คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 250 ไม่หึงหวง
ทั้งในและนอกตำหนักคุนหนิงเต็มไปด้วยนาง
กำนัลเข้า ๆ ออก ๆ
เจิ้งเปั่าสั่งการให้พวกนางจัดแต่งตำหนักใหม่
ที่ไม่ใช้ให้นำออกไป ที่ต้องใช้ให้นำเข้ามา
เจียงเสวี่ยหนิงไม่จำเป็นต้องลงมือเอง บอก
กล่าวเสร็จก็เข้าไปนั่งกับ ฟางเมี่ยวซึ่งเพิ่งเข้าวัง
มาที่ตำหนักข้าง พวกนางผิงไฟปอกส้มพลางคุย
เรื่องน่าสนใจในเมืองหลวงช่วงนี้กันเรื่อยเปือย
ภายในตำหนักข้างอบอุ่นสบายตัว
ฟางเมี่ยวอดถอนใจชมเชยนางเป็นครั้งที่ร้อย
ไม่ได้ “ตอนนั้นแรกพบท่าน ข้าก็รู้แล้วว่าท่านคือ
ผู้มีโชคครอง ‘แนวโน้ม’ ที่ดี สุดท้ายข้าก็เดา ไม่
ผิด ท่านดูตำหนักนี้สิ เดิมเคยเป็นที่ซึ่งสตรีทั่ว
หล้าหมายจะมาให้ได้ ตอนนี้องค์หญิงใหญ่กลับ
ประทานให้ท่านโดยไม่แม้แต่กะพริบตา ไม่ว่า จะ
เป็นฮองเฮาหรือเปล่า ก็ถือว่าเป็นเจ้าตำหนัก
คุนหนิงเชียวนะ”
แม้เสิ่นหลางสวรรคตแล้ว ทว่าเหล่าเชื้อพระ
วงศ์ยังคงไม่ล่มสลาย ขุนนางเองก็ไม่คิดทลายเชื้อ
สายขัตติยวงศ์ เสิ่นเจี้ยจึงยังคงเป็นหลินจืออ๋อง
ฟางเมี่ยวเองก็ยังเป็นพระชายาของหลินจืออ๋อง
ดังเดิม
เพียงแต่ไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่อง ‘ล้างแค้น’ เลย
ไม่ว่าเหตุการณ์ ‘เด็กผู้ทรงคุณธรรมสามร้อย
คน’ อันน่าสลดยี่สิบกว่าปีก่อนจะถูกผิดอย่างไร
ล้วนอยู่ในใจทุกคน อย่าว่าแต่ต้องชั่งน้ำหนักเลย
ว่ามีความสามารถพอจะไปล้างแค้นเซี่ยเวย
หรือไม่ แม้แต่เสิ่นจื่ออีผู้คุมกำลัง ทหารทัพใหญ่
ในมือยังไม่ตรัสถึงเรื่องนี้ ขอเพียงคนที่เหลือมี
สายตาอยู่บ้าง ก็ควรมองสถานการณ์ออก
ฟางเมี่ยวย่อมไม่เข้าไปร่วมวงโดยใช่เหตุ
แม้นางจะออกเรือนแล้ว สีหน้าท่าทางกลับไม่
ต่างไปจากสมัยเป็น พระสหายร่วมศึกษาที่
เรือนหยางจื่อมากนัก กระทั่งตรงมุมอับสายตา
ของกระโปรงเลิศหรูก็ยังแขวนเหรียญทองแดง
เล็ก ๆ พวงหนึ่งไว้คอยแอบ ลูบคลำเป็นพัก ๆ
สายตายามมองผู้คนก็ยังแฝงแววพิจารณา
แปลกพิกลอยู่บ้าง
ทว่ามองไปมองมาก็อดทอดถอนใจลึก ๆ อีก
คราไม่ได้ “เฮ้อ น่า เสียดายนัก…”
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินเป็นต้องเหลือกตามอง
ฟั้า เอาอีกแล้ว จะมา อีกแล้ว หลายวันนี้ฟังจนหู
แทบชาอยู่แล้ว!
