คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 247 ให้ข้าสอนท่านเอง (1)
ที่แท้เป็นจวงโจวฝันว่าตนกลายเป็นผีเสื้อ
หรือผีเสื้อฝันว่าตนกลาย เป็นจวงโจว[1]
ตอนเริ่มต้น เยี่ยนหลินยังแยกแยะได้
ทว่าเมื่อความฝันมาเยือนคืนแล้วคืนเล่า
ความทรงจำอีกชุดก็ไหลหลั่งเข้ามาในสมองอย่าง
ต่อเนื่องจนกระทั่งเขาค่อย ๆ แยกแยะไม่ออก
ความฝันกับความเป็นจริงพัวพัน ท้ายที่สุดก็ไม่
อาจจำแนกว่าแบบไหนคือตัวตนจริงของตน
หรือมิฉะนั้นทั้งสองก็รวมเป็นหนึ่งแล้ว
แต่สิ่งเดียวที่เขารับรู้ได้อย่างชัดเจน ก็คือที่นี่
ก็คือยามนี้ บัดนี้!
เขาต้องการให้นางได้รักสิ่งที่นางรัก ได้รับสิ่ง
ที่นางควรได้รับ ทุกความต้องการสมปรารถนา
ทุกบาดแผลถูกเยียวยา…
เจียงเสวี่ยหนิงซึ่งถูกเขาลากมาถึงหน้าประตู
ท้องพระโรงอันโอ่อ่า กลับรู้สึกเหมือนตกในภวังค์
ฝัน
ตราหยกแผ่นดินประคองอยู่ในมือ
สายตาของทุกคนล้วนมาตกบนร่าง
ถ้าเป็นชาติก่อนนางอาจหัวเราะร่า อย่างไร
เสียสิ่งที่นางเคยต้องการ ล้วนไม่เคยได้รับ ทว่า
ชาตินี้ ทั้งที่นางไม่ได้ต้องการแท้ ๆ ก็กลับมีคนอื่น
ยัดเยียดใส่มือ…
ชาติก่อนและชาตินี้พลันถักทอเข้าด้วยกัน
อย่างแปลกพิสดาร
เจียงเสวี่ยหนิงถึงขั้นคิดว่านางกำลังฝัน
แต่ถึงกระนั้นเกล็ดมังกรที่แกะสลักอย่าง
ประณีตบนตราหยกแผ่นดินยังคงทิ่มแทงฝั่ามือ
กระทั่งรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดซึ่งค่อย ๆ คืบ
คลาน ด้วยซ้ำ หาใช่เรื่องเท็จอันใดไม่
เพียงแต่ เป็นไปได้อย่างไร
จะให้นางเลือกได้อย่างไร
เจียงเสวี่ยหนิงจำได้ว่าตนเองในชาติก่อน
เลือกเชื้อพระวงศ์วัยเยาว์ อายุแค่สิบขวบคนหนึ่ง
เพิ่งจะแต่งตั้งเป็นองค์รัชทายาท ยังไม่ทันผลักดัน
ให้ขึ้นครองบัลลังก์ก็ถูกพวกเขาสังหารระหว่าง
เดินทางมาเมืองหลวง…
แล้วนางจะกล้าเลือกได้อย่างไร
ยามตราหยกส่งมาถึงมือ ความหวาดกลัวก็
โถมทะลักเข้ามาด้วย นางส่ายหน้าราวกับสัตว์ที่
ตื่นด้วยความหวาดผวาว่าจะถูกคนเลือกไปกิน ใน
เมื่อใดก็ได้ สองมือประคองตราหยกหมายจะ
ส่งคืนเยี่ยนหลิน
นางกล่าว “ไม่ ข้าไม่กล้า…”
ทว่าเยี่ยนหลินก็ไม่ยอมยื่นมือรับ ประหนึ่ง
นักโทษรอรับการลงทัณฑ์ จ้องมองนางนิ่ง ๆ
แทบจะเหมือนกำลังเว้าวอน
ทางด้านหน้ากลับปรากฏเสียงหัวเราะเย็นชา
สายตาไร้ความรู้สึกของเซี่ยเวยจับจ้องทั้งสอง
กล่าวกับเจียงเสวี่ยหนิงว่า “นั่นก็ไม่กล้า นี่ก็ไม่
กล้า แล้วเมื่อไหร่เจ้าจะเติบโต”
เจียงเสวี่ยหนิงมองเขา
เซี่ยเวยไม่ได้คัดค้านสักนิด ทว่าน้ำเสียงเย็น
ชาลงเรื่อย ๆ “ไม่เช่นนั้น ก็หลับตาสิ ถือเสียว่า
กำลังสุ่มเลือกหมูสักตัว หรือไม่ก็เปิดใจตัวเอง
แล้วใคร่ครวญให้ดี ๆ ว่าสิ่งที่เจ้าคิดอยู่แท้จริงคือ
อะไรกันแน่!”
