คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 251 ซ่อนมีด (1)
เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินเขาบอกว่า ‘กลับ’
ทั้งยังใช้คำว่า ‘พวกเรา’ สายตาของนางก็เจือ
อารมณ์เย้าแหย่ จงใจถามเขาว่า “กลับไปไหน
หรือ”
เซี่ยเวยเม้มปากแน่นมองนางไม่พูดอะไร
เจียงเสวี่ยหนิงทนไม่ไหวจนหัวเราะแบบไร้
เสียง
ผ่านไปครู่หนึ่งปลายหูเขาก็แดงเรื่อ สีหน้า
กลับยังคงราบเรียบ พ่น ออกมาสองพยางค์
หน้าตาเคร่งขรึม “เรียนพิณ”
นางขำแทบล้ม
ทว่าเซี่ยเวยไร้วิธีจัดการนาง จึงถือร่มมือหนึ่ง
ส่วนอีกมือโอบพา ออกมาจากหน้าตำหนักข้าง
ของตำหนักคุนหนิง
เจิ้งเปั่าถือรายการสิ่งของเข้ามาหา
เขายังไม่ทันอ้าปาก เซี่ยเวยก็กวาดตามอง
ผาดหนึ่งจนต้องกลืนคำพูดกลับ บอกเสียงเรียบ
“ไม่ใช่เรื่องเป็นตายใหญ่โตค่อยว่ากันพรุ่งนี้”
เจิ้งเปั่าเงียบทันที
กระทั่งคำเดียวก็ไม่กล้าเอ่ย ได้แต่มองเซี่ยเวย
พานางไปทั้งอย่างนั้น ตาปริบ ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงก้าวลงตามขั้นบันไดซึ่งถูกหิมะ
คลุมบาง ๆ พลาง หัวเราะ “ท่านก็ช่างเผด็จการ
นัก วันนี้จัดการไม่เรียบร้อย พรุ่งนี้ยังต้องให้พวก
เขาจัดวางอีก ล่าช้าไปไม่ดีหรอกนะ”
เซี่ยเวยถาม “หรือเจ้ามีข้อค้าน”
เจียงเสวี่ยหนิงรีบส่ายหน้า แสร้งทำเป็นเอ่ย
“ผู้น้อยหรือจะกล้า ท่านว่าอย่างไรก็อย่างนั้นเจ้า
ค่ะ”
เซี่ยเวยไม่ตอบอะไร
ยามทั้งสองออกจากประตูตำหนักคุนหนิง
อาจเพราะวันนี้มีคนเข้า ๆ ออก ๆ ขนของ เรื่อง
จิปาถะต่าง ๆ ในวังจึงขาดคนดูแล ถึงกับมีแมว
ขน สีขาวดุจหิมะตัวหนึ่งไต่ลงมาจากกำแพงวังสี
ชาดอย่างไม่รีบร้อน อีกทั้ง สีกลืนไปกับหิมะ มอง
แวบแรกจึงยากจะพบ
ตอนเจียงเสวี่ยหนิงสังเกตเห็น นางก็หวิดจะ
เหยียบหางมันเข้าให้
ทว่าสิ่งที่หัวสมองคิดถึงแวบแรกกลับเป็นเซี่ย
เวยข้างกาย จึงแทบ ยื่นมือคว้าเซี่ยเวยตาม
สัญชาตญาณ หมายจะดึงเขามายืนด้านหลัง
ไม่นึกว่าเซี่ยเวยกลับไร้ปฏิกิริยา เพียงหลุบตา
มองคราหนึ่ง
ครั้นเห็นมันยืนขวางทางไม่จากไปไหน ก็โน้ม
ตัวจับต้นคอยกมันไป วางด้านข้างอย่างคล่องมือ
เจียงเสวี่ยหนิงผงะ
ชั่วขณะนั้นนางพลันรู้สึกประหลาดใจอย่าง
บอกไม่ถูก ทั้งยังคล้าย คาดเดาอะไรออกราง ๆ
นางมองเขาด้วยสายตางุนงง
เซี่ยเวยกลับกล่าวแค่ “ไปกันเถอะ” ก่อนจับ
มือนางเดินไปด้านหน้า
พระราชวังต้องห้ามปกคลุมด้วยเกล็ดหิมะ
กำแพงวังโอ่อ่าสูงตระหง่าน
เจียงเสวี่ยหนิงสะท้อนใจ ริมฝีปากผลิรอยยิ้ม
น้อย ๆ ก่อนถามเขา “ไม่กลัวแมวแล้วหรือ”
เซี่ยเวยตอบ “แมวจะไปน่ากลัวกว่าคนได้
อย่างไร”
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง พอเห็นว่า
ม่านราตรีค่อย ๆ ทอด คลุมลงมาพร้อมหิมะขาว
ซึ่งโปรยปรายไม่หยุดก็ถาม “แล้วหิมะเล่า”
เซี่ยเวยกล่าว “เดี๋ยวสักวันก็ย่อมละลาย”
ชั่วขณะนั้นคล้ายว่าความเย็นยะเยือกจาก
หิมะที่โปรยเต็มฟั้า เลือนหายไป ตรงกันข้ามกลับ
แผ่ความอบอุ่นอ่อนโยนประการหนึ่งแทน
เตาฉินขับรถม้ามารออยู่นอกประตูวังแล้ว
พอทั้งสองออกมาถึงก็เลิกม่านรถเข้าไป
ก่อนจะขับตรงไปยังจวนของเซี่ยเวย
ระหว่างทางไร้บทสนทนา เจียงเสวี่ยหนิงเป็น
ฝั่ายทนไม่ได้ก่อน ลอบถามหยั่งสถานการณ์ใน
สำนักมหาบัณฑิตจากปากเขา “เรื่องสถาน
ศึกษาสตรี ตอนนี้พวกบัณฑิตชรามีความเห็น
อย่างไรบ้าง”
เจ้าตัวร้าย วัน ๆ เอาแต่คิดจะหลอกถามเขา
มีเส้นสายให้ใช้ช่างสะดวกจริงนะ
เซี่ยเวยหลับตา พูดยิ้ม ๆ “ไม่มีความเห็น”
เจียงเสวี่ยหนิงนึกว่าความหมายของเขาคือไม่
บอกนาง จึงกลอก นัยน์ตารอบหนึ่ง พูดเสียง
อ่อนลงเล็กน้อย “ข้ารู้ว่าบัดนี้เรื่องในท้องพระโรง
ล้วนหารือกันในสำนักมหาบัณฑิต หากยังไม่
ชัดเจนจะไม่ประกาศสู่ ภายนอก ท่านที่เป็นหนึ่ง
ในนั้นย่อมไม่สะดวกจะบอกเล่าเรื่องภายในกับข้า
บ่อย ๆ จริง ๆ นั่นแหละ แต่บอกกันนิดเดียวไม่
เป็นอะไรเสียหน่อย แค่ นิดเดียว นิดดดดเดียว
เอง!”
