คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 251 ซ่อนมีด (3)
ขุนนางในสํานักมหาบัณฑิตย่อมไม่ยินยอม
หลี่ว์เสี่ยนหวนคืนราชสํานัก รับหน้าที่รอง เสนาบดีกรมคลัง พอเข้า รับตําแหน่งใหม่ก็จุดไฟ ขึ้นสามประเด็น ประเด็นแรกเพื่อเผาเชื้อพระวงศ์ เสนอให้คลังส่วนพระองค์ของเสิ่นหลางก่อนหน้า นี้ตกเป็นของตระกูล เชื้อพระวงศ์ ทางราชสํานัก จะปล่อยผ่านให้ แต่ไม่อนุญาตให้เชื้อพระวงศ์ เข้ามายุ่มย่ามกับเงินในท้องพระคลังอีก ส่วนทุก ปีนับแต่นี้เงินในท้องพระคลังจะจัดสรรให้ตาม ระเบียบ ทั้งยังต้องได้รับการอนุมัติผ่านสํานัก มหาบัณฑิต ถึงค่อยมอบให้เหล่าเชื้อพระวงศ์ สําหรับเงินทั้งสองก้อนนี้ ทางราชวงศ์ ใช้สอยได้ เต็มที่ ปีหนึ่งใช้จ่ายเท่าใดทางราชสํานักจะไม่
สนใจ แต่พวกเขา ไม่อาจร้องขอจากราชสํานัก เพิ่มแม้แต่แดงเดียว
ปัจจุบันเสิ่นจื่ออีเป็นผู้กํากับดูแลราชสกุล
ท้องพระคลังว่างเปล่า มีเงินให้ใช้สอยไม่มาก นัก ทว่าคลังส่วน พระองค์ของเสิ่นหลางเป็น มรดกตกทอดจากคลังส่วนพระองค์ของฮ่องเต้ พระองค์ก่อน ๆ แม้สุรุ่ยสุร่ายใช้สอยไปกว่าครึ่ง ที่เหลืออยู่ก็ยังนับว่ามาก
เพียงแต่ถ้าใช้จ่ายไม่ยั้งมือ ต่อให้มีเป็นภูเขา เลากาแต่นานวันเข้าก็ ย่อมหมด
อยากจะอยู่ยั่งยืน ต้องมีวิธีการในระยะยาว
เสิ่นจื่ออีจึงมองการณ์ไกลกว่าคนอื่น นาง สะกดเสียงไม่พอใจทั้งหลายในสกุลเสิ่น มอบเงิน ก้อนใหญ่นั่นแก่เจียงเสวี่ยหนิง ใคร่ทําการค้าใดก็ ทํา หลังได้กําไรก็ให้นางหักค่านายหน้าสองส่วน
สมควรทราบว่าในมือนางยังมีกิจการที่ขาด แคลนเงินอยู่ไม่น้อยจริง ๆ
มิหนําซ้ําเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้จะก่อเกิด อํานาจใหญ่โตตั้งเท่าใด ย่อมหมายถึงการค้าที่มี แต่กําไรมั่นคงไม่ขาดทุนนั่นเอง เจียงเสวี่ยหนิงจึง ไม่มี เหตุผลจะปฏิเสธ
นางชูนิ้วให้เซี่ยเวยนับ “ท่านดูสิ ทั้งต้องเป็น ผู้ดูแลคลังของ เชื้อพระวงศ์ ทั้งยังต้องจัดตั้ง
สถานศึกษาสตรี มีเรื่องต้องจัดการตั้งเท่าใด คน เข้า ๆ ออก ๆ แบบนี้ สํานักพระราชวังมีที่แค่นั้น จะพอได้อย่างไร ไม่ กว้างขวางสู้ตําหนักคุนหนิง หรอก”
เซี่ยเวยก็ยังรู้สึกว่าเสิ่นจื่ออีจงใจทําให้เขา หงุดหงิดอยู่ดี
เขาไม่พูดอะไรต่อ
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นเขาเป็นเช่นนี้ก็รู้ว่าเขาขุ่น เคือง พลันนึกไปถึง เสิ่นจื่ออีในชาติก่อนที่เดือด ดาลเพราะนางเป็นสตรีทว่าแต่งกายเป็น บุรุษ สายตาจึงวูบไหวเล็กน้อย บอกเซี่ยเวยเบา ๆ ว่า
