คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 27 จางเจอ (1)
“พอเข้าวังหลวงแล้วก็ต้องเรียนกฎเกณฑ์
ต่อเนื่องถึงสองวัน ข้าเห็นแล้วยังเหนื่อยแทน วัน
ๆ ต้องอยู่แต่ในเรือนหยางจื่อ คงยังไม่เคยไปเดิน
เล่นตามตำหนักต่าง ๆ ของวังหลวงเลยใช่
หรือไม่?” ใบหน้าเสิ่นจื่ออีเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ทันใดนั้นก็เหมือนฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ นางหัน
ศีรษะกลับมามองคนอื่นด้านข้าง เอ่ยถามว่า
“พวกเจ้าก็ด้วยจริงไหม?”
แม้ทุกคนจะได้รับการคัดเลือกให้เข้าวังหลวง
แต่เดิมทีก็ไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์ใด ๆ กับองค์หญิง
ใหญ่เล่อหยางมาก่อน ครั้นได้ยินนางเอ่ยถาม
กะทันหันจึงนิ่งอึ้ง
มีเพียงเซียวซูที่สนิทชิดเชื้อกันดี จึงหัวเราะ
ตอบไปว่า “พวกนางยังไม่เคยเลยเพคะ”
ที่ใช้คือคำว่า ‘พวกนาง’ ไม่ใช่ ‘พวกเรา’
รายละเอียดปลีกย่อยเพียงเล็กน้อยในคำพูดก็
เผยให้เห็นความคุ้นเคยต่อวังหลวงของนางอย่าง
ชัดเจน มีนัยว่าแตกต่างจากผู้อื่น และไม่ได้นำ
ตนเองไปรวมกับผู้อื่นด้วย
เสิ่นจื่ออีปรบมือกล่าว “ถึงอย่างไรพวกเจ้าก็
เรียนมารยาทพิธีการกันมาพอสมควรแล้ว
พรุ่งนี้เซี่ยเซียนเซิงจะทดสอบความรู้ของพวกเจ้า
ยังไม่รู้เลยว่าจะผ่านกันได้กี่คน ในเมื่อได้เข้าวังมา
สักหนแล้วก็ไม่อาจมาเสียเที่ยวเปล่า วันนี้เปินกง
จู่จะพาพวกเจ้าเดินเล่นอุทยานหลวงก็แล้วกัน”
สายตาของทุกคนพลันเปล่งประกายตื่นเต้น
ยินดียิ่ง
เสิ่นจื่ออีมือหนึ่งจูงเจียงเสวี่ยหนิง ส่วนอีกมือ
หนึ่งก็จูงเซียวซู ก่อนจะพูดกับหัวหน้ากองซูอย่าง
ตรงไปตรงมาว่า “กูกู ข้ากับอาซูจะพาพวกนาง
ออกไปเดินเล่น วันนี้ไม่เรียนแล้วนะ!”
หัวหน้ากองซูไม่อาจทำอะไรองค์หญิงที่ตน
เลี้ยงดูจนเติบใหญ่ได้ นางละทิ้งหลักการอย่างหา
ได้ยากยิ่ง ตอบกลับไปว่า “เดิมทีก็เรียนได้
พอสมควรแล้ว องค์หญิงทรงพาพวกนางออกไป
เดินเล่นก็ดีเช่นกันเพคะ เพียงแต่อย่าเล่นจนดึก
เกินไปนัก พรุ่งนี้มีเพียงพระองค์ที่ขี้เซาได้ แต่
คุณหนูทุกท่านยังต้องมีสอบความรู้อีกนะเพคะ”
เสิ่นจื่ออีตอบรับเต็มปากเต็มคำว่า “รู้แล้ว รู้
แล้ว!”
จากนั้นก็ออกไปด้วยความลิงโลด มุ่งหน้าไป
ยังอุทยานหลวงท่ามกลางการห้อมล้อมของทุก
คน
อุทยานหลวงอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
ของเรือนหยางจื่อ เดินผ่านกำแพงของตำหนัก
ต่าง ๆ ไปทางทิศเหนือ ต่อมาเมื่อไปทางทิศ
ตะวันตกและเดินเลี้ยวลดคดเคี้ยวหลายครั้งจะ
มองเห็นแต่ไกล
พระราชวังยามบ่ายเงียบสงบมากเป็นพิเศษ
ล่วงเข้าปลายฤดูสารทแล้ว พืชพรรณทาง
เหนือล้วนใกล้โรยราจนหมดสิ้น ทว่าช่างจัด
อุทยานหลวงกลับไม่กล้าละเลยแม้แต่น้อย ยังคง
ปลูกดอกกุหลาบเย่ว์จี้[1] และดอกเบญจมาศตาม
ฤดูกาลไว้ในอุทยานหลวง บางต้นตัดแต่งจนไม่
แผ่กิ่งก้าน ส่วนบางต้นจัดวางสลับกันไปมา
บังเกิดบรรยากาศเยี่ยงเจียงหนาน[2]อันหาได้ยาก
ยิ่ง
โดยเฉพาะบริเวณหัวมุมทางทิศตะวันออก
ของอุทยานหลวงซึ่งติดกับกำแพงวัง ตรงนั้นปลูก
ต้นเหมยเอาไว้ต้นหนึ่ง แม้ว่าจะยังไม่ถึงฤดูกาล
ผลิดอก เห็นเพียงกิ่งก้านอันว่างเปล่า ทว่าเพียง
รูปลักษณ์ก็เต็มไปด้วยความงามจากการร่วงโรย
อยู่หลายส่วน
ฝานอี๋หลานเชี่ยวชาญทางด้านนี้ยิ่งนัก อด
กล่าวชมเชยประโยคหนึ่งไม่ได้ “ต่างกล่าวกันว่า
เพื่อปั้องกันอัคคีภัย ปกติแล้ววังหลวงจะไม่ปลูก
ต้นไม้ใหญ่ คิดไม่ถึงว่ากลับยังมีต้นเหมยอยู่ต้น
หนึ่งด้วย”
เสิ่นจื่ออีมองแล้วเอ่ยกลั้วหัวเราะ “นี่คือกรณี
พิเศษของวังหลวงน่ะ สามปีก่อนท่านสมณะ
หยวนจีปลูกเอาไว้เพราะเดิมพันแพ้เซี่ยเซียนเซิง
ด้วยเหตุนี้จึงก่อให้เกิดข่าวลือเหลวไหลตั้ง
มากมายด้วยนะ”
ปลูกต้นไม้ภายในวังหลวง ไม้อยู่กลางกำแพง
กลายเป็นคำว่า ‘กักขัง[3]’
ความหมายอัปมงคล
ต่อให้ผู้ปลูกคือสมณะหยวนจีก็ยังต้องเผชิญ
แรงทัดทานจำนวนไม่น้อย มีเพียงเซี่ยเวยซึ่งเดิม
พันชนะเท่านั้นที่มองดูความสนุกสนานอยู่
ด้านข้างด้วยความเบิกบานใจ
สมณะหยวนจีเป็นสมณะรูปแรกที่ได้เป็นขุน
นางของราชวงศ์นี้
เจียงเสวี่ยหนิงมีความทรงจำต่อเขาอย่าง
ลึกซึ้ง
เนื่องจากชาติก่อนคนผู้นี้ปราศจากความเป็น
สมณะโดยสิ้นเชิง เกิดมาร่างกายกำยำล่ำสัน มี
ดวงตาทรงสามเหลี่ยมคว่ำ ไม่เพียงไร้ซึ่งความ
เมตตากรุณาของสมณเพศ ตรงกันข้ามกลับเปียม
ไออำมหิตอยู่หลายส่วน ยามยิ้มแย้มมักทำให้คน
รู้สึกว่าเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์เพทุบาย
คนนอกต่างกล่าวกันว่าเขามักนั่งถกธรรมะ
กับเซี่ยเวย สนิทสนมกันมาก
แต่เจียงเสวี่ยหนิงวิเคราะห์จากเงื่อนงำในชาติ
ก่อน เกรงว่าสองคนนี้คงดีกันแต่เปลือกนอก แล้ว
หวาดระแวงปั้องกันและต่อสู้ชิงดีกันลับหลัง
มากกว่า จวบจนนางกระทำอัตวินิบาตกรรม
สมณะหยวนจีก็ยังหนีตายอยู่ข้างนอก ไม่รู้ว่า
สุดท้ายถูกเซี่ยเวยสังหารหรือไม่
ยามนี้พลันได้ยินเสิ่นจื่ออีเอ่ยถึงหยวนจี นาง
จึงทอดสายตามองต้นเหมยตรงมุมกำแพงพร้อม
สายตาผู้อื่น ขบคิดถึงจุดจบในชาติก่อนของ
สมณะใหญ่ ทว่าด้วยความบังเอิญ ขณะที่นาง
เคลื่อนสายตากลับมาก็มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังเดิน
จากกำแพงวังซึ่งอยู่ห่างไกลมาทางฝังนี้พอดี
เมื่อมองให้ถ้วนถี่ ผู้อยู่หน้าสุดสวมเสื้อคลุม
หม่างเผา[4]
หากไม่ใช่หลินจืออ๋องเสิ่นเจี้ยแล้วจะเป็นผู้ใด
ได้อีก
เบื้องหลังมีขันทีติดตามหลายคน คล้ายเดิน
มาจากฝังเขตพระราชฐานส่วนใน กำลังเดินตัด
ผ่านอุทยานหลวงเพื่อออกจากวัง
ครั้นเสิ่นจื่ออีเห็นเขาก็ดวงตาลุกวาว โบกมือ
ทักทายแต่ไกล “เสด็จพี่ เสด็จพี่!”