หากคำพูดก่อนหน้าของเยี่ยนหลินทำให้ทุก
คนตะลึงจนอับจนวาจา ไร้ซึ่งปฏิกิริยาใด ๆ ถ้า
อย่างนั้นคำพูดของเซี่ยเวยตอนนี้ก็เป็นเหมือน
การ ปลุกสติพวกคนที่เหม่อลอยให้กลับคืนมา
“เรื่องใหญ่อย่างเรื่องบ้านเมืองจะเอามา
ล้อเล่นกันแบบนี้ได้อย่างไร!”
“จะให้เด็กสาวคนนี้มาตัดสินใจกันจริง ๆ รึ”
“พวกเจ้าเสียสติกันไปหมดแล้วหรือ?!”
“เหลวไหล เหลวไหลกันไปหมด…”
…
ขุนนางผู้ใหญ่หลายคนตีอกชกหัว เป็นกังวล
จนแทบหายใจไม่ออก
กองทัพนับพันของนิกายสวรรค์เหมือนเป็น
มังกรไร้หัว ว่านซิวจื่อตายแล้ว แต่ละคนจึงสับสน
งุนงง
ทว่าครั้นเหลียวซ้ายแลขวา…
องค์หญิงอะไรกัน รัชทายาทอะไรกัน คุณหนู
รองหนิงอะไรกัน มารดามันล้วนไม่รู้จัก!
ทำอย่างไรดีเล่า
ทุกคนหันมองหน้ากัน ไม่ทราบคนรักตัวกลัว
ตายผู้ใดร้องลั่นเป็น คนแรก “แน่นอนว่าต้อง
เลือกตู้จวินซานเหรินของพวกเราน่ะสิ!”
ต่อมาก็เกิดเสียงโห่ร้องสนับสนุน
หลี่ว์เสี่ยนซึ่งเพิ่งขนหัวลุกเพราะกระบี่ที่
เยี่ยนหลินโยนมา ยังไม่ทัน หายเป็นปกติก็ได้ยิน
เสียงฮือฮาของเหล่าต้นหญ้าลู่ลม คราวนี้แทบไม่
เหลือเลือดให้กระอัก!
เมื่อปราศจากว่านซิวจื่อถึงค่อยคิดจะพึ่งเซี่ย
เวยเอาตัวรอดเรอะ!
ทว่าความวุ่นวายจากเหล่าคนที่ทั้งตัวมีแต่
สุรากับข้าวยัดอยู่ในร่างนี้ ก็ทำให้กองทัพรอบ
ตำหนักกระสับกระส่ายขึ้นมาได้จริง ๆ
ไม่ใช่ทุกคนในทัพซินโจวจะยอมตามเยี่ยนห
ลิน ทุกคนมีความคิดเป็นของตนเอง เพียงแต่พอ
ประเมินเซี่ยเวยแล้วเจ้าตัวก็เหมือนไม่คิดคัดค้าน
เยี่ยนหลิน ชั่วขณะหนึ่งพวกเขาจึงไม่สะดวกจะ
ทำอะไร
ฝั่ายที่เชื่อฟังเยี่ยนหลิน แน่นอนว่าต้องยืนทัพ
นิ่งไม่เคลื่อนไหว
เหล่ากองทหารเกราะดำจำนวนมากที่ยืนอยู่
หลังเสิ่นจื่ออีก็ไม่เคยพบสภาพการณ์เช่นนี้ ทว่า
พวกเขาไม่เหมือนคนอื่น ๆ เพราะล้วนเป็นทัพที่
ฮ่องเต้พระองค์ก่อนจัดตั้งเพื่อคุ้มครองเหล่าเชื้อ
พระวงศ์ ย่อมไม่อาจปล่อยให้ตราหยกไปอยู่ใน
มือคนอื่น
บัดนี้ผู้คนจำนวนมากจึงชักกระบี่!
