คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 248 บรรยากาศของราชวงศ์ใหม่ (1)
“พอเขาด่าเสร็จ หลังจากนั้นเล่าเป็นอย่างไร
ต่อ”
ทุกคนในบ่อนจดจ่อตั้งใจฟังจนกระทั่งการ
วางเดิมพันยังลืมสิ้น ฟังมาจนถึงตอนนี้ เมื่อเห็น
เขาหยุดก็อดร้อนใจไม่ได้ พร่ำเอ่ยถามซ้ำซาก
เซียวติ้งเฟยมุมปากกระตุก นัยน์ตากลอกไป
มา เคาะนิ้วบนโต๊ะพนันโดยแรง เตือนเหล่านัก
พนัน ‘ไม่สนงานสนการ’ เสียงดัง “เอาให้ชัดนะ
พวกเราน่ะกำลังพนันกันอยู่! พวกเจ้านึกว่าข้า
เป็นนักเล่านิทานใต้สะพาน เรอะ ยังจะมา
‘หลังจากนั้นเล่า’ อีก! รีบ ๆ วางเดิมพันกับข้าได้
แล้ว มัว ยืนเซ่ออะไรกันอยู่?!”
ที่นี่คือบ่อนพนันใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง
จะคนเถื่อนคนจน ไม่ว่าคนเช่นไรที่นี่ก็มีหมด
เดิมทีตัวเขาเป็นแขกประจำ ทั้งยังผูกไมตรี
กับบรรดาสหายเลวมิตรชั่ว ตอนก่อนทัพนิกาย
สวรรค์กับทัพซินโจวบุกมา เถ้าแก่บ่อนพนันก็เก็บ
ของ หนีออกจากเมืองหลวงไปด้วยความกลัวตาย
จวบจนผ่านไประยะหนึ่ง สถานการณ์คล้ายสงบ
ลงแล้ว เขาถึงค่อยกลับบ้านมาเปิดประตูร้านใหม่
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพอเซียวติ้งเฟยซึ่งอยู่จวน
ว่าง ๆ จนขนแทบไม่งอกทราบข่าว สิ่งแรกที่ทำ
ย่อมเป็นการมาอุดหนุน
บ่อนพนันแห่งนี้จึงค่อยกลับมามีบรรยากาศ
คึกคักเหมือนกาลก่อน อยู่บ้าง
ทุกคนล้วนเป็นเพื่อนที่เคยไปหาความสำราญ
ในหอนางโลมด้วยกัน จึงไม่สนใจคำพูดเขาสักนิด
เร่งเร้าให้เล่าต่อ “ไม่ใช่ว่าวันนั้นมีแต่ท่านหรือไร
ที่อยู่ในวัง พวกเราน่ะอย่าว่าแต่ยืนชมอยู่ด้านข้าง
เลย กระทั่งจะรั้งอยู่ใน เมืองหลวงยังไม่กล้ารั้ง
นาน ท่านบอกมาเถอะ หลี่ว์เสี่ยนนั่นด่าเสร็จแล้ว
เป็นอย่างไรต่อ”
เซียวติ้งเฟยเหลียวมอง ไม่มีใครวางเดิมพัน
จริง ๆ
เขาอยากย้อนเวลากลับไปสองเค่อก่อนแล้ว
ตบหน้าตัวเองสักสองฉาดนัก ใครใช้ให้เจ้าอดไม่
ไหวอยากอวดคนอื่นว่าเจ้ารู้เรื่องนี้กันเนี่ย คราวนี้
เป็นอย่างไรเล่า กระทั่งเงินพนันก็ไม่มีใครวาง
แล้ว!