เสิ่นเจี้ยเพิ่งไปถวายพระพรไทเฮาที่ตำหนัก
กำลังจะออกจากวังหลวง ครั้นได้ยินเสียงจึงเงย
ศีรษะขึ้นมา เมื่อเห็นว่าเป็นเสิ่นจื่ออี ใบหน้าอัน
งามสง่าดุจบัณฑิตก็ผุดรอยยิ้มบาง กล่าวว่า “จื่อ
อี เจ้ามาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร?”
เสิ่นจื่ออีชี้กลุ่มคนข้างหลังตน “พาเหล่า
สหายร่วมศึกษาของข้ามาเดินเล่นอุทยาน
หลวงน่ะเพคะ”
เสิ่นเจี้ยมองตามทิศทางของนิ้ว
เป็นสตรีกลุ่มหนึ่งจริงด้วย
เบื้องหน้าสุดคือเซียวซู คุณหนูใหญ่ของจวน
เฉิงกั๋วกง เสิ่นเจี้ยเคยพบมาหลายครั้งแล้ว แต่ผู้ที่
อยู่ข้างกายเซียวซูไม่ไกลผู้นั้น…
ถอดเครื่องแต่งกายบุรุษซึ่งเคยสวมในยาม
ปกติ เปลี่ยนเป็นชุดกระโปรงสีม่วงอ่อน ยืน
ตระหง่านท่ามกลางฝูงชน เรือนร่างบอบบางสะ
โอด สะอง ผิวพรรณขาวละเอียด ลำคอระหง ริม
ฝีปากสีชาดชุ่มชื้น คิ้วโก่งบางปราศจากการจงใจ
วาดให้ขนคิ้วดกหนา ดวงตาสุกใสอ่อนโยน เป็น
ความงามอันพิสุทธิ์และเสน่ห์อันยวนตายวนใจ
อย่างยากจะพรรณนาได้
เสิ่นเจี้ยเพียงใช้สายตามองแวบเดียวก็ใจสั่น
ไหว
ยามนี้เขาคิดว่าหากเยี่ยนหลินมิได้เตือน
ล่วงหน้าจนรู้ว่าคุณหนูรองเจียงผู้นี้เป็นสตรีที่อีก
ฝั่ายกันไว้เพื่อสู่ขอเข้าตระกูลในภายภาคหน้า
เกรงว่าเขาอาจบังเกิดความคิดไม่ซื่อระหว่างบุรุษ
และสตรีจากการเห็นเพียงแวบแรกนี้ก็ได้
เซียวซูเห็นเขา เดิมทีคิดจะเข้าไปหาเพื่อ
แสดงการคารวะ
เพราะอย่างไรเสียก็เคยพบหน้ากันมาก่อน
ทว่าขณะที่นางช้อนดวงตาขึ้นมา กลับเห็น
สายตาของเสิ่นเจี้ยกวาดผ่านร่างนางไปอย่าง
ง่ายดาย และไปอยู่บนร่างเจียงเสวี่ยหนิงด้านข้าง
แทน มิหนำซ้ำยังรั้งอยู่ครู่หนึ่ง ทำให้อดใจสะท้าน
เล็กน้อยไม่ได้
หากจะเข้าไปแสดงการคารวะอีกก็พลาด
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดไปเสียแล้ว
เสิ่นจื่ออีไม่รู้สึกตัว นางดึงแขนเสื้อเสิ่นเจี้ย
กล่าวโอ้อวดกับเขาว่า “ว่าอย่างไร ขบวนสหาย
ร่วมศึกษาของข้าไม่ได้ด้อยไปกว่าตอนท่านและ
เสด็จพี่ฮ่องเต้ยังเป็นองค์ชายอยู่เลยใช่หรือไม่?”
เสิ่นเจี้ยหัวเราะ “ใช่ ใช่ ยังมีผู้ใดยิ่งใหญ่ไป
กว่าองค์หญิงใหญ่เล่อหยางของพวกเราอีกเล่า?”
เสิ่นจื่ออีแค่นเสียง “สมัยก่อนสหายร่วม
ศึกษาของพวกท่านมีแค่คนสองคนเอง ส่วนข้ามี
ตั้งสิบสองคน…หืม นี่คืออะไร?”
——————–
1. ดอกกุหลาบเย่ว์จี้ หรือที่รู้จักกันในชื่อ
ดอกกุหลาบจีนเป็นกุหลาบดอกใหญ่ มีหนาม
ขนาดใหญ่แต่จำนวนน้อย
2. เจียงหนาน ปัจจุบันเป็นพื้นที่บริเวณ
ตอนล่างของแม่น้ำแยงซีซึ่งอยู่ทางใต้ของ
ประเทศจีน เป็นเขตพื้นที่ซึ่งมีทัศนียภาพ
สวยงามเหมาะแก่การท่องเที่ยวและพักผ่อน
3. 困 (คุ่น) หมายถึง กักขัง อักษรของคำ
ว่ากักขังจะมีคำว่าไม้ (木) อยู่ในกรอบ
4. เสื้อคลุมหม่างเผา เป็นเสื้อคลุมที่เจ้านาย
ขุนนางสวมใส่เลี่ยงไม่ให้เหมือนเสื้อคลุมมังกร
ของฮ่องเต้ หม่างเป็นสิ่งมีชีวิตรูปร่างหน้าตา
คล้ายมังกรแต่มีสี่เล็บ
บทที่ 27 จางเจอ (2)
เมื่อครู่ขณะนางเอ่ยวาจามัวแต่เล่นแขนเสื้อ
หลวมกว้างของเสิ่นเจี้ย ผลกลายเป็นว่าทำให้ชาย
แขนเสื้อพลิกขึ้นมา นิ้วมือบังเอิญเกี่ยว
ผ้าเช็ดหน้าลายปักสีครามอ่อนออกมาผืนหนึ่ง
เสิ่นเจี้ยตะลังงันทันที เอื้อมมือจะคว้ากลับคืน
“เอามาให้ข้า”
เสิ่นจื่ออีถลึงตาโตใส่เขา ขยับหลบวูบใน
บัดดล นางมองดูอย่างพินิจพิเคราะห์ บน
ผ้าเช็ดหน้าสีครามอ่อนปักดอกกล้วยไม้ฮุ่ยหลาน
[1]ช่อหนึ่ง มิหนำซ้ำยังมีดอกเจียงสีแดง[2]ขนาด
เล็กกระจุ๋มกระจิ๋มบริเวณหัวมุมอีกดอกด้วย
นางส่งเสียงจิ๊จ๊ะสองครั้ง ทำท่าทางเจ้าเล่ห์
ขึ้นมา
“เสด็จพี่ นี่ไม่เหมือนสิ่งของของบุรุษหน้า
เหม็นเช่นพวกท่านเลยนะ เป็นของสตรีบ้านใด
อย่างนั้นหรือ?”
