คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 244 คนร่วมแซ่ล้วนสังหาร
นับแต่โบราณ ดินแดนภาคกลางอาศัยคำว่า
‘กตัญู’ ปกครอง บ้านเมือง อีกฝั่ายสังหารบิดา
ล้างวงศาคณาญาติน่ะช่างเถอะ แต่ตอนนี้ใน
สถานการณ์คับขันก็ยังบีบคั้นให้บุตรกับมารดาใน
ราชวงศ์เข่นฆ่ากันเอง ด้วย! หลักคุณธรรมของ
โลกล้วนถูกเขาเหยียบย่ำเอาไว้ใต้เท้า!
พวกขุนนางใหญ่ผู้ยึดมั่นในขนบธรรมเนียม
ประเพณีต่างเดือดดาล จนหน้าแดงก่ำ
เสียงก่นด่าดังไม่ขาดหู
ทว่าเซี่ยเวยกลับเยือกเย็นไม่เคลื่อนไหว
คล้ายไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น
แต่ไหนแต่ไรเขาก็เป็นคนที่กระทำตามสิ่งที่
ตนคิด ไม่จำเป็นต้อง อธิบายใคร ทั้งยังไม่
จำเป็นต้องให้ใครมาเข้าใจหลักเหตุผลเบื้องหลัง
แม้จะถูกทุกคนเห็นเป็นมารร้ายก็ตาม
เจียงเสวี่ยหนิงทอดสายตามองเขาจาก
ท่ามกลางฝูงชน นางกลับรู้สึก ได้ถึงความ
เจ็บปวดอ่อนจางซึ่งแฝงเร้นภายในใจ
เซี่ยเวยมองพวกเขา เอ่ยเร่งเบา ๆ “เลือก
ยากนักหรือ”
ผู้ไม่ทราบเรื่องราวแต่หนหลังต่างกล่าวว่าเขา
เสียสติไปแล้ว ทว่า บางคนซึ่งรับรู้หรือพอคาด
เดาได้ต่างก็เข้าใจเบื้องหลังของการกระทำนี้อยู่
ลึก ๆ ว่าต้องเป็นความลับที่ซุกซ่อนไว้เมื่อคราว
นั้นแน่!
ถึงอย่างไรยี่สิบกว่าปีก่อนก็คงเกิดภาพเช่นนี้
ต่อหน้าเซี่ยเวย บังคับให้เขาตัดสินใจมิใช่หรือ
ไม่มีใครยืนยันได้
หลังเซียวไทเฮาถูกกระชากลากถูมาถึงที่นี่
นางก็ยิ่งได้รับความ ตระหนกตกใจต่อเนื่อง
บัดนี้ครั้นได้ยิน ในที่สุดก็ตอบสนอง
นางไม่รู้สึกเลยว่าเซี่ยเวยเหมือนเซียวหย่วน
หรือเยี่ยนหมิ่นในตอนนั้น แต่เมื่อเชื่อมโยงกับ
ที่ตั้งของห้องลับซึ่งไม่ควรมีใครรู้ ทั้งยังมี
สถานการณ์ยากจะตัดสินใจอันคุ้นตาตรงหน้า หัว
สมองก็ปรากฏผลการคาดเดาน่าพรั่นพรึงซึ่งเดิม
ทีนางเองก็ไม่อยากจะเชื่อขึ้นมาอย่างแจ่มชัด
เซียวไทเฮาตาแทบถลน
นางชี้นิ้วไปที่เขา ร่างสั่นเทิ้มเสมือนพบเห็น
วิญญาณร้าย น้ำเสียง กราดเกรี้ยวคอแทบฉีก
“เจ้านั่นเอง! ที่แท้ก็เป็นเจ้า!!!”
