คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 26 แผนการแรกไม่สำเร็จ (1)
ไม่มีคนปกติคนใดต้านทานการหลับหูหลับตา
พูดจาเพ้อเจ้อเหลวไหลโดยไม่สนความเป็นจริง
ขององค์หญิงใหญ่เล่อหยางได้อยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้อง
เอ่ยถึงเจียงเสวี่ยหนิงซึ่งมีเงามืดครอบงำจิตใจ
จากชาติก่อน
แต่โชคยังดีที่สถานการณ์เช่นนี้ไม่ได้คงอยู่
นานนัก
เสิ่นจื่ออีเพิ่งนั่งอยู่ทางนี้ได้ไม่นาน เบื้องนอก
ก็มีชาววังมาตามหา แจ้งว่าไทเฮาทรงมีพระ
ประสงค์ให้นางไปสนทนาคลายเหงา เสิ่นจื่ออีจึง
ได้แต่จากไปด้วยความอาลัยอาวรณ์
ก่อนจะจากไปยังจับมือเจียงเสวี่ยหนิงพร้อม
เอ่ยว่า “อย่างไรเสียเปินกงจู่ก็ชื่นชอบเจ้า ช่วงที่
พำนักอยู่ในวังหลวงหลายวันนี้หากต้องการสิ่งใด
ก็บอกกล่าวนางกำนัลที่เรือนหยางจื่อได้เต็มที่
พวกนางจะมารายงานข้า ตอนนี้เสด็จแม่ทรงตาม
หาข้า ข้าต้องไปเดี๋ยวนี้แล้ว พรุ่งนี้ค่อยมาหาเจ้า
ใหม่นะ”
ในที่สุดเจียงเสวี่ยหนิงก็รู้สึกโล่งอกได้เสียที
นางมองส่งเสิ่นจื่ออีเดินจากไป สุดท้ายด้วยความ
พากเพียรพยายามของนางและความอดทนอย่าง
ยิ่งยวดของหัวหน้ากองซู ในที่สุดวันนี้ก็จบลงด้วย
การที่นางเรียนมารยาทพิธีการภายในวังหลวงได้
อย่าง ‘กล้ำกลืนฝืนทน’ เสียที
ก็ช่วยไม่ได้นะ
การเสแสร้งมันช่างเหน็ดเหนื่อยเสียเหลือเกิน
มิหนำซ้ำเมื่อเจียงเสวี่ยหนิงนึกถึงท่าทีของเสิ่นจื่อ
อี กระทั่งคำว่า ‘หากเจ้าเรียนรู้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร’
ยังเอ่ยปากออกมาได้เลย นางเสแสร้งต่อไปยังจะ
มีความหมายอันใดอีกเล่า
เมื่อแผนการแรกไม่สำเร็จก็จำต้องเปลี่ยน
แผน
เพียงแต่นางไม่อาจให้ผู้อื่นจับพิรุธได้ ฉะนั้น
จึงอดทนต่อไปจนฟั้าค่อย ๆ มืดลงถึงเริ่มปฏิบัติ
ด้วยความคล่องแคล่ว ทำเหมือนว่าหัวหน้ากองซู
ประสบความสำเร็จในการสอนมากขึ้นเรื่อย ๆ
และนางปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานอันแสนจะ
เข้มงวดของหัวหน้ากองซูได้อย่างเชื่องช้าแล้ว
อย่างไรอย่างนั้น
เมื่อสิ้นสุดการสอน หัวหน้ากองซูเผยสีหน้า
ยินดีอย่างหาได้ยากยิ่ง มองนางพร้อมชี้มาและ
กล่าวกับผู้อื่นว่า “นี่แสดงให้เห็นว่าต่อให้
พรสวรรค์จะย่ำแย่สักเพียงใดก็ไม่เป็นปัญหา นับ
แต่โบราณมามีคำพูดประโยคหนึ่งกล่าวเอาไว้ว่า
‘สกุณาโง่เขลาโผบินก่อน’ ‘ความขยันหมั่นเพียร
ชดเชยความโง่งมได้’ ขอเพียงยอมพากเพียร ก็
ย่อมเอาชนะความยากเข็ญที่มีอยู่มากมายบนโลก
นี้สำเร็จ วันนี้คุณหนูรองเจียงทำได้ดีมาก พวก
ท่านต้องเอานางเป็นแบบอย่าง”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
ผู้อื่นต่างก่นด่าในใจว่าหากทำแบบนี้ก็เป็น
‘แบบอย่าง’ ได้ เช่นนั้นทุกคนก็คงไม่ต้องเข้าวัง
หลวงแล้ว แต่ปากกลับเอ่ยอย่างพร้อมเพรียงกัน
ว่า “เจ้าค่ะ ขอบคุณหัวหน้ากองซูที่ชี้แนะ”
หัวหน้ากองซูจึงบอกให้พวกนางแยกย้ายกัน
ไปได้ ส่วนตัวเองก็พานางข้าหลวงจากกองพระ
ราชพิธีทั้งสามคนจากไป
ขณะนี้เป็นสภาพอากาศของช่วงปลายฤดู
สารท ทว่าเจียงเสวี่ยหนิง กลับเหงื่อท่วมร่าง
ครั้นเห็นคนจากไปแล้วก็คร้านจะโอภาปราศรัย
กับผู้ใด รีบกลับเข้าห้องของตน สั่งนางกำนัลของ
เรือนหยางจื่อให้ตระเตรียมน้ำสุคนธ์เพื่อชำระ
ล้างร่างกายตนเอง
ส่วนคนอื่นต่างต้องการรั้งท้ายอยู่เล็กน้อย
เฉินซูอี๋ บุตรีเฉินอวิ๋นจิ้นมหาบัณฑิตแห่ง
สำนักมหาบัณฑิตเดินอยู่ข้างกายเซียวซูพร้อม
เหยาซี
ครั้นนางเห็นเหยาซีซึ่งไม่รู้กำลังคิดอะไรอยู่
ดวงตาก็เป็นประกายวาบเล็กน้อย เอ่ยกับเซียวซู
ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “แม้ข้าจะไม่ค่อยได้พบ
องค์หญิงใหญ่บ่อยเท่าใด แต่ก็เห็นพระองค์ทรง
ปฏิบัติกับผู้ใดดีเช่นนี้น้อยยิ่งนัก คุณหนูรองเจียง
ก็แค่แต่งพระพักตร์ให้พระองค์เพียงเล็กน้อยเอง
ไม่ใช่หรือ แล้วเหตุใดถึงทำให้องค์หญิงทรงปฏิบัติ
ต่อนางเช่นนี้ได้เล่า?”