“ก็แค่มีพระประสงค์จะดีกับข้าในแบบของ พระองค์เท่านั้นเอง”
วันนั้นนางกลับจากการจัดการบัญชีทรัพย์สิน ในสํานักพระราชวัง แล้วพอดีผ่านตําหนักคุนหนิง
ข้ารับใช้ในวังเดินเข้า ๆ ออก ๆ
นางถามประโยคหนึ่งว่ากําลังทําอะไรกัน
นางกํานัลข้าง ๆ บอกนางว่าฮ่องเต้พระองค์ ก่อนสวรรคตแล้ว ตําหนักคุนหนิงทุกยุคทุกสมัย ล้วนแต่เป็นที่พํานักของฮองเฮา บัดนี้ยัง ไม่รู้ว่า ใครจะเป็นฮ่องเต้ หากฮองเฮาพระองค์ก่อนยังอยู่ ที่นี่ย่อมไม่ถูกต้องตามธรรมเนียม ตามระเบียบ
ของบรรพชน เจิ้งฮองเฮาย่อมต้องย้ายออก หลังจากนั้นพระตําหนักแห่งนี้ก็จะว่างเปล่า
แสงตะวันยามพลบค่ําใกล้ลาลับเส้นขอบฟ้า
กําแพงวังสีชาดสะท้อนแสงกระเบื้องเคลือบ หลังคาสีทอง ภายใน ประตูใหญ่ของตําหนักคุนห นิงอันคุ้นเคยราวกับมีบรรยากาศของการ ผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ไหลเวียนอยู่จาง ๆ ให้ ความรู้สึกว่าสรรพสิ่งยังคงเดิมแต่ผู้คนผันแปร ชวนให้นางหวนระลึกถึงชาติก่อน
ทุ่มเทสรรพความคิดเข้าครองคุนหนิง…
แล้วสุดท้ายเล่า
คิดเข้าครองกลับกลายเป็นฝังร่าง เป็นทั้ง ตําหนักและเป็นทั้งสุสาน
วันนั้นนางยืนมองอยู่ด้านนอกครู่ใหญ่ ค่อย แย้มยิ้มแล้วเดินจากไป
ใครจะคิดว่าวันต่อมาเสิ่นจื่ออีจะส่งคนมาหา
เป็นเจิ้งเป่า
หวังซินอี้อาจารย์ของเขาถูกคนขององครักษ์ เสื้อแพรลอบสังหารเมื่อสองเดือนก่อนเพราะจะ แอบหนีออกจากเมืองหลวง บัดนี้ไม่ว่าเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ในพระราชวังเขาจึงเป็นผู้รับผิดชอบ ดูแล
ใบหน้าหล่อเหลาสะอาดตานั้นยังคงเฉกเช่น กาลก่อน
ครั้นเห็นเจียงเสวี่ยหนิงก็ผุดยิ้มน้อย ๆ แล้ว กล่าวว่า “บัดนี้ตําหนัก คุนหนิงว่างเปล่า ที่ทาง กว้างขวางโอ่อ่า เปรียบกับทางสํานักพระราชวังที่ ออกจะคับแคบแล้วนับว่าเหมาะสมจะปรึกษา ราชการมากกว่า อีกทั้ง อยู่ใกล้ตําหนักเฉียนชิง ฝืนนับได้ว่าอยู่ใจกลางพระราชวัง ไปไหนมาไหน ก็สะดวก องค์หญิงใหญ่จึงมีรับสั่งให้เชิญท่านย้าย ออกจากเรือนหยางจื่ออัน คับแคบมาเข้าพักใน ตําหนักคุนหนิง จะได้ไม่ต้องลําบากเหน็ดเหนื่อย ทั้งวันขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงอ้าปากค้าง
นางทราบว่าตําหนักคุนหนิงสําคัญอย่างไร ยามนั้นจึงปฏิเสธ
แต่ทว่า…
นางย่นจมูกน้อย ๆ พอนึกถึงเหล่าบัณฑิตเฒ่า ก็มีน้ําโห “ข้ารู้ความไม่ตอบรับ พวกมันก็ยังจะ ก่นด่าข้า ข้าเป็นคนอดทนอดกลั้นขนาดนั้นหรือ ข้านอนคิดอยู่คืนหนึ่ง วันรุ่งขึ้นเลยย้ายเข้าไป เสียเลย แน่จริงก็มาสู้กับข้าสิ!”
