คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 249 สำนักมหาบัณฑิต (1)
ลมเหนือยามเย็นพัดมาพร้อมหิมะ ท้องนภา
ข้างนอกใกล้จะมืดมิด ราวกับฉาบด้วยสีกุหลาบ
หม่นหมอง ยามแสงทอดลงบนกำแพงวังสีชาด
และหลังคากระเบื้องเคลือบสีทอง ก็กลบความ
ตระการตาของท้องพระโรง ที่ย้อมโลหิตเมื่อไม่
นานมานี้ลงบางส่วน พอรวมเข้ากับแสงโคม
หรุบหรู่ในวังที่ทยอยจุดจึงเพิ่มความสงบนุ่มนวล
ขึ้นมาบ้าง
ห้องทำงานสำนักมหาบัณฑิตจุดถ่านเงินชั้นดี
ไว้ในเตา
ขันทีน้อยที่มารายงานกลัวตัวสั่นเทิ้มจนไม่
กล้าเงยหน้า
ขุนนางผู้ใหญ่ถกกันไปแล้วรอบหนึ่งก็ยังไม่ลง
ตัว
เซี่ยเวยนั่งถือถ้วยชาริมหน้าต่างคล้ายไม่เห็น
ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น จ้องมองหิมะขาวที่โปรย
ปรายจากผืนฟั้าอย่างเงียบสงัด คิดเหม่อลอยไป
ไกลว่าเสิ่นจื่ออีจงใจหาเรื่องตน พอเห็นว่างาน
วิวาห์ของเขากับหนิงรองใกล้เข้ามา ก็รีบร้อนเพิ่ม
ปัญหาให้
“ไร้สาระ ไร้สาระทั้งเพ ตำหนักคุนหนิงเป็น
สถานที่เช่นใดกัน อย่า ว่าแต่เจียงเสวี่ยหนิงที่เป็น
คนต่างแซ่เลย ตัวเลือกตำแหน่งฮ่องเต้ตอนนี้ยัง
ไม่มีด้วยซ้ำ เจิ้งฮองเฮาเพิ่งจะย้ายออก วันถัดมา
ก็ให้นางย้ายเข้า หมาย ความว่าอย่างไร นี่มัน
หมายความว่าอย่างไรกัน”
“แต่เป็นพระประสงค์ขององค์หญิงใหญ่มิใช่
หรือ…”
“จะเป็นพระประสงค์ของใครก็ช่างสิ บัดนี้ใต้
หล้าไร้ผู้ปกครอง พวกเราก็มิได้ย้ายที่หารือราช
กิจมาเป็นตำหนักเฉียนชิงเพียงเพราะไร้ ฮ่องเต้
แล้วสักหน่อย จนบัดนี้ก็ยังว่างอยู่มิใช่หรือ เวลานี้
ก็แค่เชิญนางมา จัดการธุระปะปังแทนเชื้อพระ
วงศ์ สำนักพระราชวังไม่กว้างขวางพอหรือ
อย่างไร เดิมทียังคิดว่านางเข้าใจสถานการณ์ เมื่อ
วานยังบอกปฏิเสธความเมตตาขององค์หญิงใหญ่
เหตุใดวันนี้จึงเปลี่ยนใจเสียอย่างนั้น”
“แค่ก ๆ ใต้เท้าเหยาโปรดสำรวมวาจา…”
“เข้าตำหนักคุนหนิง หรือว่านางคิดจะเป็น
ฮองเฮา?!”