เสิ่นเจี้ยขมวดคิ้ว ใบหน้าอันหล่อเหลาซับสี
แดงเล็กน้อย เขาก้าวมาฉวยผ้าเช็ดหน้าลายปัก
ผืนนั้นคืน ก่อนจะยัดกลับเข้าไปในแขนเสื้ออย่าง
สะเปะสะปะ เพียงตอบกลับว่า “เจ้าอายุยังน้อย
พูดจาเพ้อเจ้อเหลวไหลอะไรกัน!”
เสิ่นจื่ออีแลบลิ้น “ข้ากำลังจะยี่สิบปี ใกล้จะ
ได้วิวาห์แล้ว ส่วนเสด็จพี่ที่อายุยี่สิบสามยี่สิบสี่ปีก็
ยังไม่มีพระชายากับเขาเสียที เกรงว่าเสด็จพี่
ฮ่องเต้คงกลุ้มพระทัยแทนท่านเป็นแน่ ท่านบอก
ข้ามา ท่านบอกข้ามา ถ้าหากชอบแล้วรู้สึกเสีย
หน้า ข้าช่วยท่านทูลเสด็จพี่ฮ่องเต้แทนก็ได้นะเพ
คะ”
เสิ่นเจี้ยเป็นคนหน้าบาง
เมื่อถูกน้องสาวกระเซ้าเช่นนี้จึงยิ่งขัดเขิน
กว่าเดิม
พอเขายัดผ้าเช็ดหน้าลายปักผืนนั้นกลับไปก็
ปันหน้าขรึม “เจ้าห้ามไป เชียวนะ วันนี้เพิ่งสืบได้
ว่าการที่เรือขนส่งเส้นไหมพลิกคว่ำในคลองขนส่ง
เป็นเพราะขุนนางกับพ่อค้าสมคบคิดกันโก่งราคา
ผ้าไหม เมื่อครู่เพิ่งกริ้วใส่หัวหน้าผู้ตรวจสอบ
ภายในกรมอาญาผู้นั้นไปหมาด ๆ และเพราะ
ความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานสามตุลาการกับ
องครักษ์เสื้อแพร ทรงเกือบจะจับคนผู้นั้นขังคุก
หลวงอีกด้วย แม้แต่เซี่ยเซียนเซิงและมหาบัณฑิต
หลายคนยังทัดทานไม่อยู่ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เจ้า
อย่าไปรบกวนเสด็จพี่ฮ่องเต้จะดีกว่า เกรงว่าจะ
เป็นการรนหาเรื่อง เห็นแก่หน้าข้า อย่าก่อเรื่อง
เลยนะ”
เสิ่นจื่ออีเบ้ปาก นางไม่มีทางนำผ้าเช็ดหน้า
ลายปักผืนนี้ไปพูดจาเหลวไหลต่อหน้าเสิ่นหลาง
จริงอยู่แล้ว เพียงเห็นว่าเสด็จพี่มีท่าทางประหม่า
เช่นนี้จึงรู้สึกน่าสนุกอยู่บ้างก็เท่านั้นเอง จึงตอบ
เพียงว่า “เอาเถอะ เสด็จพี่ว่าเช่นไรก็ว่าเช่นนั้น
อย่างไรเสียข้าก็ไม่รู้เรื่องภายในราชสำนักอยู่แล้ว
พอฟังเข้าหูซ้ายก็ทะลุหูขวา ถูกเสด็จพี่ฮ่องเต้
หลอกยังไม่รู้ตัวเลย”
เสิ่นเจี้ยหายใจติดขัด
แต่เมื่อเห็นว่ายังมีคุณหนูตระกูลใหญ่ที่เป็น
พระสหายร่วมศึกษากำลังมองอยู่ด้านข้างจำนวน
มากขนาดนั้น ยามนี้จึงยิ่งกระดากอาย ทำได้
เพียงทิ้งประโยค “ข้าออกจากวังก่อนก็แล้วกัน”
ด้วยความรีบร้อน แล้วรีบรุดจากไป
ท่าทางเช่นนี้เห็นชัดว่ากำลังหนีหัวซุกหัวซุน
เสิ่นจื่ออีเห็นแล้วเกือบหัวร่องอหาย
ทว่าสีหน้าของคนอื่นกลับแตกต่างกันไป
ผู้อื่นอาจจดจำผ้าเช็ดหน้าลายปักนั้นไม่ได้ แต่
เมื่อครู่เซียวซูยืนอยู่ใกล้ เห็นดอกเจียงสีแดงที่ปัก
ตรงมุมผ้าเช็ดหน้าลายปักผืนนั้นได้แจ่มชัด
จากนั้นก็นึกถึงสายตาที่เสิ่นเจี้ยมองเจียงเสวี่ย
หนิงเมื่อครู่ นิ้วมือซึ่งถือพัดหอมงามวิจิตรกำแน่น
ขึ้นทีละน้อย
นางเคลื่อนสายตากลับมามองเจียงเสวี่ยหนิง
สายตาครั้งนี้แตกต่างจากที่เคยเป็นมาโดยสิ้นเชิง
ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงกำลังคิดอยู่ว่ายามนี้เสิ่น
เจี้ยติดต่อกับเจียงเสวี่ยฮุ่ยแล้ว ผ้าเช็ดหน้าลาย
ปักผืนนี้ถือเป็น ‘สิ่งของแทนใจ’ ระหว่างคนทั้ง
สอง เพียงแต่ชาติก่อนถูกนางฉวยโอกาสเข้ามา
แทนที่
ชาตินี้นางไม่เข้าไปสอดมือ ไม่รู้ว่าทั้งสองคน
จะเป็นเช่นไร
จากสายตาเมื่อครู่ของเสิ่นเจี้ย ดูท่าจะมีความ
จริงจังอยู่หลายส่วนจริง ๆ
แต่กระนั้นเรื่องนี้ก็ฉายวาบในสมองนางเพียง
แวบเดียว ความคิดชั่วขณะต่อมาก็ย้ายไปอยู่ที่
เรื่อง ‘เรือขนส่งเส้นไหมในคลองขนส่ง’ ที่เสิ่น
เจี้ยเอ่ยถึงเมื่อสักครู่
ที่แท้เรือขนส่งเส้นไหมพลิกคว่ำเพราะมีคน
วางแผนการเอาไว้ล่วงหน้า
ด้วยเหตุนี้การที่ชาติก่อนโหยวฟางอิ๋นใช้เงินที่
มีทั้งหมดซื้อเส้นไหมดิบเพื่อรอให้ราคาขึ้นก่อน
เกิดเรื่องได้อย่างประจวบเหมาะจึงสมเหตุสมผล
บางทีอีกฝั่ายอาจได้รับข่าวสารอะไรบางอย่าง
โดยบังเอิญ
ส่วนชาตินี้…
ใบหน้านิ่งเฉยของโหยวฟางอิ๋นปรากฏวูบใน
หัวสมองอีกครา
เจียงเสวี่ยหนิงลอบถอนใจเบา ๆ ทีหนึ่ง ส่าย
หน้าอย่างอดไม่อยู่ ทว่าไม่ได้สนใจสายตาที่
เซียวซูกำลังมองสำรวจตนด้านข้าง กลับเบนไป
มองเหยาซีซึ่งยืนถัดออกไปข้างหลังเล็กน้อย…
คุณหนูบุตรีภรรยาเอกจากตระกูลเสนาบดี
กรมคลังมีสีหน้ากลัดกลุ้มไม่สบอารมณ์ต่อเนื่อง
มาสองวันแล้ว ต่อให้พวกฟางเมี่ยวเล่าเรื่องขำขัน
จนผู้อื่นหัวร่องอหาย นางก็ทำเพียงนั่งอยู่ด้านข้าง
ไม่หัวเราะแม้แต่น้อย
ตอนเจียงเสวี่ยหนิงมอง สีหน้านางก็ยิ่งย่ำแย่
ถึงขีดสุด
สองมือประสานเบื้องหน้า กำผ้าเช็ดหน้าลาย
ปักผืนหนึ่งเอาไว้ทั้งยังดูออกว่านิ้วมือใส่แรงอย่าง
ยิ่ง เล็บซึ่งทาน้ำจากดอกเทียน[3] เป็นสีชมพูเข้ม
