คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 28 ทดสอบ (1)
เมื่อเสร็จสิ้นการใช้อำนาจบาตรใหญ่รังแก
ผู้อื่นแล้ว เจียงเสวี่ยหนิงก็กลับห้องตนโดยไม่รู้สึก
ผิดแม้แต่น้อย
มีอะไรให้ต้องห่วงกันเล่า
เพียงสตรีที่ต้องการใส่ความคู่หมั้นว่า ‘กิน
ภรรยา’ เพื่อถอนหมั้น มิหนำซ้ำคู่หมั้นของนาง
ยังเป็นคนซื่อสัตย์เที่ยงธรรม มีชื่อเสียงด้านความ
ซื่อตรง หากเหตุการณ์เมื่อครู่แพร่ออกไปผู้ใดจะ
เป็นฝั่ายเสียหายกันแน่ก็ยังไม่รู้เลย อีกทั้งหาก
พวกนางต้องการโวยวายให้ผู้อื่นมาตัดสินเพราะ
สิ่งที่เจียงเสวี่ยหนิงก่อในวันนี้ เจียงเสวี่ยหนิงก็
แทบอยากจะให้มันเกิดขึ้นด้วยซ้ำไป
ยิ่งลุกลามบานปลาย นางก็ยิ่งมีโอกาสออก
จากวังไม่ใช่หรือ
น่าจะเป็นการค้าที่ได้แต่กำไรไม่มีวันขาดทุน
คืนนี้เยี่ยนหลินส่งหัวข้อทดสอบที่เขาสืบ
ได้มาให้นางจำนวนหนึ่งจริง ๆ แน่นอนว่าไม่มี
ทางครบถ้วนสมบูรณ์ ทว่าแนวโน้มส่วนใหญ่จะ
เป็นเช่นไรและจะทดสอบจากเล่มใดบ้างต่างรู้จน
แตกฉาน หากคืนนี้อดตาหลับขับตานอนอ่าน
และตื่นมาอ่านพรุ่งนี้เช้าอีกรอบ จะผ่านการ
ทดสอบก็หาใช่เรื่องยากไม่
อย่างไรเสียก็แค่อยากดูความรู้ของทุกคน
เท่านั้น มิได้ต้องการทดสอบอย่างแท้จริง
เปั้าหมายของการสอบคือเพื่อคัดคนที่ด้อย
เกินออกไปจำนวนหนึ่งเท่านั้น
เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงได้มาก็กวาดตาอ่านคร่าวๆ
รอบหนึ่ง พบว่าแทบไม่ต่างจากชาติที่แล้วเท่าไร
เมื่ออ่านเสร็จก็นำกระดาษไม่กี่แผ่นนั้นไปเผาทิ้ง
ทั้งหมด ถึงแม้นางจะไม่ใส่ใจตัวของนางเอง แต่
หากของสิ่งนี้ถูกผู้อื่นพบเห็นเข้าก็จะสาวจนถึง
ตัวเยี่ยนหลินได้ไม่ยาก ขืนแพร่ออกไปคงไม่ค่อย
น่าฟังสักเท่าใดนัก
คืนนี้นางนอนหลับสนิททั้งคืน
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากตื่นมาล้างหน้าล้างตา
และแต่งหน้าแต่งตัวเรียบร้อย นางผลักประตู
ห้องออกไป สิ่งที่เห็นเป็นอย่างแรกคือเช้าตรู่
ขนาดนี้กลับมีคุณหนูผู้สูงศักดิ์หลายคนถือ
ตำรา บางคนก็ยืน บางคนก็นั่งกำลังท่องเสียง
เบาหรือไม่ก็จดจำเงียบ ๆ อยู่ตรงระเบียง