เฉินซูอี๋ไม่ได้ไปจวนชิงหย่วนปั๋อ จึงไม่รู้
เรื่องราวเป็นธรรมดา
ทว่าเซียวซูกลับอยู่ในเหตุการณ์โดยตลอด
นางเล่นพัดหอมอันวิจิตรบรรจงในมือ ดวงตา
หลุบต่ำขณะหัวเราะ มิได้แฝงความหวาดระแวง
หน่อย ๆ เช่นเฉินซูอี๋ ตรงกันข้ามกลับผ่อนคลาย
สบายอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด “หากเพียงแต่งพระ
พักตร์ให้คราหนึ่งย่อมไม่ถึงขั้นนี้แน่ สิ่งสำคัญคือ
คำพูดที่เอ่ยออกไปในยามนั้นต่างหาก คำพูด
เช่นนั้น ซูอี๋ ทั้งเจ้าและข้าชาตินี้ก็ไม่มีวันพูด
ออกมาได้”
เฉินซูอี๋มีท่าทีครุ่นคิด
*****
เนื่องจากทุกคนมารวมตัวกันในสถานการณ์
แห่งนี้เป็นครั้งแรก ทั้งยังเข้าวังหลวงเป็นหนแรก
อีกด้วย ครั้นล่วงเข้ายามราตรี ต่างชำระล้าง
ร่างกาย แต่งตัว และรับประทานอาหารเสร็จแล้ว
ไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นต้นคิดบอกให้ทั้งหมดมารวมตัวกัน
ที่หอหลิวสุ่ยซึ่งเป็นสถานที่สำหรับอ่านตำราและ
ดื่มน้ำชาเพียงแห่งเดียวของเรือนหยางจื่อ
เดิมทีเจียงเสวี่ยหนิงมิได้สนใจแม้แต่น้อย
เนื่องด้วยชาติก่อนคนกลุ่มนี้มิได้สนทนา
หัวข้อที่น่าสนใจอะไรนัก ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกแปั้ง
หอมเอย เครื่องประดับศีรษะเอย หรือไม่ก็พูดคุย
เรื่องของบุรุษหนุ่มรูปงามเบื้องนอกผู้มี
ความสามารถอย่างเอาเป็นเอาตาย ช่าง
ปราศจากความคิดสร้างสรรค์เสียจริง
แต่กระนั้นเจียงเสวี่ยหนิงก็ไม่อาจต้านทาน
ความรู้สึกของทุกคนที่คิดว่านางช่างร้ายกาจเสีย
เหลือเกินในยามนี้ได้อยู่ดี
ผู้ใดใช้ให้นางมีหน้ามีตายามอยู่ต่อหน้าองค์
หญิงใหญ่เล่อหยางเล่า
สถานการณ์ขณะเรียนวิชามารยาทพิธีการ
ทุกคนล้วนเห็นกับตา ต่อให้รู้สึกว่านางใช้เส้นสาย
เกินเลยไปอยู่บ้าง ทว่าเปลือกนอกก็ต้องแสดง
ท่าทีเป็นมิตรกับนางมากขึ้น แม้ต่างเป็นคุณหนู
จากตระกูลใหญ่จึงไม่จำเป็นต้องถึงขั้นทำตัว
‘ประจบประแจง’ แต่ทั้งถ้อยคำและวาจาที่
แสดงออกล้วนอ่อนโยนและเป็นมิตรยิ่ง กระทั่ง
โหยวเย่ว์ยามเห็นนางก็ยังต้องเก็บงำสายตาที่เคย
แฝงความเป็นอริไปเสีย เค้นรอยยิ้มประดับริม
ฝีปากเช่นกัน
ดังนั้นนางจึงถูกพวกฟางเมี่ยวลากตัวไป
มีคนนั่งรอบโต๊ะกลมราวหกถึงเจ็ดคน ส่วน
คนที่เหลือแยกย้ายกระจายตัวนั่งบนเตียงเตาริม
หน้าต่าง กำลังสนทนาตอบโต้ไปมา ระหว่างนั้น
อาจหยิบผลไม้แช่อิ่มหรือผลไม้แห้งซึ่งตระเตรียม
ไว้เป็นอย่างดีภายในถาดขึ้นมากินเป็นระยะ
ส่วนโจวเปั่าอิงก็ยิ่งก้มหน้าก้มตาอยู่กับของ
กิน ไม่ว่าผู้ใดจะมาก็ไม่เงยหน้าเลย
เป็นเซียวซูที่คล้ายให้ความสำคัญต่อเจียง
เสวี่ยหนิงมากเป็นพิเศษ ครั้นเห็นนางมาถึงก็ผงก
ศีรษะเป็นการทักทาย ยิ้มแย้มเอ่ยว่า “วันนี้
นับว่าน้องหญิงตระกูลเจียงมีหน้ามีตาใหญ่แล้ว
นะ”
เจียงเสวี่ยหนิงเหน็ดเหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว นาง
จึงทำได้เพียงฉีกยิ้มมุมปาก แสร้งทำท่ากระอัก
กระอ่วน ประหนึ่งไม่รู้ว่าควรตอบกลับเช่นไร
เพียงกล่าวว่า “พี่หญิงเซียวกล่าวล้อเล่นแล้ว”
เซียวซูเห็นนางไม่มีเจตนาจะสนทนากับผู้ใด
