คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 246 มอบตราหยกแผ่นดิน
เซี่ยจวีอันซึ่งแปลกตาไปเช่นนี้ ใครกันจะยัง
เชื่อมโยงเขาเข้ากับรอง ราชครูเซี่ยผู้เป็นเสมือน
นักปราชญ์ได้อีก
สีหน้าเขาไม่เปลี่ยนแปรแม้แต่น้อยด้วยซ้ำ…
อย่าว่าแต่เหล่าขุนนางราชสำนักเลย
กระทั่งหลี่ว์เสี่ยนที่คุ้นเคยกันยังอดหนังตากระตุก
ไม่ได้ ตกใจการกระทำดังกล่าวจนแผ่นหลังหลั่ง
เหงื่อเย็น!
ทว่าเซี่ยเวยกลับสงบนิ่งดุจทะเลลึกไร้คลื่น
เขาเตะร่างปราศจากศีรษะของเสิ่นหลางส่ง ๆ ให้
พ้นทาง ประหนึ่งอีกฝั่ายไม่ใช่อดีตโอรสสวรรค์ ผู้
สูงส่ง เป็นเพียงสิ่งสามัญธรรมดาให้เขาเล่นได้
ตามใจ
เซี่ยเวยมองเสิ่นจื่ออี
ก่อนกล่าวว่า “ท่านพูดถูก ข้าเป็นคนเสแสร้ง
กลับกลอก ระวังตัวทุก ฝีก้าว วางแผนทุก
ขั้นตอน เรื่องที่โลกหล้าประสบทุกขเวทนา ผู้คน
พลัดที่นาคาที่อยู่ สำหรับข้าแล้วต่างไร้
ความหมายทั้งสิ้น ข้ามันก็เป็นเช่นนี้เอง ฮ่องเต้
ต้องการให้ข้าค้อมศีรษะ ข้าก็แค่ตัดศีรษะของมัน
ต่อให้ข้าเห็นชีวิตผู้คนเป็นผักปลา แล้วใต้หล้ายัง
จะทำอะไรข้าได้”
เสิ่นจื่ออีพูดด้วยความโทมนัส “ในอดีตเซียน
เซิงได้รับความทุกข์ระทม ได้เป็นประจักษ์พยาน
ในเหตุการณ์เด็กผู้ทรงคุณธรรมสามร้อยคน ผู้คน
สูญเสียบ้านช่อง บุตรสูญเสียบิดา ใต้หล้าล้วนตก
ตาย ปวงประชาร่ำไห้ สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถ
กระตุ้นเศษเสี้ยวความเมตตาในใจท่านได้เลย
หรือ”
เซี่ยจวีอันตอบนางอย่างเยือกเย็น “ไม่เลย”
พระราชวังตั้งตระหง่านโชกโลหิตแห่งนี้
ภายใต้เงาแดดซึ่งค่อย ๆ ลาลับกลับเปล่ง
ประกายอันงดงามรูปแบบหนึ่ง ทว่าเขาไม่
ชมชอบเลย สักนิด
ทันใดนั้นเขาก็หัวเราะ
และกล่าวว่า “ข้าคิดว่าข้ากับเสิ่นหลางเป็น
มนุษย์เหมือนกัน แล้ว เหตุใดข้าต้องคุกเข่าให้มัน
ทั้งยังต้องสละชีวิตให้มันด้วย ปวงชนใต้หล้าต่าง
เป็นเม็ดหมาก ไฉนมีแต่ฮ่องเต้ที่กล้าเรียกตนเป็น
โอรสสวรรค์ ทั้ง ๆ ที่ใคร ต่อใครล้วนเป็นโอรส
สวรรค์ทั้งนั้น ทว่าขณะเดียวกันทุกคนก็ต้อยต่ำ
เหมือนหญ้าคา ท่ามกลางการแก่งแย่งของ
สารพัดเผ่าพันธุ์นั้นไม่หลงเหลือน้ำใจ คิดสังหารก็
สังหาร คิดทำลายก็ทำลาย หากมีใครถามหา
สาเหตุก็สมควร ถามไถ่ฟั้า ถึงอย่างไรฟั้าเมื่อให้
กำเนิดผู้คน แต่ไหนแต่ไรมาก็มีสิ่งเดียวที่ เท่า
เทียมอย่างแท้จริง…”
ทุกหนแห่งเงียบสงัด ทุกคนมองไปทางเขา
เซี่ยเวยคลายสีหน้า พูดต่อเสียงเรียบ “นั่นคือ
ความตาย!”