ขณะพูดยังจิ้ม ๆ นิ้วก้อยไปด้วย
เว้นพื้นที่ไว้น้อยนิดเป็นพิเศษของพิเศษเลย
ทีเดียว
เซี่ยเวยถูกเสียงร้องขอของนางทำเอาหูแทบ
ชาหนึบ เขาเหลือบมอง ก่อนจะกดฝั่ามือของนาง
ที่วางบนแขนซ้ายตนเผื่อนางทำอะไรอีก ทอด
ถอนใจแล้วจึงกล่าว “ที่บอกว่า ‘ไม่มีความเห็น’
หมายความว่าพวกเขามี ความคิดเห็นอื่นในใจแต่
ไม่กล้าโต้แย้ง ไม่ได้แปลว่าไม่บอกเจ้า”
เจียงเสวี่ยหนิงกระจ่างแจ้ง “อ้อ”
นางคิด ๆ ดูก็อยากปล่อยมือ แต่ชั่วพริบตา
นั้นพลันนึกถึงเรื่องสถานศึกษาขึ้นมา ฉะนั้น
นอกจากจะไม่ยอมปล่อยแล้วยังขยับเข้าใกล้
กว่าเดิม เสียอีก “เช่นนั้นท่านว่าหากเปลี่ยนที่
รอบ ๆ ตำหนักคุนหนิงอย่างตำหนัก เฟิงเฉินและ
เรือนหยางจื่อเป็นสถานศึกษาสตรีแห่งแรก เริ่ม
จากเหล่าสตรี มีชาติตระกูลในเมืองหลวงก่อน ที่
เหลือก็รอฟังข่าวคราวแล้วจึงดำเนินการ จากนั้น
ค่อยขยับขยายไปจุดอื่นในเมืองหลวง รวมถึง
สนับสนุนไปยังเขต พื้นที่อื่น ๆ จะเป็นอย่างไร”
เซี่ยเวยครุ่นคิด รู้สึกเหมือนคุณค่าการใช้สอย
ของตนยังไม่หมด
ความจริงจะเรื่องสถานศึกษาสตรีเอย การ
สอบเคอจวี่เอย เขาล้วนไม่สนใจแม้แต่น้อย ทว่า
ครั้นอยากพูดคำว่า ‘แล้วแต่’ นัยน์ตาเป็น
ประกาย ระยิบระยับของนางที่จับจ้องมากลับทำ
ให้พูดอย่างไรก็พูดไม่ออก
พอคิดแล้วจึงตอบว่า “ดียิ่ง”
เจียงเสวี่ยหนิงได้คืบจะเอาศอก “จากนั้นล่ะ”
เซี่ยเวยครุ่นคิดครู่หนึ่ง เห็นนางดูจริงใจขอคำ
ชี้แนะจริง ๆ อย่างไร ก็ไม่ได้เสียหาย จึงเอ่ยแนะ
อย่างใจเย็น “แนวทางไม่มีอะไรผิดพลาด ทว่า
เหยี่ยวและอินทรีมีสายตาคมกล้า แม้นบินสูงก็
เห็นเหยื่อด้านล่างชัดเจน เกษตรกรเพียรรดน้ำ
พืชผักกำจัดแมลง เข้าฤดูเก็บเกี่ยวจึงเกี่ยวข้าวได้
ก่ายกอง ที่ผู้รู้หนังสือทั่วใต้หล้าตรากตรำนับสิบปี
ก็เพื่อให้เลื่องชื่อและ มีหน้ามีตาในราชสำนักได้
ในก้าวเดียว แต่กระนั้นผู้คนในโลกจำนวนมาก
หากไร้ประโยชน์ก็ไม่ตื่นเช้า เรื่องต้องการส่งเสริม
สถานศึกษาสตรี จะ ก่อสร้างอย่างไร รับศิษย์
อย่างไรล้วนเป็นทักษะภายนอก หากทำให้ถึงขั้น
ข้าไม่ขยับผู้คนก็แห่แหนกันเข้ามาได้ นั่นจึงเป็น
วิถีภายใน ความคิดที่ องค์หญิงใหญ่ต้องการ
ส่งเสริมสถานศึกษาสตรีน่ะพูดง่าย แต่พวกเจ้า
เคย คิดหรือเปล่าว่าเรียนไปแล้วมีประโยชน์อัน
ใดบ้าง”
ข้าไม่ขยับผู้คนก็ยังแห่แหนกันเข้ามา
เจียงเสวี่ยหนิงใจสั่นวูบ
นางกะพริบตาปริบ ๆ หัวสมองมีแสงแล่น
วาบ คล้ายคว้าจับอะไรได้ ราง ๆ บังเกิดความรู้
แจ้งในฉับพลัน
เซี่ยเวยรู้ว่านางไม่นับว่าโง่เขลา เรื่องเช่นนี้แค่
เล็กน้อยก็เข้าใจได้ จึง กล่าวต่อ “ทุกครั้งที่
วางแผนไม่อาจเอาแต่คิดแผนการใหญ่โต ยิ่งเป็น
เรื่องสำคัญก็ยิ่งต้องเริ่มทำจากจุดเล็ก ๆ สิ่งใดที่