คิดว่าชาติก่อนนางเป็นใครกัน
ไม่ว่าใครจะเป็นฮ่องเต้ นางล้วนต้องการเป็น ฮองเฮา
บัดนี้เสิ่นจื่ออีแค่มอบตําหนักคุนหนิงให้ ตา เฒ่าพวกนั้นก็พูดไปเรื่อย ไม่หยุดหย่อนทุกวัน ผ่านมาสองชาติแล้วผู้ชิงชังนางก็ยังคงชิงชัง!
ในที่สุดเซี่ยเวยก็ถูกสีหน้าเปี่ยมอารมณ์ของ นางทําเอาขํา
ยามมุมปากโค้งขึ้น หัวคิ้วก็อิ่มเอิบสดใส
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นแล้วดวงตาพร่าพราย อยู่ดี ๆ ก็ขยับเข้าไปจูบ คล้ายถูกภูตผีดลใจ ริมฝีปาก ชุ่มชื้นเจือกลิ่นลมหายใจหวานสดชื่นประทับ ลง บนริมฝีปากเซี่ยเวย ไล้ตามริมฝีปากบางที่ยกมุม ยิ้มน้อย ๆ หลังลังเลอยู่ ชั่วครู่ก็แอบสอดลิ้นเรียว ล่วงลึกเข้าไปในโพรงปากเขา
หัวใจเต้นระรัวขึ้นหลายส่วนทันควัน
น้อยครั้งนักที่นางจะเป็นฝ่ายรุกเร้า ทว่ายังไม่ ทันทําอะไรมากกว่านี้ก็แก้มแดงก่ําเหมือนผลท้อ เสียแล้ว ยิ่งเขินอายลังเลจะบอกกล่าว ก็ยิ่งทําให้ ใจเต้นตึกตักราวกระหน่ําตีกลอง
สองตาของเซี่ยเวยตรึงที่นาง สุ้มเสียงแหบ พร่า “เจ้าต้องรนหาที่ตาย ให้ได้เลยหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงนึกเสียใจโดยพลัน
นางแค่รู้สึกว่ายากนักที่คนผู้นี้ไม่พอใจแล้วจะ ยอมบอกกล่าวกัน ง่าย ๆ ดังนั้นควรตกรางวัลให้
สักหน่อย ไม่คิดจะถูกเขารั้งไว้ที่นี่ค่อนคืน จึงขยับ ร่างหมายจะหลบหนี
ทว่าตัวอยู่บนตักเซี่ยเวยแล้วยังจะหนีไปไหน ได้อีก
สายไปนานแล้ว
เขาจับตัวนางไว้อย่างง่ายดาย
ไม่แม้แต่จะขยับย้ายที่สักนิด
มือเริ่มลูบไล้เคล้นคลึง ชักพาอารมณ์นางให้ เตลิดจนหยาดน้ําเยิ้มฉ่ํา ฝ่าเท้าขาวนวลใต้ถุงเท้า
ไหมห้อยส่ายไม่ติดพื้น นิ้วเท้าซึ่งเล็มเล็บมน เข้ารูปจิกเกร็งดุจไม่อาจทานทน
แล้วจึงกดร่างเข้าไปอย่างแช่มช้า