เสียที อีกทั้งไม่สะดวกจะหยิบยืมการสนทนาเพื่อ
พูดคุยกับนางให้ลึกซึ้งกว่านี้ จึงพลันหันหน้าไป
คุยกับผู้อื่นต่อ
ทุกคนล้วนอดพร่ำบ่นนางข้าหลวงที่มาวันนี้
ไม่ได้
เหยาหรงหรงนั่งอยู่บริเวณหัวมุมด้วยอาการ
หวาดกลัวเล็กน้อย ใบหน้าแดงก่ำ “ไม่เคยมีผู้ใด
สอนเรื่องพวกนี้กับข้ามาตั้งแต่เล็ก พอต้องเรียนรู้
จึงออกจะชักช้าเสียเหลือเกิน โชคยังดีที่มีพี่หญิง
เจียงซึ่งไม่ต่างจากข้าเท่าใดนัก มิเช่นนั้นวันนี้ข้า
คงไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรดีแล้ว…”
เมื่อทุกคนได้ยินคำพูดนี้ต่างหายใจติดขัด
ควรบอกว่าสาวน้อยผู้นี้ช่างโง่เขลาหรือว่าช่าง
โง่เขลามากเป็นพิเศษดีนะ
คำพูดพรรค์นี้รู้แค่ในใจตนก็เพียงพอแล้ว เหตุ
ใดต้องพูดออกมาจากปากด้วย
ภายในห้องเงียบสงัดในบัดดล
โหยวเย่ว์แทะเมล็ดทานตะวัน ถึงแม้ไม่กล้า
เผยสีหน้าชัดเจนนัก แต่สายตากลับฉายแวว
สนุกสนานที่ได้ดูการแสดงฉากเด็ด
ผ่านไปครู่หนึ่งเหยาหรงหรงถึงรู้สึกตัวว่านาง
พูดผิดไปแล้ว ทั้งยังนึกถึงเรื่องที่เจียงเสวี่ยหนิง
ได้รับเกียรติต่อหน้าพระพักตร์องค์หญิงขึ้นมาได้
อีก นางพลันตัวสั่นงันงก รีบกล่าวกับเจียงเสวี่ย
หนิงว่า “ที่ ที่ข้าพูดไปเมื่อครู่ไม่ได้หมายความ
เช่นนั้น…”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
นางไม่ได้รู้สึกโกรธ เพียงรู้สึกว่าอีกฝั่ายน่า
สงสาร
ชาติก่อนนางไม่ได้คบค้าสมาคมกับเหยาหรง
หรง ส่วนชาตินี้ก็ไม่ได้มีเจตนาจะสร้างความ
ลำบากใจให้ด้วย นางจึงพูดกลั้วหัวเราะอย่าง
สบายอารมณ์ “ไม่เป็นไร เดิมทีข้าก็โง่เขลาอยู่
แล้ว เรียนรู้อะไรไม่ค่อยได้เลยจริง ๆ เพียงแต่
หัวหน้ากองซูออกจะรับผิดชอบต่อหน้าที่มาก
เกินไปหน่อย ให้ทำไปเรื่อย ๆ ทีละรอบ ทีละ
รอบ ต่อให้ไม่อยากทำให้สำเร็จก็คงยากแล้ว”
บทที่ 26 แผนการแรกไม่สำเร็จ (2)
ฝานอี๋หลานเป็นผู้มีจิตใจดีงาม ก่อนหน้านี้
นางกำลังพลิกอ่านตำรารวมบทกวีซึ่งหยิบมาจาก
ชั้นวางตำรา ยามนี้คงเห็นเหยาหรงหรงอึดอัดใจ
จึงพูดแทรกขึ้นมาว่า “เหมือนยังต้องเรียนรู้
มารยาทพิธีการภายในวังหลวงอีกสองวันใช่
หรือไม่? ตอนแรกทางวังหลวงแจ้งพวกเราว่าการ
เข้าวังครั้งแรกจะต้องพำนักอยู่สามวัน ได้ยินว่า
วันสุดท้ายต้องให้เหล่าเซียนเซิงออกข้อสอบเพื่อ
ทดสอบพวกเรา ดูว่าความรู้ของทุกคนเป็นเช่นไร
บ้าง และจะใช้สิ่งนี้กำหนดตัวเนื้อหาและความ
ลึกซึ้งของเนื้อหาที่จะบรรยายต่อจากนี้ เพียงแต่
ไม่รู้ว่าตอนนั้นเซียนเซิงท่านใดจะมาเป็นผู้
ทดสอบ…”
ยังจะเป็นผู้ใดได้อีกเล่า
ย่อมต้องเป็นเซี่ยจวีอัน
เจียงเสวี่ยหนิงยิ้มหยันในใจ
จริงดังคาด เฉินซูอี๋ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ค่อยปริ
ปากก็ตอบกลับไปว่า “คงจะเป็นท่านรองราชครู
เซี่ย บัดนี้เขาเป็นผู้กำกับดูแลการบรรยาย
ประจำวันของวังหลวง ทั้งยังมีความรู้เหนือผู้ใด
มิหนำซ้ำคราวนี้ยังต้องสอนพวกเราเรียนพิณและ
อ่านตำราอีก เขาเป็นหัวหน้าของเซียนเซิงทุก
ท่าน ตอนข้าจะเข้าวังท่านพ่อเคยกำชับเอาไว้