สุดท้ายก็เป็นไปดังคาด ฟางเมี่ยวใช้น้ำเสียง
ประหนึ่งแค้นใจที่ไม่อาจหลอมเหล็กเป็น
เหล็กกล้า “น่าเสียดายนัก! อันที่จริงตำหนักคุนห
นิงนับเป็นอะไรได้ อีกนิดเดียวท่านจะได้เป็นสตรี
ผู้ครองทั้งพระราชวังเอาไว้ในมือแล้วเชียว!
โอกาสงามวางอยู่ตรงหน้า ใต้หล้าอยู่แค่ปลายนิ้ว
ขอเพียงตอนนั้น ท่านพยักหน้า ไม่แน่ว่าใต้หล้า
อาจได้เปลี่ยนนายหญิงแล้ว!”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่พูดจา
สายตาของฟางเมี่ยวยิ่งเผยความเสียดาย
“ถึงตอนนั้นไม่แน่ข้าอาจ เป็นเหมือนสมณะ
หยวนจีนั่น หลอกกินหลอกดื่ม ประจบท่านขอ
เป็น โหราจารย์ แบบนั้นไม่ดียิ่งหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงแกะส้มกลีบหนึ่งยัดเข้าปาก
แล้วหัวเราะ “ฟั้าจะมืดพอดี เหมาะให้เจ้าฝัน
เฟืองนัก”
นางสวมชุดกระโปรงสีฟั้าอ่อน
ยามยกมือขึ้น แพรต่วนเนื้อดีบนแขนก็ไหล
เลื่อนลงมาเป็นชั้น ๆ ตามผิวเนียนนุ่มของนาง
เผยให้เห็นข้อมือขาวผ่องเรียวงาม รวมถึงกำไล
ข้อมือ สีเหลืองไขผึ้งใสกระจ่างที่สวมไว้หลวม ๆ
เพียงส่ายเบา ๆ ก็สะท้อน ประกายแสงอัน
นุ่มนวล
ถึงบอกว่า ‘เหลืองไขผึ้ง’ แต่ก็ไม่ใช่ไขผึ้งจริง
ๆ ทว่าเป็นหยกเหลือง เหอเถียนซึ่งล้ำค่ายิ่งกว่า
หยกไขแพะเสียอีก แม้จะสีเหมือนหยกไขผึ้ง
ทั่วไป มูลค่ากลับห่างกันราวฟั้ากับดิน นอกจาก
ส่วนน้อยซึ่งผู้มั่งคั่งในหมู่ราษฎร ถือครอง ที่เหลือ
ล้วนถวายให้ราชวงศ์
ฟางเมี่ยวยังจำได้ว่าก่อนนี้เสิ่นเจี้ยเคยนำ
กลับมาก้อนหนึ่ง
ตอนนั้นนางชมดูก็ดีอกดีใจ ขบคิดว่าจะทำ
เป็นเครื่องประดับหยกชิ้นเล็ก ๆ สวมบนร่าง
หรือคาดหน้าผากบนศีรษะดี แต่ท้ายที่สุดก็
ตัดสินใจ ไม่ได้ ทั้งยังไม่กล้าทำอะไรวู่วาม นางจึง
เก็บเอาไว้ในกล่อง
ทว่าตอนนี้ยามมองเจียงเสวี่ยหนิงแล้วเห็น
พวงประคำกลมเกลี้ยง งามตาบนข้อมือ เม็ด
ประคำสิบสองลูกเจียระไนจนเรียบเนียนวาววับ
สวยงามละมุนละไมจนเห็นแวบแรกเกรงจะคิดว่า
เป็นไขผึ้งจริง ๆ
อย่างไรก็ตาม แม้แต่ครอบครัวผู้มีอันจะกิน
ยังไม่กล้าฟุั่มเฟือยขนาดนี้
ใช้หยกเหลืองก้อนหนึ่งนำมาทำตราประทับ
หรือจี้หยกน่ะยังพอได้ แต่หากจะผ่าแล้วเจียระไน
เป็นเม็ด ไม่รู้ว่าต้องเสียเนื้อหยกดี ๆ ไปตั้งเท่าไร
เรียกได้ว่าล้างผลาญโดยใช่เหตุ มิหนำซ้ำหยกนี้
ยังสีสม่ำเสมอ เนื้อหยกก็ ชั้นเลิศ สวรรค์เท่านั้น
ถึงจะรู้ว่าต้องใช้กำลังมหาศาลเพียงใดจึงเก็บ
รวบรวมมาได้!