เพียงก้าวเดียวก็สำเร็จมักไม่ใช่ เรื่องดี เมื่อเปิด
สถานศึกษาสตรีแล้ว เจ้าต้องการให้นักเรียน
สามารถเป็น บัณฑิตสอบเคอจวี่หรือให้รู้หนังสือ
ก่อนดีล่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงขมวดคิ้วครุ่นคิด
เซี่ยเวยชักนำนางทีละนิดเป็นลำดับขั้นตอน
“ใต้หล้ามีหลายสำนัก บัณฑิตใหญ่ เช่น สำนัก
บัณฑิตไปั๋ลู่และสำนักบัณฑิตเย่ว์ลู่ นักเรียนแม้
ต้องเดินทางไกลพันลี้ก็ยังดั้นด้นมาขอศึกษาวิชา
รู้หรือไม่เพราะอะไร”
เจียงเสวี่ยหนิงกล่าว “เป็นเพราะอาจารย์ใน
สำนักความรู้ลึกล้ำกว่า”
เซี่ยเวยยิ้ม “ไม่ผิด”
บทที่ 251 ซ่อนมีด (2)
เจียงเสวี่ยหนิงส่งเสียงอ้อเบา ๆ “ดังนั้นจะ
เปิดสถานศึกษาได้มากน้อยเพียงใดและมีสภาพ
เช่นไร หัวใจสำคัญไม่ใช่ว่ามีนักเรียนมาได้แค่ไหน
แต่มีอาจารย์เต็มใจมาสอนมากน้อยแค่ไหน!”
เซี่ยเวยเห็นนางจับใจความสำคัญได้ รอยยิ้ม
ที่ริมฝีปากก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นหลายส่วน หลับตาลง
ใหม่อย่างวางใจแล้วกล่าวพลางเอนหลัง
“วางแผนง่ายดาย สำเร็จการยากเย็น กินคำโต
เคี้ยวไม่ไหว คิดให้กระจ่างก่อนค่อย ทำ อย่าให้
คนอื่นเห็นเป็นเรื่องตลก”
วางแผนง่ายดาย สำเร็จการยากเย็น
เจียงเสวี่ยหนิงในชาติก่อนคิดเสมอว่าคนผู้นี้
คืออัจฉริยะฟั้าประทาน กระทำสิ่งใดล้วนสะดวก
ไปเสียหมด แม้แต่เรื่องใหญ่อย่างการก่อกบฏก็
ง่ายประหนึ่งพลิกฝั่ามือ แต่โลกนี้ไหนเลยจะมี
เรื่องง่ายดายปานนั้นจริง ๆ
เบื้องหลังสิ่งที่เห็นว่าแค่ลงมือกระทำก็สำเร็จ
ล้วนเป็นความพยายามอย่างหนักหน่วงที่ไม่มีใคร
ล่วงรู้…
นางจ้องเขาเขม็ง ท้ายที่สุดก็ต้องยอมรับนับ
ถืออีกครา
เพียงแต่…
มีเรื่องบางอย่างที่ไม่อาจเข้าใจจริง ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงครุ่นคิด เวลานี้สำนัก
มหาบัณฑิตเป็นถึงศูนย์รวมข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ
ทั่วแผ่นดิน การที่นางเข้าครองตำหนักคุนหนิงจะ
ว่าไปก็ ไม่ใช่เรื่องเล็ก เหตุใดคนผู้นี้จึงยังอดทนไม่
ถามไถ่ได้อีกนะ
ครั้นกลับถึงจวนตระกูลเซี่ย สมองนางก็เต็ม
ไปด้วยความคิดเรื่อง สถานศึกษาสตรี
เซี่ยเวยถาม “อยากกินอะไรล่ะ”
นางตอบง่าย ๆ “เกี๊ยวสักชามเป็นเช่นไร”
เซี่ยเวยปล่อยให้นางอยู่ในห้องอักษรพร้อม
พู่กันและน้ำหมึก ก้มหน้า ก้มตาขีด ๆ เขียน ๆ
เร็วรี่อยู่หน้าโต๊ะคนเดียว ส่วนตนเข้าไปในครัว
ด้านหลัง
สองเดือนมานี้เจียงเสวี่ยหนิงคุ้นเคยกับจวน
ของเขาเสมือนอยู่บ้าน ตัวเอง ท่อความร้อนใต้
พื้นถูกจุดไว้ พรมปูเต็มพื้น พอเข้าห้องมาก็สะบัด
รองเท้า นั่งขัดสมาธิบนเก้าอี้ไท่ซือที่เซี่ยเวยนั่ง
เป็นประจำ ตามด้วยวาง กระดาษหยิบพู่กันมา
บันทึกแนวคิดทิศทางที่นึกได้บนรถม้า