…
เดิมทีหลายวันมานี้ก็เงียบสงบดี เพียงแต่ไม่กี่
วันก่อน ไม่ทราบเหตุใดองค์หญิงใหญ่เล่อหยาง
เสิ่นจื่ออีจึงทรงบังเกิดความคิด อยู่ดี ๆ ก็ตรัสว่า
จะ มอบตำหนักคุนหนิงให้เจียงเสวี่ยหนิง
เป็นคนต่างแซ่ ทั้งไม่ได้สมรสกับเชื้อพระวงศ์
จะเข้ามาอาศัยใน ตำหนักคุนหนิงได้อย่างไร
เหล่าขุนนางย่อมคัดค้าน
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็รู้ความ เมื่อวานซืนเพิ่ง
ปฏิเสธความเมตตาของ องค์หญิงไปหมาด ๆ ไม่
คิดว่าผ่านไปไม่กี่วันนางจะพลันเปลี่ยนใจ ให้คน
เก็บของย้ายเข้ามาเงียบ ๆ วันนี้ มิหนำซ้ำยังสั่ง
ให้คนไปทำความสะอาด สถานที่ใกล้ ๆ กันอย่าง
ตำหนักเฟิงเฉินและเรือนหยางจื่อให้เรียบร้อย
ด้วย จนใครต่อใครฉงนนักว่านางกับเสิ่นจื่ออีคิด
จะจับมือกันทำอะไร
เถียงกันไปเถียงกันมาก็ยิ่งเอ่ยวาจาเลยเถิด
ไม่ทราบเป็นใครได้สติขึ้นมาก่อน กระแอม
แล้วขยิบตาสื่อความหมายให้ทุกคนระวังหน่อย…
แม้เซี่ยจวีอันไม่ได้พูดอะไร แต่ก็นั่งอยู่ข้าง ๆ
ตอนนี้ใครบ้างในใต้หล้าไม่ทราบ
ความสัมพันธ์ของเขากับเจียงเสวี่ยหนิง
อีกไม่กี่วันก็จะร่วมวิวาห์
แล้วพวกเขายังกล้าบอกว่าจะจัดการเจียง
เสวี่ยหนิงและเผยความ ไม่พอใจต่อหน้าเซี่ยจวี
อันอีก คิดว่าอายุยืนเกินไปหรือไร
พอทุกคนทยอยสังเกตเห็นความนัย เสียง
โวยวายก็เบาลงอย่างรวดเร็วดังคาด
เซี่ยเวยวางถ้วยชาเบา ๆ
ทันใดนั้นเหล่าขุนนางผู้ใหญ่ก็ใจเต้นแรง นึก
หวาดกลัวขึ้นมา
วันนี้ไม่เหมือนวันวาน
ไม่กี่ปีก่อน ใครบ้างได้พบเซี่ยจวีอันแล้วไม่
เอ่ยปากชมว่า ‘เฉกปราชญ์โบราณ’ หรือ
‘อ่อนโยนประดุจสายลมวสันต์’ ไม่ว่าจะนิสัยใจ
คอ การ อบรมสั่งสอน หรือศีลธรรมจรรยาก็ล้วน
ดีเยี่ยมชนิดที่หาจากคนนับหมื่น ก็ยังไม่เจอ
ทว่าปัจจุบัน…
ขุนนางผู้ใหญ่ทั้งหลายคล้ายเพิ่งได้ทำความ
รู้จักคนผู้นี้ใหม่ แทบ ไม่กล้าเชื่อว่าคนคนหนึ่งจะ
เปลี่ยนไปได้มากมายปานนี้
หากเป็นระหว่างการประชุมในกาลก่อน เซี่ย
เวยมักประดับรอยยิ้ม อยู่เสมอ บางครั้งคำพูด
เพียงประโยคเดียวของเขาก็มีผลเช่นสี่ตำลึงปาด
พันชั่ง[1] เป็นคนกลางคอยประสาน มีเหตุมีผล
เอ่ยปากแค่สองสามคำก็ คลี่คลายบรรยากาศตึง
เครียดให้ทุกคนยินดีพูดคุยกันต่อได้
แม้นคิดจะชักจูงคน ก็ทำให้ผู้ฟังรู้สึกสบายใจ
ไปทั้งกาย