ฟางเมี่ยวเห็นนางสวมกำไลวงนี้ตั้งแต่หลาย
วันก่อน เห็นคราแรกก็ ไม่ได้คิดอะไร ภายหลัง
สะดุดตาประกายแสงเป็นครั้งคราว จึงค่อย
สังเกต เห็นว่าของชิ้นนี้แท้จริงแล้วเป็นหยก
เหลืองเหอเถียน ตะลึงจนหัวใจแทบกระดอน
ออกปาก
นางจึงพูดว่ากำไลวงนี้ช่างงามนักอย่างอิจฉา
หน่อย ๆ
ตอนนั้นเจียงเสวี่ยหนิงทำอย่างอื่นอยู่จึงไม่ได้
ใส่ใจนัก ตอบกลับโดย ไม่คิดอะไรว่า “เดือนก่อน
เซี่ยจวีอันให้ข้ามาส่ง ๆ ทั้งยังไม่น่าดูนัก ทิ้งเอาไว้
จมฝุั่นในกองสินสอดอยู่เกือบเดือน สองวันก่อน
ข้าทำกำไลหยกม่วงที่สวม อยู่แต่เดิมแตก ถึงค่อย
ฝืนใจเอาออกมาสวมน่ะ”
ให้ส่ง ๆ
จมกองฝุั่นอยู่เกือบเดือน
ฝืนใจเอาออกมาสวม
อืม…ที่ว่าแข่งบุญแข่งวาสนาก็เป็นเช่นนี้เอง…
จังหวะนั้นฟางเมี่ยวไม่อยากพูดอะไรต่อแล้ว
ทว่าสายตานางก็เผลอมองกำไลพวงนั้นอีก
ครั้ง พานให้หวนนึกถึงเรื่องอึดอัดใจคราก่อน
ครั้งนี้จึงพูดจากใจจริงว่า “มีแต่คุณหนูรองหนิง
เท่านั้น แหละที่มีวาสนาเช่นนี้ เดิมทีแบกรับ
ความยากลำบากมากเพียงใด วันนี้จึงเสพสุขอยู่
สบายมากเพียงนั้น หากเป็นผู้อื่นเกรงว่าคงไม่
อาจแบกรับชะตา ดี ๆ แบบนี้ได้”
เจียงเสวี่ยหนิงหันมองนางอย่างอดไม่อยู่
“เจ้าทอดถอนใจอย่างไร้ เหตุผลเช่นนี้ ที่จวนมี
เรื่องอะไรให้เจ้าไม่ยินดีหรือ”
ฟางเมี่ยวกับเสิ่นเจี้ยเป็นคู่รักคู่แค้น ไม่
ทะเลาะเบาะแว้งก็ไม่รู้จักกัน
ทุกวันนี้กลายเป็นเถียงกันข้างเตียงก็จบลงบน
เตียง
เรื่องราวระหว่างคู่รักหนุ่มสาวความจริงแล้ว
ไม่จำเป็นให้คนอื่นสอดมือให้มากความ
ทว่าเสิ่นเจี้ยทั้งเมตตาและใจอ่อน หลังบ้าน
เองก็มีเจียงเสวี่ยฮุ่ยอีกคน แม้นางไม่มักใหญ่ใฝั่สูง
พอจะผ่านวันเวลาไปได้ แต่จะให้เป็น ‘คู่ครอง
สวรรค์สร้าง’ อะไรนั่นก็ถือว่าขอมากไป ถือว่า
ดีกว่าคนอื่นอยู่บ้างเท่านั้น เอง
ฟางเมี่ยวเบ้ปาก “ท่านยังไม่รู้น่ะสิ สองปี
ก่อนมีข่าวลือว่าจะแต่งตั้ง เขาเป็นพระอนุชารัช
ทายาท ส่วนตอนนี้ทุกคนในเมืองหลวงก็คาดเดา