ทางเดินด้านนอก
“…”
ท่าทางทุกคนกำลังพยายามอย่างหนักเสีย
จริงเพื่อจะได้อยู่ต่อ
เจียงเสวี่ยหนิงพลันรู้สึกว่าความเกียจคร้าน
ของตนออกจะไม่เข้าพวกอยู่บ้าง
อาจเพราะเมื่อคืนจู่ ๆ นางก็อาละวาดใส่
โหยวเย่ว์และเหยาซี ครั้นทุกคนได้ยินเสียงประตู
และเงยศีรษะเห็นนางเดินเข้ามา ความ
หวาดระแวงและหวั่นกลัวจึงฉายในแววตาไม่มาก
ก็น้อย
มีเพียงไม่กี่คนที่เป็นฝั่ายทักทายนางก่อน
ในกลุ่มมีเพียงฝานอี๋หลานที่ไม่อ่านตำราก่อน
เวลาแบบรีบร้อนจวนตัว นางยิ้มน้อย ๆ ให้เจียง
เสวี่ยหนิงด้วยซ้ำ “อรุณสวัสดิ์ คุณหนูรองเจียง”
“อรุณสวัสดิ์ คุณหนูฝาน”
ฝานอี๋หลานไม่แก่งแย่งชิงดี มีแต่โคลงกลอน
และความรู้เต็มท้อง เป็นคนเก่งที่มีความสามารถ
อย่างแท้จริง ไม่ว่าเมื่อใดล้วนเยือกเย็นและสงบ
นิ่ง
ความไม่ยินดียินร้ายนี้เป็นสิ่งที่เจียงเสวี่ยหนิง
อิจฉายิ่งนัก
นางแสดงความเป็นมิตรต่อผู้ที่แสดงความ
เป็นมิตรต่อนางเสมอมาเช่นกัน จึงผงกศีรษะเอ่ย
ว่า “วันนี้เหมือนทุกคนจะตื่นเช้ากันมาก ท่าทาง
คงให้ความสำคัญต่อการทดสอบความรู้ด่านนี้ยิ่ง
นัก”
เช้าตรู่ปลายฤดูสารท ขอบฟั้าปรากฏไอ
หมอกเย็นเบาบางลอยล่อง
เหล่าหญิงสาวซึ่งแต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์
หลากหลายรูปแบบกำลังยืนอ่านตำราอยู่ตรง
ระเบียง
ไม่ว่าจะมองเช่นไรก็เป็นภาพอันน่าชื่นชม
ฝานอี๋หลานมองผู้อื่นแวบหนึ่ง ตอบกลับว่า
“ถึงอย่างไรวันหน้าทุกคนคงไม่มีโอกาสได้พบ
เหตุการณ์เช่นนี้อีกแล้ว จะตื่นเต้นก็เป็นเรื่อง
ธรรมดา แม้แต่ตัวข้าเองเมื่อคืนยังนอนไม่ค่อย
หลับเลย วันนี้จึงตื่นแต่เช้าตรู่ เพียงแต่คุณหนูรอง
เจียงกลับหลับจนฟั้าแจ้งเหมือนเมื่อสองวันก่อน
ช่างน่าอิจฉาเสียจริง”
อิจฉาอะไรไม่อิจฉา มาอิจฉาเรื่องที่นอนหลับ
นี่น่ะหรือ
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
อยู่บ้าง
ผู้ที่อยู่ด้านข้างอีกคนคือฟางเมี่ยวซึ่งละทิ้ง
ตำราปรากฏการณ์ทางท้องฟั้าแล้วหยิบคัมภีร์
วิจารณ์พจน์[1]มาอ่านแทนอย่างหาได้ยากยิ่ง ครั้น
ได้ยินคำกล่าวนี้ของฝานอี๋หลานก็สอดคำด้วย
