คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 245 ให้ตายครบร่าง
ก่อนหน้านี้หรือ
ถ้อยคำที่เขาเคยบอกพูดกับนางมีมากมาย
เจียงเสวี่ยหนิงนึกไม่ออก ว่าเป็นประโยคไหน ได้
แต่มองเขาด้วยสายตางุนงง
ทว่าเยี่ยนหลินเพียงยิ้ม ไม่เอ่ยอะไรต่อ
แต่ด้วยความที่มัวพิรี้พิไร บัดนั้นเองกอง
ทหารซึ่งไม่เคยมีใครเห็นก็ มาถึง เมื่อยืน
เผชิญหน้ากับทัพซินโจว หากมองในแง่กำลัง
ทหารก็ถึงขั้น ไม่แน่ว่าจะด้อยกว่า!
หลี่ว์เสี่ยนตากระตุกเล็กน้อย หันไปหาเซี่ย
เวย
ส่วนเซี่ยเวยมองโดยไม่ปริปาก
ในขณะที่เสิ่นหลางยินดีแทบคลั่ง ไม่เหลือ
ท่าทีประนีประนอมกับ เซี่ยเวยเช่นเมื่อครู่อีก
มาดสูงส่งของเจ้าแผ่นดินคืนกลับมาบนร่างอีก
ครั้ง หัวเราะร่าจนไหล่สั่น “ข้ารู้อยู่แล้ว สุดท้ายก็
ยังคงเป็นเชื้อพระวงศ์ร่วม สายเลือด! ไม่ผิดหวังที่
ข้าทุ่มเทไว้วางใจ!”
ทหารทั้งหมดของทัพซินโจวพลันรู้สึก
ประหนึ่งกำลังเผชิญคู่ปรับอันร้ายกาจ
แต่เซี่ยเวยเหมือนจะไม่แปลกใจ
สายตาของเขาจับจ้องเสิ่นจื่ออี คลี่ยิ้มแล้ว
ผายมือไปด้านหลัง
เยี่ยนหลินมองเขาแวบหนึ่งก็สั่งการทัพ
“เปิดทางให้องค์หญิง”
คำสั่งดังกล่าวทำเอาทุกคนงุนงง
ทว่าตลอดทางมานี้ เยี่ยนหลินในฐานะแม่ทัพ
ผู้นำศึกจากชายแดน จนถึงเมืองหลวงก็สร้าง
บารมีเอาไว้เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไร
เพิ่มเติม แม้ทุกคนจะงุนงงก็ยังคงถอยไปดั่ง
กระแสน้ำลด
เบื้องหน้าตำหนักไท่จี๋ที่จำเดิมราวกับถูก
กำแพงเหล็กล้อมไว้จึงแหวกเป็นทางสายหนึ่ง
เสิ่นจื่ออีมองเซี่ยเวย ทั้งยังเห็นเจียงเสวี่ยหนิง
ที่จับจ้องนางด้วยสายตาแฝงความงุนงงจากมุม
หนึ่ง นางชะงักเท้าไปชั่วขณะ ก่อนจะหลุบตา
อย่างปราศจากความหวาดหวั่น นำทหารเกราะ
ดำกลุ่มหนึ่งมุ่งเข้าประหนึ่ง ลูกเกาทัณฑ์ฝั่า
ทะลวงทัพซินโจว
ในเมื่อกำลังเสริมมาถึงแล้ว เสิ่นหลางยังต้อง
หวาดเกรงอันใดอีกเล่า
นี่ล้วนเป็นสิ่งที่ฮ่องเต้องค์ก่อนเหลือทิ้งไว้หลัง
เหตุกบฏผิงหนานอ๋อง เพื่อปั้องกันไม่ให้เกิดเหตุ
พลิกผันซ้ำรอย!
อาศัยราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ลอบเพาะเลี้ยง
กำลังทหารที่พื้นที่ เทียนจินและจื๋อลี่!
จากรุ่นสู่รุ่น รับฟังเพียงคำสั่งของเชื้อพระวงศ์
หากแม้นมิใช่เชื้อพระวงศ์ ต่อให้ถือตราพยัคฆ์ก็
ไม่อาจเคลื่อนกำลังพล!