กันไปต่าง ๆ นานาว่าใครจะได้ขึ้นครองราชย์
บางคนมีตาหามีแววไม่ก็เลยเดาว่าเป็นเขา ทุก
วันนี้จวนอ๋องครึกครื้นเชียวละ นอกจากสมบัติ
เงินทองแล้ว สนมงามนางจิ้งจอกอะไรก็ล้วนแต่
ส่งมาเรือนหลัง วันนี้ชุมนุมชมหิมะ พรุ่งนี้พบปะ
ใต้แสงจันทร์ ต่อให้ไม่มีโอกาสอะไรก็จัดการจนมี
ให้ได้ บรรยากาศ เลวร้ายไม่เป็นมงคลเสียเลย
คืนนี้ข้าไม่อยากกลับไปทนทุกข์แบบนั้น หากท่าน
ไม่รั้งข้าไว้ ข้าจะไปหาที่นอนกับองค์หญิง”
พูดจาเหมือนง่าย แต่ก็ยังแฝงความหึงหวง
ขอเพียงมีใจเข้าจริง ๆ ไหนเลยจะรับมืออย่าง
เยือกเย็นไหว
เจียงเสวี่ยหนิงหัวเราะ “เจ้าคิดมากไปจน
ริษยาแล้ว ในเมื่อเขาไม่มี ความคิดใด ๆ ต่อคน
เหล่านั้น ก็เป็นเพียงการจุดโคมต่อหน้าคนตา
บอด เสียเวลาเปล่า ๆ อย่าได้ใส่ใจเลย ก็แค่เรื่อง
น่าหงุดหงิดชั่วคราว”
ฟางเมี่ยวกล่าว “ข้ารู้ว่าเขาไม่ผิด แต่เห็นแล้ว
ก็ยังไม่พอใจอยู่ดี”
ถึงอย่างไรเรื่องแบบนี้ก็ไม่อาจใช้เหตุผลได้อยู่
แล้ว
ให้ควบคุมอารมณ์ไม่ระบายใส่ผู้อื่นนั้นยากยิ่ง
จะบอกว่าไม่เคืองใจก็ไม่จริง นางอยากไล่
หญิงใจไม่ซื่อเหล่านั้น ออกไปให้หมดเต็มแก่ จะ
ได้ไม่มาวุ่นวายต่อหน้านางอีก
แต่พอช้อนตามองเจียงเสวี่ยหนิงก็พลันชะงัก
เจียงเสวี่ยหนิงถาม “ทำไมรึ”
ฟางเมี่ยวกะพริบตาปริบ “ท่านไม่เคยเป็น
เช่นนี้หรือ”
เจียวเสวี่ยหนิงไม่เข้าใจ “เช่นไรเล่า”
ฟางเมี่ยวยืดตัวตรง จ้องนางเขม็ง สายตาฉาย
แววพิเคราะห์จริงจัง หลายส่วน “อย่างข้านี่ไง ที่
คนส่วนใหญ่มักใช้คำว่า ‘หึงหวง’ มาบรรยาย
เช่น เวลาสตรีอื่นเข้าหาเขา เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าไม่ใช่
ความผิดเขา แต่ท่านก็ยัง ไม่พอใจ ทนไม่ได้ถึงขั้น
กระฟัดกระเฟียดใส่เขา ท่านไม่เคยเป็นหรือ”
หึงหวงหรือ
เจียงเสวี่ยหนิงนึกใคร่ครวญอย่างละเอียด
รอบหนึ่ง พบว่าไม่เคยจริง ๆ
นางจึงส่ายหน้า
สีหน้าของฟางเมี่ยวฉายแววตื่นตะลึงทันใด
“จะเป็นไปได้อย่างไร”