ไม่ทันรู้ตัวก็ผ่านไปสองเค่อแล้ว
นางเขียนครู่หนึ่งหัวสมองก็ตีบตัน นั่งอยู่พัก
ใหญ่ก็ทนไม่ไหวต้องลงมาเดินวนซ้ายเวียนขวาใช้
ความคิด
ด้านหลังเป็นแถวตู้จัดวางสมบัติเรียงราย อีก
ด้านหนึ่งเป็นกำแพง หนังสือ ทั้งยังมีลิ้นชักฝัง
กำแพงหลายชิ้น ตัวลิ้นชักยังมีห่วงทองแดงลาย
กิ่งไผ่เมฆมงคลอะไรเทือกนั้นประดับด้วย
ตอนแรกไม่ได้สนใจ พอเงยหน้าจึงเห็นว่า
ลิ้นชักหนึ่งในนั้นมีพู่สีดำ เส้นเล็กห้อยมาจากมุม
หนึ่ง
เจียงเสวี่ยหนิงหยุดฝีเท้า
นางม้วนนิ้วกับพู่ เดิมยังคิดว่ามันเผลอถูก
ห้อยไว้ที่ใดสักแห่ง ไม่นึก เลยว่าจะเชื่อมต่อกับใน
ลิ้นชัก นางจึงเกี่ยวห่วงดึงลิ้นชักออกมาครึ่งหนึ่ง
ยามนี้จึงเห็นชัดเจนว่าพู่ไหมผูกไว้กับตรา
ประทับ
ภายในยังวางมีดสั้นใบดาบบางที่คุ้นตา
ด้านล่างทับกระดาษไว้หลายแผ่น ลายมือนั้น
บิดเบี้ยวโย้เย้ปานรอย สุนัขตะกุย นางซึ่งเป็นเจ้า
ของเดิมเห็นแล้วอดหน้าแดงไม่ได้
เจียงเสวี่ยหนิงกัดฟันเบา ๆ อยากจะหยิบมัน
ออกมาดู
คาดไม่ถึงว่ามือข้างหนึ่งจะยื่นเข้ามา ดัน
ลิ้นชักกลับเข้าที่อย่างแน่นหนาก่อนนางจะทันได้
หยิบไป จึงมองไม่เห็นอีกว่าภายในนั้นมีอะไร
เจียงเสวี่ยหนิงชะงัก หันหน้ากลับมาทันที
ไม่รู้ว่าเซี่ยเวยกลับมาแล้วตั้งแต่เมื่อใด อีกมือ
ถือชามเกี๊ยว เวลานี้ กำลังยืนตระหง่านสูงกว่า
นางครึ่งศีรษะอยู่ด้านหลัง มองนางด้วยใบหน้า
เกร็งเขม็ง “ใครอนุญาตให้เจ้าหยิบจับวุ่นวาย”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่สำนึกผิดสักนิด
ซ้ำยังเชิดคางเรียวงามส่งเสียงหึเบา ๆ มอง
เขาเหมือนจิ้งจอกน้อย ขโมยปลา “ทำไม ค้น
ไม่ได้หรือ”
เซี่ยเวยวางเกี๊ยวชามนั้น
เจียงเสวี่ยหนิงเดิมก็เป็นผู้ที่ให้สีย้อมผ้าสามสี
ก็เปิดโรงย้อมผ้าได้ทั่ว เมืองหลวง[1]แน่นอนว่าไม่
ยอมปล่อยเขาไป ทั้งยังเข้าไปหยั่งเชิง “เหตุใดข้า
จึงรู้สึกว่ากระดาษคำตอบในนั้นคุ้นตาเสียจริง
ใครกันนะผิดทำนองคลองธรรม ใหญ่หลวง ถึงกับ
กล้าอ้างว่าจะทำสารพัดวิธีจัดการปราชญ์ขงจื่อ
กระดาษ คำตอบพวกนี้สมควรให้จับตัวคนตอบ
มาประนามแรง ๆ เสียที…”
เซี่ยเวยเม้มปากจ้องนางเขม็ง
เจียงเสวี่ยหนิงซบบ่าเขาแล้วกล่าว “เซี่ย
เซียนเซิง บอกข้าหน่อยสิว่าท่านรู้สึกอย่างไร”
ตอนนั้นนางร่วมศึกษาอยู่ตำหนักเฟิงเฉิน ถูก
เขาบริภาษหาเรื่องจับผิดทุกวี่ทุกวัน คนอื่น ๆ
เลิกเรียนไปแล้วนางยังต้องฝึกพิณที่ตำหนักข้าง
ต่อ ยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่นเป็นนักปราชญ์ที่ทำให้
ใคร ๆ รู้สึกว่าอ่อนโยนดุจ ลมวสันต์ ลับหลังกลับ
เข้มงวดชวนให้นางประหวั่นใจอยู่เสมอ
ไหนจะตอนสอบคัดเลือกครั้งนั้น…
คนผู้นี้รั้งนางไว้แล้วพูดคุยด้วยสองประโยค ก็
ทำเอานางกลัวแทบ ร่ำไห้