เขารู้สึกได้ว่าชัยชนะอยู่ในกำมือ พลันรู้สึกว่า
น้องสาวที่ตนเคยดูแคลนยามนี้กลับจำเริญตา จึง
หันไปยิ้มเยาะเซี่ยเวย “เจ้าคิดหรือว่าเราจะยอม
พ่ายแพ้โดยไม่ขัดขืน นับแต่ทราบเหตุ
เปลี่ยนแปลงที่ซินโจว เราก็วางแผน ไว้แล้ว ส่ง
โจวอิ๋นจือไปมอบตราพยัคฆ์ครึ่งหนึ่งให้เล่อหยาง
สามวันก่อน เราก็เลือกสรรจางเจอมาจากบรรดา
ขุนนางมากมายในราชสำนักให้ส่งตราพยัคฆ์อีก
ครึ่ง โจวอิ๋นจือเจ้าเล่ห์ เราล่อด้วยผลประโยชน์
จางเจอเที่ยงตรง เราหารือด้วยความชอบธรรม
ทั้งสองคนล้วนรักษาความลับได้เป็นอย่างดี ทั้งยัง
กระทำการสำเร็จใต้เปลือกตาของเจ้า!”
จางเจอเที่ยงตรง รักษาความลับได้น่ะหรือ
ท่อนแรกเซี่ยเวยเห็นด้วย ทว่าท่อนหลัง…
เขานึกถึงวันก่อน รองเสนาบดีกรมอาญาผู้
นั้นบอกเล่าจุดประสงค์ การมาเยือนของตนอย่าง
เปิดเผย เขาจึงแค่นหัวเราะทีหนึ่ง ทั้งยังเหลือบ
มองเจียงเสวี่ยหนิง
เสิ่นหลางกลับไม่ได้ตระหนักเลยสักนิด เมื่อ
สายตากวาดพบซากศพที่บนพื้น ความรู้สึกอัปยศ
ลูกตาก็ปรากฏจนใบหน้าบิดเบี้ยว
เขาออกคำสั่งทันที
ปลายดาบของเขาชี้เซี่ยเวย ประกาศกร้าว
“นิกายสวรรค์ร่วมกับทัพ ซินโจวก่อกบฏ พวก
เจ้าจงลงมือจับกุมหัวหน้าโจร ช่วยเราปราบ
กบฏ!”
ในตำหนักไท่จี๋เดิมทีก็มีทหารอยู่ไม่น้อย
ฮ่องเต้ตรัสว่ากำลังเสริมมาถึงแล้ว ทุกคนจึง
ใจชื้น
แทบจะพร้อมกับคำสั่งของเสิ่นหลาง เหล่า
ทหารก็กระชับหอกดาบ บุกประหัตประหาร!
ทางทัพซินโจวและนิกายสวรรค์ถึงกับเผลอ
คิดว่าสถานการณ์ไม่สู้ดี ล้วนตั้งท่าพร้อมสู้คล้าย
ลูกธนูเตรียมโผนทะยาน!
ผู้ถือดาบกระบี่พากันพุ่งเข้าฟาดฟันอย่าง
ดุดัน
มือเกาทัณฑ์ทางด้านหลังปล่อยลูกเกาทัณฑ์
ขนนกดุจสายฝน!
กำลังทหารในตำหนักไท่จี๋มีน้อยนิด จะไป
เทียบทัพซินโจวได้อย่างไร
นับประสาอะไรกับเรื่องที่ฝังทัพซินโจว
ได้เปรียบด้านพลธนู
พริบตานั้นด้านหลังเสิ่นหลางก็มีคนล้มกอง
ระเนระนาด สีหน้าของเขาพลันปรากฏความตก
ตะลึงไม่อยากจะเชื่อ…
เนื่องด้วยขณะที่ตนสั่งการ เสิ่นจื่ออีผู้ยืนอยู่
บนขั้นบันไดกลับหลับตา ลง ไม่ขยับเขยื้อน!
เสิ่นหลางงุนงง “เล่อหยาง เจ้ารออะไรอยู่?!”
ลางสังหรณ์ร้ายผุดพราย
เขากระทืบเท้าด้วยความเดือดดาล ตวาดลั่น
ด่าเหล่าทหารเกราะดำ ด้านหลังเสิ่นจื่ออีที่ไม่
เคลื่อนไหวดุจเดียวกัน “พวกเจ้า มีแต่สุรา
กับข้าว ยัดอยู่ในร่างอย่างนั้นรึ?! เราสั่งให้ปราบ
กบฏ!”