ปลายกระบี่ล้วนชี้เจียงเสวี่ยหนิงซึ่ง
ครอบครองตราหยก!
ขอเพียงเสิ่นจื่ออีสั่งการ พวกเขาก็จะบุกไป
สังหาร ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเอาชีวิตเจียงเสวี่ยหนิง
ก่อนเพื่อชิงตราหยกในมือนาง
แต่สิ่งที่ตามมากลับไม่ใช่การลงมือ
เสิ่นจื่ออีถึงกับสงบนิ่งยิ่งกว่าเซี่ยเวย “เก็บ
อาวุธ”
เหล่าแม่ทัพด้านหลังนางตะลึงงัน “องค์
หญิง?!”
เสิ่นจื่ออีสีหน้าเย็นยะเยือก น้ำเสียงยิ่งเย็น
เยียบอีกหลายส่วน “ข้าสั่งให้เก็บอาวุธ!”
“…”
ทหารเกราะดำงุนงงกันหมดไปชั่วครู่
ทว่าท่าทีของเสิ่นจื่ออีแข็งกร้าว แม้พวกเขา
จะไม่เข้าใจ แต่งงงวย พักหนึ่งสุดท้ายก็เก็บอาวุธ
และถอยกลับไปด้านหลังอย่างติดจะไม่ยินยอม
เสิ่นจื่ออีไม่ได้มองเซี่ยเวย ทั้งยังไม่ได้มอง
เยี่ยนหลิน เพียงจับจ้องไป ทางเจียงเสวี่ยหนิง
ยกมุมปากช้า ๆ เผยรอยยิ้มบาง เพิ่มความ
อ่อนโยน มากล้ำบนใบหน้า กระทั่งแผลเป็นที่
หางตาก็ยังเหมือนเปล่งประกาย
ในโลกนี้ หากจะมีใครสักคนให้นางเชื่อได้สุด
หัวใจ…
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนผู้นั้นคือเจียงเสวี่ยหนิง
นางกล่าวกับอีกฝั่ายอย่างอ่อนโยน “หนิง
หนิง เจ้าเลือกเถอะ ไม่ว่า จะเป็นใคร ข้าก็จะยืน
อยู่ข้างเจ้าตลอดไป”
ต่อให้จะเลือกเซี่ยเวยก็ตามที
ขอเพียงอีกฝั่ายยินดี เสิ่นจื่ออีคิดว่าก็ไม่ใช่
เรื่องใหญ่โตอันใด ถึง อย่างไรการเป็นฮ่องเต้ก็ใช่
จะกระทำการตามอำเภอใจได้
ชั่วพริบตานั้น ขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งราชสำนักซึ่งยัง
พอมีตรรกะเหตุผล หลงเหลือ สุดท้ายก็ถูกทำเอา
ไม่รู้เหนือรู้ใต้ อย่างกับสวรรค์ถูกเจาะทะลวงเป็น
รูโหว่!
เซี่ยเวยคนเดียวไม่พอ ยังเพิ่มเยี่ยนหลินเข้า
ไปด้วย!
มาตอนนี้ แม้แต่องค์หญิงใหญ่ก็เลอะเลือนไป
อีกคน!