เมื่อจนหนทาง เขาจึงได้แต่กล่าวอย่างเสีย
ไม่ได้ “ยังจะมาแล้วเป็นอย่างไรอีก ส่งเสียง
โวยวายในเวลาแบบนั้นก็เกือบโดนกระทืบน่ะสิ
กระทั่งวิชาแมวสามขายังไม่มี แค่ครู่เดียวก็ถูกหิ้ว
ออกไปแล้ว”
มีคนทอดถอนใจ “ถึงกับกล้าก่นด่า ถือว่า
กล้าหาญจริง ๆ …”
ทั้งมีคนไม่อยากจะเชื่อนัก “เมื่อก่อนข้าเคย
ไปร้านโยวหวง เถ้าแก่ หลี่ว์โปรดปรานเงินทอง
นิสัยเป็นพ่อค้าเจ้าเล่ห์ กล่าวกันว่า ‘ผูกมิตรถึง มี
ทรัพย์’ ดังนั้นเขามาด่าคนเช่นนี้ก็ไม่น่าเป็นไปได้
นะ ท่อนนี้เจ้าไม่ได้แต่ง เองใช่หรือไม่”
เซียวติ้งเฟยกลอกตานึกย้อน ความจริงเขา
เองก็ไม่ได้ความจำดีเป็น พิเศษอะไร ผ่านมา
เกือบสองเดือนแล้ว เขาก็จำไม่ชัดจริง ๆ นั่นละ
ว่า หลี่ว์เสี่ยนด่าอะไรบ้าง เพียงจำได้ว่าสีหน้า
ท่าทางเหมือนโมโหที่โดนหลอก
ครั้นคนอื่น ๆ ซักไซ้ เขาเองก็ร้อนตัวขึ้นมา
บ้าง
ทว่าอย่างไรเสียเขาก็เคยเป็นคนไร้ยางอาย
ขอทานตามท้องถนน ถูก คนรุมอัดในตรอกซอย
มาก่อน เซียวติ้งเฟยไม่มีทางเอ่ยปากยอมรับแน่
เขาจึงแสร้งโมโห “พวกเจ้าอยากฟังเองแท้ ๆ แต่
กลับไม่เชื่อที่ข้าเล่า ไฉนเอาใจยากกันแบบนี้เนี่ย
ข้าบอกเขาด่าก็คือด่า ถ้าไม่อยากฟังก็ไปให้คนอื่น
เล่าไป! คิดว่าข้าเป็นนักเล่านิทานเข้าจริง ๆ
เรอะ”
ครั้นพูดจบก็ทำท่าจะเดินหนี
คนในบ่อนไหนเลยจะปล่อยเขาไปจริง ๆ
พากันรีบร้อนดึงเขาไว้ พูดจาเอาอกเอาใจให้
กลับมา
เซียวติ้งเฟยจึงหาทางลงได้อย่างราบรื่นด้วย
ประการฉะนี้ ถูกรั้งอยู่ สองสามรอบก็กลับโต๊ะ
พนัน
คนเหล่านี้ในที่สุดก็เริ่มลงเดิมพัน
แต่ขณะเล่น ปากก็ไม่ได้อยู่เฉย
ถึงอย่างไรเรื่องที่นิกายสวรรค์ตีเมืองหลวงบุก
เข้าพระราชวังก็เกิดขึ้นเมื่อสองเดือนก่อน
เรื่องราวล้วนแพร่ตามท้องตลาด เพียงแต่สารจะ
ถูก แต่งเติมหรือตีความไปอย่างไรก็ย่อมได้ ที่แท้
วันนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ต่างคนก็ต่างเล่า
มีคนบอกว่าฮ่องเต้ถูกเจ้านิกายสวรรค์สังหาร
มีคนบอกว่าฮ่องเต้ถูกเซี่ยเวยฆ่าเองกับมือ
ถึงกับมีคนบอกว่าองค์หญิงใหญ่เล่อหยาง
วางแผนชิงอำนาจแต่แรก วางอุบายหมายสังหาร
เอาไว้
แต่พวกคนในบ่อนน่ะฟังกันมาหมดแล้ว สิ่งที่
สงสัยที่สุดจึงไม่ใช่ ประเด็นเหล่านั้น
ยังมีคนไม่เข้าใจ “คุณหนูรองสกุลเจียงนั่น
เป็นโฉมสะคราญล่มเมือง ไม่ผิดแน่ แต่เหตุใดห
ลี่ว์จ้าวอิ่นถึงบอกว่า ‘ล่อลวงดรุณีน้อย’ กันล่ะ”
เซียวติ้งเฟยนึกในใจ ถ้าข้ารู้ชัดขนาดนั้น มี
หรือจะไม่ไปเป็นที่ปรึกษา ให้ใครสักคนแทนมา
นั่งเล่นพนันกับพวกเจ้าอยู่ที่นี่