บอกว่าการเข้าวังครั้งนี้ยังไม่นับว่าได้เป็นพระ
สหายร่วมศึกษาขององค์หญิง นอกจากจะต้อง
เรียนรู้มารยาทพิธีการแล้ว ยังต้องผ่านด่านการ
ทดสอบความรู้ของเหล่าเซียนเซิงอีกด้วย หากมี
ความรู้ดีมากเกินไปก็ไม่เป็นไรหรอก แต่หาก
ย่ำแย่เกินไปและได้อยู่เป็นพระสหายร่วมศึกษา
ต่อไปละก็ เซียนเซิงอาจจัดการสอนลำบาก ถ้า
บรรยายเนื้อหาที่ลึกซึ้งเกินไปจะฟังไม่เข้าใจ แต่
ถ้าบรรยายช้าก็สร้างความลำบากให้องค์หญิง
ใหญ่ เพราะฉะนั้นการทดสอบในช่วงสามวันแรก
จึงมีไว้เพื่อคัดเลือกคน หากปราศจากความ
เหมาะสม ก็ย่อมถูกเซียนเซิงโน้มน้าวให้ถอนตัว
เช่นกัน”
…นี่คือแผนการลำดับสองที่เจียงเสวี่ยหนิง
เตรียมนำมาใช้นั่นเอง
ด่านมารยาทพิธีการเกิดความเปลี่ยนแปลง
เพราะหัวหน้ากองซูและองค์หญิงใหญ่เล่อหยาง
ยามนี้ไม่ว่านางจะแสร้งทำตัวโง่งมเช่นไร ต่อให้
นอนบนพื้นก็ผ่านได้อยู่ดี ไม่มีทางถูกโน้มน้าวให้
ออกจากวังเพราะเรียนไม่สำเร็จ
ย่อมมีเพียงเซี่ยเวยที่องค์หญิงใหญ่เล่อหยาง
ไม่อาจสั่งการได้!
ขอแค่นางทำลายขีดจำกัดของตนเองในการ
สอบวันที่สาม ส่งกระดาษเปล่าหรือไม่ก็เขียนส่ง
เดชมั่ว ๆ ย่อมยั่วโทสะเซี่ยเวยซึ่งไม่เคยผ่อนปรน
เรื่องนี้มาก่อนหรือไม่ก็เซียนเซิงท่านอื่นเป็นแน่
แท้ การถูกโน้มน้าวให้ออกจากวังหลวงเพราะ
ความรู้อ่อนด้อยก็จะกลายเป็นเรื่องที่แน่นอน
ครั้นเอ่ยถึงเซี่ยเวย บรรดาคุณหนูจากตระกูล
ใหญ่ก็พลันตื่นเต้นขึ้นมาอีกหลายส่วน
มีคนผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นมาว่า “เซี่ยเซียนเซิงคงไม่
ได้มาด้วยตนเองจริงหรอกกระมัง?”
โหยวเย่ว์พูดกระเซ้า “ไยเจ้าจึงหน้าแดง
เล่า?”
คนผู้นั้นส่งเสียงดูแคลนนางครั้งหนึ่ง ใช้มือ
ปั้องใบหน้ากล่าวว่า “หากวันใดเจ้าได้พบ เจ้าก็
ต้องหน้าแดงเช่นกัน!”
เหยาหรงหรงกลับพูดต่อด้วยอาการขลาด
กลัว “ตอนข้าอยู่บ้านก็เคยได้ยินท่านพ่อเอ่ย
ถึงเซี่ยเซียนเซิงอยู่หลายครั้ง เพียงแต่ต่างพูดกัน
ว่าเซี่ยเซียนเซิงอีกสี่ปีก็จะอายุสามสิบแล้ว กลับ
ยังอยู่เพียงลำพังและไม่คุยเรื่องงานวิวาห์ ช่างน่า
แปลกเหลือเกิน”
ฟางเมี่ยวเงยหน้าทันที “เรื่องนี้มีอะไรน่า
แปลก?”
เหยาหรงหรงร้อง ‘อา’ เบา ๆ คราหนึ่ง
ฟางเมี่ยวก้มหน้าเรียงเหรียญทองแดง
ทั้งหลายบนโต๊ะอีกรอบ คล้ายต้องการคำนวณ
อะไรบางอย่าง แล้วพูดขึ้นมาว่า “คนในเมือง
หลวงส่วนใหญ่รู้กันอยู่แล้วว่าถึงแม้เซี่ยเซียนเซิง
จะถือกำเนิดในตระกูลของบัณฑิต ทว่าหลายปีนี้
กลับมีใจฝักใฝั่ศึกษาพระธรรม ทุกปีจะต้องหา
เวลาว่างสองเดือนเพื่อไปพำนักถือศีลกินเจ ถก
พระธรรมคัมภีร์ที่วัดเสวียนคงและอารามซานชิง
กวน จิตใจผ่องแผ้วปราศจากกิเลส ไม่เข้าใกล้
อิสตรี เป็นเช่นนี้หากยังไม่บวชก็แปลกแล้ว”
ไม่เข้าใกล้อิสตรี
ครั้นเอ่ยถึงเรื่องนี้เจียงเสวี่ยหนิงก็อดนึกถึง
ความน่าอับอายในชาติก่อนไม่ได้
ความคิดอันชั่วร้ายสารพัดอย่างพลันผุดในใจ
จิตใจผ่องแผ้วปราศจากกิเลสอะไรกันเล่า อยู่
ตำแหน่งสูงส่งทว่าข้างกายกลับปราศจากอิสตรี
แม้แต่คนเดียว ไม่แน่ว่าบางส่วนอาจใช้การไม่ได้สิ
ไม่ว่า!