แต่กระดาษคำตอบนี้…
เซี่ยเวยไม่ตอบ เพียงหันหน้ามา “เจ้าหิว
หรือไม่”
เจียงเสวี่ยหนิงส่ายศีรษะ
ตอนนี้นางไม่หิวแล้ว อุตส่าห์คว้าหางเปีย
[2]ของเซี่ยจวีอันผู้นี้ได้ สายตาจึงเปียมความ
ตื่นเต้น เผลอลืมไปว่าทุกเรื่องต่างมี ‘ขอบเขต’
ของมัน ยัง ถามแหย่ไม่ยอมเลิก “ข้าจำได้ว่าท่าน
ทำขนมแผ่นท้อให้ ข้าเลยให้ โจวเปั่าอิงไปหลาย
ชิ้น ตอนหลังท่านก็โมโห…”
คำพูดต่อจากนั้นถูกกลืนหาย
วงแขนของเซี่ยเวยพลันรวบเอวแน่งน้อยแน่น
ใบหน้าเรียบเฉยของ เขาแฝงความสงบที่แม้จะ
ถูกคนจับจุดอ่อนก็ยังคงเยือกเย็น จากนั้นก็
ประทับปิดริมฝีปาก
นางส่งเสียงอืออาไม่เป็นคำ
ผ่านไปครู่ใหญ่จึงถูกปล่อยตัว รู้สึกหัวหมุน
ตาลายไปหมด
เซี่ยเวยนั่งลงบนเก้าอี้ไท่ซือหน้าโต๊ะหนังสือ
จากนั้นก็โอบนางมานั่ง ตัก ฉีกยิ้มอารมณ์ดีขณะ
ถาม “อยากรู้อะไรล่ะ ข้าจะบอกเจ้าทุกอย่าง
เลย”
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นดังนั้นพลันบังเกิดความ
ขลาดอยู่บ้าง
เซี่ยเวยตัวสูงชะลูดขาก็ยาว เมื่อกอดตนนั่ง
บนตัก ฝั่าเท้าสวมถุงเท้า ผ้าไหมของนางก็แตะไม่
ค่อยถึงพื้น ยิ่งทำให้ใจเต้นระส่ำระส่ายแทบจะ
กลัวหัวหดทันที เปลี่ยนไปใช้น้ำเสียงน้อยเนื้อต่ำ
ใจแทน “ไม่อยากรู้แล้ว ข้าไม่อยากรู้อะไรทั้งนั้น”
เซี่ยเวยก็รู้ว่านางเป็นเต่าหดหัว ระหว่างโอบ
เอวจึงหยิกเนื้ออ่อนนุ่มที่สะโพกคราหนึ่ง รอยยิ้ม
บนใบหน้าไม่จางแม้แต่น้อย “เมื่อครู่ไม่ใช่ว่ายัง
สงสัยมากอยู่เลยหรือ เซียนเซิงจะค่อย ๆ สอน
เจ้าทีละนิดเอง”
เจียงเสวี่ยหนิงตั้งตัวไม่ทัน หลุดครางทีหนึ่ง
เนื้อเสียงของนางอ่อนหวานนุ่มนวลอยู่แล้ว
ยามนี้ยังเจือความตกใจ ปนหอบเล็กน้อย สองตา
ที่ยิ่งหยาดเยิ้มมองเขาอย่างน่าเวทนา “ข้าผิด ไป
แล้วเจ้าค่ะ”
เนื่องจากยังไม่ได้วิวาห์กัน พอล่วงเข้ายาม
วิกาลหน่อยยังต้องส่งตัว กลับจวน
ท้ายที่สุดเซี่ยเวยจึงไม่ได้ทำอะไรนาง
เพียงนั่งกอดนางเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้ว
สิ่งที่ได้ยินในสำนัก มหาบัณฑิตเมื่อช่วงเย็นก็
ค่อยๆ ผุดขึ้นมา
เจียงเสวี่ยหนิงถามเขา “ท่านไม่มีอะไรอยาก
ถามข้าหรือ”
เซี่ยเวยจ้องนางเขม็ง
ถึงอย่างไรเขาก็ไม่คุ้นเคยกับความรู้สึกแบบนี้
แต่พอเห็นนางใช้สายตาคาดหวังหลายส่วนมอง
มา ผ่านไปครู่ใหญ่จึงค่อยเปิดปากในที่สุด “เรื่อง
เข้าตำหนักคุนหนิง เกิดอะไรขึ้นกันแน่”
ดวงตาของเจียงเสวี่ยหนิงผลิแววยิ้มทันที
นางยื่นมือโอบรอบคอเขา
ก่อนจะบอกเขาอย่างละเอียดตามจริง “ก็ห
ลี่ว์เสี่ยนออกความคิดหนึ่งให้ราชสำนักมิใช่หรือ”
บัดนี้ราชสกุลเสิ่นตกอยู่ในฐานะกระอัก
กระอ่วน
ให้วางเอาไว้ที่ไหนก็ไม่อาจปล่อยปละไม่สนใจ
แต่การชุบเลี้ยงต้องใช้เงิน หรือจะให้เป็น