ทว่าตอนนี้ ถึงตัวเขาจะยังนั่งหารืออยู่ที่นี่เช่น
เคย แต่ท่วงท่ากลับต่างจากกาลก่อนมหาศาล ไม่
ว่าคนรอบข้างจะถกเถียงหรือขัดแย้งกันอย่างไร
เขาล้วนคร้านจะลืมตาแลสักแวบ กระทั่งครั้ง
ก่อนที่คว้าแท่นฝนหมึกกับ ขวดจอกมาทุบตีกัน
เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรมากมายเช่นเดิม เพียงถือ
พระสูตรเดินออกไปคล้ายไม่พอใจที่เสียงดังมาก
เกิน
หากร่างนโยบายการปกครองแว่นแคว้นแล้ว
ยื่นมาต่อหน้าเขา เชิญให้อ่านผ่านตาหรือถามว่า
มีความเห็นใดบ้างด้วยความพรั่นพรึง
ส่วนใหญ่เซี่ยเวยจะตอบเรียบ ๆ ว่า แล้วแต่
ใต้หล้าจะรุ่งเรืองตกต่ำ ปวงประชาจะเป็น
หรือตาย เขามิไยดีแม้แต่ น้อย ถึงขั้นกล่าวได้ว่า
ไม่เก็บมาใส่ใจเลยสักนิด กระทั่งแสร้งทำยังไม่คิด
จะ เสแสร้ง
แต่กระนั้น คำว่า ‘เจียงเสวี่ยหนิง’ นับเป็น
ข้อยกเว้นโดยสิ้นเชิงสำหรับคนผู้นี้
ทุกคนยังจำได้ว่าเมื่อสามวันก่อน องค์หญิง
ใหญ่เล่อหยางทรงบังเกิดความคิดชั่วแล่น ตรัสว่า
จะเปิดสำนักศึกษาสตรีที่ต้าเฉียนดังเช่นที่
พระองค์ทรงศึกษาในตำหนักเฟิงเฉิน ทั้งยัง
ประกาศแก่ใต้หล้าให้สตรีเข้าเรียนรู้ หนังสือได้
เช่นเดียวกับบุรุษ
นับแต่โบราณ บุรุษสตรีต่างกันตรงชายสูง
หญิงต่ำ
เหตุที่ตอนนั้นเสิ่นจื่ออีทรงได้รับการศึกษา ณ
ตำหนักเฟิงเฉินก็เพราะพระองค์คือองค์หญิง มี
ศักดิ์ฐานะสูงส่ง มีความแตกต่างอย่างชัดเจน
มิหนำซ้ำต้องอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีอีก
หนึ่งปีให้หลัง เสิ่นหลาง ในตอนนั้นมีพระราช
ประสงค์ให้พระกนิษฐาผู้นี้ยินดีและเชื่อฟัง
แม้แต่ตอนนั้นยังเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้ง
ในราชสำนักและประชาชน
แล้วตอนนี้เหล่าขุนนางชราในสำนัก
มหาบัณฑิตจะอนุญาตได้อย่างไร
ขณะนั้นเอง อำมาตย์เหยาก็ขมวดคิ้วกล่าว
“สามหลักห้าคุณธรรมว่าไว้ สามีเป็นเสาหลักแก่
ภรรยา บัดนี้แผ่นดินกำลังปันปั่วน หากตำแหน่ง
ของหยินหยางยังพลิกกลับอีก ไม่รู้ใต้หล้าจะ
วุ่นวายเพียงไหน อย่างมาก สตรีก็อ่านตำราสอน
สตรี รู้หลักความกตัญูปรองดอง ชำนาญเรื่อง
ในบ้าน จัดการเรือนหลังได้ก็เพียงพอแล้ว ตำรา
ปราชญ์ทั้งหลายพวกนางจะเรียนรู้ ได้หรือ”
ขณะทุกคนกำลังจะกล่าวคล้อยตาม
ไม่นึกว่าด้านข้างกลับมีเสียงราบเรียบดัง