ในที่สุดก็มีคนเป็นลมตาเหลือกคอพับ รอบ
ข้างพลันปันปั่วน
เซียวติ้งเฟย ฟางเมี่ยว และคนอื่นในมุมเล็ก
ๆ ต่างมองเจียงเสวี่ยหนิง ด้วยสายตานับถือ
ระคนอิจฉา ทั้งยังมีแววกระหายใคร่รู้ คล้าย
คาดหวังถึง สิ่งที่จะเกิดตามมา
หลี่ว์เสี่ยนกลับใจหายวาบ
สายตาของเขามองเซี่ยเวย เจียงเสวี่ยหนิง
และเสิ่นจื่ออีสลับกันไปมา นึกอยากก่นด่า
ผรุสวาท
เยี่ยมยอด ดูท่าว่าคงได้แต่รอกันอยู่ตรงนี้!
ถึงว่าสิเซี่ยจวีอันจะเสียสติขนาดนี้ได้อย่างไร
ถึงกับวางท่ามิอาจอยู่ ร่วมฟั้ากับเสิ่นจื่ออี จะเอา
กันให้ตายไปข้าง!!
การกระทำเมื่อครู่ของเยี่ยนหลินเกินความ
คาดหมายเซี่ยเวยแท้ ๆ แต่เขากลับไม่พยายาม
หยุดยั้ง และก็พิสูจน์ชัดแล้วว่าการกระทำนี้
สุดท้าย สมดั่งใจ!
เซี่ยจวีอันรอคอยเวลานี้อยู่ เวลาที่ผู้คนกลืน
ไม่เข้าคายไม่ออก!
หากต้องการให้เจียงเสวี่ยหนิงเลือกถูกใจทั้ง
เขาและเสิ่นจื่ออี ยังจะ เหลือตัวเลือกสักกี่ทาง
เล่า
หลี่ว์เสี่ยนถึงกับสงสัยว่าตนเองจะเห็นผลลัพธ์
ได้แล้ว
เพียงแต่ในใจตอนนี้ยังคงนึกกังขา…
เซี่ยจวีอันจะชนะและสมหวังจริงน่ะหรือ
เจียงเสวี่ยหนิงไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าไฉนจู่ ๆ ทุก
อย่างถึงเปลี่ยนกลาย มาเป็นเช่นนี้
เป็นนางเองที่เลอะเลือน หรือคนเลอะเลือน
คือพวกเขากันแน่
ขณะถือตราหยกแผ่นดิน นางก็รู้สึกเป็นครั้ง
แรกว่าตัวเองเหมือนยาจกครอบครองภูเขา
ทองคำ มิเพียงไม่รู้สึกยินดี กลับคล้ายกำลังจะถูก
กดทับ จนตาย หายใจแทบไม่ออก
ทั้งที่ตนไม่ได้เป็นใคร หรือเป็นอะไรเลยแท้ ๆ
แต่ทุกคนพากันจับจ้องทุกความเคลื่อนไหว
กระทั่งแววตา กระทั่ง สายตา
นางมองเสิ่นจื่ออีก่อน ตามด้วยเซี่ยเวย ความ
ทรงจำที่เกี่ยวข้องกับ ทั้งสองไหลทะลัก
หนึ่งคือองค์หญิง หนึ่งคือพระอาจารย์ฮ่องเต้
หนึ่งคือผู้ดีงามเปียมเมตตา อีกหนึ่งคือคนบ้า
คลั่งขี้ระแวง
หนึ่งคือกุลสตรี อีกหนึ่งคือกบฏ
หนึ่งเห็นนางเป็นสหายสนิท อีกหนึ่งคือเซียน
เซิงของนาง
หนึ่งไปอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรี
ยังต๋าต๋า ประสบความ เปลี่ยนแปลงแล้วค่อย
กลับคืนวังหลวง อีกหนึ่งประสบเหตุการณ์
พิสดาร จนมีวัยเยาว์ลำบากยากเข็ญ ต้องอดทน
ต่อการหยามหยันและแสวงหาการล้างแค้น
หนึ่งนั้นมีสายเลือดศัตรูของอีกฝั่ายไหลเวียน
ในกาย ขณะที่อีกหนึ่ง เพิ่งสังหารญาติร่วม
สายเลือดของอีกฝั่ายต่อหน้า
——————–
1. จวงโจวฝันกลายเป็นผีเสื้อ มาจากคัมภีร์