ดิ้นรนผ่านความลำบากนานัปการ สุดท้ายก็มี
เพียงความตาย
คนบางคนกลัวตาย
ดังนั้นวันนี้ เขาจึงตั้งใจมาส่งออกเดินทาง
อย่างไรเสียใต้หล้านี้นอกจากคำว่า ‘ตาย’ ก็
ไม่มีหลักเหตุและผลอื่นใดควรค่าแก่การพูดถึงอีก
เขาเองก็ไม่คิดจะถกหลักเหตุผลกับผู้ใด
เซี่ยจวีอันยามนี้ดูเยือกเย็นมีเหตุผล แต่ไม่
ทราบเพราะเหตุใด ครั้น ทุกคนได้ยินวาจาก็รู้สึก
หนาวเหน็บถึงกระดูก
คนเสียสติพรรค์นี้…
แม้ชาญฉลาดเกินใคร แต่ผู้ใดเล่าจะกล้าให้
เขาถือครองใต้หล้า
เสิ่นจื่ออียืนนิ่งอยู่เนิ่นนาน
เยี่ยนหลินเองก็ครุ่นคิด
หน้าตำหนักไท่จี๋ สองทัพประจันหน้ากัน
บรรยากาศกดดันถึงขีดสุด การศึกใกล้ปะทุ
อยู่รอมร่อ!
ทว่ายามนี้เอง ในท้องพระโรงกลับบังเกิด
เสียงหัวเราะยินดี “ฮ่า ๆ ๆ ฮ่องเต้ตายแล้ว!
ฮ่องเต้น้อยก็ตายแล้ว! ตราหยกแผ่นดินในที่สุดก็
ตกอยู่ ในมือข้า!”
ทุกคนพลันตกตะลึงไปชั่วครู่
ท่ามกลางความขัดแย้งที่ทั้งสองฝั่ายแทบจะ
ลงมือไม่ยั้ง อึดใจนั้นต่างพากันหันมองตำหนักไท่
จี๋
ไม่ทราบว่านซิวจื่อเข้าไปถึงบัลลังก์ตั้งแต่
เมื่อใด เขายืนอยู่หน้าโต๊ะของฮ่องเต้ ถือตราหยก
แผ่นดินที่แกะสลักอย่างวิจิตร!
ไม่มีใครรู้ว่าเข้าไปได้อย่างไร
พวกเขายังคงมองเห็นว่าบาดแผลบนร่างเขา
มีเลือดออก ลูกธนูยัง ไม่ได้ถูกถอนหมดสมบูรณ์
แต่เขากลับไร้ท่าทีแยแส หัวเราะร่าราวกับ สม
ปรารถนา ทั้งยังก้าวขึ้นไปยังบัลลังก์มังกรทันที!
ยามเห็นตราหยก เจียงเสวี่ยหนิงชะงักไปพัก
หนึ่ง
ของชิ้นดังกล่าว นางคุ้นเคยจนไม่อาจคุ้นไป
มากกว่านี้อีก…
นางไม่ทันสังเกตว่าเยี่ยนหลินซึ่งยืนอยู่ข้าง
กายก็กำลังจ้องมองมัน สายตาเผยความเจ็บปวด
ยากจะบรรยาย
ขณะนั้นเอง เยี่ยนหลินก็ก้มหน้า ถือกระบี่
ก้าวเข้าไปในตำหนัก
ว่านซิวจื่อกำลังจะขึ้นนั่งบนบัลลังก์มังกร
เยี่ยนหลินยกเท้าถีบเขาลงมา มือหนึ่งคว้า
ตราหยกแผ่นดินที่เขากุม แน่น ส่วนอีกมือแทง
กระบี่ยาวทะลุต้นคอของอีกฝั่ายจากด้านหลัง!