งามน่าหลงใหล ยามดึงทึ้งผ้าเช็ดหน้าลายปักทำ
จากผ้าไหมผืนนั้นกลับคมกริบเสียเหลือเกิน กรีด
มันจนเป็นรอย
เจียงเสวี่ยหนิงค่อย ๆ ขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
*****
ยามเดินเล่นในอุทยานหลวงยังนับว่าดีอยู่ แต่
ครั้นอำลาองค์หญิงใหญ่และทุกคนเดินทางกลับ
ถึงเรือนหยางจื่อแล้ว เหยาซีกลับโผร่างไปยังที่
นอนภายในห้องตนและเริ่มร่ำไห้ทันที
ท่าทางเช่นนั้นเหมือนนางจะเสียใจหนัก
ผู้ร่วมเดินทางเห็นนางมีสีหน้าผิดปกติตั้งแต่
ขากลับแล้ว ยามนี้จึงพลันมองหน้ากันไปมา
ไม่ว่าอย่างไรก็อาศัยใต้ชายคาเดียวกัน จะไม่
ไปแสดงความห่วงใยสักหน่อยก็ไม่ดี
แต่ก็ไม่อาจเข้าไปรบกวนขณะนางกำลัง
ร้องไห้ได้เช่นกัน
พวกนางจึงได้แต่ชงชาพร้อมทั้งจัดวางผลไม้
แห้งและผลไม้แช่อิ่มไว้ที่หอหลิวสุ่ยก่อน เมื่อได้
ยินเสียงร่ำไห้ภายในห้องค่อย ๆ สงบลง ถึงส่ง
ฟางเมี่ยวซึ่งมีความสามารถในการปลอบใจคน
และเฉินซูอี๋ผู้กระทำสิ่งใดด้วยความหนักแน่น
เยือกเย็นไปปลอบใจและพาตัวออกมานั่ง
เหยาซีร้องไห้จนดวงตากลมรีอันงดงามแดง
ก่ำ เครื่องสำอางเลือนไปไม่น้อย ความกลัดกลุ้ม
ปรากฏค้างกลางหัวคิ้ว คล้ายเปียมความคับข้อง
ใจและความรู้สึกไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง
ทุกคนเรียกให้นางออกมา มีเรื่องอะไรจะได้
ช่วยกันออกความเห็น
นางจึงเอ่ยว่า “เมื่อครู่ข้าได้ยินหลินจืออ๋อง
ทรงเอ่ยถึงเรื่องของหัวหน้าผู้ตรวจสอบภายใน
กรมอาญาผู้นั้นที่อุทยานหลวง ก็เลยร้องไห้”
มีคนไม่เข้าใจ “หัวหน้าผู้ตรวจสอบภายใน
กรมอาญา?”
เฉินซูอี๋กลับรู้เรื่องมาบ้าง ถามว่า “ตกลงเรื่อง
หมั้นหมายกันแล้วใช่หรือไม่?”
เหยาซีสะอึกสะอื้นอีกครั้ง “ขั้นตอนผ่านไป
แล้วครึ่งหนึ่ง แต่เขาเป็นแค่หัวหน้าผู้ตรวจสอบ
ภายในกรมอาญาขุนนางขั้นเจ็ดผู้ แล้วจะคู่ควร
กับข้าได้อย่างไร? เขาไม่ได้สอบเคอจวี่[4] แต่เป็น
ชาวบ้านสามัญที่สอบเป็นเจ้าพนักงานก่อนจะ
ได้รับเสนอชื่อมาเป็นขุนนางในราชสำนัก ที่บ้านมี
มารดาหม้ายผู้หยาบกระด้างอยู่คนหนึ่ง ทั้งแก่
ชราทั้งอัปลักษณ์ เดิมทีท่านพ่อบอกว่าถึงแม้
หัวหน้าผู้ตรวจสอบภายในกรมอาญาจะมี
ตำแหน่งไม่สูง ทว่ากลับเป็นขุนนางใกล้ชิดของ
โอรสสวรรค์ หากได้รับความโปรดปรานจากฝั่า
บาทก็จะได้เลื่อนขั้นอย่างรวดเร็ว การแต่งงานกับ
บุคคลเช่นนี้ก็เพราะเห็นแก่ว่าเขามีอนาคต ทำให้
ข้าถูกหว่านล้อมได้สำเร็จ ยอมตกลงงานมงคล
แต่ตอนนี้เล่า? ฝั่าบาททรงเกือบจับเขาเข้าคุก
หลวงแล้ว! ข้าได้ยินคนเล่าว่ายามคนผู้นี้สืบสวน
คดีอยู่ที่ศาลชอบยุ่งเกี่ยวกับคนตาย นิสัยใจคอ
แปลกประหลาดยิ่งนัก มิใช่ผู้ที่จะเข้าหาได้
โดยง่ายแม้แต่น้อย บัดนี้องครักษ์เสื้อแพรมี
อำนาจกล้าแกร่ง แต่เขากลับไปผิดใจกับองครักษ์
เสื้อแพรอีก แล้วคนเช่นนี้จะไปมีอนาคตที่ดีอะไร
ได้? หากข้าแต่งไป ประการแรก จะต้อง
ปรนนิบัติรับใช้มารดาเฒ่าของเขา ประการที่สอง
ต้องอดทนต่อนิสัยอันแปลกประหลาดของเขา
ประการที่สาม ไม่แน่ว่ายังต้องติดคุกติดตะรางไป
พร้อมเขาอีก! เพราะอะไร…”
——————–
1. ดอกกล้วยไม้ฮุ่ยหลาน เป็นดอกกล้วยไม้
สกุลกะเรกะร่อน รู้จักกันทั่วไปว่าเป็น ‘เรือ
กล้วยไม้’
2. ดอกเจียงสีแดง หรือข่าไฟ เป็นไม้ล้มลุกมี
เหง้าอยู่ใต้ดิน มีอายุหลายปี ดอกมีใบประดับ
ใหญ่เป็นจำนวนมาก เรียงซ้อนกันและมี
ขนาดลดหลั่นตามลำดับ ลักษณะของใบ
ประดับเป็นรูปหอกหรือรูปไข่ ปลายแหลม
ผิวเกลี้ยง ในที่นี้คำว่าเจียงตรงกับชื่อตระกูล
เจียง
3. ดอกเทียน หรือดอกเฟิงเซียน มีชื่อ
ภาษาจีนอีกชื่อหนึ่งว่าดอกเล็บ หากนำน้ำ
จากดอกมาทาเล็บจะติดสีเป็นเวลานาน
4. การสอบเคอจวี่ หรือ การสอบขุนนาง
เป็นระบบการสอบคัดเลือกขุนนางฝั่ายบุ๋นข
องประเทศจีนในสมัยโบราณ จัดขึ้นเพื่อคัด
บัณฑิตที่มีประสิทธิภาพมารับราชการ แบ่ง
การสอบเป็นสามระดับ ได้แก่ ระดับท้องถิ่น
(เซียงซื่อ) ผู้เข้าสอบจะสอบภายในเมืองเกิด
ของตน เมื่อสอบผ่านจะได้รับวุฒิจวี่เหริน
ต่อมาเป็นระดับแคว้น (ฮุ่ยซื่อ) บัณฑิตวุฒิจวี่
เหรินจะมาสอบที่เมืองหลวง ผู้สอบผ่านจะ
ได้รับวุฒิก้งเซิง และสุดท้ายเป็นระดับหน้า
พระที่นั่ง (เตี้ยนซื่อ) บัณฑิตวุฒิก้งเซิงจะมา
สอบในพระราชวัง ผู้สอบผ่านได้จะได้รับวุฒิจิ้
นซื่อ
บทที่ 27 จางเจอ (3)
คราวนี้ทุกคนถึงเข้าใจ ผู้ที่ถูกเอ่ยถึงคือจาง
เจอหัวหน้าผู้ตรวจสอบภายในกรมอาญาซึ่งระยะ
นี้กำลังก่อมรสุมภายในราชสำนักนั่นเอง
เพราะเขา ฝั่าบาทจึงทรงปลดผู้คุมกองพัน
แซ่โจวขององครักษ์เสื้อแพรไปคนหนึ่ง