จวงจื่อ บรรยายถึงเหตุการณ์ที่จวงโจวฝัน
ว่าตนได้กลายเป็นผีเสื้อ สื่อสารัตถะว่า
คนเราไม่อาจแยกความจริงกับความฝัน
รวมทั้งความเป็นความตายกับการแปร
เปลี่ยนเป็นสิ่งอื่นออกจากกันได้อย่าง
เด็ดขาด
บทที่ 247 ให้ข้าสอนท่านเอง (2)
แต่ถึงกระนั้นเมื่อทุกอย่างพัดผ่าน สิ่งเดียวที่
เหลือในห้วงความคิด กลับไม่ใช่ทั้งเสิ่นจื่ออีหรือ
เซี่ยจวีอัน แต่เป็นยามสายัณห์ฝนพรำเมื่อไม่นาน
มานี้ จางเจอจ้องมองนาง ยิ้มน้อย ๆ บอกนาง
ด้วยความมั่นใจว่า “ฮองเฮา ทรงทำได้”
ระยะเวลาที่รอคอย ถูกยืดยาวจนเนิ่นนาน
เหมือนไร้สิ้นสุด
ยากจะจำแนกว่าเพิ่งผ่านไปหนึ่งเค่อหรือครึ่ง
ชั่วยาม…
เจียงเสวี่ยหนิงผู้ยืนอยู่หน้าท้องพระโรงเนิ่น
นาน ที่สุดก็เคลื่อนไหว
นางมองไปทางเซี่ยเวย เบนสายตาเคลื่อน
ขยับหลายครั้ง สุดท้ายก็ ส่งยิ้มน้อย ๆ ให้เขา
อย่างพิกลอยู่บ้าง ก่อนจะหันไปหาเสิ่นจื่ออี!
เยี่ยนหลินจ้องนางไม่ละสายตา
เสียงโวยวายหน้าท้องพระโรงยิ่งดังขึ้นเรื่อย ๆ
มือที่เซี่ยเวยปล่อยตกข้างลำตัวพลันกำแน่น
กระทั่งเสิ่นจื่ออีก็ได้แต่มองนาง ใจเต้นรัวแรง
เจียงเสวี่ยหนิงหยุดเท้าตรงหน้าอีกฝั่าย หวน
นึกถึงการพบกันครั้งแรกของตนกับเสิ่นจื่ออีใน
ชาตินี้ เป็นนางเองที่ยกพู่กันแต้มสีชมพูระเรื่อลง
บน แผลเป็นที่อีกฝั่ายกังวล นับแต่นั้นนางก็ดีกับ
อีกฝั่าย อีกฝั่ายเองก็ดีกับนาง
ในโลกหล้า ยังจะมีสิ่งใดดีงามยิ่งกว่านี้อีกเล่า
นางกล่าววาจาพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน “ความ
จริงแล้ว การได้ต้อนรับพระองค์กลับมาจากต๋าต๋า
มิใช่เรื่องที่หม่อมฉันยินดีที่สุดหรอกเพคะ สิ่งที่
หม่อมฉันยินดีที่สุดคือการได้เห็นว่า พระองค์ไม่
ทรงปกปิดรอยแผลเป็นบนพระพักตร์อีกแล้ว
ต่างหาก ในที่สุดพระองค์ก็ทรงยอมรับตัวเองได้
ไม่ว่า ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าพระองค์จะทรง
หนุนให้ตั้งฮ่องเต้องค์ใหม่ก็ดี หรือจะอาศัยกำลัง
ทหารสถาปนาตนเองก็ช่าง ในใจของหม่อมฉัน
เจียง เสวี่ยหนิง พระองค์จะทรงเป็นองค์หญิงผู้รัก
ประชาราษฎร์โดยไร้ข้อแม้และประทานกองดิน
แห่งมาตุภูมิแก่หม่อมฉันตลอดไป”
เสิ่นจื่ออีพลันน้ำตาไหลริน
เจียงเสวี่ยหนิงกลับยกมือ วางตราหยก
แผ่นดินอันหนักอึ้งลงบนฝั่ามือของนาง
นางเอ่ย “หม่อมฉันอยากเชื่อใจพระองค์”
ขณะที่คำกล่าวของนางดังขึ้น ร่างของเซี่ยเว
ยทางด้านหลังนางก็ สั่นเทิ้ม มือกำแน่นจนปลาย
เล็บจิกฝั่ามือ
รักประชาราษฎร์โดยไร้ข้อแม้!