ความปวดร้าว “คุณหนูฝานไหนเลยจะรู้ได้ว่า ต่อ
ให้เมื่อคืนพวกเราทุกคนที่นี่จะนอนไม่หลับกัน
หมด แต่คุณหนูรองเจียงไม่มีทางนอนไม่หลับแน่
ราชสำนักตั้งแต่เบื้องบนจดเบื้องล่างต่างรู้กันดีว่า
รองเสนาบดีเจียงสนิทชิดเชื้อกับเซี่ยเซียนเซิง
ปกติก็ไปมาหาสู่กัน อย่างอื่นไม่ต้องเอ่ยถึง
คุณหนูรองเจียงคงรู้ความชอบของเซี่ยเซียนเซิง
อยู่บ้าง และอาจรู้ว่าต้องให้ความใส่ใจกับสิ่ง
ใดบ้างยามตอบบททดสอบที่กำลังจะเกิดขึ้นใน
อีกสักครู่ใช่หรือไม่? ส่วนพวกเรานั้นแย่แล้ว จะ
ไปกอดพระบาทของพระพุทธองค์[2]ก็ยังไม่รู้เลย
ว่าต้องไปกอดพระบาทข้างใด”
เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ เสียงพูดพลันหยุดชะงัก
ในที่สุดฟางเมี่ยวก็รู้สึกถึงสิ่งที่ตนเองละเลย
ไปก่อนหน้านี้ นางตบหน้าผาก ผุดลุกก้าวเข้ามา
จับมือเจียงเสวี่ยหนิง “คุณหนูรองเจียง! คุณหนู
รองเจียง! ข้าลืมไปเสียได้ ท่านเป็นผู้มี ‘แนวโน้ม’
ที่ดีนี่นา อะแฮ่ม ถ้าอย่างนั้นหากท่านสะดวกละก็
พอจะแย้มพรายออกมาเล็กน้อยได้หรือไม่ ปกติ
แล้วเซี่ยเซียนเซิงชอบอ่านตำราอะไร และยาม
อ่านตำรามีความชอบอะไรเป็นพิเศษบ้าง?”
เซี่ยเวยย่อมไปมาหาสู่กับเจียงปั๋อโหยว แต่
นั่นเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ยามนี้เจียงเสวี่ยหนิงเป็น
แค่เด็กสาวอายุสิบแปดปีที่หากฝืนนับจากอายุ
เทียม[3]ก็พอจะบอกได้ว่าอายุสิบเก้าปี แล้วจะรู้
อะไรได้เล่า
หากชาติก่อนฟางเมี่ยวถามเช่นนี้ นั่นก็เท่ากับ
ว่าถามผิดคนแล้ว
เพียงแต่ชาตินี้เจียงเสวี่ยหนิงรู้จริง ๆ
ผู้ใดใช้ให้นางย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่
มิหนำซ้ำยังรู้เนื้อหาในข้อสอบล่วงหน้าด้วยเล่า
ขณะที่ฟางเมี่ยวถามคำถามนี้ เสียงท่องตำรา
ตรงบริเวณระเบียงทางเดินไม่รู้ว่าเบาลงเล็กน้อย
ไปตั้งแต่เมื่อใด
เจียงเสวี่ยหนิงสังเกตเห็นว่ามีคนจำนวนไม่
น้อยมองมาทางนี้ บังเกิดความคิดเล็ก ๆ ถึง
‘เรื่องดี ๆ’ ขึ้นมา การกระทำที่ ‘ได้ประโยชน์กับ
ทั้งตนเองและผู้อื่น’ เช่นนี้ นางจะไม่ทำได้
อย่างไร
ผู้อื่นยิ่งสอบได้ดี นางถึงจะยิ่งดูแย่อย่าง
ชัดเจน!
