คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 251 ซ่อนมีด (2)
เจียงเสวี่ยหนิงส่งเสียงอ้อเบา ๆ “ดังนั้นจะ เปิดสถานศึกษาได้มากน้อยเพียงใดและมีสภาพ เช่นไร หัวใจสําคัญไม่ใช่ว่ามีนักเรียนมาได้แค่ไหน แต่มีอาจารย์เต็มใจมาสอนมากน้อยแค่ไหน!”
เซี่ยเวยเห็นนางจับใจความสําคัญได้ รอยยิ้ม ที่ริมฝีปากก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นหลายส่วน หลับตาลง ใหม่อย่างวางใจแล้วกล่าวพลางเอนหลัง “วางแผนง่ายดาย สําเร็จการยากเย็น กินคําโต เคี้ยวไม่ไหว คิดให้กระจ่างก่อนค่อย ทํา อย่าให้ คนอื่นเห็นเป็นเรื่องตลก”
วางแผนง่ายดาย สําเร็จการยากเย็น
เจียงเสวี่ยหนิงในชาติก่อนคิดเสมอว่าคนผู้นี้ คืออัจฉริยะฟ้าประทาน กระทําสิ่งใดล้วนสะดวก ไปเสียหมด แม้แต่เรื่องใหญ่อย่างการก่อกบฏก็ ง่ายประหนึ่งพลิกฝ่ามือ แต่โลกนี้ไหนเลยจะมี เรื่องง่ายดายปานนั้นจริง ๆ
เบื้องหลังสิ่งที่เห็นว่าแค่ลงมือกระทําก็สําเร็จ ล้วนเป็นความพยายามอย่างหนักหน่วงที่ไม่มีใคร ล่วงรู้…
นางจ้องเขาเขม็ง ท้ายที่สุดก็ต้องยอมรับนับ ถืออีกครา
เพียงแต่…
มีเรื่องบางอย่างที่ไม่อาจเข้าใจจริง ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงครุ่นคิด เวลานี้สํานัก มหาบัณฑิตเป็นถึงศูนย์รวมข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ทั่วแผ่นดิน การที่นางเข้าครองตําหนักคุนหนิงจะ ว่าไปก็ ไม่ใช่เรื่องเล็ก เหตุใดคนผู้นี้จึงยังอดทนไม่ ถามไถ่ได้อีกนะ
ครั้นกลับถึงจวนตระกูลเซี่ย สมองนางก็เต็ม ไปด้วยความคิดเรื่อง สถานศึกษาสตรี
เซี่ยเวยถาม “อยากกินอะไรล่ะ”
นางตอบง่าย ๆ “เกี๊ยวสักชามเป็นเช่นไร”
เซี่ยเวยปล่อยให้นางอยู่ในห้องอักษรพร้อม พู่กันและน้ําหมึก ก้มหน้า ก้มตาขีด ๆ เขียน ๆ เร็วรี่อยู่หน้าโต๊ะคนเดียว ส่วนตนเข้าไปในครัว ด้านหลัง
สองเดือนมานี้เจียงเสวี่ยหนิงคุ้นเคยกับจวน ของเขาเสมือนอยู่บ้าน ตัวเอง ท่อความร้อนใต้ พื้นถูกจุดไว้ พรมปูเต็มพื้น พอเข้าห้องมาก็สะบัด รองเท้า นั่งขัดสมาธิบนเก้าอี้ไท่ซือที่เซี่ยเวยนั่ง เป็นประจํา ตามด้วยวาง กระดาษหยิบพู่กันมา บันทึกแนวคิดทิศทางที่นึกได้บนรถม้า
ไม่ทันรู้ตัวก็ผ่านไปสองเค่อแล้ว
นางเขียนครู่หนึ่งหัวสมองก็ตีบตัน นั่งอยู่พัก ใหญ่ก็ทนไม่ไหวต้องลงมาเดินวนซ้ายเวียนขวาใช้ ความคิด
ด้านหลังเป็นแถวตู้จัดวางสมบัติเรียงราย อีก ด้านหนึ่งเป็นกําแพง หนังสือ ทั้งยังมีลิ้นชักฝัง กําแพงหลายชิ้น ตัวลิ้นชักยังมีห่วงทองแดงลาย กิ่งไผ่เมฆมงคลอะไรเทือกนั้นประดับด้วย
ตอนแรกไม่ได้สนใจ พอเงยหน้าจึงเห็นว่า ลิ้นชักหนึ่งในนั้นมีพู่สีดํา เส้นเล็กห้อยมาจากมุม หนึ่ง