ใช่เขาไม่คาดคิดว่าเจียงเสวี่ยหนิงจะเลือก
เช่นนี้ แต่คำว่า ‘รักประชา-ราษฎร์’ ก็เป็น
ประดุจท่อนเหล็กยาวฟาดหัวใจ ราวกับเกลียว
คลื่นพลันโหมกระหน่ำเข้าใส่ ความสงบนิ่งและ
ถือมั่นที่เขายึดไว้อย่างแข็งกล้าถูกทลาย!
ลำคอประหนึ่งมีโลหิตหวานวูบพุ่งขึ้นมา
เซี่ยจวีอันไม่เคยรู้สึกอ่อนล้าแบบนี้เลย เขาไม่คิด
จะฟังต่ออีกแม้ครึ่งคำ หมุนตัวสะบัดแขนเสื้อจาก
ไป
ตะวันลาลับทิศประจิม เสื้อคลุมโบกพลิ้วตาม
แรงลม
ทว่าเขาเพิ่งไปถึงบันไดยาวหน้าท้องพระโรง
ก็มีเสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นด้านหลัง “เซี่ยจวีอัน!”
เซี่ยจวีอันยอมหยุดฝีเท้าจนได้
ไม่นานก็มีฝั่ามืออบอุ่นยื่นมาคว้ามือของเขา
ไว้
เจียงเสวี่ยหนิงจ้องเขาเขม็ง “ตอนมาถึง ข้า
บอกแล้วนะว่าข้ามีเรื่องอยากคุยกับท่าน”
เซี่ยเวยจะไม่รู้ได้อย่างไร
วันนั้นนางไปพบจางเจอ พอเช้าวันต่อมาก็
บอกว่ามีเรื่องอยากคุยกับเขา
เจี้ยนซูลอบรายงานเขาแล้ว
แต่ว่า…
เขาหันกลับไปมอง ลูกกระเดือกอันนูนเด่น
ขยับขึ้นลง กล่าวว่า “ข้าเองก็บอกไปแล้วว่าข้าไม่
อยากฟังเลยสักนิด”
บนรถม้า นางพยายามจะเอ่ยปากซ้ำแล้วซ้ำ
เล่า
แต่เซี่ยเวยก็เที่ยวบอกให้นางหยุดพูดอยู่ร่ำไป
ตอนนั้นเจียงเสวี่ยหนิงนึกว่าเป็นเพราะเข้าสู่
เมืองหลวง ศึกใหญ่ใกล้ปะทุ คนผู้นี้อาจจำต้อง
รักษาความสุขุมเยือกเย็น นางจึงไม่รบกวนอีก
เพียงคิดว่าผ่านไปอีกสองวันค่อยบอกก็ไม่สาย
เกินไป
ทว่าดูจากท่าทางในยามนี้ นางไหนเลยจะไม่
เข้าใจอีก
คนผู้นี้มีชีวิตยากลำบากเกินไปแล้ว
นางเกือบสะอื้น แต่ไม่ยอมปล่อย เอื้อมสัมผัส
ดาบในมือขวาของเขา ซึ่งกำแน่นไม่คลาย
กระซิบเสียงแผ่วเหมือนตอนที่เขาปลอบโยน
นางในถ้ำ ครานั้น “วางดาบเถอะนะ ข้าอยู่ตรงนี้
ข้าจะไม่ไปไหน”
ใจเซี่ยเวยเปียมความอาฆาตลึกล้ำ
เขาไม่คิดปล่อยมือ
แต่เพราะเกรงว่าดาบจะบาดมือเจียงเสวี่ย
หนิง ในที่สุดจึงปล่อยช้า ๆ
นางโยนดาบไปทางบันได
รอบตำหนักไท่จี๋ที่มีผู้คนคลาคล่ำ ไม่ทราบ
เพราะเหตุใดพลันเงียบกริบ