ขณะนั้นเอง คนสวมชุดบัณฑิตซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ
เขาก็ยิ้มบอก “ที่ ติ้งเฟยซื่อจื่อว่ามา หากเป็นจริง
ก็คาดเดาได้ไม่ยากเลย หากราชครูเซี่ย ต้องการ
ครอบครองใต้หล้า ก็ง่ายเหมือนหยิบของในย่าม
ส่วนองค์หญิง เล่อหยางตอนนั้นทรงมีกำลังเสริม
ในมือ ก็พอจะสู้รบได้อยู่ ทว่าคุณหนูรองเจียงเคย
ช่วยองค์หญิงใหญ่ องค์หญิงใหญ่ย่อมไม่มีวันแทน
คุณด้วยโทษไปทำร้ายนาง แต่กับราชครูเซี่ยน่ะไม่
แน่หรอก หากราชครูเซี่ยครองใต้หล้าก็เกรงว่าใต้
หล้าจะไม่สงบสุข ถ้าองค์หญิงใหญ่ครองใต้หล้าก็
ไม่แน่ว่าราชครูเซี่ยจะมีจุดจบที่ดี เพราะฉะนั้น
คุณหนูรองเจียงมิใช่จำต้องเลือกหรอกหรือ หาก
นางแต่งให้กับราชครูเซี่ย องค์หญิงใหญ่ย่อมรัก
บ้านเผื่อแผ่นกกา[1] แม้พระทัยยังเคียดแค้น
ชิงชังราชครูเซี่ย แต่ก็ควรระลึกไว้ว่าคุณหนูรอง
เจียง มีใจให้คนผู้นั้น พระองค์จึงไม่ทรงคิดบัญชี
ภายหลังแน่นอน”
บัณฑิตผู้พูดไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นเวิงอั๋งที่ได้
ตำแหน่งปั่างเหยี่ยนในการสอบขุนนางเมื่อสองปี
ก่อนนั่นเอง ตอนนั้นเขายังมีความแค้นกับตระกูล
เซียว เป็นอิสระไม่ถือตัว เดินร่อนอยู่ในตลาด
ชาวบ้าน ไม่ให้ความเคารพ เหล่าผู้ดีในสภาฮั่น
หลินแม้แต่น้อย นับเป็นแกะดำตัวหนึ่ง
เพียงแต่การคาดการณ์ที่เขาเอ่ย สำหรับเซียว
ติ้งเฟยล้วนเป็นความ จริง
ความจริงแล้ว สิ่งที่ราชสำนักประกาศต่อ
ภายนอกก็คือ เซี่ยเวยกับ เยี่ยนหลินนำทัพซิน
โจวมาเพื่อช่วยเหลือฮ่องเต้ ไล่ติดตามมาตลอด
ทาง จนถึงเมืองหลวง ร่วมมือกับองค์หญิงใหญ่
เล่อหยางกำจัดนิกายสวรรค์ไร้คุณธรรม ด้วยคุณ
งามความดีแห่งการช่วยเหลือแผ่นดิน จึงแต่งตั้ง
ให้เซี่ยเวยดำรงยศราชครู เยี่ยนหลินดำรงยศแม่
ทัพใหญ่ ส่วนองค์หญิงใหญ่ทรงรักษาการ
ตำแหน่งผู้สำเร็จราชการชั่วคราว
บันทึกประวัติศาสตร์เหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้
ชนะเขียนได้ตามใจ
ประชาชนทั่วไปที่ก้มหน้าใช้ชีวิต ยังจะมีผู้ใด
ไปสนใจเล่า
พวกนักพนันไม่ค่อยรู้หนังสือ ยามเจอะเจอ
บัณฑิตอย่างเวิงอิ๋งก็แทบอยากพุ่งไปเลียประจบ
ถึงอย่างไรความเห็นของอีกฝั่ายก็นับว่าสูงส่ง
ดังนั้นจึงมีคนเหลียวซ้ายแลขวา ก่อนถาม
เสียงเบา “เช่นนั้นต่อไปใครจะเป็นฮ่องเต้รึ”
เวิงอั๋งมีตำแหน่งในสภาฮั่นหลิน พอได้ยิน
วาจานี้ก็เหลือบมอง แต่ ไม่ตอบคำ
เซียวติ้งเฟยแค่นเสียง “ราชสำนักเถียงกันทุก
วี่วัน มีแต่สวรรค์เท่านั้นแหละที่รู้!”