ขึ้นมาว่า “เหตุใดจะเรียน ไม่ได้”
พอทุกคนได้ยินเสียงดังกล่าว แวบแรกถึงกับ
ไม่ทันตั้งตัว
หลายวันมานี้เซี่ยเวยแทบไม่พูดจาเลยด้วยซ้ำ
แม้แต่การร่างหมายหรือลงความเห็นในสำนัก
มหาบัณฑิตก็ไม่เข้าร่วม
ครั้นพวกเขาหันตามเสียงแล้วเห็นเซี่ยเวยวาง
ตำราเงยหน้ามอง เหงื่อเย็นเยียบก็แทบหลั่งท่วม
ศีรษะ
อำมาตย์เหยาแม้มีตำแหน่งเทียบเท่าเซี่ยเวย
ทว่าจากเรื่องเมื่อสองเดือนก่อน ใครยังไม่ทราบ
อีกเล่าว่าบัดนี้เซี่ยเวยมีตำแหน่งสำคัญในราช
สำนัก
เขาเองก็ลนลานอยู่บ้าง
แต่เรื่องนี้สัมพันธ์กับสามหลักห้าคุณธรรม ใจ
เขาไม่อาจยอมรับเรื่อง เปิดสถานศึกษาสตรี จึง
ชักสีหน้าพูดเสียงเย็นชา “ปราชญ์โบราณกล่าว
ว่า สตรีและคนพาลยากจะชุบเลี้ยง ผู้ปกครองใต้
หล้าสมควรเป็นบุรุษ หยินหยางพลิกผันฟั้าดิน
พลิกกลับ ธรรมเนียมที่บรรพชนวางไว้อย่างไรก็
ไม่อาจเปลี่ยน! หากเปิดสถานศึกษาสตรี กุลสตรี
ทั้งหลายย่อมต้องเผยตัว ต่อสาธารณะ ใช้ได้ที่
ไหนกัน!”
เซี่ยเวยเคลื่อนสายตาเฉกทะเลลึกอันสงบนิ่ง
ไร้คลื่นลมมองเขา กล่าว แค่ว่า “จากคำของ
อำมาตย์เหยา สูงต่ำมีความต่าง หากบุรุษอ่าน
ตำราได้ แต่สตรีไม่อาจอ่าน เช่นนั้นกษัตราศึกษา
ตำรา ขุนนางย่อมไม่อาจศึกษา ปราชญ์ท่องบ่น
ตำรา คนเขลาไม่อาจท่องบ่น ข้าอ่านตำราได้
อำมาตย์เหยาไม่อาจอ่านอย่างนั้นสิ”
ทุกคนได้ฟังก็ใจสะท้าน
——————–
1. สี่ตำลึงปาดพันชั่ง เป็นสำนวน หมายถึงการ
ใช้แรงน้อยเอาชนะแรงมาก
บทที่ 249 สำนักมหาบัณฑิต (2)
อำมาตย์เหยาสีหน้าบัดเดี๋ยวแดงก่ำบัดเดี๋ยว
ขาวซีด เนื่องด้วยคำพูด ของเซี่ยเวยแทบจะเป็น
การชี้หน้าด่าเขา บอกว่าตำราที่เจ้าตัวศึกษา เขา
ไม่คู่ควรจะอ่าน!
เซี่ยเวยกลับไม่รู้สึกว่าตนกล่าววาจาเกินเลย
ยังเอ่ยเสริมเรียบ ๆ อีก “ชีวิตคนก็เหมือน
เรื่องราวในโลก ท่านยินดีคุกเข่าไม่มีใครห้าม แต่
พอผู้อื่นต้องการยืนขึ้น ท่านกลับจะขวางให้ได้
แล้วท่านนับเป็นตัวอะไร”
อำมาตย์เหยาโมโหจนหน้าตาบิดเบี้ยว
เหล่าขุนนางราชสำนักหวาดกลัวแทบตาย
แล้ว
ทว่าเซี่ยเวยก้มหน้าหยิบคัมภีร์เต๋าที่วางเมื่อ
ครู่กลับขึ้นมาอ่านต่อ ทิ้ง คำพูดเฉยชาไว้ประโยค
หนึ่ง “ช่วงนี้โลงศพในเมืองหลวงลดราคา
อำมาตย์เหยาอายุมากแล้ว ฉวยโอกาสรีบซื้อโลง
ไว้ให้ตนเองก็ไม่เสียหาย”
นี่มิใช่แช่งให้ไปตายรึยังไง!