ตราหยกแผ่นดินถ่วงหนักในมือ เสิ่นจื่ออีไม่ได้
มองมันเลย แต่กลับ มองเจียงเสวี่ยหนิงซึ่งยืนอยู่
ใกล้ชิดเซี่ยเวย ถามขึ้นว่า “หนิงหนิง เจ้ารู้
หรือไม่ว่าเขาเป็นคนเช่นไร”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบ “หม่อมฉันทราบ”
คนผู้นี้ชาติก่อนสังหารนาง กระทั่งชาตินี้ก็ยัง
คิดจะพานางตายไปด้วยกัน แน่นอนว่าไม่ใช่คนดี
อะไร นางมีหรือจะไม่ตระหนัก
ถึงขั้นพูดได้ว่านางรู้จักเขาดีกว่าใครเสียด้วย
ซ้ำ
เพราะนางเคยเห็นด้านจริงแท้ที่สุด บ้าคลั่ง
ที่สุดของเขามาแล้ว
เสิ่นจื่ออีถามย้ำ “เจ้าชมชอบเขาหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงใคร่ครวญ แล้วตอบว่า “ชอบ
เพคะ”
มือของเซี่ยเวยสั่นระริกทันใด หัวสมองดั่งมี
แสงเงาพวยพุ่งพาดผ่าน จนท้ายที่สุดก็ไม่
หลงเหลือสิ่งใดอีกเลย ทำได้เพียงมองนางอย่าง
ทึ่มทื่อ
เยี่ยนหลินยืนอยู่ไกลเกินไป ไม่มีใครแลเห็นสี
หน้าสับสนของเขาได้ชัด
เสิ่นจื่ออีไม่เปล่งวาจาอยู่เนิ่นนาน
นางย่อมไม่ยอมรับเซี่ยเวยผู้นี้ เกรงเหลือเกิน
ว่าหนิงหนิงของนาง จะเลือกคนผิดจนต้อง
เจ็บปวด แต่ก็ไม่อาจขัดขวางอีกฝั่าย ความห่วงใย
มหาศาลสุดท้ายก็กลั่นรวมเหลือประโยคเดียว
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็รู้จริง ๆ ใช่หรือไม่ว่าตอนนี้ตัว
เจ้ากำลังทำอะไรอยู่”
เจียงเสวี่ยหนิงส่งยิ้ม “หม่อมฉันทราบเพคะ”
ไม่ใช่แค่รู้แน่ชัดว่าขณะนี้กำลังทำอะไร แต่รู้
กระทั่งต่อไปจะทำอะไรด้วย
ดังนั้นจึงสงบนิ่งและเยือกเย็นเป็นอย่างยิ่ง
“หม่อมฉันอยากแต่งงาน กับเขา”
“…”
ค่ำนั้นเขาถามนางครั้งหนึ่ง แต่นางไม่ตอบ
เขาจึงไม่กล้าถามเป็น คำรบสอง
ทว่าตอนนี้นางบอกอยากจะแต่งงานกับเขา
เซี่ยเวยพลันแยกแยะไม่ออกแล้วว่านี่เป็น
ความจริงหรือความฝัน ไม่ใช่ว่านางอยากแยก
ทางกับข้าเพื่อไปหาจางเจอหรอกหรือ
เจียงเสวี่ยหนิงมองเขา พลันพบว่าตนเข้าใจ
ความคิดของคนผู้นี้ จึงอดหัวเราะไม่ได้ “เนิ่น
นานมาแล้วท่านบอกข้าว่า หากชอบผู้ใดก็จะเก็บ
ซ่อนไว้ในก้นบึ้งของหัวใจ และยิ่งไม่อาจให้ใคร