เหยาซีกลับหมั้นหมายกับเขาหรือนี่
ทุกคนต่างไม่รู้ว่าควรกล่าวอะไรไปชั่วขณะ
เซียวซูขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางเอ่ยว่า “แต่งาน
วิวาห์ตกลงกันไปเรียบร้อย”
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งฟังการร่ำไห้ตัดพ้อของเหยา
ซีอยู่ด้านข้าง ทว่าสายตากลับไปอยู่ที่อ่างเลี้ยง
ปลาขนาดยักษ์หน้าชั้นวางของโบราณ มองปลา
ทองกำลังแหวกว่ายใต้ใบบัว หลุบตาลงต่ำ ไม่รู้
กำลังคิดสิ่งใดอยู่บ้าง
เหยาซีขบกรามแน่น ความคับแค้นใจภายใน
ดวงตาแจ่มชัดยิ่งขึ้น เมื่ออยู่ภายในห้องซึ่งมีแสง
เทียนพลิ้วไหวหรุบหรู่ก็ขับเน้นให้นางดูถมึงทึงน่า
กลัวขึ้นมาอีกหลายส่วน “ก็เพราะตกลงกันไป
แล้ว ข้าถึงไม่ยินยอมอย่างไรเล่า! เอกสารบันทึก
เวลาตกฟากก็แลกเปลี่ยนกันไปแล้ว หากเปลี่ยน
ใจก็ยากจะเลี่ยงคำครหาจากผู้คนว่าตระกูลเหยา
ของข้าเห็นแก่ผลประโยชน์ บัดนี้อยู่ในภาวะกลืน
ไม่เข้าคายไม่ออก จะแต่งก็ไม่ดี ไม่แต่งก็ไม่ดี
มิหนำซ้ำก่อนหน้านี้จางเจอยังเคยหมั้นหมาย
มาแล้วถึงสองครั้ง เพียงแต่นางแรกไปแอบหมั้น
หมายกับคนอื่นเลยถอนหมั้นไป ส่วนอีกนางยังไม่
ทันแต่งเข้าตระกูลก็สิ้นใจไปก่อน ครานี้กว่าจะ
เกาะตระกูลใหญ่อย่างตระกูลเหยาของข้าได้
ย่อมไม่มีวันเป็นฝั่ายขอถอนหมั้นเองก่อนเป็นแน่
ท่านพ่อของข้าเป็นถึงขุนนางใหญ่ขั้นหนึ่งของราช
สำนัก ส่วนข้าเป็นถึงบุตรีภรรยาเอกของตระกูล
ใหญ่ แล้วจะไปแต่งงานกับคนพรรค์นี้ได้
อย่างไร?”
เจียงเสวี่ยหนิงเกือบหัวเราะเย้ยหยัน ‘จาง
เจอน่ะเรอะอยากเกาะตระกูลเหยาของเจ้า? ช่าง
สำคัญตัวผิดไปโดยแท้!’
ครั้นโหยวเย่ว์ผู้นั้นได้ยิน ‘จางเจอ’ สองคำนี้ก็
พลันมองเจียงเสวี่ยหนิงแวบหนึ่ง อดใช้มือปั้อง
ปากส่งเสียงหัวเราะไม่ได้ เอ่ยกับเหยาซีว่า “เรื่อง
เล็กน้อยเช่นนี้มีอะไรให้กลัดกลุ้มกันเล่า?
ความคิดของพี่หญิงเหยาออกจะไม่พลิกแพลง
เกินไปสักหน่อย ใต้หล้านี้มีถนนหนทางใหญ่ตั้ง
มากมาย ส่วนวิธีการก็มีเยอะแยะเสียขนาดนั้น
แล้วเหตุใดจะต้องให้เจ้าคนแซ่จางผู้นั้นถอนหมั้น
เองด้วย? จวนท่านเป็นฝั่ายถอนหมั้นก่อนแล้วจะ
เป็นไรไป? ขอเพียงหาเหตุผลที่ถูกต้องได้ ไม่ว่า
ผู้ใดก็ไม่อาจพูดอะไรได้แล้ว”
สายตาของทุกคนไปอยู่ที่ร่างนาง
เหยาซีเงยศีรษะมองนางด้วยความประหลาด
ใจเช่นกัน เมื่อเห็นว่าเป็นโหยวเย่ว์จากจวนชิงหย่
วนปั๋อก็ขมวดคิ้วทันที ยามปกตินางรู้สึกดูแคลน
สตรีนางนี้ เพียงแต่ตอนนี้ได้ยินว่าอีกฝั่ายเหมือน
จะมีหนทาง จึงถามขึ้นมาว่า “เหตุผลอะไร?”
จวนชิงหย่วนปั๋อตกต่ำ ยากเย็นนักกว่าจะ
ได้รับการคัดเลือกให้เข้าวังหลวงมาได้ แท้จริง
แล้วโหยวเย่ว์ร้อนใจยิ่งกว่าผู้ใด แม้แต่ความ
ขัดแย้งที่มีต่อเจียงเสวี่ยหนิงเพราะเรื่องของจาง
เจอก็ยังละทิ้งไปชั่วขณะ นอกจากนี้เจียงปั๋อโหยว
ซึ่งเป็นบิดาของเจียงเสวี่ยหนิงให้ตายอย่างไรก็
เป็นแค่รองเสนาบดีผู้หนึ่ง ส่วนเหยาซีที่นาง
ต้องการประจบเอาใจเป็นถึงบุตรีของเสนาบดี
กรมขุนนางควบสถานะมหาบัณฑิตแห่งสำนัก
มหาบัณฑิต แล้วยังจำเป็นต้องกลัวเจียงเสวี่ยหนิง
ด้วยหรือ
โหยวเย่ว์หัวเราะ แล้วกล่าวไม่เร็วไม่ช้าทันที
“หากเป็นเช่นที่พี่หญิงเหยากล่าวเอาไว้เมื่อครู่
จริง จางเจอผู้นี้หมั้นหมายมาสองครั้งไม่สำเร็จ
แสดงว่าชะตาชีวิตไม่อาจมีภรรยาได้ มิหนำซ้ำ
การหมั้นหมายครั้งที่สองเรื่องยังไม่ทันสำเร็จคนก็
ตายเสียแล้ว นี่เขาเรียกว่าอะไร? นี่ไม่ใช่ดวงแข็ง
กินภรรยาหรอกหรือ?”
เหยาซีนิ่งงัน พึมพำว่า “แต่คู่หมั้นของเขา
ร่างกายอ่อนแอมาแต่เด็กอยู่แล้ว เป็นเพราะ
ขณะนั้นกระทบความหนาวเย็นถึงได้ล้มปั่วยจน
จากโลกนี้ไป…”
โหยวเย่ว์ขำพรืด “เหตุใดสมองของพี่หญิง
เหยาถึงไม่รู้จักพลิกแพลงเช่นนี้เล่า? ไม่ว่าจะเป็น
อย่างไร คนก็ตายไปแล้วนี่นา หากท่านต้องการ
ถอนหมั้น ก็แค่บอกว่าจางเจอดวงแข็งกินภรรยา
มีชะตาเป็นดาวพิฆาตต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ผู้ใด
แต่งงานกับเขาผู้นั้นต้องไม่ตายดี เช่นนี้ใครยังจะ
กล้าต่อว่าจวนตระกูลเหยาอีก? มิหนำซ้ำบัดนี้
สถานการณ์ก็มาอยู่ตรงหน้าแล้ว ต่อให้บิดาของ
ท่านเสียดายผู้มีความสามารถ รู้สึกว่าคนผู้นี้ไม่
เลว แต่หากฟังถ้อยคำเหล่านี้มากเข้า แล้วจะไม่
รักใคร่สงสารบุตรีได้อย่างไร? มหาบัณฑิตเหยา
เป็นผู้มีปากมีเสียงในราชสำนัก แม้แต่ฝั่าบาทยัง
ทรงต้องไว้หน้าอยู่หลายส่วน หากจางเจอผู้นั้นไม่
รู้จักแยกแยะ ก็เท่ากับเป็นศัตรูกับใต้เท้าเหยา
เพียงเท่านี้ก็กำจัดเขาได้แล้วมิใช่หรือ?”