ทหารเกราะดำใช่ว่าไม่เผยสีหน้าลังเล แต่เสิ่น
หลางเพิ่งสังหารครอบครัวร่วมสายเลือด อีกทั้ง
ท่าทางคลุ้มคลั่งก็ยังชวนให้หนังศีรษะชาวาบ
สายตาล้วนมองไปทางเสิ่นจื่ออี
เสิ่นจื่ออีไม่ได้ออกคำสั่งตั้งแต่ต้นจนจบ พวก
เขาจึงได้แต่ยอมรับ คำบริภาษ ไม่เคลื่อนไหวและ
ไม่ส่งเสียง!
เซี่ยเวยแลนิ่งด้วยความสนใจ
ในที่สุดเสิ่นหลางก็ตระหนักได้ถึงความ
ผิดปกติ เปลี่ยนคำเรียกขาน “จื่ออี เจ้าคิดจะทำ
อะไร”
เสิ่นจื่ออีมองเห็นศพบนพื้น
ขณะเดียวกัน พระเชษฐาของนางกำลังถือ
ดาบเปือนเลือด
คาดเดาได้ไม่ยากว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นที่นี่
แม้กระทั่งวันที่นางไปวิวาห์ก็ยังไม่เคยสิ้นหวัง
หดหู่เช่นนี้เลย “ท่านทำอะไรลงไปอีก”
เสิ่นหลางกล่าว “เราคือผู้สั่งให้คนมอบตรา
พยัคฆ์แก่เจ้า! ในตัวเจ้ามีสายเลือดของราชวงศ์
ไหลเวียน ย่อมสมควรแบกรับหน้าที่ของตน! หรือ
เจ้าอยากเห็นแผ่นดินนี้ตกอยู่ในมือคนนอก”
เสิ่นจื่ออียิ้มเยาะ “แล้วข้าไม่เคยแบกรับ
หรือ?!”
ครั้งนางยังอยู่ในวัง แม้จะทำตามอำเภอใจก็
ยังถือว่าว่านอนสอนง่าย
พอถูกตอกกลับด้วยคำถามกะทันหัน เสิ่น
หลางก็แทบอับจนวาจา
เขาหน้าคล้ำเขียว “เจ้าหมายความว่า
อย่างไร”
เสิ่นจื่ออีมองเขาด้วยสายตาแฝงความ
โศกเศร้า “ท่านสังหารผู้จงรักภักดี ชายแดน
ปันปั่วน ส่วนคนที่ต้องแต่งออกไปเชื่อมสัมพันธ์
กับเผ่าต๋าต๋าก็คือ ข้า! ในกายท่านมีสายเลือดของ
ราชวงศ์ไหลเวียน ถึงขั้นครองตำแหน่ง นายเหนือ
หัวของผู้คน แต่สิ่งที่ท่านกระทำมีเรื่องใดบ้างสม
กับสถานะ เจ้าแผ่นดินเนี่ยนะ ผู้ปกครองราษฎร
เนี่ยนะ คนอย่างท่านคู่ควรหรือ!”
เปลี่ยนไปแล้ว
พระกนิษฐาผู้นี้เปลี่ยนไปแล้ว
ในที่สุดเสิ่นหลางก็ตระหนักได้ว่า ทุกสิ่งทุก
อย่างที่ข้าเคยทำอาจไม่ เพียงพอให้พบจุดจบ
อนาถ แต่เกรงว่าเรื่องตรงหน้านี้เองจะทำลายทุก
อย่างที่วางเอาไว้!
เขาเอ่ย “รู้ตัวหรือเปล่าว่าพูดอะไรออกมา”
เสิ่นจื่ออีตวาด “ข้ารู้ดี!”
เสิ่นหลางสองตาแดงฉาน “คำพูดที่ข้าฝาก
โจวอิ๋นจือกับจางเจอไป บอกเจ้า เจ้าลืมสิ้นแล้ว
รึ”
เสิ่นจื่ออีว่า “ก็เพราะไม่ลืมน่ะสิ วันนี้ข้าจึง
มา!”
