตอนนั้น
ที่ไทเฮาทรงผลักให้เจ้า ออกไปแทนฝั่าบาท นั่นก็
เพราะไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว! อย่างไรเสียพระองค์
ก็ทรงเป็นอาหญิงของเจ้า แล้วจะไม่เอ็นดูเจ้าได้
อย่างไรกัน ตระกูลเซียว ของข้าหรือราชวงศ์ก็
แล้วแต่ ล้วนเป็นสายเลือดเดียวกันกับเจ้า
ทั้งนั้น!”
เขากล่าวโพล่งโดยไม่ทันระวังวาจา แค่คำว่า
‘ผลัก’ ในประโยคก็ทำ เอาเหล่าขุนนางทั้งหมด
ตรงนั้นเข้าใจความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังได้ ไม่
ยาก ใบหน้าเปลี่ยนสีในบัดดล!
กระทั่งเสิ่นหลางเองก็มีสีหน้าทะมึนขึ้นมา
ทันที
เซียวซูมองไปยังเซี่ยเวย ทว่าสิ่งที่นางเห็น
กลับต่างจากเซียวหย่วน เนื่องด้วยนางไม่อาจ
รู้สึกได้ถึงความเมตตาสักเสี้ยวจากสีหน้าของคนผู้
นี้ กลับกันแล้วยังมีลางสังหรณ์บางอย่างผุดพุ่ง
ขึ้นมาแทน!
เซี่ยเวยได้ฟังคำพูดของเซียวหย่วนแล้วถึงกับ
หัวเราะ ก่อนเสริมว่า “ท่านพูดถูก มีสายเลือด
เดียวกันทั้งนั้น ควรเหลือความเห็นอกเห็นใจ สัก
หน่อย”
เซียวหย่วนดีใจแทบน้ำตาไหล
บทที่ 243 ล้างญาติ (2)
ทว่าเซี่ยเวยกลับหลุบตามอง พูดต่อด้วย
น้ำเสียงเรียบเรื่อยแผ่วเบา “ท่านอยากตายด้วย
วิธีไหนดีล่ะ”
ท่านอยากตายด้วยวิธีไหน!
สิ้นคำถามนั้น ภาพลวงที่ดูเป็นคนว่าง่ายพลัน
พังทลาย!
อย่าว่าแต่เหล่าขุนนางราชสำนักเลย กระทั่ง
กองทหารของซินโจว และกบฏนิกายสวรรค์
ด้านหลังตัวเขาก็ถึงกับสั่นสะท้าน หวาดผวา
เจตนาหมายเอาชีวิตอันแน่วแน่ซึ่งแฝงมาใน
ประโยคที่แสนราบเรียบ!
เซียวหย่วนอึ้งงัน
จากนั้นก็รู้สึกพรั่นพรึงต่อความตายซึ่งเข้ามา
จ่อหน้า
เขาอยู่ใกล้เซี่ยเวยมากที่สุด จึงแลเห็นดวงตา
อันแสนเย็นชาไร้ความ รู้สึกคู่นั้นได้ชัดเจน ตน
สัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกแล่นจากก้นบึ้งของ
หัวใจ ราวกับดวงวิญญาณจากสุสานเด็กผู้ทรง
คุณธรรมสามร้อยคนที่ถูกฝังใต้หิมะในตอนนั้นมา
เกาะร่าง พร้อม ๆ กับมีดวงตาว่างเปล่าคู่หนึ่ง
กำลัง หลุบมองมา!
“ไม่ ไม่นะ อย่าฆ่าข้า…”
เดิมทีเซียวหย่วนก็มิใช่คนแกร่งกล้า เมื่อ
ตระหนักได้แล้วว่าเซี่ยเวย มาเพื่อสังหารตนจริง
ๆ จึงถอยห่างอย่างไม่รู้ตัว
เขาคิดจะวิ่งหนี
แต่ถึงกระนั้นบันไดหน้าตำหนักไท่จี๋กลับดู
ยาวกว่าเคย ระยะทางซึ่ง ยามปกติเดินไม่กี่ก้าวก็
ถึง มาบัดนี้กลับรู้สึกว่าทอดไกลจนมองไม่เห็น
ปลายทาง
เซี่ยเวยไม่ได้สั่งให้คนรุดตาม เพียงยื่นมือไป
ด้านหลัง
เตาฉินหยิบเกาทัณฑ์สะพายหลังมามอบใส่
มือเขา
เซี่ยเวยมองตามร่างซึ่งวิ่งทุลักทุเลด้วยความ
จนตรอก มือเขารับ เกาทัณฑ์พร้อมลูก จับพาด
คันศรและน้าวจนตึงสุดสาย ก่อนจะเล็งลูก
เกาทัณฑ์อันมีปีกทำจากขนนกชั้นดีและส่วนหัว
ส่องประกายคมปลาบไป ยังแผ่นหลังของเซียว
หย่วนที่อยู่ไกลออกไป ปากก็เอ่ยขึ้นว่า “วันดี ๆ
เช่นนี้ ไฉนไทเฮาไม่อยู่กันเล่า เจี้ยนซู พาคนไปนำ
ตัวมา”
เกิดเสียงดัง ‘ฟึบ’ ปลายนิ้วคลายออก สาย
เกาทัณฑ์สะเทือนผาง!