สีหน้ายินดีแทบคลั่งของว่านซิวจื่อยังไม่จาง
หายด้วยซ้ำ
กระทั่งมือของเขาก็ยังคงเอื้อมหาบัลลังก์
มังกร
เยี่ยนหลินกลับกระชากกระบี่โดยไร้ไมตรี
โลหิตในกายอีกฝั่ายที่ยัง เหลือไม่มากจึงไหล
ทะลัก ย้อมฐานบัลลังก์มังกรจนแดงฉาน
เหตุเปลี่ยนแปลงปุบปับนี้ไม่มีใครทันนึกถึง
ทุกคนงุนงงไปชั่วขณะ
เหตุใดเยี่ยนหลินจึงลงมือกะทันหัน
ขุนนางใหญ่ผู้หนึ่งเห็นเขาจับตราหยกก็ตวาด
ด่าอย่างอดไม่ได้ “โจรกบฏ ยังไม่รีบวางตราหยก
แผ่นดินอีกรึ?!”
ทว่าเยี่ยนหลินที่มือหนึ่งถือกระบี่และอีกมือ
กุมตราหยก คล้ายมีรังสี ดำสนิทเสมือนเงาดำแผ่
ปกคลุม
เขาไม่ได้โต้ตอบคำใด ทั้งยังไม่เหลือบแลสัก
แวบ
เพียงมองไปทางเซี่ยเวย ตามด้วยเสิ่นจื่ออี
สุดท้ายสายตาจึงตกลงบนร่างของเจียงเสวี่ยหนิง
นางยังไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร
ใจของหลี่ว์เสี่ยนบังเกิดสังหรณ์ร้าย คิ้ว
กระตุกคราหนึ่ง จากนั้นคล้ายตระหนักอะไรได้สี
หน้าจึงพลันเย็นชา “ซี่อจื่อคิดจะทำสิ่งใด…”
ทว่าเพิ่งพูดถึงตรงนี้ก็ได้ยินเสียงดัง ‘ตึง’ !
กระบี่ในมือเยี่ยนหลินขว้างออกมา ปักลงบน
พื้นตรงหน้าเขาห่างไป สามชุ่น!
ชิ้ง!
ทัพซินโจวที่รายล้อมชูอาวุธทันควัน ชี้หาหลี่ว์
เสียนที่อยู่ตรงจุด ศูนย์กลาง!
หน้าท้องพระโรงเกิดเหตุเปลี่ยนแปลง
กะทันหัน!
แม้ทัพซินโจวจะมีเซี่ยเวยอยู่เบื้องหลัง แต่เขา
มิใช่ผู้นำทัพออกศึก ต่อให้เป็นผู้กำหนดแผนการ
ภาพรวม ทว่าคนที่สั่งการทัพได้คือเยี่ยนหลิน
ในกองทัพ คำพูดเขาถือเป็นสิทธิ์ขาด
ดังนั้นยามนี้จุดที่กระบี่ของเขาปักลง คมดาบ
ทั้งหมดของกองทัพจึง แทบจะพุ่งตามเข้าใส่
หลี่ว์เสี่ยนขนลุกซู่
เซี่ยเวยเองก็รู้สึกเกินคาดหน่อย ๆ แต่ไม่ได้
ออกอาการรุนแรงเช่น หลี่ว์เสี่ยน เพียงจับจ้อง
เยี่ยนหลินคล้ายอยากทราบว่าจะทำสิ่งใดต่อไป
ตราหยกแผ่นดินมีลักษณะเป็นทรงลูกบาศก์
ถ้าถือด้วยสองมือก็จะประคองได้ตลอดชิ้น
ในแต่ละราชวงศ์มีแค่ฮ่องเต้เท่านั้นที่จะถือได้
ทว่าเยี่ยนหลินกลับไม่ได้ก้มมองมัน ทั้งยังไม่
ละสายตาจากร่างของ เจียงเสวี่ยหนิงเลย เอ่ย
เรียกนางเสียงเบา “หนิงหนิง มานี่เถอะ”
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งอึ้ง
สายตาของทุกคนมารวมที่นางในบัดดล
ความพรั่นพรึงอันยากจะอธิบายพลันทำให้
นางตัวสั่นเล็กน้อย แทบเผลอมองเซี่ยเวยโดยไม่
รู้ตัว
เซี่ยเวยแย้มยิ้ม เพียงกล่าวว่า “ไปเถอะ”
เยี่ยนหลินประหนึ่งไม่ยินดีกับคำพูดของเซี่ย
เวยนัก ไม่รอให้เจียง เสวี่ยหนิงตอบก็เรียกซ้ำ
“หนิงหนิง มานี่!”