เซี่ยเวยฟังอยู่ด้านข้างมาพักหนึ่ง พลันรู้สึกว่า
เหล่าเชื้อพระวงศ์เอง ก็น่าสนใจไม่น้อย
เสิ่นเจี้ยกลับไม่ทราบเลยว่าทั้งสองคนถกเถียง
เรื่องใดกันอยู่ ศพของเซียวไทเฮากับเซียวซูเย็น
ชืดแล้ว
ลูกเกาทัณฑ์เมื่อครู่ถึงขั้นมีมาตกข้างกาย
ปราศจากผู้ใดสนใจเขา มีเพียงฟางเมี่ยวซึ่ง
ยืนอยู่วงนอกที่เป็นกังวล ฉวยโอกาสตอนไม่มีใคร
สนใจลากเขาออกไปด้านข้าง
เสิ่นหลางได้แต่มองเสิ่นจื่ออีอย่างเงียบงัน
เพราะสถานการณ์ปัจจุบันย่ำแย่กว่า
สถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่เขา คิดเอาไว้มาก!
เขาถึงกับประเคนกองทหารเกราะดำไปให้คน
อื่นเปล่า ๆ !
แต่เสิ่นเจี้ยน่ะไร้ประโยชน์ ส่วนญาติคนอื่น ๆ
ตนก็ไม่ไว้ใจ จึงค่อย นึกถึงเสิ่นจื่ออีที่ขณะนั้นอยู่
ซินโจวขึ้นมาได้ นางมีจิตใจเห็นแก่ประชาชน จน
ยอมไปสมรสนอกด่านเมื่อครั้งอดีต เขาเลยคิดว่า
นางผู้ร่วมสายเลือด ตระกูลเสิ่นย่อมต้องยืนข้าง
ตน
ทว่าเขาคิดผิด
เสิ่นจื่ออีนึกถึงถ้อยคำในจดหมาย รวมถึง
ถ้อยคำที่ใต้เท้าจางแห่งกรมอาญาผู้นั้นรับฝากมา
บอก จึงรู้สึกขึ้นมาว่าชีวิตตนก่อนหน้านี้ถูกผู้คน
ผลักไสให้ขยับเคลื่อน ชั่วขณะนั้นพลันบังเกิด
ความรู้สึกนับไม่ถ้วน กล่าวออกมา ช้า ๆ “คำพูด
ที่ท่านฝากคนมาบอกถูกต้องทั้งหมด ผู้เข้มแข็ง
กลืนผู้อ่อนแอ หากทำตัวเป็นเพียงมังสาหารก็ไม่
อาจโทษว่าผู้อื่นถือมีดเขียง ดังนั้นวันนี้ข้าจึง
มาแล้ว เพียงแต่ไม่ได้มาเพราะท่าน”
เสิ่นหลางกัดฟันกรอด
เสิ่นจื่ออีมองเขา กล่าวว่า “ข้ามาเพื่อตัวเอง”
ชั่วอึดใจที่นางพูดคำนี้ ความหวังเส้นสุดท้าย
ของเสิ่นหลางก็อันตรธาน
ความสิ้นหวังทำให้คนคลุ้มคลั่ง
เขากำดาบแน่นพุ่งเข้าหาเสิ่นจื่ออี ทว่าทัพซิน
โจวที่รายล้อมควบคุมสถานการณ์อยู่ก็มีปฏิกิริยา
ทันที ไม่ทราบฝั่าเท้าผู้ใดถีบเขาล้มอย่างไวว่อง!
หลายปีมานี้เหล่านักปรุงยานำเสนอสิ่งที่
เรียกว่า ‘ลูกกลอนเซียน’ แก่เขา ตัวเขาเองเสพ
ผงห้าศิลาอย่างต่อเนื่อง ร่างกายที่จำเดิมถือว่าไม่
เลวจึง ถูกยาพิษและกามราคะขุดเจาะเป็นโพรง
กลวง แรงถีบนี้ทำเอากระดูกขา แทบหัก ทรุดลง
กับพื้นไม่อาจลุกกลับขึ้นมา
สีหน้าแปรเป็นดุร้าย
ทว่าความโกรธเกรี้ยวกลับเอามาลงใส่เสิ่นจื่อ
อี “เจ้ากล้าดีอย่างไร ตัวเจ้าแซ่เสิ่น ในกายเจ้ามี
สายเลือดราชวงศ์ไหลเวียน แต่เจ้ากล้าถมหิน ลง
บ่อ[1]ในเวลาแบบนี้เนี่ยนะ?!”