เจียงเสวี่ยหนิงหยุดฝีเท้า
นางม้วนนิ้วกับพู่ เดิมยังคิดว่ามันเผลอถูก ห้อยไว้ที่ใดสักแห่ง ไม่นึก เลยว่าจะเชื่อมต่อกับใน ลิ้นชัก นางจึงเกี่ยวห่วงดึงลิ้นชักออกมาครึ่งหนึ่ง
ยามนี้จึงเห็นชัดเจนว่าพู่ไหมผูกไว้กับตรา ประทับ
ภายในยังวางมีดสั้นใบดาบบางที่คุ้นตา
ด้านล่างทับกระดาษไว้หลายแผ่น ลายมือนั้น บิดเบี้ยวโย้เย้ปานรอย สุนัขตะกุย นางซึ่งเป็นเจ้า ของเดิมเห็นแล้วอดหน้าแดงไม่ได้
เจียงเสวี่ยหนิงกัดฟันเบา ๆ อยากจะหยิบมัน ออกมาดู
คาดไม่ถึงว่ามือข้างหนึ่งจะยื่นเข้ามา ดัน ลิ้นชักกลับเข้าที่อย่างแน่นหนาก่อนนางจะทันได้ หยิบไป จึงมองไม่เห็นอีกว่าภายในนั้นมีอะไร
เจียงเสวี่ยหนิงชะงัก หันหน้ากลับมาทันที
ไม่รู้ว่าเซี่ยเวยกลับมาแล้วตั้งแต่เมื่อใด อีกมือ ถือชามเกี๊ยว เวลานี้ กําลังยืนตระหง่านสูงกว่า นางครึ่งศีรษะอยู่ด้านหลัง มองนางด้วยใบหน้า เกร็งเขม็ง “ใครอนุญาตให้เจ้าหยิบจับวุ่นวาย”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่สํานึกผิดสักนิด
ซ้ํายังเชิดคางเรียวงามส่งเสียงหึเบา ๆ มอง เขาเหมือนจิ้งจอกน้อย ขโมยปลา “ทําไม ค้น ไม่ได้หรือ”
เซี่ยเวยวางเกี๊ยวชามนั้น
เจียงเสวี่ยหนิงเดิมก็เป็นผู้ที่ให้สีย้อมผ้าสามสี ก็เปิดโรงย้อมผ้าได้ทั่ว เมืองหลวง[1]แน่นอนว่าไม่ ยอมปล่อยเขาไป ทั้งยังเข้าไปหยั่งเชิง “เหตุใดข้า จึงรู้สึกว่ากระดาษคําตอบในนั้นคุ้นตาเสียจริง ใครกันนะผิดทํานองคลองธรรม ใหญ่หลวง ถึงกับ กล้าอ้างว่าจะทําสารพัดวิธีจัดการปราชญ์ขงจื่อ กระดาษ คําตอบพวกนี้สมควรให้จับตัวคนตอบ มาประนามแรง ๆ เสียที…”
เซี่ยเวยเม้มปากจ้องนางเขม็ง
เจียงเสวี่ยหนิงซบบ่าเขาแล้วกล่าว “เซี่ย เซียนเซิง บอกข้าหน่อยสิว่าท่านรู้สึกอย่างไร”
ตอนนั้นนางร่วมศึกษาอยู่ตําหนักเฟิ่งเฉิน ถูก เขาบริภาษหาเรื่องจับผิดทุกวี่ทุกวัน คนอื่น ๆ เลิกเรียนไปแล้วนางยังต้องฝึกพิณที่ตําหนักข้าง ต่อ ยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่นเป็นนักปราชญ์ที่ทําให้ ใคร ๆ รู้สึกว่าอ่อนโยนดุจ ลมวสันต์ ลับหลังกลับ เข้มงวดชวนให้นางประหวั่นใจอยู่เสมอ
ไหนจะตอนสอบคัดเลือกครั้งนั้น…
คนผู้นี้รั้งนางไว้แล้วพูดคุยด้วยสองประโยค ก็ ทําเอานางกลัวแทบ ร่ําไห้
แต่กระดาษคําตอบนี้…
เซี่ยเวยไม่ตอบ เพียงหันหน้ามา “เจ้าหิว หรือไม่”
เจียงเสวี่ยหนิงส่ายศีรษะ
ตอนนี้นางไม่หิวแล้ว อุตส่าห์คว้าหางเปีย [2]ของเซี่ยจวีอันผู้นี้ได้ สายตาจึงเปี่ยมความ ตื่นเต้น เผลอลืมไปว่าทุกเรื่องต่างมี ‘ขอบเขต’ ของมัน ยัง ถามแหย่ไม่ยอมเลิก “ข้าจําได้ว่าท่าน