ทว่าอารมณ์ของนางตื่นตระหนกเกินไป
ความสนใจแทบทั้งหมดไปตกอยู่ที่เซี่ยเวย ดังนั้น
จึงมองไม่เห็นว่าห่างไปไม่ถึงห้าก้าว เสิ่นหลางผู้
ผมเผ้าสยาย นัยน์ตามืดมน ได้หยิบดาบที่เซี่ยเว
ยทิ้งไว้บนพื้นขึ้นมา
นัยน์ตาของเซี่ยเวยแฝงแววเวทนาและ
เหยียดหยัน
เซียวซูซึ่งอยู่ทางด้านหลังกรีดร้องด้วยความ
ตกใจ
ดาบที่กำแน่นแทงใส่ร่างของเซียวไทเฮาอย่าง
สะดวกดาย จากแผ่นหลังทะลุออกทรวงอก ยาม
นางก้มมองก็ยังเห็นใบดาบเปือนเลือดสะท้อนสี
หน้างุนงงสับสนของตนเสียด้วยซ้ำ
ขุนนางที่เมื่อครู่ติฉินนินทากันไม่หยุด พลัน
รู้สึกเหมือนถูกคนตบหน้าฉาดใหญ่ วาจาทั้งหลาย
ล้วนอันตรธานสิ้น ปราศจากสรรพสำเนียง!
ตำหนักไท่จี๋เหลือเพียงเสียงคมดาบที่ค่อย ๆ
ถูกดึงออกจากร่างมนุษย์
เซียวไทเฮาซวนเซไปสองก้าว
โลหิตบนทรวงอกแผ่นหลังไม่อาจห้าม ทะลัก
ออกมาประดุจตาน้ำพุ ในที่สุดนางก็เหลียว
กลับไปสำเร็จ กระทั่งมองเห็นภาพด้านหลัง…
ช่างเป็นใบหน้าที่คุ้นเคยอะไรเช่นนี้
นางเลี้ยงดูโอรสองค์โตมาเองกับมือ สู้รบกับ
เหล่าสนมในวังผู้เป็นที่โปรดปรานเพื่อเขา ส่งติ้ง
เฟยซื่อจื่อที่ตอนนั้นอายุยังไม่ถึงเจ็ดขวบออกไป
ตายแทนเขา ทั้งยังรับปากให้แต่งธิดาของนางไป
ยังเผ่าต๋าต๋าก็เพื่อเขา…
“หลางเอ๋อร์…”
เซียวไทเฮาแลเห็นเขายืนนิ่งถือดาบเงียบ ๆ
ถึงกับเชื่อไม่ลงว่าเมื่อครู่เกิดเหตุอันใดขึ้น ทว่า
ความเจ็บปวดบนร่างก็แจ่มชัดยิ่ง เจ็บเสียจนนาง
ไม่อาจปลอบประโลมตนเองได้ว่าเป็นแค่ฝันร้าย
ตื่นหนึ่ง
สองเนตรของเสิ่นหลางฉายแววเจ็บปวดชั่ว
วูบ แต่พริบตาเดียวก็ กลับคืนสู่สภาวะเย็นชาไร้
น้ำใจเยี่ยงฮ่องเต้ ในสายตาเขา ผู้คนใต้หล้าเป็น
เพียงต้นไม้ใบหญ้า!
แม้จะเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดก็ตาม!
เขากุมดาบ พูดเสียงแข็ง “ประเทศชาติมีภัย
ครานี้จำต้องให้เสด็จแม่ทรงรับความอดสูเสียแล้ว
เพียงแต่เรื่องราวครั้งนั้นก็ไร้ความเกี่ยวข้องกับ
บุตรจริง ๆ เสด็จแม่ต่างหากตัดสินพระทัยเอาเอง
หยิบยกชีวิตของคน ตระกูลเยี่ยนมาข่มขู่ให้ติ้ง
เฟยซื่อจื่อที่ยังเยาว์วัยถูกจับกุมแทนเรา! เราใน
ยามนั้นไม่รู้ความ หลายปีมานี้ยามนึกถึงก็ได้แต่
นอนกระสับกระส่าย คิดถึงแต่ความผิดตน! บัดนี้
ในเมื่อเขากลับมาก็สมควรแก่เวลาให้เสด็จแม่
สำนึก ชดใช้!”
แม้เซี่ยเวยจะไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ด้วยตนเอง
ทว่าแค่คำพูดโต้ตอบของพวกเสิ่นหลางก็พอจะ
บอกเล่าเรื่องราวครานั้นไปไม่น้อย
เหล่าขุนนางล้วนคาดเดาเบื้องลึกเบื้องหลัง
ของเรื่องเมื่อยี่สิบกว่าปี ก่อนกันได้แล้ว
ไม่เคยมีอะไรอย่างขุนนางผู้ภักดีช่วยชีวิต
ฮ่องเต้ทั้งนั้น เด็กน้อยติ้งเฟยซื่อจื่อมิได้สมัครใจ
แต่ถูกเซียวไทเฮาบีบบังคับ ใช้แผนต้นหลี่ตาย
แทนต้นท้อให้ไปสละชีพในทัพกบฏเพื่อแลกกับ
ความปลอดภัยของคนตระกูลเยี่ยน!