สองเดือนที่ผ่านมา ในเมืองหลวงเกิดเรื่องเกิด
ราวไม่น้อย
อย่างเช่นเรื่องตระกูลเซียวถูกล้างบาง ทั้ง
เบื้องบนจดเบื้องล่าง นอกเหนือจากเซียวติ้งเฟย
ตัวปลอมซึ่งรอดพ้นไปได้แล้ว ทุกคนที่ใช้แซ่เซียว
ล้วนประสบเคราะห์กรรม
อย่างเช่นในหลุมศพแห่งหนึ่งนอกเมืองหลวง
ถึงกับพบศพของสมณะหยวนจีอดีตที่ปรึกษา
ราชการแผ่นดิน ยังคงสืบไม่พบตัวผู้ลงมือ แต่
กลับ พบว่าหยวนจีผู้นี้ไม่ได้เป็นหลวงจีนผู้ทรง
ปริยัติอันใด กลับมีส่วนร่วมในคดีฆาตกรรมหลาย
คดี ทั้งยังล่วงละเมิดบุตรภรรยาผู้อื่น เลวทรามยิ่ง
กว่าเดียรัจฉาน
อย่างเช่น…
อย่างเช่นตำแหน่งฮ่องเต้ในวังหลวง ปล่อย
เว้นว่างมาสองเดือนแล้ว โดยไร้ใครขึ้นครอง ถือ
เป็นเรื่องประหลาดที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยทุกยุคทุก
สมัยตลอดร้อยพันปี
ว่ากันด้วยเหตุผล หลังจากเสิ่นหลางสวรรคต
ก็ลือกันว่าตราหยก แผ่นดินตกอยู่ในพระหัตถ์
ขององค์หญิงใหญ่ สมควรสนับสนุนเชื้อพระวงศ์
หรือหาเชื้อพระวงศ์วัยเยาว์แต่งตั้งเป็นฮ่องเต้
น้อย ไม่อาจปล่อยให้บัลลังก์ฮ่องเต้ว่างเปล่า
เช่นนี้
ทว่าราชสำนักมีเซี่ยจวีอันเฝั้าอยู่ ใครเล่าจะ
กล้า
เชื้อพระวงศ์ไม่น้อยได้เห็นเหตุนองเลือดที่
ตำหนักไท่จี๋เองกับตา ความกล้าจึงถูกทำลายไป
หมดแล้ว ฉะนั้นจึงไม่อาจหาญลงมือโดยไม่ดูตา
ม้า ตาเรือ
ยิ่งกว่านั้น เหนือขึ้นไปยังมีองค์หญิงใหญ่
ผู้สำเร็จราชการแทนอยู่ด้วย ต่อให้พวกเขาอยาก
ได้ตำแหน่งนี้ ก็ยังคงต้องถามว่าพระองค์ทรงเห็น
ด้วย หรือเปล่า
ด้วยเหตุนี้จึงไม่อาจเลือกใครสักคน
หากแต่ใต้หล้าทุกเขตแคว้น แต่ละวันก็มีเรื่อง
มากมายต้องให้ราชสำนักไปจัดการ เพิ่งผ่าน
สงครามมาครั้งหนึ่ง ปวงประชาต้องการพักฟืน
กำลัง นับแต่เรื่องราษฎร ภาษี ไปจนถึงกองทัพ
ปราศจากเรื่องใดที่ไม่ต้องให้คน ไปจัดการ
เช่นนั้นจะทำอย่างไรเล่า
——————–
1. รักบ้านเผื่อแผ่นกกา เป็นสำนวน หมายถึง
รักใครก็รักคนหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับเขา
ด้วย
บทที่ 248 บรรยากาศของราชวงศ์ใหม่ (2)
ก็ได้แต่ให้ขุนนางบุ๋นบู๊นั่งหารือร่วมกัน ให้ขุน
นางที่ปรึกษาที่เดิมอยู่ในสำนักมหาบัณฑิตเป็นผู้
นำไปรายงานขุนนางใหญ่กรมต่าง ๆ ทุกวันมา
ร่วมหารือในห้องทำงานของสำนักมหาบัณฑิต ลง
ความเห็นเป็นร่าง พระราชโองการ แต่ไม่มีฮ่องเต้
ลงลายพระหัตถ์และประทับตราประทับ สีชาด
แล้ว เมื่อร่างนี้เสร็จสิ้นก็ส่งมอบให้องค์หญิงใหญ่
เสิ่นจื่ออีผ่านตา พอเป็นพิธีก่อนจะส่งไปยังทุก
เขตมณฑลโดยไม่แก้ไขใด ๆ
ช่วงแรก ๆ เหล่าขุนนางยังรู้สึกไม่ค่อยคุ้นชิน
ผ่านไปไม่ทันถึงเดือนจึงพบว่า ในราชสำนัก
จะมีฮ่องเต้หรือเปล่าก็ เหมือนจะไม่ได้สลักสำคัญ
อย่างที่เคยคิด บัญญัติกฎหมายส่งมาจากสำนัก