เสิ่นจื่ออีหลั่งน้ำตา กล่าวเพียงว่า “ข้าเต็มใจ
ไปอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีด้วยทราบดีว่า
เป็นภาระหน้าที่ขององค์หญิงแห่งแคว้น แต่ พวก
ท่านกลับกระทำเรื่องชั่วช้าก่อนหน้า แล้วยัง
กระทำเรื่องเบาปัญญา ตามหลัง กักขังข้าไว้ใน
ตำหนัก ก่อนจะส่งข้าแต่งออกนอกด่านไปพันลี้
ยังดินแดนอนารยะ เคยคิดหรือไม่ว่าข้าเองก็แซ่
เสิ่น เลือดในกายข้าเอง ก็เป็นสายเลือดของ
ราชวงศ์?!”
วาจานี้ สุดท้ายก็แฝงความชิงชัง
ดาบในมือเสิ่นหลางร่วงหล่นลงพื้น ตัวเขาลุก
ไม่ขึ้นแล้ว ซ้ำยังถูก ก่นด่าไม่หยุดหย่อน ไหนเลย
จะยังมีท่าทางหยิ่งผยองเช่นเมื่อครู่ได้อีก
เซี่ยเวยก้าวเข้ามาหยิบดาบเปือนเลือด ถอน
หายใจ “ดูเหมือนจะไม่มีใครช่วยเจ้าได้แล้วนะ”
เสิ่นหลางตวาดกึกก้อง “เสิ่นจื่ออี!”
เสิ่นจื่ออีหลับตาคล้ายสะกดกลั้นอะไรเอาไว้
อย่างไรเสียสิ่งที่นางเห็นช่วงสองปีมานี้ก็ทำให้
เข้าใจถ่องแท้แล้วว่า คนบางคนสมควรมีชีวิตอยู่
ส่วนคนบางคนกลับสมควรตาย
แต่ถึงอย่างไรเสิ่นหลางก็เป็นพี่ชายของนาง
เวลานี้เองนางจึงลืมตาช้า ๆ หันมองเซี่ยเวย
เผยท่าทีโอนอ่อนกล่าววิงวอน “ข้าร้องขอด้วยใจ
จริง ท่านโปรดเห็นแก่ไมตรีเก่าก่อน เหลือศพ
ครบร่างให้เขาเถิด”
เซี่ยเวยมองนางแล้วถึงกับยิ้ม ตอบว่า “ได้”
ทว่าพริบตานั้นก็ยกมือฟันฉับ!
ประดุจเลือดแดงฉานไหลทะลักย้อมครรลอง
จักษุของทุกคน ศีรษะ หนึ่งพลันหล่นร่วง กลิ้ง
ขลุก ๆ ไปตามแอ่งเลือดอุ่นมาหยุดแทบเท้า
เสิ่นจื่ออี ประจวบเหมาะกับดวงตาทั้งสองเหลือก
ขึ้นมองพอดี อยู่ในท่าชวน สยดสยอง!
ครั้นทุกคนได้สติ เสิ่นหลางก็ถูกบั่นเศียรแล้ว
ขุนนางบุ๋นบางคนทนรับภาพเหตุการณ์นอง
เลือดไม่ไหว ปิดปาก พยายามข่มกลั้นความรู้สึก
คลื่นเหียนที่พุ่งขึ้นมา
เสิ่นจื่ออีตัวแข็งทื่อ
ยามก้มศีรษะมองใบหน้าของเสิ่นหลางซึ่ง
ตายตาไม่หลับ นิ้วมือที่แนบลำตัวก็เกร็งแน่นจน
สั่นระริก
นางเงยหน้าขวับมองเซี่ยเวย…
นี่หรือที่เขารับปากว่าจะ ‘เหลือศพครบร่าง’ !
ยามนี้กระทั่งคนโง่ที่สุดก็ยังทราบว่า
สถานการณ์คล้ายจะผิดปกติ ไม่จำเป็นต้องช่วง
ชิงเอาชีวิตกันแล้วแท้ ๆ ไยเซี่ยจวีอันต้อง
ตัดสินใจอย่างอำมหิตเยี่ยงนี้
กระทั่งเจียงเสวี่ยหนิงยังตกตะลึง
ดูเหมือนจะมีเรื่องที่นางไม่รู้อีกมากมาย
เกิดขึ้นอย่างลับ ๆ
——————–
1. ถมหินลงบ่อ เป็นสำนวน หมายถึงซ้ำเติม