ทว่าคำพูดนี้พอเสิ่นเจี้ยได้ฟัง กลับเสมือนมี
หมอกพร่ามัว
เขาไม่เข้าใจสักนิดว่าเสิ่นหลางกำลังพูดเรื่อง
อะไร
นับแต่คมดาบของเสิ่นหลางแทงทะลุร่างเซียว
ไทเฮา สมองของเขาก็คล้ายบังเกิดเสียง ‘ตูม’ อื้อ
อึง แทบไม่อยากเชื่อเลยว่าเกิดอันใดขึ้น
เสิ่นเจี้ยทราบมาตลอดว่าตนเองกับเสด็จพี่
ฮ่องเต้และเซียวไทเฮา ไม่ใช่บุคคลประเภท
เดียวกัน แต่เขาก็นึกว่าขอเพียงยังมีสายสัมพันธ์
ทาง สายเลือด ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ถึงขั้นเข่นฆ่า
กันเอง!
กระทั่งตอนเซี่ยเวยเอ่ยถ้อยคำเหล่านั้น ตน
ยังไม่คาดคิดด้วยซ้ำว่า สิ่งที่อีกฝั่ายพูดจะเกิดขึ้น
จริง
แต่บัดนี้…
เขารู้สึกเหมือนเสด็จพี่ฮ่องเต้ซึ่งยืนอยู่
ตรงหน้ากลายเป็นเดรัจฉานกระหายเลือด ชั่ว
ขณะนั้นพลันปลุกความกล้าหาญที่มีอยู่ไม่มาก
ออกมา ก้าวเข้าไปผลักอีกฝั่าย “ทรงทำอะไรลง
ไป?!”
เซียวไทเฮาเหลือลมหายใจเฮือกสุดท้าย
คำพูดอันสูงส่งของเสิ่นหลาง นางรู้สึกเหมือน
เป็นการเสียดสีครั้งใหญ่!
เสิ่นเจี้ยคุกเข่าประคองนางไว้ในอ้อมกอด
ร้องเรียกซ้ำแล้วซ้ำเล่า “เสด็จแม่ เสด็จแม่!”
น้ำตาของเซียวไทเฮาไหลรินจากดวงตาทั้ง
สอง
เมื่อถึงคราวใกล้ตายนางกลับหดหู่จนหลุด
หัวเราะ ไม่ทราบเช่นกันว่าหัวเราะเยาะสวรรค์
อันเหลวไหล หัวเราะเยาะให้สิ่งที่เรียกว่าสาย
สัมพันธ์ เชื้อพระวงศ์ หรือเยาะหยันความน่า
เวทนาของตนเอง “ฮ่า ๆ ๆ กรรม ตามสนอง
กรรมตามสนอง ไม่ว่าผู้ใดก็หนีไม่พ้น! ผู้ใดก็หนี
ไม่พ้น…”
เสียงนั้นชะงักหายในยามที่ดังแหลมที่สุด
เลือดอุ่น ๆ จากในลำคอไหลซึมออกทางปาก
นางดิ้นรนอย่างไร้ เรี่ยวแรงอยู่สองครา ก่อนตัว
กระตุกอย่างสิ้นหวังแล้วตายจากไป
เสิ่นเจี้ยร่ำไห้ “เสด็จแม่ เสด็จแม่…”
แต่เขาเป็นแค่คนอ่อนแอ
ไม่มีทั้งความกล้าจะตั้งคำถามต่อเสด็จพี่
ฮ่องเต้ผู้เพิ่งกระทำมาตุฆาต ไม่มีทั้งความกล้าจะ
ลุกขึ้นล้างแค้นตัวการผู้ชั่วช้าเช่นเซี่ยเวย ทำได้
เพียงคร่ำครวญกอดร่างปราศจากชีวิตของเซียว
ไทเฮา
ใครจะคาดคิดว่าไม่ถึงครึ่งเค่อ เสิ่นหลางก็
‘เลือก’ แล้ว!