ทุกคนหัวร่อต่อกระซิกกระเซ้าเย้าแหย่กัน
เบื้องนอกพลันมีนางกำนัลน้อยผู้หนึ่งค้อม
กายคารวะพร้อมเรียกเจียงเสวี่ยหนิงเบา ๆ
“คุณหนูรองเจียง มีคนมาขอพบเจ้าค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงเลิกคิ้ว ถามทันที “ผู้ใดหรือ?”
นางกำนัลน้อยกะพริบตา มองนางโดยไม่
เอื้อนเอ่ยวาจา
เจียงเสวี่ยหนิงนึกเรื่องที่เกิดในชาติก่อน
ขึ้นมาได้ กระจ่างแจ้งแก่ใจทันควัน ไม่ถามไถ่อีก
แล้ว เพียงกล่าวกับผู้อื่นว่า “ขอตัวก่อน ข้าจะ
ออกไปดูสักหน่อย”
จากนั้นก็ตามนางกำนัลน้อยเดินออกไปจาก
เรือนหยางจื่อ
เส้นทางนั้นมุ่งตรงไปยังตำหนักเหวินหวา
ขณะกำลังจะเข้าใกล้อาณาบริเวณของเขต
พระราชฐานชั้นนอก โชคยังดีที่หยุดอยู่ตรงทาง
แยกเบื้องหน้าไม่ไกลนัก ครั้นเงยหน้าอีกครั้ง
เยี่ยนหลินในชุดคลุมตัวยาวสีน้ำตาลเข้มทั้งร่าง
กำลังยืนรอนางอยู่บริเวณปลายฟากหนึ่งของพุ่ม
ชิวไห่ถัง[1]ยามฤดูสารท
นางกำนัลน้อยถอยออกไปอย่างเงียบงัน
เจียงเสวี่ยหนิงเดินไปเบื้องหน้า “ดึกดื่น
ปั่านนี้แล้ว ยังไม่กลับออกจากวังอีกหรือ?”
เยี่ยนหลินได้ฟังเรื่องการเรียนมารยาทพิธีการ
ของเหล่าพระสหายร่วมศึกษาขององค์หญิงใหญ่
ในวันนี้มาจากเสิ่นเจี้ย จึงมาดูโดยเฉพาะเพราะ
กลัวว่านางจะได้รับความลำบากอะไร ยามนี้
กำลังมองนางอย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะพูด
ขึ้นมาว่า “ยังมีเวลาอีกสักครู่กว่าประตูวังจะปิด
เจ้าเพิ่งเข้าวังครั้งแรกข้าไม่วางใจเลยจริง ๆ อีก
ทั้งได้ยินคนบอกว่าหัวหน้ากองซูที่สอนเจ้าในวันนี้
เข้มงวดมาก ซ้ำเจ้ายังหกล้มต่อหน้าองค์หญิง
ใหญ่อีก นี่เมื่อครู่ข้าแวะไปขอยามาจากสำนัก
หมอหลวง กลางคืนอย่าลืมทายา อย่าให้กลับ
จากเข้าวังแล้วขาพิการเล่า เจ้าสาวเช่นนี้ข้าไม่
ต้องการหรอกนะ”
กล่าวคำพูดเหมือนเด็กน้อยโดยไม่รู้ตัวอีกแล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงสีหน้าเป็นปกติ
ส่วนเยี่ยนหลินกลับหน้าแดง พลันรู้สึกว่า
ตนเองวู่วามอีกจนได้ เขาอดปั้องปากกระแอม
กลบเกลื่อนทีหนึ่งไม่ได้ จากนั้นจึงเปลี่ยนหัวข้อ
สนทนา “วันนี้ปรับตัวได้หรือยัง?”
ยาที่เขาขอมาบรรจุในขวดขนาดเล็กสีขาว
เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงกุมไว้ก็รู้สึกได้ถึงความเย็น
เฉียบ นางช้อนดวงตามองหนุ่มน้อยใต้ท้องฟั้า
ยามราตรี “พอปรับตัวได้บ้าง มิหนำซ้ำองค์หญิง
ใหญ่ทรงดูแลข้าดีมาก เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง”
เนื่องด้วยเยี่ยนหลินบอกกล่าวเสิ่นจื่ออีไว้เป็น
พิเศษ ครั้นได้ยินจึงวางใจแล้วเช่นกัน
ริมฝีปากเขาผุดรอยยิ้มบาง ยามนี้เปลี่ยนไป
ใช้สีหน้าอีกแบบมองดูนาง
ประหนึ่งจับหางน้อย ๆ ของแมวที่กำลังขโมย
ของกินได้ตัวหนึ่ง
เขากล่าวอย่างเจ้าเล่ห์ว่า “วันนี้หลังจากจบ
การบรรยายประจำวันที่ตำหนักเหวินหวา ข้า
บังเอิญไปพบท่านรองเสนาบดีมา”
คงหมายถึงเจียงปั๋อโหยว
เจียงเสวี่ยหนิงไม่เข้าใจความหมาย กะพริบ
ตามองเขา
เยี่ยนหลินเลิกคิ้วพลางกล่าวต่อ “เขาถามข้า
ว่าก่อนหน้านี้เคยสอนวิธีการปกครองคนอะไรกับ
เจ้าบ้างหรือไม่ ถึงทำให้เจ้าใช้ตำราแบบเรียน
สำหรับเด็กน้อยเล่มหนึ่งมาอ้างว่าเป็นสมุดบัญชี
เพื่อใช้จัดการบ่าวไพร่ที่ไม่เชื่อฟังภายในจวน ข้า
ลองคิดดูแล้ว เขาคงไม่ได้มาถามข้าอย่างไร้ต้น