เหมือนกาลก่อนที่ท้องพระคลัง เป็นของตระกูล
พวกเขา คิดใช้เท่าไรก็ใช้
——————–
1. ให้สีย้อมผ้าสามสีก็เปิดโรงย้อมผ้าได้ทั่ว
เมืองหลวง เป็นสำนวน หมายถึงได้คืบจะ
เอาศอก
2. คว้าหางเปีย เป็นสำนวน หมายถึงจับ
จุดอ่อน
บทที่ 251 ซ่อนมีด (3)
ขุนนางในสำนักมหาบัณฑิตย่อมไม่ยินยอม
หลี่ว์เสี่ยนหวนคืนราชสำนัก รับหน้าที่รอง
เสนาบดีกรมคลัง พอเข้า รับตำแหน่งใหม่ก็จุดไฟ
ขึ้นสามประเด็น ประเด็นแรกเพื่อเผาเชื้อพระวงศ์
เสนอให้คลังส่วนพระองค์ของเสิ่นหลางก่อนหน้า
นี้ตกเป็นของตระกูล เชื้อพระวงศ์ ทางราชสำนัก
จะปล่อยผ่านให้ แต่ไม่อนุญาตให้เชื้อพระวงศ์
เข้ามายุ่มย่ามกับเงินในท้องพระคลังอีก ส่วนทุก
ปีนับแต่นี้เงินในท้องพระคลังจะจัดสรรให้ตาม
ระเบียบ ทั้งยังต้องได้รับการอนุมัติผ่านสำนัก
มหาบัณฑิต ถึงค่อยมอบให้เหล่าเชื้อพระวงศ์
สำหรับเงินทั้งสองก้อนนี้ ทางราชวงศ์ ใช้สอยได้
เต็มที่ ปีหนึ่งใช้จ่ายเท่าใดทางราชสำนักจะไม่
สนใจ แต่พวกเขา ไม่อาจร้องขอจากราชสำนัก
เพิ่มแม้แต่แดงเดียว
ปัจจุบันเสิ่นจื่ออีเป็นผู้กำกับดูแลราชสกุล
ท้องพระคลังว่างเปล่า มีเงินให้ใช้สอยไม่มาก
นัก ทว่าคลังส่วน พระองค์ของเสิ่นหลางเป็น
มรดกตกทอดจากคลังส่วนพระองค์ของฮ่องเต้
พระองค์ก่อน ๆ แม้สุรุ่ยสุร่ายใช้สอยไปกว่าครึ่ง
ที่เหลืออยู่ก็ยังนับว่ามาก
เพียงแต่ถ้าใช้จ่ายไม่ยั้งมือ ต่อให้มีเป็นภูเขา
เลากาแต่นานวันเข้าก็ ย่อมหมด
อยากจะอยู่ยั่งยืน ต้องมีวิธีการในระยะยาว
เสิ่นจื่ออีจึงมองการณ์ไกลกว่าคนอื่น นาง
สะกดเสียงไม่พอใจทั้งหลายในสกุลเสิ่น มอบเงิน
ก้อนใหญ่นั่นแก่เจียงเสวี่ยหนิง ใคร่ทำการค้าใดก็
ทำ หลังได้กำไรก็ให้นางหักค่านายหน้าสองส่วน
สมควรทราบว่าในมือนางยังมีกิจการที่ขาด
แคลนเงินอยู่ไม่น้อยจริง ๆ
มิหนำซ้ำเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้จะก่อเกิด
อำนาจใหญ่โตตั้งเท่าใด ย่อมหมายถึงการค้าที่มี
แต่กำไรมั่นคงไม่ขาดทุนนั่นเอง เจียงเสวี่ยหนิงจึง
ไม่มี เหตุผลจะปฏิเสธ
นางชูนิ้วให้เซี่ยเวยนับ “ท่านดูสิ ทั้งต้องเป็น
ผู้ดูแลคลังของ เชื้อพระวงศ์ ทั้งยังต้องจัดตั้ง
สถานศึกษาสตรี มีเรื่องต้องจัดการตั้งเท่าใด คน
เข้า ๆ ออก ๆ แบบนี้ สำนักพระราชวังมีที่แค่นั้น
จะพอได้อย่างไร ไม่ กว้างขวางสู้ตำหนักคุนหนิง
หรอก”
เซี่ยเวยก็ยังรู้สึกว่าเสิ่นจื่ออีจงใจทำให้เขา
หงุดหงิดอยู่ดี
เขาไม่พูดอะไรต่อ
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นเขาเป็นเช่นนี้ก็รู้ว่าเขาขุ่น
เคือง พลันนึกไปถึง เสิ่นจื่ออีในชาติก่อนที่เดือด
ดาลเพราะนางเป็นสตรีทว่าแต่งกายเป็น บุรุษ
สายตาจึงวูบไหวเล็กน้อย บอกเซี่ยเวยเบา ๆ ว่า
“ก็แค่มีพระประสงค์จะดีกับข้าในแบบของ