ตรวจฎีกากลาง แม้ไม่มีฮ่องเต้ก็ยังประกาศใช้ได้
ถึงขั้นไม่จำเป็นต้องให้ ฮ่องเต้ตรวจซ้ำเลย ฎีกา
ร่างส่งมาตอนเช้า พอตกบ่ายก็ส่งกลับไปยังที่ต่าง
ๆ หรือให้ลูกน้องดำเนินการต่อได้แล้ว เร็ว
กว่าเดิมไม่รู้ตั้งเท่าไร
ยามมีฮ่องเต้ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดประเสริฐ
เพียงไรก็มีจุดให้ตำหนิอยู่เป็นนิตย์ ฮ่องเต้เองก็
มักมีขุนนางที่พระองค์เองโปรดปราน คิดการใด
ล้วน แต่มีเรื่องให้ต้องคำนึงระแวดระวัง
ครานี้ดียิ่ง ไม่ต้องสนอะไรทั้งสิ้น
แม้ตำแหน่งขุนนางยังมีแบ่งสูงต่ำ แต่ใครก็ข่ม
ใครอย่างแท้จริงไม่ได้ ถึงจะแบ่งฝักแบ่งฝั่ายกัน
อย่างรวดเร็ว ทว่าทุกคนก็มีกำลังจะสู้จะถกเถียง
ไม่ปรากฏเรื่อง ‘วาจาเดียวถือเป็นที่สุด’ อีกแล้ว
ยิ่งกว่านั้น หนึ่งเดือนก่อนในสำนัก
มหาบัณฑิตถกเถียงกันเรื่อง ‘ตอนเหนือของ
แม่น้ำฉินหวายที่สุดแล้วสมควรปลูกมันฝรั่งหรือ
ข้าว’ กันไม่จบ ไม่สิ้น ไม่มีใครยอมใคร หลังจาก
เกิดการ ‘ใช้อาวุธ’ ลงไม้ลงมือกัน กรม อาญา
และกรมพิธีการก็ร่วมกันร่าง ‘แนวทางการสลาย
ความขัดแย้งใน สำนักมหาบัณฑิต’ เปลี่ยนจาก
การ ‘ร่างเสนอแนวทางร่วมกัน’ กลายเป็น ‘ลง
เสียงข้างมาก’ แทน
ทุกคนในสำนักมหาบัณฑิตมีอำนาจออกเสียง
ร่างกฎหมายล้วนต้องผ่านการลงคะแนน ข้อ
กฎหมายที่ได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่าจะส่งไป
ให้สำนักตรวจฎีกากลางเพื่อประกาศไปยังแต่ละ
มณฑล มีข้อห้ามเข้มงวดไม่ให้สำนักมหาบัณฑิต
‘ใช้อาวุธก่อความรุนแรง’ ทั้งนี้ยังรวมถึงไม้
บรรทัด แท่นฝนหมึก โต๊ะ เก้าอี้ ขวด ถ้วย ฯลฯ
ตอนนี้สำนักมหาบัณฑิตยังตีกันเองอยู่หรือ
เปล่า เซียวติ้งเฟยไม่ทราบแน่ชัด
แต่เขาก็คิดว่าตำแหน่งฮ่องเต้ท่าจะมีคนขึ้น
ครองได้ยาก
ลูกเต่าเฒ่าเหล่านั้นตอนแรกยังเอาแต่พล่าม
ว่า ‘บ้านเมืองไม่อาจขาดฮ่องเต้แม้แต่วันเดียว’
เร่งให้แต่งตั้งขึ้นมาสักคน ทว่าพอมาถึงเดือนนี้ก็
ไม่ ส่งเสียงออกความเห็นสักครึ่งคำ
ถึงอย่างไรพวกเขาก็จัดการกิจต่าง ๆ กันเอง
ได้ แล้วยังจะให้มีฮ่องเต้ มาเป็นบรรพบุรุษของ
ตนไปเพื่ออะไรกัน
มิใช่รนหาความทุกข์ยากใส่ตัวหรอกหรือ
พอดีกับที่องค์หญิงใหญ่ก็เหมือนไม่ทรงคิดจะ
ตั้งโอรสผู้มีสายเลือด ต่างเผ่าของตนขึ้นมาครอง
ตำแหน่ง พวกเขาย่อมหลับตาข้างลืมตาข้าง
แสร้งทำเป็น ‘ลืม’ เรื่อง ‘แต่งตั้งฮ่องเต้’ ซึ่งเดิมที
เป็นเรื่อง ‘ใหญ่เทียมฟั้า’ ไปแล้ว
เซียวติ้งเฟยไม่ได้เรียนหนังสือมามากนัก ทั้ง
ยังไม่ทราบว่าผลลัพธ์ เช่นนี้หมายความว่า
อย่างไร แต่ความขัดแย้งในราชสำนักจะมากแค่
ไหน ก็ไม่กระทบการพนันของเขาหรอก พอคิด
เช่นนี้ก็ไม่ได้อยากไปใคร่ครวญ ต่อ เปิดโถลูกเต๋า
ในมือพร้อมระเบิดหัวเราะ “เห็นหรือไม่ เลขห้าสี่
ลูก เลข หกสองลูก! สูง ๆ ๆ เงินทั้งหมดนี้เป็น
ของข้า!”