นางนึกอยากถามต่ออย่างอดไม่ได้
ทว่าตอนนั้นเองก็มีคนวิ่งเข้ามาแจ้งข่าวจาก
ด้านนอก บอกว่าราชครู เซี่ยกำลังมาทางนี้
ฟางเมี่ยวหุบปากฉับ ร้อนตัวประหวั่นใจโดย
ไม่ทราบสาเหตุ จึงรีบ ลุกขึ้นกล่าว “ฟั้ามืดแล้ว
ข้าเพิ่งนึกได้ว่ามัวคุยกับท่านตั้งนานยังไม่ได้ไป
ถวายพระพรองค์หญิงใหญ่เสียที ขอตัวก่อนนะ!”
พูดจบก็เผ่นหนีพรวดพราด
ท่าทางราวกับเด็กเรียนไม่เก่งกลัวพบอาจารย์
หลบลี้ได้ไกลเท่าไหนก็เท่านั้น ถึงอย่างไรสมัย
ฟางเมี่ยวอยู่เรือนหยางจื่อก็นับว่าถนัดนักเรื่อง
การเอ้อระเหยไปวัน ๆ เลยไม่กล้าถูกพบเห็น
เมื่อเซี่ยเวยกางร่มเดินฝั่าละอองหิมะโปรย
มาถึง จึงเห็นเพียงเจียง เสวี่ยหนิงถือส้มครึ่งลูก
นั่งอยู่ที่ตำหนักข้าง ใช้สายตาจนปัญญามองมา
นางกำนัลหน้าใหม่คนหนึ่งจะเข้ามารับร่ม
จากเขา
ไม่นึกว่าเซี่ยเวยจะขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วหุบ
ร่มวางพิงเสาเบา ๆ ก่อนจะเดินเข้าข้างในราวกับ
มองไม่เห็น
แต่ไหนแต่ไรเซี่ยจวีอันก็ไม่ชอบยืมมือผู้อื่น
เรื่องนี้เจียงเสวี่ยหนิงชินชาอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้จึง
ไม่เคยสนใจ แต่วันนี้อาจเพราะเปลี่ยนนางกำนัล
คนใหม่ มองแล้วแปลกตา นางถึงสนใจขึ้นมา
คำถามชวนงุนงงของฟางเมี่ยวเมื่อครู่พลัน
วาบขึ้นมาในสมอง
เจียงเสวี่ยหนิงกะพริบตาปริบขณะมองเขา
เดินเข้ามาใกล้
เดินมาจากทางห้องทำงานสำนักมหาบัณฑิต
ในวันที่อากาศหนาว เหน็บเช่นนี้ ใบหน้าซึ่งปกติ
ดูหล่อเหลาสะอาดสะอ้าน บัดนี้กลับแฝงความ
เย็นยะเยือกเล็กน้อย ยามดวงตาทั้งคู่จับจ้องใคร
จึงดูลุ่มลึกเป็นพิเศษ
ชุดนักพรตสีขาวหิมะ ไม่แปดเปือนฝุั่นละออง
ใด
ตั้งแต่ชาติก่อนจนชาตินี้ นางแทบจะเคยชิน
กับท่าทางดุจเทพเซียน ผู้ห่างเหินจากโลกมนุษย์
ของเซี่ยเวย เหมือนว่านอกจากตนในชาติก่อนที่
กล้าหาญชาญชัยแล้ว ก็ไม่เคยได้ยินว่ามีสตรีคน
ไหนประเคนตนเองให้เขา อีก ประหนึ่งคนผู้นี้ไม่