พระองค์เท่านั้นเอง”
วันนั้นนางกลับจากการจัดการบัญชีทรัพย์สิน
ในสำนักพระราชวัง แล้วพอดีผ่านตำหนักคุนหนิง
ข้ารับใช้ในวังเดินเข้า ๆ ออก ๆ
นางถามประโยคหนึ่งว่ากำลังทำอะไรกัน
นางกำนัลข้าง ๆ บอกนางว่าฮ่องเต้พระองค์
ก่อนสวรรคตแล้ว ตำหนักคุนหนิงทุกยุคทุกสมัย
ล้วนแต่เป็นที่พำนักของฮองเฮา บัดนี้ยัง ไม่รู้ว่า
ใครจะเป็นฮ่องเต้ หากฮองเฮาพระองค์ก่อนยังอยู่
ที่นี่ย่อมไม่ถูกต้องตามธรรมเนียม ตามระเบียบ
ของบรรพชน เจิ้งฮองเฮาย่อมต้องย้ายออก
หลังจากนั้นพระตำหนักแห่งนี้ก็จะว่างเปล่า
แสงตะวันยามพลบค่ำใกล้ลาลับเส้นขอบฟั้า
กำแพงวังสีชาดสะท้อนแสงกระเบื้องเคลือบ
หลังคาสีทอง ภายใน ประตูใหญ่ของตำหนักคุนห
นิงอันคุ้นเคยราวกับมีบรรยากาศของการ
ผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ไหลเวียนอยู่จาง ๆ ให้
ความรู้สึกว่าสรรพสิ่งยังคงเดิมแต่ผู้คนผันแปร
ชวนให้นางหวนระลึกถึงชาติก่อน
ทุ่มเทสรรพความคิดเข้าครองคุนหนิง…
แล้วสุดท้ายเล่า
คิดเข้าครองกลับกลายเป็นฝังร่าง เป็นทั้ง
ตำหนักและเป็นทั้งสุสาน
วันนั้นนางยืนมองอยู่ด้านนอกครู่ใหญ่ ค่อย
แย้มยิ้มแล้วเดินจากไป
ใครจะคิดว่าวันต่อมาเสิ่นจื่ออีจะส่งคนมาหา
เป็นเจิ้งเปั่า
หวังซินอี้อาจารย์ของเขาถูกคนขององครักษ์
เสื้อแพรลอบสังหารเมื่อสองเดือนก่อนเพราะจะ
แอบหนีออกจากเมืองหลวง บัดนี้ไม่ว่าเรื่องเล็ก
เรื่องใหญ่ในพระราชวังเขาจึงเป็นผู้รับผิดชอบ
ดูแล
ใบหน้าหล่อเหลาสะอาดตานั้นยังคงเฉกเช่น
กาลก่อน
ครั้นเห็นเจียงเสวี่ยหนิงก็ผุดยิ้มน้อย ๆ แล้ว
กล่าวว่า “บัดนี้ตำหนัก คุนหนิงว่างเปล่า ที่ทาง
กว้างขวางโอ่อ่า เปรียบกับทางสำนักพระราชวังที่
ออกจะคับแคบแล้วนับว่าเหมาะสมจะปรึกษา
ราชการมากกว่า อีกทั้ง อยู่ใกล้ตำหนักเฉียนชิง
ฝืนนับได้ว่าอยู่ใจกลางพระราชวัง ไปไหนมาไหน
ก็สะดวก องค์หญิงใหญ่จึงมีรับสั่งให้เชิญท่านย้าย
ออกจากเรือนหยางจื่ออัน คับแคบมาเข้าพักใน
ตำหนักคุนหนิง จะได้ไม่ต้องลำบากเหน็ดเหนื่อย
ทั้งวันขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงอ้าปากค้าง
นางทราบว่าตำหนักคุนหนิงสำคัญอย่างไร
ยามนั้นจึงปฏิเสธ
แต่ทว่า…
นางย่นจมูกน้อย ๆ พอนึกถึงเหล่าบัณฑิตเฒ่า
ก็มีน้ำโห “ข้ารู้ความไม่ตอบรับ พวกมันก็ยังจะ
ก่นด่าข้า ข้าเป็นคนอดทนอดกลั้นขนาดนั้นหรือ
ข้านอนคิดอยู่คืนหนึ่ง วันรุ่งขึ้นเลยย้ายเข้าไป
เสียเลย แน่จริงก็มาสู้กับข้าสิ!”
คิดว่าชาติก่อนนางเป็นใครกัน
ไม่ว่าใครจะเป็นฮ่องเต้ นางล้วนต้องการเป็น
ฮองเฮา
บัดนี้เสิ่นจื่ออีแค่มอบตำหนักคุนหนิงให้ ตา
เฒ่าพวกนั้นก็พูดไปเรื่อย ไม่หยุดหย่อนทุกวัน
ผ่านมาสองชาติแล้วผู้ชิงชังนางก็ยังคงชิงชัง!