สายปลายเหตุ ทั้งยังเหมือนไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอีก
ด้วย ข้าจึงยอมรับไป เพียงแต่มีแค่ตัวเจ้าและข้า
ที่รู้ว่าข้าไม่เคยสอนมาก่อน”
เจียงเสวี่ยหนิงหลุบตา “ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้า
ต้องโกหกเพื่อข้า ดังนั้นถึงได้โยนเรื่องไปที่ตัว
เจ้า”
เยี่ยนหลินหัวเราะพร้อมใช้นิ้วปัดดั้งจมูกนาง
ครั้งหนึ่ง แล้วถามว่า “เช่นนั้นผู้ใดเป็นคนสอน?”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบ “คิดได้เอง”
เยี่ยนหลินจ้องมองนาง ไม่เอ่ยวาจาไป
ชั่วขณะ ดวงตาอันลุ่มลึกและดำขลับคู่นั้นวาบ
ประกายเล็กน้อย ก่อนจะยื่นมือไปลูบศีรษะนาง
“หนิงหนิงของข้ามีความลับแล้ว”
ใช่
หนิงหนิงของเจ้ามีความลับแล้ว
ทั้งยังเป็นความลับที่นางไม่กล้าบอกเขาตราบ
ชั่วนิรันดร์
——————–
1. ชิวไห่ถัง เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นสูงสุดหกสิบ
เซนติเมตร กลีบดอกส่วนใหญ่ไล่สีสองเฉดสี
มีทั้งสีชมพูเหลือง สีแดงส้ม และสีชมพูขาว
เป็นต้น
บทที่ 26 แผนการแรกไม่สำเร็จ (3)
เจียงเสวี่ยหนิงช้อนตามองเขา ดวงตาของ
นางมีนัยน์ตาดำและขาวแบ่งแยกชัดเจน กระจ่าง
ใสน่าพิศดั่งลูกปัดแก้ว แต่นางก็ไม่ได้กล่าวคำใด
เยี่ยนหลินจึงเอ่ยว่า “เช่นนั้นรอให้สักวันหนึ่ง
เจ้าอยากจะบอกว่าเป็นผู้ใดแล้วค่อยมาบอกข้าก็
ได้ ดีหรือไม่? ข้าอยากเป็นผู้ล่วงรู้ความลับของห
นิงหนิงเป็นคนแรกในแผ่นดิน”
สายตาของหนุ่มน้อยที่มองนางเปียมความ
อดทนอย่างไร้ขีดจำกัด
ในพริบตานั้นเจียงเสวี่ยหนิงพลันรู้สึกใจอ่อน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ปะทุภายในความทรงจำ
ยังคงเป็นภาพที่เขาเดินเข้ามาภายในตำหนัก
บรรทมของนางพร้อมกลิ่นสุราคละคลุ้งทั่วร่าง
หลังจากหวนคืนราชสำนักในชาติก่อน นิ้วมือซึ่ง
กำลังกำขวดยากระเบื้องเคลือบสีขาวของนางจึง
บีบแน่นอีกเล็กน้อย ทว่าสุดท้ายก็ยังผงกศีรษะ
อยู่ดี “ได้”
เยี่ยนหลินจึงพึงพอใจ ความรู้สึกไม่สบ
อารมณ์เล็กน้อยก่อนหน้านี้พลันปลาสนาการไป
สิ้น แต่เนื่องจากเขาเห็นว่าดึกมากแล้ว อีกทั้งยัง
เกรงจะพลาดช่วงเวลาปิดประตูวังหลวง จึงกล่าว
ด้วยความอาวรณ์ว่า “ช่วงหลายวันนี้พวกเจ้า
เรียนรู้เรื่องกฎระเบียบ เกรงว่าคงต้องได้รับการ
ทดสอบความรู้จากเซียนเซิงด้วย ส่วนข้ายังไม่
สะดวกมาหาเจ้าอย่างเปิดเผย พรุ่งนี้เวลานี้มา
เจอกันที่นี่ ข้าจะไปสืบข่าวว่าวันที่สามพวกเจ้า
ต้องสอบอะไรบ้าง จะได้ให้เจ้าเตรียมตัวสัก
หน่อย ถึงเวลาข้าจะนำมามอบให้นะ”
เจียงเสวี่ยหนิงอับจนคำพูด
ชาติก่อนสอบอะไรไปบ้าง ที่จริงแล้วนางยัง
จดจำได้ไม่น้อย ส่วนชาตินี้จะรู้หรือไม่ก็ไม่มีสิ่งใด
แตกต่าง นั่นเพราะนางไม่อยากให้ตนเองผ่านอยู่
แล้ว
แต่นางไม่อาจปฏิเสธความปรารถนาดีของ
หนุ่มน้อยในเวลานี้ได้เช่นกัน
ยังคงตอบกลับไปว่า “ได้”
*****
วันต่อมาก็ยังคงเป็นคนจากกองพระราชพิธี
ทว่าสิ่งที่สอนคราวนี้หาใช่เรื่องมารยาทพิธี
การธรรมดาทั่วไปไม่ แต่เป็นการเรียกขานต่าง ๆ
ภายในวังหลวง สอนกระทั่งศิลปะและงานฝีมือ
อย่างการปรุงเครื่องหอมและการทำเครื่องหอม
ทุกคนล้วนนึกว่าวันนี้เจียงเสวี่ยหนิงคงจะ
แสดงความโง่เขลาดังเดิม
แต่ก็พากันคาดไม่ถึงเป็นอย่างยิ่งว่าเจียงเสวี่ย
หนิงในวันนี้กลับเหมือนบังเกิดปัญญาขึ้นมา
กะทันหัน ไม่ว่าจะเรียนรู้สิ่งใดก็ทำได้สำเร็จทั้งยัง
เรียนรู้เร็วด้วย!