แยแสอิสตรีแต่กำเนิด คนอื่น ๆ เองก็ไม่ได้เกิดมา
มี ชะตายั่วแหย่เขาดุจเดียวกัน
ก็นึก ๆ ดูแล้วจะเป็นไปได้อย่างไรเล่า
เซี่ยจวีอันมีฐานะสูงส่ง ทั้งยังเกิดมามีกาย
หยาบน่าดูชม ต่อให้ไม่ได้ ฉลาดหลักแหลมก็ไม่รู้
ว่ามีดรุณีน้อยมากมายปานใดฝันใฝั่จะได้เขาเป็น
คู่ครอง แค่คิดก็พอรู้ว่าอิสตรีทั่วใต้หล้าที่คิดจะ
สานสัมพันธ์กับเขาไม่มีทางน้อยนิดหรอก
ทว่าตนกลับไม่เคยได้ยินเลย
ถึงกับไม่เคยเห็นมาก่อนด้วยซ้ำ
นางย่อมไม่ต้องหงุดหงิดใจเหมือนอย่างฟาง
เมี่ยว
เพราะเซี่ยเวยมิใช่เสิ่นเจี้ย
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ใช่คนที่หึงหวงไม่เป็น
ตรงกันข้าม หากนางจะ โวยวายย่อมมีวิธีการไม่
น้อย ทว่าตั้งแต่อยู่กับเซี่ยจวีอันหรือก่อนหน้านี้ ก็
ตาม นางกลับไม่เคยมีความคิดเช่นนั้นเลยสักนิด
กระทั่งความกระเง้า กระงอดหรืออารมณ์รุนแรง
ก็ไม่เคยปรากฏอีกเลย
ใช่ว่านางควบคุมตนเองให้ไม่ทำอีก
แต่เป็นเพราะเซี่ยจวีอันไม่หือไม่อือ ปฏิบัติตน
ได้ดีเยี่ยม ไม่ก่อความรำคาญใจให้นางแม้แต่น้อย
เป็นเหตุให้อารมณ์กระเง้ากระงอดเป็นเด็ก ๆ ก็ดี
หรือความหึงหวงก็ช่าง ต่างไม่มีโอกาสได้ใช้งาน
นัยน์ตานางชุ่มชื้นขึ้นเล็กน้อย เป็นฝั่ายเข้าไป
โอบเอวเขาแล้วถาม “มาทำไมหรือ”
เขาเพิ่งจะมาจากข้างนอก ร่างกายยังเย็น
เฉียบ
แต่นางผิงไฟอยู่ในตำหนักข้างจนอบอุ่น ยาม
อิงแอบในอ้อมแขนจึง ขับไล่ความเย็นออกไป
บางส่วน เซี่ยเวยกอดนางพลางหัวเราะคราหนึ่ง
“ดูจากที่เจ้าทำงานถวายชีวิตให้เสิ่นจื่ออีแล้ว
หากข้าไม่มาก็ไม่รู้จะนอนอยู่ในวังอีกกี่วัน”
เจียงเสวี่ยหนิงกัดปากยิ้ม “ใครใช้ให้ท่านไม่
มารับข้าเองล่ะ”
นางอ้างเหตุผลข้าง ๆ คู ๆ มาตลอด เซี่ยเวย
ชินที่นางพูดจาเสียเต็ม ปากเต็มคำแบบนี้แล้วจึง
ไม่ปฏิเสธ ทั้งยังหยิบเสื้อคลุมขลิบขนจิ้งจอกหิมะ
ด้านข้างมาห่มร่างนางอย่างมิดชิดจนเหลือแค่ดวง
หน้าเล็ก ๆ ขนาดเท่า ฝั่ามือ แล้วกล่าวว่า “พวก
เรากลับกันเถอะ”