นางไร้หนทางร้องขอความช่วยเหลือ ริม ฝีปากเผยออ้าประหนึ่งปลา จมน้ํา ครั้นชําแรก ลึกจนสุด ความรู้สึกหนึ่งก็เริ่มตีขึ้นมาทีละน้อย จนน้ําตาคลอ หนังศีรษะชาซ่าน
เจียงเสวี่ยหนิงร้องคร่ําครวญ “ปล่อยข้าเถิด จะตายอยู่แล้ว”
เซี่ยเวยยิ้ม “สุขเจียนตายหรือ”
ติ่งหูขาวดุจหยกตลอดจนทั่วทั้งใบหน้าของ เจียงเสวี่ยหนิงพลัน แดงซ่าน ยามอารมณ์ลึกล้ํา ถึงขีดสุดก็แยกเขี้ยวกางเล็บคิดหลบหนี ทว่า ปลายเท้าเพิ่งแตะพื้นก็อ่อนยวบแทบทรุด ดีที่ คว้าโต๊ะหนังสือตรงหน้า ได้ทัน
คราวนี้ยิ่งเหมือนใส่ปลาลงกระทะ
ยืนทอดอยู่ข้าง ๆ ครู่หนึ่งก็เปลี่ยนเป็นว่าง่าย ไร้เรี่ยวแรง
ดีที่เซี่ยเวยประคองเอวนางจากด้านหลัง
ภูเขาหิมะสั่นกระเพื่อม เผยให้เห็นปลายยอด ละมุน
ครั้นหมดแรงนางก็ทุบโต๊ะด้วยความโกรธ และอับอาย “เหตุใดท่านจึงเลวร้ายได้ขนาดนี้ เนี่ย!”
เซี่ยเวยโอบนางขึ้นมาจุมพิตดูดดื่ม
นัยน์ตาแฝงรอยยิ้มคู่นั้นจริงจังเป็นที่สุด “ข้า ชั่วร้ายกว่าที่เจ้าคิดสามส่วนเสมอ”
ไม่ใช่คําพูดดีงามชัด ๆ แต่เจียงเสวี่ยหนิงกลับ ถูกสายตาจริงจังของคนผู้นี้เล่นงานจนมึน พ่าย แพ้ราบคาบ
กอดเขาไว้ครู่หนึ่งจึงค่อยถาม “เหตุใดกระทั่ง มีดก็ซ่อนเอาไว้ในลิ้นชักเล่า”
ต่อไปไม่ต้องใช้แล้วหรือไร
หรือว่าไม่จําเป็นต้องป้องกันเหตุไม่คาดฝันใด อีก
ลูกกระเดือกของเซี่ยเวยขยับขึ้นลง จับจ้อง มองขนตาเปียกชื้นของนางเงียบ ๆ เป็นนาน ท้ายที่สุดก็มิได้ตอบคํา เพียงใช้ริมฝีปากแฝง ความอบอุ่นประทับจุมพิตเบา ๆ ตรงขอบตาของ นาง
มีดดาบใต้หล้า ล้วนใช้ฆ่าคน
มีดดาบมากมายใช้สังหารผู้อื่น แต่ไม่ใช่ทุก เล่มจะนํามาใช้สังหาร ผู้อื่น
เขาชิดใกล้นางยิ่ง ใช้เสียงแหบพร่าทุ้มต่ําจน ใกล้เคียงความลุ่มหลง มากสิเน่หาตอบนางคล้าย ให้คํามั่นสัญญา “เจียงเสวี่ยหนิง ข้าเป็นของเจ้า”