เดิมทีฟางเมี่ยวแค่ลองหยั่งเชิง เมื่อเห็นเจียง
เสวี่ยหนิงแววตาวาววับก็คิดในใจว่า ‘ไม่มีทาง
บอกจริงด้วย’ อย่างไรเสียในเวลาเช่นนี้ทุกคนก็
กำลังแข่งขันกัน แล้วผู้ใดเล่าจะยินดีช่วยคู่ต่อสู้
ของตน
หากไม่ระวังถูกผู้อื่นเบียดจนโดนคัดออก แล้ว
จะให้ไปร้องไห้กับใคร
นางถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “ข้าว่าข้าอ่าน
คัมภีร์วิจารณ์พจน์ของข้าต่อไปก็แล้วกัน เสี่ยงเอา
ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย”
ทว่าเหนือความคาดหมายเป็นอย่างยิ่ง เจียง
เสวี่ยหนิงมองหน้านางแล้วหัวเราะ พูดกับนางว่า
“คัมภีร์วิจารณ์พจน์ย่อมต้องอ่านแน่นอน หากยัง
มีเวลาว่างอยู่บ้างค่อยอ่านคัมภีร์เมิ่งจื่อ[4]เพิ่มก็ไม่
เลว เพียงคิดก็รู้แล้วว่าเซี่ยเซียนเซิงไม่มีทาง
ทดสอบพวกเรายากเกินไป และคงอยากจะดูว่า
ทุกคนต่างร่ำเรียนสิ่งใดกันมาบ้างเท่านั้น ดังนั้น
หากดูจากลำดับตำราที่เหล่าบัณฑิตทั่วไปจะต้อง
ร่ำเรียนกันแล้ว คัมภีร์มหาบุรุษ[5] คัมภีร์ลำนำ
และกวี[6] เองก็ต้องอ่าน ท่านพ่อของข้าคบหา
กับเซี่ยเซียนเซิงอยู่บ้างจริง ๆ แต่ข้าไม่ค่อยรู้นิสัย
ใจคอของเซียนเซิงมากนัก รู้เพียงว่าเซี่ยเซียนเซิง
เหมือนจะชื่นชอบตัวอักษรซึ่งเขียนอย่าง
เรียบร้อยบรรจงมากกว่าข้อสอบที่เขียนคำตอบ
ได้ดี ต่อให้ตอบได้ดีเพียงใด หากตัวอักษรไม่เป็น
ระเบียบเรียบร้อยและชัดเจน เมื่ออยู่ในสายตา
ของเซี่ยเซียนเซิงก็ต้องถูกคัดออกหมดอยู่ดี”
——————–
1. คัมภีร์วิจารณ์พจน์ หรือคัมภีร์หลุนอวี่
เป็นตำราซึ่งบรรจุคำสอนของขงจื่อ รวบรวม
และบันทึกโดยเหล่าลูกศิษย์คนสนิทหลังจาก
ที่ขงจื่อถึงแก่อนิจกรรม
2. กอดพระบาทพระพุทธองค์ เป็นสำนวน
หมายถึงไม่ได้เตรียมตัวล่วงหน้าทว่าคาดหวัง
ให้ผลลัพธ์ออกมาดี
3. อายุเทียม หมายถึงการนับอายุแบบ
จันทรคติ เริ่มนับอายุตั้งแต่อยู่ในท้องของแม่
เมื่อเกิดมาแล้วจะเริ่มนับเป็นหนึ่งปี
4. คัมภีร์เมิ่งจื่อ เป็นหนึ่งในตำราสำคัญด้าน
การปกครองของจีน เขียนโดยเมิ่งจื่อ
5. คัมภีร์มหาบุรุษ หรือคัมภีร์ต้าเสวีย เป็น
ตำราแนวการประพฤติตนเพื่อให้มีความรู้
และคุณธรรม คัดมาจากคัมภีร์โบราณว่าด้วย
เรื่องจริยะ (คัมภีร์หลี่จี้)
6. คัมภีร์ลำนำและกวี หรือคัมภีร์ซือจิง เป็น
คัมภีร์รวบรวมบทกวีโบราณตั้งแต่สมัย
ราชวงศ์โจวตะวันตกจนถึงกลางสมัยชุนชิว
บทที่ 28 ทดสอบ (2)
ทุกคนได้ยินแล้วอึ้งกันถ้วนหน้า
บางคนคิดไม่ถึงว่าเจียงเสวี่ยหนิงจะบอกตาม
ตรง บางคนกำลังครุ่นคิดว่านางยอมบอกอย่าง
ง่ายดายเช่นนี้ ที่แท้เป็นเรื่องจริงหรือเท็จกันแน่
และมีบางคนกังขาถ้อยความที่นางบอกอยู่บ้าง
แม้แต่โจวเปั่าอิงวันนี้ก็ยังอ่านหนังสือ
ดวงหน้าน้อย ๆ ขาวนุ่มนิ่มของนางแดงระ
เรื่อ เรียวคิ้วงามสองสายขมวดคราหนึ่ง เห็นชัด
ว่ากำลังสงสัยเป็นอย่างยิ่ง “จะเป็นไปได้อย่างไร?