ใช่แล้ว
จางเจอเป็นชาวบ้านสามัญที่สอบเข้าเป็นขุน
นาง เนื่องจากเชี่ยวชาญการตัดสินคดีความจึง
ได้รับการเลื่อนขั้นเป็นกรณีพิเศษและถูกใช้งาน
จนถึงบัดนี้ แต่ไม่ได้มีตำแหน่งจากการสอบ
เคอจวี่ ดังนั้นเดิมทีก็ยากจะก้าวหน้าในราชสำนัก
อยู่แล้ว ขอเพียงนางหาเหตุผลที่พอกล้อมแกล้ม
มาสักข้อแล้วโน้มน้าวบิดาให้ดี ด้วยความรักใคร่
เอ็นดูที่บิดามีต่อนาง การหมั้นหมายจะมีเหตุผล
อะไรไม่ให้ล้มเลิกได้อีกเล่า
เหยาซีจิกผ้าเช็ดหน้าแพร ดวงตาวาวโรจน์
เจียงเสวี่ยหนิงมองเหยาซีอย่างสงบนิ่งครา
หนึ่ง จากนั้นก็กวาดตามองโหยวเย่ว์ซึ่งพอออก
ความคิดเสร็จแล้วก็ปรายตามองนางราวกับกำลัง
แสดงบารมีคราหนึ่ง ลอบกำหมัดแน่นอย่าง
เงียบๆ
ยังจำได้ว่าครั้งแรกที่ได้พบจางเจอคือที่
พระราชวังฤดูร้อน
นางพานางกำนัลเดินเล่นริมทะเลสาบเพื่อชม
ดอกบัว
คิดไม่ถึงว่าอากาศเดือนเจ็ดเปลี่ยนแปลงไม่
แน่นอนดั่งใบหน้าของเด็กน้อย ฝนตกห่าใหญ่
ยามบ่าย บทจะมาก็มา นางจึงทำได้เพียงรีบเข้า
ไปหลบฝนในศาลาหลบร้อนทางด้านข้าง พอไป
ถึงกลับพบว่ามีคนนั่งในนั้นอยู่ก่อนแล้ว
นอกจากนี้ยังมีขันทีน้อยผู้หนึ่งยืนอยู่ด้านข้าง
คล้ายกำลังรอใครอยู่
คนผู้นั้นสวมชุดขุนนางฝั่ายปกครองขั้นสาม
นั่งบนม้านั่งหินข้างโต๊ะกลมภายในศาลา มือข้าง
หนึ่งวางบนโต๊ะ ส่วนอีกข้างวางพาดตักขวา กำลัง
มองสายฝนห่าใหญ่นอกศาลาด้วยอาการสงบนิ่ง
บนโต๊ะมีชาที่ชงเสร็จเรียบร้อย ไอน้ำพวยพุ่ง
พร้อมกับกลิ่นหอมของชา
เสียงสายฝนดังอึกทึกนอกศาลา
ทว่าภายในศาลาแห่งนี้กลับเหมือนถูกฟั้าดิน
ทอดทิ้ง เงียบสงบอย่างไร้เหตุผล
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งอึ้ง ก่อนจะเดินเข้าไป
นางสวมชุดชาววัง บนชายกระโปรงมีนกเฟิง
หวงโผผินร่ายรำพร้อมดอกโบตั๋นรายล้อม
ขันทีน้อยมองเห็นนางก่อน จึงรีบค้อมการ
ถวายคารวะและเอ่ยว่า “ขอถวายพระพร ขอ
พระองค์ทรงพระเจริญพันปีพ่ะย่ะค่ะ”
คราวนี้คนผู้นั้นถึงมองเห็นนาง เขาผุดลุก
ทันที รีบก้มหน้าค้อมกายถวายการคารวะ
“กระหม่อมจางเจอ ขอถวายพระพรฮองเฮาพ่ะ
ย่ะค่ะ”
จางเจอ
ครั้นได้ยินชื่อนี้นางก็เลิกคิ้ว ช่วงนั้นโจวอิ๋นจือ
ทำงานให้นาง อีกทั้งองครักษ์เสื้อแพรก็กำลังแย่ง
ชิงอำนาจกับหน่วยงานสามตุลาการ จางเจอเป็น
รองเสนาบดีกรมอาญาคนใหม่ เขาเป็นศัตรู
กับโจวอิ๋นจือทุกเรื่อง ทำให้บุคคลที่มีความคิด
อ่านละเอียดรอบคอบเช่นโจวอิ๋นจือเสียกิริยา
คว่ำโต๊ะทำงานที่หน่วยตรวจการ เต้นผางเป็นเจ้า
เข้า
เพราะฉะนั้นถึงแม้นางจะไม่เคยพบเห็นเจ้า
ตัว แต่ก็ได้ยินชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่มานานมากแล้ว
นางกลอกดวงตามองสำรวจเขาตั้งแต่ศีรษะ
จดปลายเท้า แล้วกล่าวด้วยท่าทีคล้ายยิ้มคล้าย
ไม่ยิ้ม “ลุกขึ้น ใต้เท้าจางไม่ต้องมากพิธี”
เดิมทีนางกะจะสนทนากับคนผู้นี้สักหลาย
ประโยค
แต่คิดไม่ถึงว่าพอลุกแล้วเขาพลันเอ่ยปาก
ด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก “จางเจอเป็นข้าราช
บริพาร มิบังอาจรบกวนการเสด็จของพระองค์
พ่ะย่ะค่ะ”
จากนั้นจึงถอยออกไปยืนใต้ขั้นบันไดนอก
ศาลา
ท้องฟั้ายังมีฝนห่าใหญ่ เขาออกไปเช่นนี้ ครู่
เดียวก็ถูกสายฝนกระหน่ำใส่ร่างจนเปียกชุ่ม
ขันทีน้อยตกใจสะดุ้งโหยง
สาเหตุที่จางเจอรอคอยอยู่ในศาลาและยังมี
ขันทีอยู่ข้างกาย คงเพราะเสิ่นเจี้ยต้องการเรียก
เขาเข้าเฝั้า เพียงแต่ยามนี้ตัวคนยังมาไม่ถึง
ขันทีน้อยไม่กล้าให้ขุนนางราชสำนักเปียก
ปอนจึงหยิบร่มจากข้างกายและกำลังจะออกไป
กางให้เขา
คาดไม่ถึงว่าเจียงเสวี่ยหนิงพลันหัวเราะเย้ย
หยัน ก่อนจะออกคำสั่งว่า “ให้ข้า”
ขณะนั้นนางสูงศักดิ์เป็นถึงฮองเฮา มีผู้ใดบ้าง
พบนางแล้วจะไม่เยินยอนาง ประจบประแจงนาง
เอาอกเอาใจนาง
บทที่ 27 จางเจอ (4)
แต่จางเจอกลับหลบนางเหมือนนางเป็น
อสรพิษและแมงปั่อง
ผนวกกับยังมีบุญคุณความแค้นจากการ
แก่งแย่งชิงดีในรัชกาลก่อนอีก แล้วนางจะให้คนผู้
นี้อยู่อย่างมีความสุขได้อย่างไร
นางรับร่มมาจากมือขันทีน้อย สาวเท้าไป
ทางด้านข้างศาลาอย่างสบาย ๆ ไม่เร่งรีบ
เนื่องจากยังอยู่ในศาลาและอยู่เหนือขั้นบันได ทำ
ให้กลายเป็นว่าอยู่สูงกว่าจางเจอเล็กน้อย ทว่า
นางก็ไม่ได้กางร่มให้เขา
นางเพียงเล่นด้ามร่มและมองดูสายฝนไหล
ผ่านใบหน้าอันแข็งทื่อและเย็นชาของเขาเท่านั้น
ใบหน้าของจางเจอเกิดมาก็ปราศจากรอยยิ้ม
ริมฝีปากและหนังตาบางอย่างยิ่ง ยามเขาช้อน
ดวงตาขึ้นมองนางเล็กน้อยก็ดูบางเฉียบดั่งคมมีด
กรีดเพียงเบา ๆ ก็สร้างรอยแผลในใจคนได้แล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงหัวเราะ “เหตุใดพอใต้เท้าจาง
เห็นเปินกง[1]แล้วต้องหลบด้วยเล่า กลัวเปินกงจะ
กินเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
จางเจอเม้มปากไม่กล่าววาจา
เจียงเสวี่ยหนิงยิ่งรู้สึกว่าเขาไม่รู้จักแยกแยะดี
ชั่ว “ได้ยินคนพูดกันว่าใต้เท้าจางเป็นผู้มี
ความสามารถอย่างยิ่งในรัชกาลก่อน แม้แต่ผู้
บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรคนปัจจุบันยังต้อง
ลำบากใต้เงื้อมมือเจ้า เปินกงรู้จักเจ้ามานานมาก
แล้ว คิดไม่ถึงว่าเพิ่งจะได้พบกันวันนี้…”