เหล่าขุนนางล้วนใจเต้นสะดุด
กระทั่งทัพนิกายสวรรค์ที่เข่นฆ่าผู้คนมาตลอด
ทางก็ยังไม่อาจทนดู
ว่านซิวจื่อตกตะลึงไปเนิ่นนาน ก่อนจะพลัน
ปรบมือหัวเราะลั่น กระทั่งบาดแผลที่หน้าท้องตน
ยังไม่สนใจ ชี้แอ่งเลือดหน้าตำหนักไท่จี๋พลางเอ่ย
อย่างตื่นเต้น “เห็นแล้วหรือยัง ไอ้พวกเชื้อพระ
วงศ์นี่น่ะ! นี่แหละเชื้อพระวงศ์ ที่ใช้ชีวิตอย่าง
สูงส่งในวังหลวง! แม้แต่เศษสวะในท้องตลาดก็ยัง
ไม่อาจ กระทำเรื่องอำมหิตไร้ความเป็นคนเช่นนี้
เลย! ราชวงศ์เรอะ ถุย เทียบไม่ได้กระทั่งกับหมู
กับหมาด้วยซ้ำ! ฮ่า ๆ ๆ ๆ …”
ขณะพูดเขาก็ถ่มน้ำลายไปที
ท่าทีหยามหยันชัดเจนเกินบรรยาย
มีแค่เซี่ยเวยที่ถอนใจเบา ๆ ท่าทางคล้าย
เสียดาย “ความตายง่ายดายเกินไปแล้ว…”
หลังความเงียบงันปกคลุม ก็ค่อยเกิดเสียง
หารือไม่น้อย
สายตาใครต่อใครแทบจะจับบนใบหน้าเสิ่น
หลาง
มือเขายังถือดาบเปือนเลือด คาดเดาได้ด้วย
ซ้ำว่าผู้คนกำลังวิจารณ์ ตนอย่างไร เพียงแต่ท่าที
ของอดีตพระอาจารย์ฮ่องเต้ท่านนี้ก็เพิ่งเปิดเผย
ต่อหน้าแบบชัดเจน!
หากไม่เลือก จำนวนคนที่ต้องตายอาจ
กลายเป็นสอง!
เมื่อเป็นเช่นนี้ มิสู้ให้เขามอบความสบายแก่
เซียวไทเฮาก่อนดีกว่าหรือ
เสิ่นหลางมองเซี่ยเวย “เรื่องในตอนนั้นเจ้า
เองก็ทราบ เสด็จแม่เป็น ผู้ตัดสินใจโดยพลการ
เจ้าเดิมทีก็เป็นสหายร่วมศึกษาของเรา แต่หลาย
ปี มานี้เรากลับไม่รู้เลย ไยเจ้าต้องปิดบังด้วยล่ะ
ถ้าเจ้าบอกกันก่อน เราย่อม มีโองการลงทัณฑ์ต่อ
ใต้หล้าเพื่อทวงความยุติธรรมคืนแก่เจ้าอยู่แล้ว”
สมกับเป็นผู้รับหน้าที่ฮ่องเต้
เซี่ยเวยมองเขา ริมฝีปากคล้ายมีรอยยิ้มน้อย
ๆ แต่ก็ไม่ได้ตอบ เพียงยกมือชี้ “ถ้าอย่างนั้นนาง
เล่า”
เมื่อนิ้วเขากวาดผ่าน ไม่มีใครไม่ตระหนก
ทว่าล้วนตกใจเปล่า
สุดท้ายนิ้วเรียวยาวก็ชี้หาเซียวซูซึ่งสวมชุด
ชาววังอันวิจิตร แต่โฉมหน้างามสะคราญซีด
เผือด!
บิดา น้องชาย และอาหญิงของนางล้วนทอด
ร่างอยู่บนพื้น…
ในที่สุดก็ถึงตานาง!
ชั่วขณะนั้นไม่ต้องพูดอะไรให้มากความทุก
คนก็เข้าใจ เซี่ยเวยผู้นี้ แสดงออกชัดเจนว่า
ต้องการล้างตระกูลเซียวให้สิ้นโดยไม่เหลือทาง
ถอย! ผู้ใดใช้แซ่นี้ล้วนต้องถูกสังหาร!