ทุกคนพลันก่นด่าเสียงขรม
ทว่าแพ้ก็คือแพ้ ได้แต่ถลึงตามองเขากวาด
เงินก้อนโตจากโต๊ะพนัน เข้าไปในอ้อมแขน
ลมเหนือนอกหน้าต่างหนาวยะเยือก มีคน
ร้องตะโกนขายเกี๊ยวน้ำ ร้อน ๆ เป็นระยะ
เซียวติ้งเฟยพอได้ยินก็รู้สึกท้องหิวขึ้นมา ยื่น
ศีรษะออกไปนอกหน้าต่างนึกจะร้องเรียกคนขาย
เกี๊ยวน้ำให้ส่งมาหลาย ๆ ชาม ทว่าขณะกำลังจะ
อ้าปาก สายตาก็เคลื่อนไปโดยไม่ได้ตั้งใจ พลัน
ชะงักครู่หนึ่ง
เขามองเห็นใต้เท้าจางกรมอาญาผู้นั้น
วันที่หนาวเหน็บเช่นนี้ อีกฝั่ายกลับสวมชุด
สามัญ เดินประสานมือไปบนถนน
เหล่าขอทานเท้าเปล่าถือชามแตกร้องวิงวอน
ตรงหน้า เขาหยุดมอง เด็ก ๆ เหล่านั้นแวบหนึ่งก็
หยิบเศษก้อนเงินสองก้อนกับเหรียญทองแดง กำ
หนึ่งจากแขนเสื้อวางในชาม
จากนั้นก็ยกมือชี้ทาง เหมือนกำลังพูดอะไร
บางอย่าง
ขอทานน้อยพากันแสดงสีหน้าตกตะลึง ค้อม
กายให้แล้ววิ่งไปตามทางที่เขาชี้
เซียวติ้งเฟยรู้ว่าเนื่องด้วยอยู่ในช่วงฟืนฟูหลัง
สงคราม ในเมืองมีผู้ลี้ภัยไม่น้อย วันอันหนาว
เหน็บเช่นนี้องค์หญิงใหญ่เล่อหยางเสิ่นจื่ออีจึงมี
พระบัญชาร่วมกับสำนักมหาบัณฑิตให้จัดตั้งเพิง
แจกจ่ายข้าวต้ม ใช้คลัง ของแคว้นมาเยียวยา
ขณะเดียวกันก็จัดทำทะเบียนราษฎร์ใหม่ จัดหาที่
นาทำกินให้ผู้อพยพ
หลังหารือกันรอบหนึ่ง ร่างระเบียบและ
รายละเอียดก็ผ่านการลง ความเห็น
บัดนี้ทางตะวันออกของเมืองหลวงจัดตั้งเพิง
แจกจ่ายข้าวต้ม ศาลา ว่าการก็จัดทำทะเบียน
ราษฎร์ออกหนังสือเดินทางใหม่ให้พวกเขาได้มี
พื้นที่อาศัย
เพียงแต่ใต้เท้าจางผู้นี้…
ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นเสนาบดีกรมอาญาแล้วแท้ๆ
กลับไม่วางมาด เลยสักนิด
เขามองแล้วยังอดนึกถึงเมื่อสองเดือนก่อน
ไม่ได้…
ในพระราชวังเกิดเหตุสะท้านขวัญ แต่สุดท้าย
ประกายดาบเงากระบี่กลับหายลับไม่เหลือเงา
แม่ทัพอายุน้อยผู้นั้นเหม่อมองอยู่เนิ่นนาน
เหมือนตกอยู่ในความฝัน ทั้งยังยิ้มไม่ออก ทำแค่
หันหลังแหวกฝั่าฝูงชนออกไป เหล่าทหารคน
สนิท ข้างกายก็ล้วนปราศจากเสียงตะโกน
โหวกเหวก ตัวเขาค่อย ๆ ก้าวออกจากประตูวัง
ไปพร้อมความห่อเหี่ยวอ้างว้างและความผิดหวัง
อันมากล้นจาก ความเปลี่ยนแปลง
ยามเจียงเสวี่ยหนิงมองเห็น เขาก็เดินออกไป
ไกลแล้ว
ทว่านางไม่ได้ไล่ตาม เพียงทอดสายตามองอยู่
อย่างนั้น แววตาสลัว แสง
เซียวติ้งเฟยไม่อาจบรรยายความรู้สึกอัน
แปลกประหลาดของตนใน ยามนั้นได้ เขารู้สึก
ราวกับว่านางไม่ได้ทำเพียงมองใครสักคน ทว่า
คล้าย ต้องการมองไปยังอดีตซึ่งเลือนหายไปทีละ
น้อย…