เจียงเสวี่ยหนิงคล้ายตกในม่านหมอก
นางเดินเข้าไปช้า ๆ ช้อนตามองเยี่ยนหลิน
ความรู้สึกเหมือนแปลก หน้าแต่ก็คุ้นเคยอันไม่
อาจอธิบายบังเกิดอีกครั้ง
ทว่าชายหนุ่มตรงหน้ากลับมองมาด้วยสายตา
จริงจังแทบจะกลืนกิน ราวกับถ้าเบือนสายตาไป
คราหนึ่งก็จะเสียโอกาสมองไปหนหนึ่ง ถึงกับ
คล้ายคลอหยาดน้ำตา
เขาวางตราหยกแผ่นดินไว้ในมือนาง!
เจียงเสวี่ยหนิงกายสั่นเทิ้ม ถามเขาเสียงเครือ
“เจ้าเป็นใคร”
เยี่ยนหลินคล้ายไม่ได้ยิน ใช้น้ำเสียงอ่อนโยน
ปลอบประโลมนาง “ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่ต้องการ
มันอีกแล้ว ไม่ต้องการยึดเอาไว้อีกแล้ว จะยกให้
เจ้าทั้งหมด ดีหรือไม่”
เจียงเสวี่ยหนิงน้ำตาเอ่อ
ความปวดร้าวแล่นปราดถึงหัวใจ!
นางไม่มีวันลืมลง ชาติที่แล้วเสิ่นเจี้ยก่อน
สวรรคตได้ทิ้งพระราชโองการสั่งเสีย ตรัสให้ส่ง
ต่อตราหยกแผ่นดินไว้ในมือนาง และให้นางเลือก
เชื้อ พระวงศ์ที่เหมาะสมจะเป็นรัชทายาทต่อไป
ทว่าคนแสนดีขลาดเขลาผู้นั้น ที่หมายจะมอบ
ยันต์รักษาชีวิตให้ คงคิดไม่ถึงว่าเมื่อของตกแก่มือ
นางก็ กลับกลายเป็นยันต์เร่งให้ถึงฆาตแทน
วันนั้นพวกเขาบุกมาตำหนัก
นางไม่อาจมีชีวิตต่อ จึงวางทั้งพระราช
โองการและตราหยก…
แต่ยามนี้เยี่ยนหลินกลับบอกว่า “คืนให้เจ้า”
…
เจียงเสวี่ยหนิงขบฟันแน่น มีแต่ต้องทำแบบนี้
จึงข่มอาการสั่นเทาได้ นางเอ่ยปากถามอย่าง
ยากเย็น “เจ้าเป็นใครกันแน่”
เขาอยากช่วยเช็ดน้ำตา แต่พอยกมือขึ้นก็รั้ง
กลับ
เยี่ยนหลินเป็นเหมือนเด็กน้อยมีความผิดติด
ตัว ยืนอยู่ตรงหน้านาง เนิ่นนานกว่าจะตอบว่า
“ข้าเองก็ไม่รู้…”
แต่ที่แท้แล้วเขาเป็นใครมันสำคัญด้วยหรือ
ไม่สำคัญเลย
ในที่สุดเขาก็ระลึกถึงแผนการของตนอีกครั้ง
ฉุดนางออกมาถึงหน้า ประตูท้องพระโรง ยกมือชี้
เซี่ยเวยและเสิ่นจื่ออีที่ยืนนิ่งแล้วกล่าวกับเจียง
เสวี่ยหนิง “มาเถอะ บัดนี้ล้วนขึ้นอยู่กับการเลือก
ของเจ้า! ข้าจะสู้เคียงข้างเจ้าเอง! ใต้หล้านี้เจ้า
อยากมอบให้ใคร พวกเราก็จะมอบให้คนนั้น!
ฮองเฮาไหนเลยจะเป็นบุคคลผู้ทรงเกียรติที่สุดใน
ใต้หล้า คนเหนือคนที่แท้จริงมีแต่ฮ่องเต้! หากเจ้า
ไม่อยากเลือกเลยสักคน ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะช่วย
เจ้าฆ่าทิ้ง ให้หมด!”