เซียวซูกับเซียวไทเฮาแตกต่างกัน เซียวไทเฮา
คือมารดาผู้ให้กำเนิด ฮ่องเต้ ส่วนเซียวซูเป็น
เพียงสนมคนโปรด
สำหรับเสิ่นหลาง นางก็เป็นแค่เครื่องมือ
ระบายความใคร่และมีไว้ ใช้งานทางการเมือง
นางทราบดีว่าหากเซี่ยเวยอยากให้นางตาย
วันนี้ นางจะต้องไม่รอดถึงวันพรุ่งนี้แน่นอน…
แต่ถึงกระนั้นชีวิตนี้ก็มิได้มีไว้ให้ผู้อื่นบงการ
จะปีนปั่ายขึ้นสู่ที่สูงไปเพื่ออะไรเล่า หาก
สุดท้ายแม้แต่ชีวิตตนก็ยัง ควบคุมเองไม่ได้
เสิ่นหลางถือดาบย่างเท้าเข้าหาทีละก้าว
เซียวซูน้ำตาคลอเบ้า ทว่า กลับเชิดหน้า ไม่มอง
ทั้งเสิ่นหลาง ไม่มองทั้งเซี่ยเวย ชั่วขณะนั้นสายตา
นางจับจ้องไกลออกไปยังเจียงเสวี่ยหนิง!
ความรู้สึกอันเหลวไหลจากการกลั่นแกล้งของ
โชคชะตาไม่เคยรุนแรงเช่นนี้มาก่อน
สิบเก้าปีที่ผ่านมาในชีวิตสั้น ๆ ของนางแทบ
จะสมบูรณ์แบบ ถึงขั้น ไม่เคยกระทำความ
ผิดพลาดครั้งใหญ่ แต่ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมด
ล้วน เกิดขึ้นหลังเป็นพระสหายร่วมศึกษาที่
เรือนหยางจื่อ นางหวาดเกรงเจียง เสวี่ยหนิงจึง
กล่าวหาว่าอีกฝั่ายมีส่วนเกี่ยวข้องกับหยกหรูอี้
ทว่ากลับตกเป็นฝั่ายพ่ายแพ้ นับแต่นั้นก็ผูก
ความแค้นกันมาตลอด
บัดนี้เจียงเสวี่ยหนิงกลายเป็นนางในดวงใจ
ของเซี่ยเวย ส่วนตนแม้ได้เป็นสนมคนโปรดของ
ฮ่องเต้ กลับคล้ายเป็นผู้ถูกคุมขังก็มิปาน!
เมื่อพลาดก้าวแรก ก้าวต่อ ๆ มาย่อมพลาด
อีก
ด้วยเหตุนี้จึงจบสิ้นแล้ว
ขณะคมดาบแทงผ่านร่าง เซียวซูก็รู้สึกได้ถึง
ความเย็นเยียบอันไร้ ก้นบึ้ง แต่จากนั้นก็ชัก
สายตากลับมามองฮ่องเต้ผู้ไร้น้ำใจตรงหน้า ใน
ที่สุดก็ไม่เหลือความเชื่องเชื่อเช่นวันวาน กล่าว
ถ้อยคำเสมือนสาปแช่งประโยค หนึ่ง “พระองค์
คิดว่าจะหนีรอดไปได้หรือ”
เสิ่นหลางเดิมทีก็ไม่ได้สนใจความเป็นความ
ตายของสตรีผู้นี้
ทว่าพอได้ยินนางพ่นวาจาร้ายกาจก็เดือดดาล
ถึงกับกระชากดาบมาปาดคอหอยซ้ำ ทำให้นาง
ไม่อาจส่งเสียงอันใดได้อีกก่อนจะล้มลง
ในตอนนี้ เหล่าคนสำคัญของตระกูลเซียว
แทบจะตายหมดแล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงจำได้ว่าชาติก่อนก็เหมือนจะ
เป็นเช่นนี้ แม้ไม่ได้ตกตายด้วยวิธีเดียวกัน แต่
ผลลัพธ์ก็ไม่ได้แตกต่างเท่าไร
นางสู้รบปรบมือกับเซียวซูมาตลอดหลายปี
แต่ความจริงต่างฝั่ายต่างไม่อาจเอาชนะกัน
เซียวซูตายก่อนใต้คมดาบของทัพกบฏ ส่วน
ตระกูลเซียวถูกเซี่ยเวย สังหารยกโคตร ในขณะที่
ตัวนางเอง หลังเอาชีวิตรอดอยู่ได้ไม่นานก็ทำ
อัตวินิบาตกรรมในตำหนักคุนหนิง…
ชาตินี้นางหยุดดิ้นรนแล้ว ทว่าเซียวซูเลือก
เส้นทางอันคดเคี้ยวยิ่งกว่า…
ยามเห็นเซียวซูร่วงหล่น นางพูดไม่ถูกว่ารู้สึก
เช่นไร
เพียงรู้สึกเหมือนไม่มีอะไรผิดแปลกไป
เรื่องของกรรม สุดท้ายก็ไม่มีใครหนีพ้น
เวลานี้ ผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าทุกคนไม่ได้มีเซี่ย
เวยเป็นมารร้ายแค่ คนเดียวอีก ผู้ที่เหมือนมาร
ร้ายยิ่งกว่าก็คือฮ่องเต้ซึ่งเคยประทับครอง
บัลลังก์ทอง!