ตลอดหลายวันเซี่ยเวยใช้คำว่า ‘แล้วแต่’ ต่อ
ทุกสิ่ง เรื่องราวใต้หล้า ล้วนไม่นำพา จนเหล่าขุน
นางผู้ใหญ่ในราชสำนักเกือบหลงลืมเรื่องที่ใน ตำ
หนักไท่จี๋วันนั้นไปแล้วว่า คนผู้นี้เพียงเอ่ยไม่กี่คำก็
กระทำการนองเลือดสะท้านขวัญปานใด
ยามนี้พอฟังเข้า ทุกคนจึงค่อยนึกได้
สีหน้าพลันขาวซีดกันหมด ไหนเลยจะยังมีคน
กล้าพล่ามอีกว่า ‘ไม่ สมควรเปิดสถานศึกษา
สตรี’ อะไรจำพวกนั้น กระทั่งอำมาตย์เหยาที่
ก่อนนี้ยังเถียงกับเซี่ยเวยก็หลั่งเหงื่อเย็นเยียบบน
หน้าผาก ไม่กล้าเอ่ยปากอีกแม้ประโยคเดียว
ตลอดการหารือครึ่งวันต่อจากนั้น
กระทั่งเซี่ยเวยจากไปตอนเที่ยง ทุกคนถึง
ค่อยผ่อนคลาย
อำมาตย์เหยากลับยังไม่เข้าใจว่าตนไป
ล่วงเกินเซี่ยเวยตรงไหน
สุดท้ายเสนาบดีเฉินแห่งกรมขุนนางก็กระตุ้น
เตือน “ท่านอำมาตย์ลืมแล้วหรือ ท่านลองนึกดูสิ
ว่าตอนองค์หญิงใหญ่ทรงศึกษาที่ตำหนักเฟิงเฉิน
ใครเป็นผู้สอน แล้วในบรรดาศิษย์สตรีมีใครบ้าง”
อำมาตย์เหยาเข้าใจทันที
การศึกษาเล่าเรียนที่ตำหนักเฟิงเฉินตอนนั้น
ผู้เป็นอาจารย์มิใช่เซี่ยเวยหรอกหรือ
เวลานั้นเขามีชื่อเสียงโด่งดังในหมู่ปัญญาชน
ถึงขั้นถูกคนเรียกขาน เป็น ‘จอมปราชญ์’
และในบรรดานักเรียน…
หนึ่งในนั้นมิใช่คุณหนูรองครอบครัวเจียงปั๋อ
โหยว เจียงเสวี่ยหนิงผู้ยืนร้องไห้อยู่หน้า
ตำหนักไท่จี๋จนขุนนางบู๊บุ๋นทั้งราชสำนักได้แต่
มองตาค้าง หรือไร
เขาอดนึกพรั่นพรึงภายหลังมิได้ ยินดีที่ตน
ไม่ได้พูดอะไรเกินเลยไป กว่านี้ต่อหน้าเซี่ยเวย
เรื่องเปิดสถานศึกษาสตรีจึงกลายเป็น
ประเด็นต้องห้ามในสำนัก มหาบัณฑิตไป
อย่าได้เห็นเชียวว่าเหล่าขุนนางต่างถกแขน
เสื้อโต้เถียงกันเวลาหารือประเด็นหัวข้ออื่น พอ
เป็นเรื่องนี้ทุกคนกลับรักษาความเงียบกันไม่เว้น
หน้า ปล่อยให้กฤษฎีกาเผยแพร่ต่อใต้หล้าอย่าง
พิศวง รอผ่านปีใหม่จะทดลอง จัดตั้งที่เมืองหลวง
เป็นแห่งแรก
ส่วนเมื่อครู่นี้…
เรื่องที่เสิ่นจื่ออีมอบตำหนักคุนหนิงแก่เจียง
เสวี่ยหนิง และเจียง เสวี่ยหนิงเองก็ช่างกล้าเข้า
มาอยู่ สำหรับเหล่าขุนนางผู้ใหญ่ในสำนัก
มหาบัณฑิตแล้วถือว่ายากจะรับได้จริง ๆ