การศึกษาเล่าเรียน ความรู้และความสามารถจาก
การฝึกฝนไม่ใช่สิ่งสำคัญอันดับแรกหรอกหรือ?
หากถูกคัดออกเพียงเพราะเขียนตัวอักษรดีไม่พอ
มันออกจะไม่ยุติธรรมมากเกินไปหรือเปล่า? หาก
คำถามที่ปรากฏในข้อสอบมีจำนวนไม่น้อย ช่วงที่
เร่งรีบก็ยากจะเลี่ยงไม่ให้เขียนตัวอักษรหวัด
ได้…”
เจียงเสวี่ยหนิงหัวเราะ “เช่นนั้นข้าก็ไม่รู้
แล้ว”
ชาติก่อนนางไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับเซี่ยเวย
เท่าใดนัก แม้แต่โอกาสจะได้พบหน้ายังมีน้อย
เพียงได้ยินผู้อื่นเล่ากันว่าขณะที่เขาเป็นผู้คุม
ข้อสอบ หากมีความรู้ล้ำเลิศแต่ตัวอักษรดีไม่
เพียงพอ ครั้นตกอยู่ในมือเขาก็จะถูกกดอันดับลง
ไปอีกขั้น
หากเดิมได้อันดับหนึ่งก็จะลดลงไปเป็นอันดับ
สอง
หากเดิมได้อันดับสองก็จะลดลงเป็นอันดับ
สาม
หากเดิมได้อันดับสามก็อาจจะไม่มีอันดับเลย
ในหมู่บัณฑิตเข้าสอบมีหลายคนไม่ยินยอม
เกิดเรื่องราวใหญ่โตจนมีบัณฑิตผู้หนึ่งไปเขียน
หนังสือร้องเรียนที่สภาฮั่นหลินเพื่อขอให้ถอด
ถอนเซี่ยเวยออกจากตำแหน่งประธานผู้คุมการ
สอบ แต่เซี่ยเวยยังคงทำตามความต้องการของ
ตนเองดังเดิม ไม่เปลี่ยนความคิดแม้แต่น้อย
จากนั้นเรื่องก็แล้วกันไปแต่เพียงเท่านี้
เหตุใดเซี่ยเวยถึงกระทำเช่นนี้ เจียงเสวี่ยหนิง
ย่อมไม่รู้
ถึงอย่างไรนางก็พูดในสิ่งที่รู้ไปหมดแล้ว ผู้อื่น
จะเชื่อหรือไม่ก็เป็นเรื่องของพวกนาง
เพราะการถามของโจวเปั่าอิง ทำให้หลายคน
รู้สึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งต่อคำพูดเมื่อสักครู่ของ
เจียงเสวี่ยหนิงอยู่บ้าง
มีเพียงเซียวซูที่เปลี่ยนมุมมองต่อเจียงเสวี่ย
หนิง เพราะนางรู้ว่าสิ่งที่เจียงเสวี่ยหนิงเอ่ยมาคือ
ความจริง
อย่างไรเสียตระกูลเซียวก็มีอำนาจยิ่งใหญ่ใน
ราชสำนัก เซียวซูทั้งสนิทสนมกับองค์หญิงใหญ่
ทั้งความรู้ก็ไม่ได้อ่อนด้อย โดยพื้นฐานแล้วไม่มี
ทางถูกโน้มน้าวให้กลับบ้านในด่านนี้แน่ แต่เนื่อง
ด้วยนี่เป็นการทดสอบความรู้ ทำให้พลอย
เกี่ยวพันถึงหน้าตา เพราะฉะนั้นนางจึงมีคนช่วย
สืบเรื่องนิสัยใจคอและความชื่นชอบของเซี่ยเวยผู้
เป็นรองราชครูขององค์รัชทายาทมาตั้งแต่แรก
การ ‘เขียนตัวอักษรให้ดี’ ถูกเขียนไว้ลำดับแรก
สุด
นางรู้ แต่นางไม่เคยคิดจะบอกผู้อื่น
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงกลับบอกหมดเปลือก…
คนผู้นี้ปราศจากความเห็นแก่ตัวแม้แต่น้อย
เชียวหรือ?