ลูกเกาทัณฑ์พุ่งออกจากสาย!
ร่างของเซียวหย่วนซึ่งกำลังวิ่งล้มลุก
คลุกคลานลงบันไดพลันกระตุก วูบ ลูกเกาทัณฑ์
ดอกนั้นพุ่งตรงปักเข้ากลางหลัง ร่างนั้นโงนเงนไป
มา ทว่า ก็ไม่ได้ร่วงลงกับพื้นทันที
ตามมาติด ๆ ด้วยดอกที่สอง ดอกที่สาม!
ดอกแรกเพียงปักเข้ากลางหลัง ดอกที่สองพุ่ง
ตัดขั้วหัวใจ ดอกที่สามเจาะเข้าศีรษะ!
หัวของลูกเกาทัณฑ์อาบโลหิตโผล่ทะลุ
ออกมาจากกลางหน้าผาก
เซียวหย่วนที่มีผมสีดอกเลาตามวัย บัดนี้
สติสัมปชัญญะค่อย ๆ เลือนรางทีละน้อย แล้ว
ร่องรอยความอกสั่นขวัญหายในดวงตาก็สลาย
ตาม ครั้นสิ้นเสียง ‘ตุบ’ ทั้งร่างก็ร่วงลงพื้น เลือด
สด ๆ ไหลทะลัก ย้อมขั้นบันไดหินอ่อนสีขาวให้
แดงฉาน
ปิตุฆาต!
ทุกคนในที่นั้นตกตะลึงจนพูดไม่ออกไปตาม
กัน
เสิ่นหลางซึ่งยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายยิ่ง
โกรธแค้นเหลือจะกล่าว
ทว่าสิ่งที่ทำให้เขายิ่งอยู่ไม่ติดหาใช่การตาย
ของเซียวหย่วนไม่ แต่เป็นคำสั่งของเซี่ยจวีอันที่มี
ต่อสมุนข้างกายสองสามคนขณะกำลังยิง
เกาทัณฑ์ ต่างหาก!
เซียวซูคาดไม่ถึงจริง ๆ ว่าเซี่ยเวยจะกล้าลง
มือต่อหน้าคนตั้งมากมาย!
เซียวเยี่ยเองก็ตะลึงงันอยู่นาน และด้วยนิสัย
บุ่มบ่ามที่ไม่อาจปิดบัง ความรู้สึก เมื่อเห็นภาพ
ตรงหน้าความโกรธแค้นก็โหมทะยาน พลันพุ่งตัว
เข้าไปหาเซี่ยเวย “เจ้าฆ่าพ่อข้า วันนี้ถึงตายข้าก็
ไม่เอาเจ้าไว้แน่!”
ทว่าเซี่ยเวยกลับเพียงเหลือบตามอง
เขาไม่ลงมือเองด้วยซ้ำ
เตาฉินซึ่งกำลังถือดาบไม่เปิดโอกาสให้เขา
เข้าถึงตัวเซี่ยเวย เสียบดาบเข้ากลางอกของอีก
ฝั่ายทันที ก่อนจะกระชากออกด้วยสีหน้านิ่งเฉย
เซียวซูใบหน้าซีดขาวไร้สีเลือด ร้องตะโกน
เสียขวัญ “น้องข้า!”