ระหว่างถกเถียงกันจึงเผลอมีถ้อยคำที่ออกจะ
ล่วงเกินไปบ้าง
สำนักมหาบัณฑิตซึ่งก่อนหน้านี้อึกทึกจนพูด
กันต่อหน้าก็ยังไม่ได้ยิน พลันเงียบกริบจนได้ยิน
กระทั่งเสียงเข็มตกลงพื้น
สายตาทุกคนล้วนจับจ้องไปทางร่างที่อยู่ก็
เหมือนไม่อยู่ของเซี่ยเวย
เซี่ยเวยกลับเพียงมองชาที่กระเพื่อมเบา ๆ
ในถ้วย รวมถึงใบชาซึ่ง ผลุบโผล่ในนั้น นึกถึงเช้า
ที่หิมะแรกตกเมื่อไม่นานมานี้
เจียงเสวี่ยหนิงกอดเขาแล้วกล่าวว่า การรัก
ใครสักคนคือการอยากให้อีกฝั่ายมีความสุข
ตนเองก็มีความสุข ไม่ใช่ทรมานซึ่งกันและกัน
เซี่ยจวีอัน หากใจท่านมีสิ่งใดไม่พอใจล้วนต้อง
บอกข้า ข้าโง่เขลา หากท่านไม่บอกข้าก็ไม่มีทางรู้
ดีกับข้าแล้วต้องบอกให้ข้ารู้ด้วย ไม่เช่นนั้นหากมี
เรื่องอะไรต่าง เก็บไว้ในใจคนเดียว ส่วนอีกฝั่าย
ไม่รู้เรื่องรู้ราว ท่านจะยิ่งเห็นก็ยิ่งนึกโมโหแล้ว
ลำบากตนเองเสียเปล่า
แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี
ใจเขาซุกซ่อนความลับมาตลอดหลายปี
ตั้งแต่เรื่องชาติกำเนิด เรื่องนิกายสวรรค์ ไปจนถึง
แผนการต่าง ๆ ที่ผุดพรายไม่หยุดหย่อน หากใน
ใจ เก็บซ่อนความลับไม่ได้ เช่นนั้นไม่ช้าก็เร็วคง
ทำร้ายตัวเองเข้า
เขาเคยชินที่จะปฏิบัติ ทว่าไม่ชินกับการพูด
ออกมา
เซี่ยเวยถามว่า ข้าเคยทำให้เจ้าไม่พอใจ
หรือไม่
สีหน้าของเจียงเสวี่ยหนิงกลับแสดงอารมณ์
ยากจะบรรยาย ราวกับสงสาร เหมือนกับ
โศกเศร้า ทั้งยังคล้ายการให้อภัยอันอบอุ่น
จากนั้นก็ ยื่นหน้ามาจุมพิตที่หางตา
นางตอบว่า ข้าเพียงอยากให้ท่านปลดปล่อย
ตนเอง
ริมฝีปากชุ่มชื้นของนางตกต้องหางตาเขา
ประหนึ่งกลีบบุปผาร่วงหล่นกระทบพร้อมหยด
น้ำค้างสดชื่น
เซี่ยเวยกอดนางไว้ในอ้อมแขน
แต่ยามนี้เขานั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองควันที่
ลอยหมุนเป็นเกลียวขึ้นมา จากเตากำยานบนโต๊ะ
เนิ่นนานโดยไม่พูดจา
เจียงเสวี่ยหนิงเคยพูดว่าเขาไม่รู้จักรักใคร
เจียงเสวี่ยหนิงพูดอีกว่ามีเรื่องอันใดไม่พอใจ
ล้วนต้องบอกนาง
เจียงเสวี่ยหนิงยังพูดด้วยว่าอยากให้เขา
ปลดปล่อยตนเอง
แต่การปลดเปลื้องความระแวดระวัง เปิดเผย