เซียวซูพลันรู้สึกว่าตนอ่านนางไม่ค่อยออก
และรู้สึกว่าเมื่อเทียบกับความใจกว้างในยามนี้
ของเจียงเสวี่ยหนิงแล้ว ความรู้สึกเล็ก ๆ ที่อยาก
แย่งชิงความเป็นหนึ่งของตนคล้ายจะด้อยค่าลง
ไป
พลันบังเกิดความรู้สึกอันสลับซับซ้อนขึ้นมา
เซียวซูย่อมไม่รู้ว่ายามนี้เจียงเสวี่ยหนิงกำลัง
เบิกบานใจ นางคิดว่าทางที่ดีคุณหนูผู้โง่งมกลุ่มนี้
ต้องกอดพระบาทพระพุทธองค์ให้มั่น ฉวยโอกาส
ตอนนี้รีบท่องตำราให้คล่อง เขียนตัวอักษรยาม
ตอบข้อสอบด้วยความตั้งใจ ‘แผนการอัน
ยิ่งใหญ่’ ที่จะได้กลับบ้านอย่างราบรื่นโดยเร็ว
ของเปินกงคงต้องพึ่งพาพวกเจ้าแล้วละ!
ผู้อื่นกำลังฉกฉวยโอกาสท่องตำรา ทว่าเจียง
เสวี่ยหนิงกลับรู้สึกว่าชีวิตมนุษย์ไม่เคยเต็มไปด้วย
ความหวังเช่นนี้มาก่อน นางเดินเข้าหอหลิวสุ่ย
คิดจะชงชาให้ตนสักกา ไร้การเตรียมตัวแม้แต่
น้อย เพียงรอให้มีคนมาตามพวกนางไปสอบ
แต่ยังชงชาไม่ทันเสร็จ เพิ่งจะต้มน้ำจนเดือด
ก็มี ‘แขกไม่ได้รับเชิญ’ เดินเข้ามา
เจียงเสวี่ยหนิงเหลือบมอง อดเลิกคิ้วไม่ได้
เหยาซี
อาจเพราะผ่านการร้องไห้มาเมื่อคืน และยิ่ง
ร้องหนักกว่าเดิมหลังเจียงเสวี่ยหนิงจากไป
นัยน์ตาทั้งสองข้างจึงบวมเล็กน้อยอย่างชัดเจน
สายตาของนางอยู่บนร่างเจียงเสวี่ยหนิง
ตลอดเวลาขณะเดินเข้ามาจากเบื้องนอก
ชุดสีแดงอมส้มตลอดทั้งร่าง งดงามยิ่งนัก
แต่เจียงเสวี่ยหนิงสัมผัสถึงความไม่ยินยอม
พร้อมใจและความเดือดดาลได้จากฝั่ามือที่อีก
ฝั่ายกำจนแน่นข้างลำตัว
เจียงเสวี่ยหนิงยื่นมือวางอุปกรณ์ชงชาลงบน
ถาดน้ำชาอย่างไม่รีบร้อน พูดกลั้วหัวเราะว่า
“คุณหนูเหยาวางใจได้ คำพูดของเจ้าเมื่อคืนเป็น
เพราะพวกเราเอ่ยถาม เจ้าถึงค่อยตอบกลับมา
แม้ตัวข้าคนนี้ไม่นับว่าเป็นคนดิบดีอะไรนัก แต่
หากมีความแค้นอันใดก็บอกกล่าวตรง ๆ ซึ่งหน้า
การปล่อยข่าวลือทำร้ายผู้อื่นลับหลังข้าไม่มีทาง
ทำแน่ ฉะนั้นไม่ต้องกังวลว่าพอหันหลังกลับแล้ว
ข้าจะพูดจาเหลวไหลไปทั่ว”
เหยาซีรู้สึกเหมือนถูกนางตบหน้าอีกครา
อย่างไรเสียถ้อยคำอย่าง ‘การปล่อยข่าวลือ’
‘ทำร้ายผู้อื่นลับหลัง’ ไม่ว่าจะฟังอย่างไรก็เหมือน
มีเจตนาแอบแฝง