เซียวเยี่ยก้มมอง
บนหน้าอกของเขาปรากฏรอยเลือดเป็นวง
ไม่นานโลหิตสด ๆ ก็ ค่อย ๆ ไหลอาบไปกว่าครึ่ง
ร่าง เขายกมือแตะมันขึ้นมาดู ดวงตายังคงเจือ
แววมึนงงเล็กน้อย ถอยหลังได้เพียงสองก้าวก็ล้ม
ตึง
ดวงตาอันอ่อนวัยเบิกค้างอยู่อย่างนั้น ไม่อาจ
ปิดได้อีก
ทั่วทั้งตำหนักไท่จี๋ตกอยู่ในความเงียบดั่งปั่า
ช้า!
คนในราชสำนักจำนวนไม่น้อยเคยเห็นทั้งเตา
ฉินและเจี้ยนซูที่มักจะ อยู่ข้างกายเซี่ยเวย คอย
รับใช้ คอยช่วยจัดการเรื่องทั่วไปให้เขา เดิมทีก็
นึกว่าเป็นเด็กรับใช้ที่พอจะมีวิชาหมัดมวยติดตัว
นิดหน่อย
เตาฉินพูดน้อย วรยุทธ์ถือว่าค่อนข้างสูง
เจี้ยนซูเจนจัด รู้เรื่องราวต่าง ๆ ดี
แต่ใครจะไปคิดเล่าว่าบัดนี้ไม่พูดไม่จาก็ลงมือ
เลย ทั้งยังใช้วิธีการที่ประณีตจนอำมหิต ตายังไม่
กะพริบก็เอาชีวิตคนไปแล้ว!
ยิ่งไปกว่านั้น คนคนนั้นก็น่าจะเป็นพี่น้องของ
เซี่ยเวย…
สายตาของทุกคนมองไปยังเซี่ยเวยอีกครั้ง สิ่ง
ที่วิ่งวนในหัวสมองคือ คำพูดก่อนหน้านี้ของว่าน
ซิวจื่อที่บอกว่า “นี่น่ะหรือนักปราชญ์ นี่น่ะหรือ
พระอาจารย์ฮ่องเต้ นี่มันปีศาจร้ายที่จ้องจะเอา
ชีวิต ต้องการโลหิตมา ล้างแค้นอยู่ตลอดเวลา
ต่างหากเล่า!”
คนตระกูลเซียวถูกฆ่าไปแล้วถึงสองราย แต่
สำหรับเซี่ยเวย เขาเหมือนจะไม่รู้สึกอะไรเลยสัก
นิด
เพียงหันไปหาเสิ่นหลาง
ราวกับรับรู้ได้ถึงความประหวั่นและอยู่ไม่สุข
ของอีกฝั่าย หลังจบชีวิตเซียวหย่วนด้วยเกาทัณฑ์
สามดอกและยืนมองเตาฉินฆ่าเซียวเยี่ย เขาก็ยังมี
ท่าทีเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หันไป
กล่าวเสียงเรียบกับเสิ่นหลางว่า “ไม่ต้องร้อนใจ
ไป”
ไม่ต้องร้อนใจไป อีกไม่นานก็จะถึงตาเจ้าแล้ว
และทุกคนก็ไม่ต้องรอนานจริง ๆ
ผ่านไปครู่เดียวก็มีเสียงร้องตะโกนอย่างหวาด
ผวาลอยมาจากทิศทางของวังหลัง “พวกเจ้าเป็น
ใคร พวกเจ้าคิดจะทำอะไรเนี่ย รู้ตำแหน่งห้องลับ
ได้อย่างไรกัน ปล่อยข้านะ ปล่อยข้า!”
เป็นเซียวไทเฮาที่ถูกคนพาตัวมานั่นเอง
ปินปักผมรูปหงส์เอียงกระเท่เร่ มวยผม
กระเซิง ใบหน้าซึ่งล่วงเข้า วัยชรามีแต่ความ
ตระหนก
เดิมทีนางแอบอยู่ในห้องลับภายใน
พระราชวังอันรู้กันเฉพาะในหมู่ เชื้อพระวงศ์
ตั้งใจเอาไว้ว่าจะหลบซ่อนหนีตายในนั้น รอ
จนกว่าสถานการณ์จะสงบ เหมือนที่เคยทำ
มาแล้วยี่สิบกว่าปีก่อน
ใครจะไปคิดว่า…
เมื่อครู่นี้ ตอนที่ประตูหินเปิดออกก็มีกลุ่มคน
ที่นางไม่รู้จักสักราย กรูกันเข้ามา ลากตัวออก
มาถึงที่นี่อย่างปราศจากความเคารพยำเกรงใด ๆ
ปฏิบัติต่อนางไม่ต่างจากนักโทษในคุกใต้ดิน!