ในที่สุดเซี่ยเวยก็ถูกสีหน้าเปียมอารมณ์ของ
นางทำเอาขำ
ยามมุมปากโค้งขึ้น หัวคิ้วก็อิ่มเอิบสดใส
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นแล้วดวงตาพร่าพราย อยู่ดี
ๆ ก็ขยับเข้าไปจูบ คล้ายถูกภูตผีดลใจ ริมฝีปาก
ชุ่มชื้นเจือกลิ่นลมหายใจหวานสดชื่นประทับ ลง
บนริมฝีปากเซี่ยเวย ไล้ตามริมฝีปากบางที่ยกมุม
ยิ้มน้อย ๆ หลังลังเลอยู่ ชั่วครู่ก็แอบสอดลิ้นเรียว
ล่วงลึกเข้าไปในโพรงปากเขา
หัวใจเต้นระรัวขึ้นหลายส่วนทันควัน
น้อยครั้งนักที่นางจะเป็นฝั่ายรุกเร้า ทว่ายังไม่
ทันทำอะไรมากกว่านี้ก็แก้มแดงก่ำเหมือนผลท้อ
เสียแล้ว ยิ่งเขินอายลังเลจะบอกกล่าว ก็ยิ่งทำให้
ใจเต้นตึกตักราวกระหน่ำตีกลอง
สองตาของเซี่ยเวยตรึงที่นาง สุ้มเสียงแหบ
พร่า “เจ้าต้องรนหาที่ตาย ให้ได้เลยหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงนึกเสียใจโดยพลัน
นางแค่รู้สึกว่ายากนักที่คนผู้นี้ไม่พอใจแล้วจะ
ยอมบอกกล่าวกัน ง่าย ๆ ดังนั้นควรตกรางวัลให้
สักหน่อย ไม่คิดจะถูกเขารั้งไว้ที่นี่ค่อนคืน จึงขยับ
ร่างหมายจะหลบหนี
ทว่าตัวอยู่บนตักเซี่ยเวยแล้วยังจะหนีไปไหน
ได้อีก
สายไปนานแล้ว
เขาจับตัวนางไว้อย่างง่ายดาย
ไม่แม้แต่จะขยับย้ายที่สักนิด
มือเริ่มลูบไล้เคล้นคลึง ชักพาอารมณ์นางให้
เตลิดจนหยาดน้ำเยิ้มฉ่ำ ฝั่าเท้าขาวนวลใต้ถุงเท้า
ไหมห้อยส่ายไม่ติดพื้น นิ้วเท้าซึ่งเล็มเล็บมน
เข้ารูปจิกเกร็งดุจไม่อาจทานทน
แล้วจึงกดร่างเข้าไปอย่างแช่มช้า
นางไร้หนทางร้องขอความช่วยเหลือ ริม
ฝีปากเผยออ้าประหนึ่งปลา จมน้ำ ครั้นชำแรก
ลึกจนสุด ความรู้สึกหนึ่งก็เริ่มตีขึ้นมาทีละน้อย
จนน้ำตาคลอ หนังศีรษะชาซ่าน
เจียงเสวี่ยหนิงร้องคร่ำครวญ “ปล่อยข้าเถิด
จะตายอยู่แล้ว”
เซี่ยเวยยิ้ม “สุขเจียนตายหรือ”
ติ่งหูขาวดุจหยกตลอดจนทั่วทั้งใบหน้าของ
เจียงเสวี่ยหนิงพลัน แดงซ่าน ยามอารมณ์ลึกล้ำ
ถึงขีดสุดก็แยกเขี้ยวกางเล็บคิดหลบหนี ทว่า
ปลายเท้าเพิ่งแตะพื้นก็อ่อนยวบแทบทรุด ดีที่
คว้าโต๊ะหนังสือตรงหน้า ได้ทัน
คราวนี้ยิ่งเหมือนใส่ปลาลงกระทะ
ยืนทอดอยู่ข้าง ๆ ครู่หนึ่งก็เปลี่ยนเป็นว่าง่าย
ไร้เรี่ยวแรง
ดีที่เซี่ยเวยประคองเอวนางจากด้านหลัง
ภูเขาหิมะสั่นกระเพื่อม เผยให้เห็นปลายยอด
ละมุน
ครั้นหมดแรงนางก็ทุบโต๊ะด้วยความโกรธ
และอับอาย “เหตุใดท่านจึงเลวร้ายได้ขนาดนี้
เนี่ย!”
เซี่ยเวยโอบนางขึ้นมาจุมพิตดูดดื่ม
นัยน์ตาแฝงรอยยิ้มคู่นั้นจริงจังเป็นที่สุด “ข้า
ชั่วร้ายกว่าที่เจ้าคิดสามส่วนเสมอ”
ไม่ใช่คำพูดดีงามชัด ๆ แต่เจียงเสวี่ยหนิงกลับ
ถูกสายตาจริงจังของคนผู้นี้เล่นงานจนมึน พ่าย
แพ้ราบคาบ
กอดเขาไว้ครู่หนึ่งจึงค่อยถาม “เหตุใดกระทั่ง
มีดก็ซ่อนเอาไว้ในลิ้นชักเล่า”
ต่อไปไม่ต้องใช้แล้วหรือไร
หรือว่าไม่จำเป็นต้องปั้องกันเหตุไม่คาดฝันใด
อีก
ลูกกระเดือกของเซี่ยเวยขยับขึ้นลง จับจ้อง
มองขนตาเปียกชื้นของนางเงียบ ๆ เป็นนาน
ท้ายที่สุดก็มิได้ตอบคำ เพียงใช้ริมฝีปากแฝง
ความอบอุ่นประทับจุมพิตเบา ๆ ตรงขอบตาของ
นาง
มีดดาบใต้หล้า ล้วนใช้ฆ่าคน
มีดดาบมากมายใช้สังหารผู้อื่น แต่ไม่ใช่ทุก
เล่มจะนำมาใช้สังหาร ผู้อื่น
เขาชิดใกล้นางยิ่ง ใช้เสียงแหบพร่าทุ้มต่ำจน
ใกล้เคียงความลุ่มหลง มากสิเน่หาตอบนางคล้าย
ให้คำมั่นสัญญา “เจียงเสวี่ยหนิง ข้าเป็นของเจ้า”