การเรียกขานบุคลต่าง ๆ ภายในวังหลวง
เพียงบอกซ้ำแค่สามครั้งก็ท่องได้อย่าง
คล่องแคล่วแล้ว
กฎเกณฑ์ในการเดินเหินรุกถอย เพียงดูนาง
ข้าหลวงแสดงเป็นตัวอย่างครั้งเดียวก็จดจำได้
ครบถ้วนสมบูรณ์
ส่วนการทำเครื่องหอมยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง
ดมเครื่องหอม จำแนกเครื่องหอม ผสมเครื่อง
หอม จุดเครื่องหอม มืองามเรียวยาวเพียงโบก
สะบัดก็ทำออกมาได้สารพัดอย่าง มิหนำซ้ำแต่ละ
การเคลื่อนไหวยังถึงขั้นเมฆาเคลื่อนคล้อยวารี
ไหลริน งดงามน่าดูชมยิ่งนัก!
เมื่อวานการเรียนมารยาทพิธีการของเจียง
เสวี่ยหนิงทำให้หัวหน้ากองซูทรมานแทบจะ
กระอัก การมาในวันนี้จึงไม่ได้ตั้งความหวังอะไร
มากนัก คิดเพียงว่าหากช่วยไม่ได้จริง ๆ ก็จะเชื่อ
ฟังองค์หญิงใหญ่ ละเว้นนางอย่างง่ายดายไปเสีย
แต่ผู้ใดจะคาดคิดว่าคุณหนูรองเจียงกลับ
เหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน!
ผู้อื่นอาจไม่สังเกต แต่นางยืนอยู่เบื้องหน้า
เจียงเสวี่ยหนิงจึงเห็นได้ชัดเจน ขณะเจียงเสวี่ย
หนิงหยิบพิมพ์เครื่องหอมไม้กฤษณาขึ้นมา
นิ้วก้อยยกขึ้นเล็กน้อย ใช้ช้อนตักผงเครื่องหอมใส่
พิมพ์ ซึ่งในขณะวางมันลงบนขี้เถ้าที่วางรอง
เอาไว้เรียบร้อยนั้น นางก็ไม่ได้ทำเอียงแต่วางตรง
ตำแหน่งได้ถูกต้อง กำยานหอมที่วางลงไปเป็น
ทรงบุปผาคลี่บานจึงหันใจกลางไปยังด้านหน้าพอ
ดิบพอดี! เมื่อเบือนไปมองผู้อื่น แม้การ
เคลื่อนไหวจะถูกต้อง แต่กำยานที่วางส่วนใหญ่
จะไม่ได้ระวังเรื่องทิศทาง
บ้างก็กลับด้าน บ้างก็เอน
ถึงแม้ผู้ที่ทำเครื่องหอมส่วนใหญ่จะไม่เน้น
การวางกำยานให้ตั้งตรง ทว่าดอกโบตั๋นงดงาม
ล่มเมือง แต่ไหนแต่ไรมาเป็นของรักของฮองเฮา
ทุกราชวงศ์ ดังนั้นยามหัวหน้ากองซูวางกำยานจึง
ใส่ใจอย่างยิ่ง
คิดไม่ถึงว่าเจียงเสวี่ยหนิงจะมีจิตใจบริสุทธิ์
และฉลาดหลักแหลม สังเกตรายละเอียด
ปลีกย่อยถึงเพียงนี้…
หัวหน้ากองซูพลันอดมองนางใหม่ไม่ได้ พอ
นางวางกำยานเรียบร้อยแล้ว จึงกล่าวอย่างแช่ม
ช้าว่า “องค์หญิงใหญ่โปรดท่านมาก ที่แท้ก็มี
สาเหตุจริงเสียด้วย คิดว่าบนโลกนี้ยังมีคนบางคน
ที่เกิดมาก็มีแขนขาไม่สมดุล แม้เดินเหินบนที่
ราบเรียบยังหกล้ม เกรงว่าคุณหนูรองอาจเป็น
หนึ่งในนั้น แต่ทว่าวันนี้ท่านทำได้ดีมาก
โดยเฉพาะการผลิตเครื่องหอม สมควรได้อันดับ
หนึ่ง”
เจียงเสวี่ยหนิงสงบนิ่งหาได้ตกใจไม่
ชาติก่อนนางเรียนมารยาทพิธีการกับหัวหน้า
กองซู มิหนำซ้ำยังได้พำนักอยู่วังหลวงต่อนาน
ขนาดนั้น หากอยากจะทำย่อมทำได้ดีกว่าผู้อื่น
เป็นธรรมดา
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงการทำเครื่องหอม…
นี่คือหนึ่งในความชอบจำนวนไม่มากนัก
นอกจากการเป็นฮองเฮาของนางในชาติที่แล้ว
ส่วนดอกโบตั๋น ตัวนางเป็นฮองเฮา แล้วจะไม่
สนใจได้หรือ
เพียงแต่ขณะนี้อยู่ต่อหน้าหัวหน้ากองซู ย่อม
ไม่อาจกล่าวเช่นนี้ได้ นางจึงเพียงตอบว่า “ตัวข้า
ค่อนข้างชอบเรื่องพวกนี้ ดังนั้นจึงศึกษาหา
ความรู้ วันนี้อยู่ต่อหน้าท่านหัวหน้ากอง ถือเป็น
การอวดอ้างแล้วเจ้าค่ะ”
ด้านหัวหน้ากองซูที่เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อนาง
ใหม่แล้ว เมื่อได้ยินนางเอ่ยเช่นนี้ ก็ถือว่านาง
เพียงถ่อมตน น้ำเสียงยามหัวหน้ากองซูเอ่ยวาจา
ยามเทียบกับน้ำเสียงฝืน ๆ ของเมื่อวานก็
กลายเป็นน้ำเสียงอ่อนโยนฟังดูเป็นธรรมชาติ
ที่สุด “วันนี้สิ่งที่คุณหนูควรจะได้เรียนก็เรียนจน
หมดสิ้นแล้ว ถือว่าทำสำเร็จได้เร็วมากที่สุด ไป
พักผ่อนอยู่ด้านข้าง มองดูผู้อื่นก่อนได้”
คนอื่น “…”
ต่างว่ากันว่าโชคชะตาย่อมมีแปรผัน แล้วเหตุ
ใดจึงแปรผันมาไม่ถึงพวกนางนะ!