รับรู้ แต่เซี่ยจวีอันเอ๋ย หากท่าน ชมชอบใครสัก
คนจริง ๆ ยังจะเก็บซ่อนเอาไว้ได้จริงหรือ”
เซี่ยเวยไม่เข้าใจ
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็มองออก “ท่านนี่จริง ๆ
เลยนะ ปราดเปรื่องเป็นที่สุดแท้ ๆ แต่กลับไม่รู้
เรื่องความรักสักกระผีก”
ว่ากันด้วยเรื่องความรัก คนผู้นี้ก็โง่เขลา
สมควรตาย
พอเผลอไผลไม่ทันระวัง ก็กลายเป็นดื้อรั้น
เหมือนมุดเข้าปลายเขาโค[1]
กลัวเกินเหตุว่าจะสูญเสียสิ่งที่ตัวเองมีไปอีก
ครั้ง ประหนึ่งสิ่งที่มีอยู่ ทั้งหลายล้วนต้องสูญเสีย
ไปเป็นธรรมดา ด้วยเหตุนี้จึงหวาดระแวงและทำ
อะไรสุดโต่ง ทั้งยังไม่ยอมแสดงความอ่อนแอให้
ใครเห็น เขาจึงเอ่ยถ้อยคำเหล่านั้นออกมา
จู่ ๆ เจียงเสวี่ยหนิงก็รู้สึกว่า แท้จริงแล้วคนผู้
นี้กับตัวนางในชาติก่อนช่างเหมือนกันนัก
มีเรื่องราวบางประการไม่เข้าใจ จึงดันทุรังจน
บาดเจ็บเข้าเสียเอง
นางกะพริบตา น้ำตาจึงรินไหล ทว่ากลับกุม
มือเขาเขย่งเท้าจุมพิต ริมฝีปากบางด้วยความ
เยือกเย็น กระซิบว่า “เซี่ยเซียนเซิง ท่านสอนข้า
สารพัดทั้งการอ่านตำรา เขียนอักษร ดีดพิณ และ
จรรยามารยาท แต่จากนี้ให้ข้าสอนท่านเถิด สอน
ท่านว่าควรจะชอบใครสักคนให้มันดี ๆ ได้
อย่างไร ดีหรือไม่”
…
วันนั้นเซี่ยจวีอันตอบเจียงเสวี่ยหนิงไปว่า
อย่างไร ท้ายที่สุดก็กลายเป็นความลับในหน้า
ประวัติศาสตร์ซึ่งไม่มีใครตอบได้
เพราะในจังหวะที่ทุกคนกำลังใจจดจ่อนั่นเอง
นอกตำหนักไท่จี๋ซึ่งปกคลุมด้วยแสงอาทิตย์
อัสดง หลี่ว์จ้าวอิ่นก็กัดฟันกรอด ๆ เคียดแค้นเข้า
กระดูก ในที่สุดก็ไม่อาจสะกดคำบริภาษไหว “ข้า
ว่าแล้ว ข้าควรรู้มาตั้งนานแล้ว! สติปัญญาและ
แผนการทั้งหลายมีเอาไว้ล่อลวงดรุณีน้อยนาง
หนึ่งทั้งเพ! ไม่ทำแล้ว เลิกแล้ว! ข้าจะหันไปรับ
ราชการแล้ว! มารดามันเผลอเชื่อผีสางไปจริง ๆ
ถึงมาร่วมก่อกบฏกับเจ้า! เจ้าก็ไปถล่มบรรพบุรุษ
ตัวเองเอาเถอะไป!”
——————–
1. มุดเข้าปลายเขาโค เป็นสำนวน สื่อถึง
พฤติกรรมของคนหัวรั้นดื้อดึง ไม่รู้จักพลิก
แพลง