กองทหารเกราะดำและทัพซินโจวล้วนถอน
กำลังออกจากวัง
พวกไม่ได้ความของนิกายสวรรค์แน่นอนว่า
ถูกจับกุม
เซี่ยเวย เสิ่นจื่ออี และเหล่าขุนนางราชสำนัก
ยังรั้งอยู่เพื่อหารืองาน ส่วนคนอื่น ๆ ย่อม
ต้องการหลีกลี้จากพระราชวังนองเลือดตั้งแต่แรก
พอ จากไปได้ก็ย่อมจากไปทันที เซียวติ้งเฟยยิ่ง
เหมือนทาน้ำมันไว้ที่ฝั่าเท้า หลบออกมารวดเร็ว
กว่าใคร
เพิ่งจะออกมาตรงประตูวังและเดินไปถึง
ท้องตลาด สิ่งที่ปรากฏแก่ สายตาก็มีแต่ความ
เละเทะ
เมืองหลวงซึ่งเคยอึกทึกคึกคักกลับกลายเป็น
เมืองร้าง
ปั้ายแนวขวางของโรงเตี๊ยมร้านยาซึ่งเคย
แขวนไว้กลับตกลงมาแตก เป็นเสี่ยง หน้าต่างฉลุ
ลายของหอนางโลมทั้งหลายถูกทะลวงเป็นรูโหว่
พังยับเยิน ธงปั้ายร้านอาหารที่เคยโบกสะบัดถูก
ลมโหมพัดจนร่วงลงมา คลี่บนพื้น เต็มไปด้วย
รอยเท้าสกปรกด่างดำ…
เซียวติ้งเฟยเห็นจางเจอในตอนนั้นเอง
อีกฝั่ายเข้าไปยังร้านสุราอันว่างเปล่า ประตู
หน้าต่างอ้ากว้าง โต๊ะ เก้าอี้ล้มระเนระนาด ถ้วย
ชามแตกกระจายเกลื่อนพื้น แต่ท่ามกลางความ
วินาศนั้นกลับมีพื้นที่ซึ่งสะอาดเรียบร้อยอยู่
ตำแหน่งหนึ่ง
โต๊ะเหลี่ยมหนึ่งตัว สุราขาวหนึ่งถ้วย
ใต้เท้าจางนั่งอยู่ที่โต๊ะอย่างเดียวดาย ดื่มสุรา
ปั้านหนึ่งช้า ๆ ลำพัง นั่งอยู่ครู่ใหญ่ถึงค่อยลุก
วางค่าสุราลงบนโต๊ะต้อนรับฝุั่นเขรอะก่อนจะเดิน
ออกมา
บนถนนซึ่งมีสายลมพัดผ่าน ไม่มีคนเดินเหิน
สักราย
ภาพเมืองร้างเสมือนเป็นภาพฝันฉากหนึ่ง
ทว่าจางเจอยังคงเป็นเช่นวันวาน เขาเดินผ่าน
พื้นที่เปลี่ยวร้าง เลี้ยวเข้าไปในที่ตรอกเงียบสงัด
กล่าวคำว่า “ข้ากลับมาแล้ว” หน้าประตู ก่อน
จะก้มศีรษะผลักประตูเข้าไป
เมืองหลวงในวันนั้น วาตะเมฆาหลอมรวม
อันตรายเกิดทั่วทุกระแหง ความเปลี่ยนแปลง
เกิดขึ้นนับพัน
คนที่ยังรักชีวิตอาจหลบหนีแตกฉานซ่านเซ็น
หรือไม่ก็ซ่อนตัวอยู่ในบ้าน
ต้องเป็นคนแบบใดกันที่ในวันแบบนั้นยังจะ
เสาะหาร้านสุราไร้ผู้คน นั่งดื่มเหล้าชามหนึ่ง ทิ้ง
เงินค่าสุราไว้ แล้วค่อยกลับบ้านเหมือนปกติไม่
เปลี่ยนแปลง
ช่วงเวลาดังกล่าว เซียวติ้งเฟยยังตะลึงไปพัก
หนึ่งจริง ๆ
คนข้าง ๆ เขาถาม “ติ้งเฟยซื่อจื่อ จะเอา
อย่างไรเล่า ยังจะเล่นหรือไม่”
เซียวติ้งเฟยถึงค่อยได้สติคืนมา
พอมองไปอีกรอบ ถนนตรงหน้าก็ไม่เห็นเงา
ผู้คนแล้ว ทั้งไม่เห็นเหล่าขอทานซึ่งวิ่งจากไป
รวมถึงไม่มีพ่อค้าแบกคานหาบขายเกี๊ยวน้ำอีก
เขาหันหน้ากลับมา เอ่ยออกไปด้วยรอยยิ้ม
“ไร้สาระ วันนี้ข้ากำลัง มือขึ้นเลยนะ ต้องเล่นต่อ
สิ! คราวนี้จะทำให้พวกเจ้าถอดกางเกงกลับจวน
ให้จงได้!”