เสียงนางไพเราะเสนาะหู แต่ยามเอื้อนเอ่ย
กลับแฝงความประชดประชันที่ไม่ว่าผู้ใดก็ฟังออก
เสียงพิรุณดังอื้ออึง ไอหมอกเลือนราง
จางเจอทอดสายตามองนาง เก็บสายตากลับ
ยังคงไม่เอ่ยวาจาดังเดิม เขาหมุนกายแล้วกำลัง
จะเดินจาก
แต่เพิ่งจะไปได้แค่ก้าวเดียว กลับพบว่าตนเอง
เดินไม่ไป
เขาหันศีรษะกลับมาดูถึงพบว่า…เนื่องจาก
ก่อนหน้านี้เขายืนอยู่ใต้ขั้นบันได ชายชุดขุนนาง
ข้างหนึ่งระบนขั้นบันได ถูกสายฝนตกกระทบจน
เปียกชุ่ม ยามนี้มันกำลังถูกรองเท้าปลายงอนปัก
ดิ้นเงินลายเมฆาข้างหนึ่งเหยียบไว้
เจียงเสวี่ยหนิงจงใจแกล้งเขา ท่าทางคล้ายไม่
รู้ตัวว่ากำลังเหยียบอยู่ ซ้ำยังถามเขาอีกว่า “เหตุ
ใดใต้เท้าจางถึงไม่ไปเล่า?”
จางเจอยืนนิ่งจ้องมองนางครู่หนึ่ง แล้วค้อม
กายใต้สายฝน ออกแรงกระชากชายชุดขุนนาง
แควก!
เสียงผ้าแพรฉีกขาดค่อนข้างเสียดแก้วหู
ท่ามกลางเสียงฝน
เขากระชากชายเสื้อที่ถูกเจียงเสวี่ยหนิง
เหยียบออกมาทันที ก่อนจะยืดกายขึ้นใหม่ กล่าว
กับนางด้วยท่าทางไม่แข็งกร้าวจนดูเย่อหยิ่งและ
ไม่ถ่อมตัวเกินจนดูต่ำต้อย “มิบังอาจรบกวนให้
พระองค์ทรงเยื้องย่างพระบาท เพียงแต่
กระหม่อมมีคำพูดหนึ่งใคร่กราบทูลพระองค์ ต้อง
ทรงทราบว่าคนเราเห็นแก่ผลประโยชน์ ทรง
ร่วมมือกับพยัคฆ์ร้าย แต่กลับหารู้ไม่ว่ามันเกิดมา
นิสัยดุร้าย ไม่มีวันแปรเปลี่ยนเพราะเรื่องใด
เด็ดขาด วันนี้ทรงร่วมมือกับพยัคฆ์ร้าย วันหน้า
ย่อมถูกพยัคฆ์ร้ายกลืนกินเป็นแน่แท้ ขอฮองเฮา
ทรงระวังพระองค์ด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
จางเจอพูดจบก็หมุนตัวจากไป
เจียงเสวี่ยหนิงเดือดดาลยิ่งนัก โยนร่มในมือ
ทันที ร่มที่กางออกหมุนคว้างกลางสายฝนสอง
รอบ ถูกสาดกระหน่ำจนเกิดเสียงดัง
ขันทีน้อยในศาลาตกใจจนหน้าถอดสี
ตอนนั้นนางคิดว่าเหตุใดใต้หล้าถึงมีคนที่ไม่
รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดีเช่นนี้นะ
ภายหลังถึงรู้ว่าจางเจอเกิดมาก็เป็นผู้ไม่รู้จัก
แยกแยะผิดชอบชั่วดีอยู่แล้ว
ทั้งอารมณ์ร้ายทั้งแข็งกร้าว ผู้ใดด่าทอเขาก็ไม่
เปลี่ยนแปลง
นางไม่ได้ใส่ใจคำพูดในวันนั้นเลยจริง ๆ แต่
พอกลับไปและนอนหลับไม่สนิทกลางดึกหลาย
ครั้ง คำพูดนี้ก็ผุดจากส่วนลึกของความทรงจำ
เนื่องจากผู้คนรอบกายนางหากไม่มีเรื่องขอร้อง
นางก็ต้องมีใจให้นาง หรือไม่ก็ถูกนางควบคุม ไม่
มีวันพูดจาเช่นนี้กับนางเด็ดขาด…
นางมีหรือจะไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังร่วมมือกับ
พยัคฆ์ร้าย
ต่างคนต่างมีความทะเยอทะยานเป็นของ
ตัวเอง
ชาติก่อนเพื่อให้ได้ตำแหน่งฮองเฮา แม้ผู้อื่น
จะกล่าวขัดใจด้วยความซื่อสัตย์จริงใจ แต่นาง
กลับฟังไม่เข้าหู รู้ทั้งรู้ว่าตนทำผิดก็ยังดึงดันจะผิด
จนถึงที่สุด
คาดไม่ถึงว่าสุดท้ายจะทำให้เขาเดือดร้อน
ตั้งแต่ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่จนปัจจุบัน
นางไม่ได้พบจางเจอ แต่ได้พบ ‘คู่หมั้น’ ของเขา
ก่อน…
รัตติกาลมืดสลัว แสงเทียนวูบไหว
โหยวเย่ว์เสนอความเห็นเสร็จก็ยืนยิ้ม
กระหยิ่มใจอยู่ด้านข้าง
เหยาซีค่อย ๆ กำนิ้วมือแน่น ใบหน้าเย็นชา
ถมึงทึง คล้ายกำลังจะตัดสินใจ
เจียงเสวี่ยหนิงพลันคิดขึ้นมาได้ว่า คนเรามี
ชีวิตอยู่บนโลกนี้ หากต้องการเป็นคนดีคงเหน็ด
เหนื่อยอย่างยิ่งเป็นแน่แท้ ต้องอดทน ต้องยอม
ถอย ต้องควบคุม ต้องถ่อมตน ต้องไม่ปะทะกับ
ผู้อื่น หากเทียบกับคนเลวแล้ว ออกจะไม่ค่อยสา
แก่ใจสักเท่าไรจริง ๆ ถึงแม้สุดท้ายการเป็นคน
เลวก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนของการเป็นคนเลว แต่
เมื่อดูจากประสบการณ์ของนางในชาติก่อน ไม่ว่า
ผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นเช่นไร อย่างน้อยช่วงเวลา
ที่ได้เป็นคนเลวก็สาแก่ใจยิ่งนัก กระทั่งว่าได้ดื่ม
ด่ำความสุขเสียด้วยซ้ำ…
“คุณหนูรองโหยว”
เจียงเสวี่ยหนิงลุกขึ้น ประหนึ่งไม่ได้ยินการ
วางแผนเรื่องจางเจอของพวกนาง เดินย่ำเท้าไป
ข้างอ่างเลี้ยงปลาที่จ้องอยู่ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ มอง
ปลาทองหลายตัวซึ่งกำลังแหวกว่ายอย่างแช่มช้า
ภายในอ่าง จากนั้นจึงร้องเรียก
“ขอเชิญมาทางนี้สักหน่อย จู่ ๆ ข้าก็มีคำพูด
หลายประโยคอยากจะพูดกับเจ้า”
ใบหน้านางประดับรอยยิ้มเป็นมิตร
ปราศจากความผิดปกติใด ๆ แม้แต่น้อย
ส่วนโหยวเย่ว์คาดเดาว่านางอาจหงุดหงิด
หน่อย ๆ จากความเห็นที่ตนเสนอเมื่อครู่ ทว่า
ยามนี้อยู่ภายในวังหลวง มิหนำซ้ำยังมีคนมองอยู่
ตั้งมากมาย โหยวเย่ว์จึงไม่กลัวว่านางจะทำอะไร
ตรงข้ามกลับอยากเข้าไปใกล้เพื่อชื่นชมสีหน้าอัน
ย่ำแย่ของนางด้วยซ้ำ
ดังนั้นจึงหัวเราะเดินไปหา
ภายในห้องเงียบสงัดในบัดดล สายตาของทุก
คนตกอยู่บนร่างของคนทั้งสอง
โหยวเย่ว์เพิ่งจะเดินเข้าไปใกล้ก็พูดขึ้นมาว่า
“มีเรื่องอะไรเจ้าก็ว่ามาเถอะ”
ทว่านางคิดไม่ถึงเป็นอย่างยิ่งว่าพอเดินไปถึง
หน้าอ่างปลาขนาดยักษ์ซึ่งใช้เลี้ยงปลาทอง เจียง
เสวี่ยหนิงที่ยืนอยู่ด้านข้างมาตลอดจะยื่นมือ
ออกมาอย่างไม่มีปีมีขลุ่ย พลันจับศีรษะนางกดลง
ไปในอ่างเลี้ยงปลากระเบื้องเคลือบสีขาว!