ทําขนมแผ่นท้อให้ ข้าเลยให้ โจวเป่าอิงไปหลาย ชิ้น ตอนหลังท่านก็โมโห…”
คําพูดต่อจากนั้นถูกกลืนหาย
วงแขนของเซี่ยเวยพลันรวบเอวแน่งน้อยแน่น ใบหน้าเรียบเฉยของ เขาแฝงความสงบที่แม้จะ ถูกคนจับจุดอ่อนก็ยังคงเยือกเย็น จากนั้นก็ ประทับปิดริมฝีปาก
นางส่งเสียงอืออาไม่เป็นคํา
ผ่านไปครู่ใหญ่จึงถูกปล่อยตัว รู้สึกหัวหมุน ตาลายไปหมด
เซี่ยเวยนั่งลงบนเก้าอี้ไท่ซือหน้าโต๊ะหนังสือ จากนั้นก็โอบนางมานั่ง ตัก ฉีกยิ้มอารมณ์ดีขณะ ถาม “อยากรู้อะไรล่ะ ข้าจะบอกเจ้าทุกอย่าง เลย”
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นดังนั้นพลันบังเกิดความ ขลาดอยู่บ้าง
เซี่ยเวยตัวสูงชะลูดขาก็ยาว เมื่อกอดตนนั่ง บนตัก ฝ่าเท้าสวมถุงเท้า ผ้าไหมของนางก็แตะไม่ ค่อยถึงพื้น ยิ่งทําให้ใจเต้นระส่ําระส่ายแทบจะ กลัวหัวหดทันที เปลี่ยนไปใช้น้ําเสียงน้อยเนื้อต่ํา ใจแทน “ไม่อยากรู้แล้ว ข้าไม่อยากรู้อะไรทั้งนั้น”
เซี่ยเวยก็รู้ว่านางเป็นเต่าหดหัว ระหว่างโอบ เอวจึงหยิกเนื้ออ่อนนุ่มที่สะโพกคราหนึ่ง รอยยิ้ม บนใบหน้าไม่จางแม้แต่น้อย “เมื่อครู่ไม่ใช่ว่ายัง สงสัยมากอยู่เลยหรือ เซียนเซิงจะค่อย ๆ สอน เจ้าทีละนิดเอง”
เจียงเสวี่ยหนิงตั้งตัวไม่ทัน หลุดครางทีหนึ่ง
เนื้อเสียงของนางอ่อนหวานนุ่มนวลอยู่แล้ว ยามนี้ยังเจือความตกใจ ปนหอบเล็กน้อย สองตา ที่ยิ่งหยาดเยิ้มมองเขาอย่างน่าเวทนา “ข้าผิด ไป แล้วเจ้าค่ะ”
เนื่องจากยังไม่ได้วิวาห์กัน พอล่วงเข้ายาม วิกาลหน่อยยังต้องส่งตัว กลับจวน
ท้ายที่สุดเซี่ยเวยจึงไม่ได้ทําอะไรนาง
เพียงนั่งกอดนางเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้ว สิ่งที่ได้ยินในสํานัก มหาบัณฑิตเมื่อช่วงเย็นก็ ค่อยๆ ผุดขึ้นมา
เจียงเสวี่ยหนิงถามเขา “ท่านไม่มีอะไรอยาก ถามข้าหรือ”
เซี่ยเวยจ้องนางเขม็ง
ถึงอย่างไรเขาก็ไม่คุ้นเคยกับความรู้สึกแบบนี้ แต่พอเห็นนางใช้สายตาคาดหวังหลายส่วนมอง มา ผ่านไปครู่ใหญ่จึงค่อยเปิดปากในที่สุด “เรื่อง เข้าตําหนักคุนหนิง เกิดอะไรขึ้นกันแน่”
ดวงตาของเจียงเสวี่ยหนิงผลิแววยิ้มทันที
นางยื่นมือโอบรอบคอเขา
ก่อนจะบอกเขาอย่างละเอียดตามจริง “ก็ห ลี่ว์เสี่ยนออกความคิดหนึ่งให้ราชสํานักมิใช่หรือ”
บัดนี้ราชสกุลเสิ่นตกอยู่ในฐานะกระอัก กระอ่วน
ให้วางเอาไว้ที่ไหนก็ไม่อาจปล่อยปละไม่สนใจ
แต่การชุบเลี้ยงต้องใช้เงิน หรือจะให้เป็น เหมือนกาลก่อนที่ท้องพระคลัง เป็นของตระกูล พวกเขา คิดใช้เท่าไรก็ใช้
——————–
1. ให้สีย้อมผ้าสามสีก็เปิดโรงย้อมผ้าได้ทั่ว
เมืองหลวง เป็นสํานวน หมายถึงได้คืบจะ
เอาศอก
2. คว้าหางเปีย เป็นสํานวน หมายถึงจับ
จุดอ่อน