ทุกคนโห่
เขาเองก็ไม่แยแส พอเก็บรวบรวมเงิน
เรียบร้อยก็เตรียมเล่นรอบถัดไป
ทันใดนั้นก็มีคนถามขึ้นอย่างแปลกใจ “จะว่า
ไป ก่อนหน้านี้เรียกเจ้า ว่าเซียวติ้งเฟยก็แล้วไป
เถิด แต่บัดนี้ทุกคนก็รู้แล้วว่าเจ้าเป็นตัวปลอม ไย
เจ้าจึงยังใช้ชื่อนี้อีกเล่า”
เซียวติ้งเฟยชะงัก
เขาเป็นใครกันหรือ
ถือกำเนิดมาไร้ราก พัดปลิวไปที่ไหนก็ที่นั่น
กระทั่งชื่อยังหยิบเอาจากชื่อที่คนอื่นไม่ต้องการ
ในบ่อนเงียบสงัดทันใด
คนที่เพิ่งพูดเพิ่งจะรู้สึกตัว นึกกระวนกระวาย
ไม่คิดว่าชั่วขณะต่อมา เซียวติ้งเฟยกลับยกขา
ไขว่ห้างด้วยท่าทีไม่ ยี่หระ ดูผ่อนคลายยิ่ง “แล้ว
จะให้ทำอย่างไร ให้ไปใช้ชื่อแบบจางสองหมา หลี่
สองไข่เรอะ ไม่คิดว่าฟังดูแย่หรือไง! ชื่ออะไรไม่
สำคัญหรอก หลอกกินหลอกดื่มจากคนอื่นได้
ต่างหากเรื่องสำคัญ ชื่อนี้ของข้าน่ะ แม่นางหอชุ่ย
หงเรียกแล้วน่าฟังมากเลยนา”
ฝูงชนที่เมื่อครู่กระวนกระวายพลันหัวเราะลั่น
หัวข้อสนทนาจึงกลายเป็นเรื่องที่ว่า แม่นาง
คนใดของหอชุ่ยหงดีกว่ากัน
เซียวติ้งเฟยเล่นพนันจนฟั้าใกล้มืดค่ำถึงค่อย
คิดจะกลับ ใคร่ครวญ อย่างตั้งใจว่าคนงามกับคน
แซ่เซี่ยกำลังจะแต่งงานกันในอีกไม่กี่วัน ตัวเอง
ควรส่งอะไรให้ดีหนอ แต่ถึงกระนั้นเท้ายังไม่ทัน
ก้าวออกจากบ่อน ก็ได้ยินเสียงเด็กรับใช้ในเพิง
ร้านชาฝังตรงข้ามซึ่งไม่ทราบวิ่งมาจากที่ใด กล่าว
อย่างตื่นเต้นอยู่ในร้าน “ในวังเพิ่งมีข่าวออกมาว่า
คุณหนูรองเจียงท่านนั้นกำลัง จะเข้าพำนักที่
ตำหนักคุนหนิงแหละ!”
พรวด!
เซียวติ้งเฟยเพิ่งจิบชาไปได้คำเดียวก็พ่น
ออกมา
ล้อเล่นกันเรอะ ผู้จะครองตำแหน่งฮ่องเต้ยัง
ไม่ได้ตัดสินเลยไม่ใช่หรือ!