เมื่อวานเจียงเสวี่ยหนิงเรียนรู้ได้ช้า หัวหน้า
กองซูอดทนต่อนางยิ่งนัก วันนี้นางเรียนรู้รวดเร็ว
ราวกับผีเข้า หัวหน้ากองซูยังชื่นชมนางสารพัด
อีก!
อีกทั้งบัดนี้ยังได้ไปนั่งพักผ่อนอยู่ด้านข้าง
ด้วย!
พวกนางขบคิดเท่าไรก็ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ
เหตุใดถึงเรียนรู้ได้รวดเร็วเช่นนั้น จดจำได้แม่นยำ
เช่นนั้น และทำได้ดีมากเช่นนั้น?!
วันนี้เจียงเสวี่ยหนิงรำคาญจะต่อกรแล้วจริงๆ
ในเมื่อรู้ว่าไม่อาจทำ ให้ตนเองออกจากวังหลวง
ด้วยหัวข้อมารยาทพิธีการได้ เสแสร้งต่อไปก็มีแต่
จะสร้างความลำบากให้ตนเองเปล่า ๆ ไม่สู้ทำให้
เร็วที่สุดและทำได้ดีมากที่สุดดีกว่า จะได้ไปนั่ง
พักผ่อนด้านข้าง ไม่ต้องหลั่งเหงื่อโซมกายด้วย
ส่วนคนอื่นจะมองเช่นไร นางหาได้สนใจไม่
หรือจะมีผู้ใดเบิกเนตรสวรรค์เดาออกว่านาง
กลับมาเกิดใหม่หรือไร ให้ตายอย่างมากก็แค่หา
เหตุผลได้ว่านางเกิดมามีแขนขาไม่สมดุล เมื่อ
วานประหม่าตื่นเต้นเกินไปเช่นเดียวกับที่หัวหน้า
กองซูกล่าวไว้เท่านั้น
เมื่อวานนอกจากเจียงเสวี่ยหนิง เหยาหรง
หรงคือผู้ที่เรียนได้ย่ำแย่มากที่สุดและช้าที่สุด
เดิมทีนางนึกว่าวันนี้เจียงเสวี่ยหนิงจะถูกด่าทอ
พร้อมตัวเอง และรู้สึกเห็นใจที่พวกตนทั้งคู่มี
ชะตากรรมเดียวกัน
แต่เพียงชั่วพริบตาเจียงเสวี่ยหนิงก็ทำสำเร็จ
ลุล่วงและนั่งลงไปแล้ว
ส่วนนางยังคงยืนอยู่ท่ามกลางผู้คน กลายเป็น
ผู้ที่ช้าที่สุดและโง่งมมากที่สุดในหมู่พวกนางโดย
สมบูรณ์ รู้สึกลนลานทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ ทำ
ได้เพียงใช้สายตาอิจฉาระคนประหลาดใจมอง
เจียงเสวี่ยหนิง ลอบรู้สึกขมขื่นหลายส่วน
เสิ่นจื่ออีคิดว่าเนื้อหาในการเรียนวันนี้ต้อง
สลับซับซ้อนกว่าเดิมเล็กน้อย นางจึงไปถวายพระ
พรที่ตำหนักโซ่วอันของไทเฮาตั้งแต่เนิ่น ๆ และ
รีบรุดมายังเรือนหยางจื่อ ผลกลายเป็นว่าเพิ่งจะ
เดินเข้ามาก็เห็นเจียงเสวี่ยหนิงนั่งอยู่ด้านข้างแล้ว
พอถามไถ่ถึงรู้ว่านางเรียนเสร็จแล้ว
เสิ่นจื่ออีทอดสายตามองนางเพียงชั่วครู่
บังเกิดความรู้สึกตื้นตันในใจหลายส่วน ก่อนจะ
เดินเข้าไปจับมือเจียงเสวี่ยหนิงพลางกล่าวระคน
หัวเราะ “ข้ารู้อยู่แล้วว่าหนิงหนิงไม่ใช่คนโง่อย่าง
แน่นอน แต่เรียนเสร็จเร็วเสียขนาดนี้ อีกทั้งเมื่อ
วานยังพยายามมากขนาดนั้น คงไม่อยากทำให้ข้า
ผิดหวังสินะ หนิงหนิง เจ้าช่างดีเหลือเกิน!”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
ตอนนี้หากเจียงเสวี่ยหนิงบอกเสิ่นจื่ออีว่าสิ่งที่
ตนเองทำมาทั้งหมด แท้จริงแล้วไม่ได้เกี่ยวข้อง
อะไรกับเสิ่นจื่ออีเลยแม้แต่น้อย นั่นจะทำให้ถูก
ลากตัวไปโบยทันทีหรือเปล่านะ
สุดท้ายที่สุดเจียงเสวี่ยหนิงก็ไม่กล้าเสี่ยง นิ่ง
เงียบยอมรับไป
ทำได้เพียงถอนหายใจยาว โชคยังดีที่พรุ่งนี้ก็
จะทดสอบความรู้แล้ว หากสอบไม่ผ่านจะได้ออก
จากวังหลวง มิเช่นนั้นตอนนี้นางคงไปขอพรจาก
สวรรค์ ขอให้มีสายอสุนีบาตผ่าร่างนางจนตายให้
มันจบสิ้นกันไปที