เจี้ยนซูจับนางโยนลงหน้าตำหนักไท่จี๋ ก่อน
หันมาโค้งคำนับเซี่ยเวย “เซียนเซิง ข้าพาตัว
มาแล้วขอรับ”
บัดนี้เซียวไทเฮาจึงได้สังเกตเห็น “เซี่ยเวยรึ”
ในใจยังเต็มไปด้วยความฉงนสนเท่ห์ แต่เมื่อ
หันไปเห็นศพเซียวเยี่ย นอนจมกองเลือดก็ตกใจ
สุดขีดหวีดร้องเสียงหลง จิตใต้สำนึกบอกให้นาง
หันหาเซียวหย่วน ทว่าไม่เห็นแม้กระทั่งเงาของ
เขาท่ามกลางบรรดาขุนนางมากมาย
ติ้งกั๋วกงผู้เคยอยู่เหนือใคร ๆ บัดนี้นอนแนบ
ตีนบันไดซึ่งทอดยาว สภาพยังเทียบศพตายโหง
ตามปั่ารกร้างไม่ได้ด้วยซ้ำ
เซียวไทเฮามองหาอยู่นานกว่าจะเจอ
สายตาของนางเคลื่อนผ่านเสิ่นหลางเลยไปยัง
ว่านซิวจื่อ ก่อนเบน กลับไปยังเซี่ยเวย ในที่สุดก็
ตระหนักได้ถึงอันตรายบางอย่างที่ไม่เคย พบ
พาน จึงร้องตะโกน “ทหาร! คุ้มกันฮ่องเต้ คุ้มกัน
ฮ่องเต้!”
หลายปีมานี้ เซี่ยเวยเป็นแค่ขุนนางส่วนนอก
ดังนั้นเขาจึงไม่มีโอกาสได้พบเจอไทเฮาบ่อย
นัก แต่ใบหน้าของไทเฮากลับชัดเจนในก้นบึ้ง
ความทรงจำประหนึ่งถูกสลักไว้ ไม่เคยลืมเลือน
เพียงแต่ว่า พริบตาเดียววันเวลาก็ผ่านเลย
นานถึงยี่สิบสามปีแล้ว
สรรพสิ่งล้วนแปรผัน คนก็ย่อมเปลี่ยนแปลง
บัดนี้เขาคือคนที่ถือดาบในมือ ในขณะที่พวก
มันกลายมาเป็นนักโทษ
เซี่ยเวยไม่เหลือบแลนาง เขาหันไปส่ง
เกาทัณฑ์คืนเตาฉิน ก่อนจะ หยิบดาบเล่มหนึ่ง
ขึ้นมาแทน เพ่งสายตาไปทางเสิ่นหลางพร้อมเอ่ย
ว่า “ระหว่างคนที่เจ้ารอยังมาไม่ถึง ตอนนี้ก็เชิญ
เลือกได้เลย”
เสิ่นหลางฟังจบ หางตาก็กระตุกวูบ
เซี่ยเวยกลับมีท่าทางราวกับว่าตนไม่ได้กล่าว
ความลับสุดยอดอันใด ออกมา
เขาโยนดาบไปตรงหน้าเสิ่นหลางและไทเฮา
เสียงที่กล่าวเรียบเรื่อยดั่งก้อนเมฆลอยล่องบน
ท้องนภา “เจ้าจะฆ่านางด้วยมือของเจ้าเอง หรือ
จะให้นางฆ่าเจ้าด้วยมือของนางเอง หรือจะให้ข้า
ช่วยเลือกดีล่ะ…”
ในเมื่อตอนนั้นพวกเชื้อพระวงศ์บังคับให้เขา
ต้องเลือกระหว่างออกไปเสี่ยงตายแทนเสิ่นหลาง
หรือปกปั้องเยี่ยนหมิ่น เช่นนั้นวันนี้เขาก็จะโยน
ตัวเลือกเดียวกันให้คู่แม่ลูกผู้สูงศักดิ์ที่สุดใน
แผ่นดิน!
ขุนนางบู๊บุ๋นของราชสำนักล้วนตกอยู่ใน
อาการอกสั่นขวัญแขวนจน พูดไม่ออก
เซี่ยจวีอันจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิตยิ่งนัก ถึงขั้น
บีบบังคับให้เปิดฉากโศกนาฏกรรมแห่งสายเลือด
ให้แม่ลูกฆ่ากันเองในเขตพระราชวังแห่งนี้!