เสิ่นหลางกล่าว “เราออกคำสั่งให้ล้างตระกูล
เซียวได้นะ ไม่มีกระทั่งข้อแม้ใด ๆ เลย!”
เซี่ยเวยเพียงเอามือไพล่หลัง พูดเจือรอยยิ้ม
“ไม่จำเป็นต้องเสแสร้ง กับข้าขนาดนั้นหรอก รอ
ดูเถอะว่าคนที่เจ้ารออยู่จะมาถึงหรือไม่ ใกล้ถึง
เวลาแล้วมิใช่หรือ”
เสิ่นหลางที่ตอนแรกเพียงรู้สึกว่าอีกฝั่ายอาจรู้
อะไรมา บัดนี้พอได้ยินการเปิดโปงอย่างชัดเจนก็
เริ่มประหวั่นอยู่สามส่วน
ตอนสังหารเซียวไทเฮาและเข่นฆ่าเซียวซู เขา
ไม่รู้สึกอะไรทั้งสิ้น
ขอแค่เซี่ยเวยยังไม่ลงมือกับตนทันที ไม่แน่
อาจจะรอโอกาสพลิก กระดานได้ เขาจึงเพิกเฉย
ต่อคำเยาะหยัน พูดจาเอาอกเอาใจเซี่ยเวยอย่าง
ชวนคลื่นเหียน ใครจะคิดว่าเซี่ยเวยเองก็รู้ถึง
ความตั้งใจดังกล่าว!
ขณะนั้น เสิ่นหลางแทบจะนึกออกว่าอีกฝั่าย
กำลังจะลงมือกับเขาเสียตอนนี้
แต่ว่าชั่วอึดใจนั้นเอง…
เสียงที่ทุกคนเคยได้ยินตอนทัพซินโจวมาถึงก็
ดังขึ้นอีกครั้งจากนอกพระราชวัง เข้าประชิด
ตำหนักไท่จี๋จากทางประตูชุ่นเจินทางทิศ
ตะวันออกเฉียงเหนือ
มองไม่เห็นธงทัพและยังไม่เห็นว่าเข้ามาจาก
ทิศทางใด
บนร่างของทหารแต่ละนายสวมเพียงชุด
เกราะสีดำ กองทัพเป็น ระเบียบ เดินทัพฉับไว
มองเห็นทหารจำนวนนับหมื่น ทั้งยังไม่ทราบว่าที่
ทิ้งไว้นอกวังด้วยไม่อาจเข้ามาได้ยังมีอีกเท่าไร!
อีกทั้งกองทัพนี้ก็ช่างน่าพิศวง ห้อมล้อมสตรี
นางหนึ่งไว้ตรงกลาง
ชุดชาววังสีม่วงเข้มสวมบนร่างนาง ทว่า
ใบหน้ากลับไม่ได้แต่งเติม แผลเป็นตรงหางตา
แทบจะเป็นเหมือนเอกลักษณ์ ทุกคนจึงจดจำได้
ตั้งแต่แวบแรก
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งอึ้งทันที
นางร้อง “องค์หญิง!”
ทว่าขณะที่นางกำลังจะตรงเข้าไปหาก็มีมือ
หนึ่งกระชากคว้าตัวจาก ด้านข้าง
เจียงเสวี่ยหนิงหันกลับไป ที่แท้ก็เป็นเยี่ยนห
ลิน
เขาไม่ปล่อยให้นางเข้าไป ประกายตาแฝง
ความหดหู่ ส่งเสียงกระซิบ ว่า “จำที่ข้าเคยบอก
เจ้าก่อนหน้านี้ได้หรือไม่”