ตนเองต่อผู้อื่น สำหรับเซี่ยจวีอันแล้วเป็นเรื่อง
อันตรายอย่างหนึ่ง
ยากเกินกว่าเขาจะจินตนาการมาโดยตลอด
เพียงแต่หลายวันนี้ ยามหนิงรองมองเขาก็
เหมือนมีม่านหมอกบดบังนัยน์ตานางอยู่ชั้นหนึ่ง
ปรากฏในความคิดของเขาอยู่เรื่อย พานให้รู้สึก
เหมือนดวงใจที่เต้นในทรวงกำลังแช่สุราฤทธิ์แรง
ร้อนลวกเดือดพล่าน กระทั่งว่าแฝงความเจ็บปวด
ซึ่งอัดแน่น
เซี่ยเวยพลันลุกขึ้นก้าวออกไปด้านนอก
นอกสำนักมหาบัณฑิตมีร่มแขวนอยู่จำนวน
มาก
เขาคว้าหยิบมาคันหนึ่งแล้วกางออก
เหล่าขุนนางในสำนักมหาบัณฑิตล้วนตะลึง
พรึงเพริด แทบจะเผลอ ร้องออกมา “ราชครูเซี่ย
…”
เซี่ยเวยกล่าวโดยไม่เหลียวหลัง “มีคนต่างแซ่
เข้าไปจัดการธุระใน ตำหนักคุนหนิงไม่ดีหรอก
หรือ”
เอ่ยจบก็ถือร่มเดินตรงไปท่ามกลางหิมะโปรย
ปรายยามพลบค่ำ มุ่งไปทางตำหนักคุนหนิง
ไม่นานก็เดินไปไกลลิบ
ครั้นเหล่าขุนนางสำนักมหาบัณฑิตได้ยินก็ตก
ตะลึง อดหันมองหน้า กันไม่ได้
ตำหนักคุนหนิงมีนายถือเป็นเรื่องดีหรือ
แต่ขณะกำลังจะอ้าปากแสดงความเคลือบ
แคลง ในหัวพลันกระจ่าง วาบ ในที่สุดก็เข้าใจ
พวกเขารู้สึกว่าตำหนักเฉียนชิงว่างเปล่า
ตำหนักคุนหนิงก็สมควร ว่างเปล่าตามไปด้วย แต่
ในเมื่อตำหนักคุนหนิงถูกองค์หญิงใหญ่ยกให้เจียง
เสวี่ยหนิง นั่นมิได้หมายความว่าเสิ่นจื่ออีทรงไร้
ความคิดจะตั้งฮ่องเต้ พระองค์ใหม่หรือไร
ไม่อย่างนั้นหากต่อไปแต่งตั้งฮ่องเต้พระองค์
ใหม่ แล้วต้องมาเรียกให้ คนอื่นย้ายเข้าย้ายออก
ตอนฮ่องเต้อภิเษกสมรส เช่นนั้นจะวุ่นวายและ
กระอักกระอ่วนเพียงใดเล่า
พวกเขานับว่าได้รู้ข้อดีของการไม่มีฮ่องเต้
แล้ว
แม้มิได้พูดออกมาโต้ง ๆ แต่ก็ลอบหวังให้ไม่มี
ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ มาอีก
การที่เจียงเสวี่ยหนิงเข้าอาศัยในตำหนักคุนห
นิงแทบจะเป็นการ ลดทอนฐานะห้องบรรทมของ
ฮองเฮาทันที ทั้งยังลดทอนความพิเศษของ ทั้ง
พระราชวังลงไปด้วย นี่มิใช่เรื่องดีหรอกหรือ
กลับเป็นพวกเขาที่ไม่ได้คิดให้ทะลุปรุโปร่ง
จริง ๆ
เพียงแต่เซี่ยจวีอันเองก็รู้สึกว่านี่เป็นเรื่องดี
ด้วยหรือนี่