โหยวเย่ว์กรีดร้องทันที
แต่เนื่องด้วยเจียงเสวี่ยหนิงลงมือกะทันหัน
ทั้งยังใช้กำลังรุนแรงยิ่ง แล้วนางที่กำลังตื่นตกใจ
อยู่จะดิ้นหลุดได้อย่างไร
ชั่วพริบตาทั้งศีรษะพลันจมลงไปในน้ำ!
ทุกคนในห้องตื่นตระหนก พลอยส่งเสียงร้อง
ตกใจตามไปด้วย
ผลไม้แช่อิ่มที่โจวเปั่าอิงเพิ่งจะยกมาหล่น
กระจายบนโต๊ะ ส่วนฟางเมี่ยวก็ใช้มืออุดปาก
ตัวเอง
แม้แต่เซียวซูยังหน้าเปลี่ยนสี ผุดลุกพรวด
พราด!
บัดนี้บนใบหน้าเจียงเสวี่ยหนิงไหนเลยยังจะ
หลงเหลือความเป็นมิตรที่เคยมี
นางปราศจากรอยยิ้มโดยสิ้นเชิง ความดุร้าย
แผ่ซ่านทั่วร่าง สีหน้าประหนึ่งถูกผนึกด้วยน้ำแข็ง
และหิมะ เพียงจับคนกดน้ำด้วยใบหน้าไร้
ความรู้สึก ปล่อยให้โหยวเย่ว์ดิ้นรนโดยไม่ขยับ
เขยื้อนแม้แต่น้อย
น้ำที่กระเซ็นออกมาเปือนซึมสาบเสื้อนาง แต่
นางไม่เหลือบแลเลยสักแวบ
กระทั่งเมื่อทุกคนรู้สึกตัวหลังจากตกตะลึง
และกำลังจะเข้ามาหว่านล้อม นางถึงหิ้วโหยวเย่ว์
ซึ่งกำลังสำลักน้ำอย่างหมดเรี่ยวแรง แล้วสะบัด
ลงพื้นอย่างเย็นชา
โหยวเย่ว์ยังตกใจไม่หาย ใบหน้าไร้สีเลือด
นางชี้นิ้วสั่นเทาใส่เจียงเสวี่ยหนิง “เจ้า เจ้า
เจ้า…”
เจียงเสวี่ยหนิงหลุบตาหยิบผ้าแพรด้านข้าง
ขึ้นมาเช็ด ถามว่า “ข้าทำไม?”
สายตาของทุกคนมาตกที่ร่างนาง
แต่นางเพียงหัวเราะอย่างเฉยชา ใช้สายตา
มองโหยวเย่ว์จากเบื้องสูงขณะกล่าวว่า “ข้ารังแก
เจ้า เจ้าจึงอยากจะไปร้องเรียนใช่หรือไม่? แต่ข้า
มีองค์หญิงใหญ่ มีบิดาผู้ดูแลกรมคลัง ส่วนเจ้าล่ะ
มีอะไรบ้าง?”
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่ายังมีเยี่ยนหลินซึ่งยามนี้ทุก
คนต่างรู้กันทั่วอีก
โหยวเย่ว์ไม่กล้าเชื่อเลยจริง ๆ ว่าเมื่อครู่ตน
ได้ประสบเรื่องอะไรมา และยิ่งไม่กล้าเชื่อว่าเจียง
เสวี่ยหนิงจะกล่าวคำพูดอันแสนโอหังเป็นล้นพ้น
เช่นนี้ออกมาได้
นางอยากจะโต้กลับ
แต่เมื่อสบสายตาซึ่งเต็มไปด้วยความดุร้ายปั่า
เถื่อนคู่นั้นของอีกฝั่ายก็ต้องสั่นเทาไปทั้งร่าง
เจียงเสวี่ยหนิงเบนสายตาไปยังเหยาซีซึ่ง
กำลังตกใจอยู่ด้านข้างด้วยท่าทีนิ่งเฉย ภายใน
ดวงตาอันลุ่มลึกแฝงประกายราง ๆ ทว่าน้ำเสียง
กลับเป็นมิตรยิ่งนัก “ต่างเป็นหญิงสาวที่ยังไม่ได้
ออกเรือน แต่กลับสนับสนุนให้ทำลายชื่อเสียง
และเรื่องสำคัญในชีวิตของผู้อื่นกันเสียแล้ว อายุ
ยังน้อยก็โหดเหี้ยมเช่นนี้ หากเติบโตเป็นผู้ใหญ่ไป
จะเป็นเช่นไร? หากแพร่ออกไปเกรงว่าคงไม่มี
ผู้ใดกล้ามาสู่ขอแน่ คุณหนูเหยา เจ้าว่าเช่นนั้น
หรือไม่?”
คราวนี้เหยาซีถึงได้สติคืนกลับมา ที่แท้คุณหนู
รองเจียงอาละวาดเพราะเรื่องของจางเจอหรือนี่
นางพลันตื่นตระหนก ทั้งหวาดกลัวทั้งเกลียด
ชัง
แต่ก็ไม่กล้าสบตาโดยตรง เพียงหลบวูบ
เจียงเสวี่ยหนิงนึกว่าอีกฝั่ายกล้าใช้ลูกไม้ที่ชั่ว
ร้ายถึงเพียงนี้ได้จะมีความกล้าสักเพียงใดกันเชียว
คิดไม่ถึงว่าจะเป็นพวกขี้ขลาดตาขาวคนหนึ่ง นาง
จึงหัวเราะเย้ยหยัน พับผ้าแพรอย่างแช่มช้าแล้ว
วางลง กล่าวกับทุกคนว่า “พวกเจ้าค่อย ๆ คุย
กันไปนะ ข้ารู้สึกเหนื่อยบ้างแล้ว ขอตัวกลับไป
นอนก่อน”
——————–
1. เปินกง เป็นคำแทนตัวของผู้เป็นเจ้านาย
ของตำหนัก คำนี้ใช้ได้ทั้งฮองเฮา องค์รัช
ทายาท องค์หญิง รวมถึงสนมนางในที่มี
ตำหนักเป็นของตนเอง