นางสูดลมหายใจลึก “ข้ามั่นใจว่าตนเอง
ปราศจากความแค้นกับคุณหนูรองเจียง เมื่อคืน
พอกลับไปแล้วเลยลองทบทวนดู แต่ก็คิดไม่ออก
ว่าเคยไปผิดใจกับเจ้าที่ใด หากบอกว่าคุณหนูรอง
เจียงกับคุณหนูรองโหยวเคยมีเรื่องบาดหมางกัน
มาบ้างจนเข้าไปหาเรื่องนางก็ช่างเถอะ แต่ทุก
ถ้อยคำของเจ้าพุ่งเปั้ามาที่ข้าอย่างชัดเจน ข้า
นอนไม่หลับอยู่ค่อนคืน สุดท้ายก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มี
อะไรแปลก ๆ ต่อให้เจ้าทวงความเป็นธรรม แต่
ปฏิกิริยาก็ออกจะรุนแรงมากเกินไปหน่อย ทำให้
ข้าไม่อาจไม่สงสัยได้ว่าคุณหนูรองเจียงมี
ความสัมพันธ์อันใดกับจางเจอผู้นั้นหรือ?”
ชิ
นี่พอคิดไม่ออกก็มาสงสัยว่านางกับจางเจอมี
อะไรกันแล้ว เกรงว่าหากมีเค้าลางเพียงเล็กน้อย
คงนำมาใช้เป็นเหตุผลถอนหมั้นจางเจอได้พอดี
เหยาซีความรู้สึกเฉียบไวนัก
เพียงแต่หากใช้คำพูดนี้ถามเจียงเสวี่ยหนิงใน
ชาติก่อน นางอาจรู้สึกละอายใจอยู่หรอก แต่ถ้า
มาถามนางในชาตินี้ ตอนนี้นางยังไม่ได้รู้จักกับ
จางเจอเสียด้วยซ้ำ แล้วจะมี ‘ความสัมพันธ์’ มา
จากไหน
เจียงเสวี่ยหนิงโน้มตัวไปเบื้องหน้า ใช้ช้อนชา
เขี่ยใบชาในช้อนตักใบชากลับเข้าไปในกาทีละ
น้อย กล่าวโดยสีหน้าไม่แปรเปลี่ยน “ใต้เท้าจาง
เจอเป็นขุนนางตรวจสอบ ซื่อสัตย์เที่ยงตรง
บริสุทธิ์ยุติธรรม ได้ยินว่ามีชื่อเสียงอันดีงามด้าน
การตัดสินคดีในหมู่ราษฎรตั้งแต่ครั้งรับตำแหน่ง
ใหม่ ๆ ถึงแม้เสวี่ยหนิงจะเป็นคนถ่อย เพียงแต่
สองปีนี้กลับตระหนักเหตุผลได้ข้อหนึ่ง แม้บน
โลกนี้ไม่อาจเป็นวิญูชนกันได้ทุกคน จะเป็นคน
ถ่อยก็ไม่เป็นปัญหา จะใช้วิถีของคนถ่อยกับคน
ถ่อยก็ไม่เป็นไร แต่หากเป็นการปฏิบัติต่อวิญู
ชนทางที่ดีคือใช้วิถีแห่งวิญูชน ดูเหมือนคุณหนู
เหยากำลังสงสัยว่าข้ามีความสัมพันธ์อะไร
บางอย่างกับจางเจอ แต่ขอแค่หลังจากผ่านวันนี้
ไป คุณหนูเหยาออกไปสืบข่าวคราวก็จะรู้ได้เอง
ใต้เท้าจางที่คนเล่าลือกันผู้นี้กับข้าไม่เคยแม้แต่จะ
พบหน้ากันสักครั้ง หากเจ้าต้องการได้อะไรจาก
เรื่องนี้ ก็ขอให้ใช้โอกาสนี้ล้มเลิกความคิดไป
โดยเร็วเสียเถอะ เจ้าคิดว่าการวิวาห์ไม่ดี
อยากจะถอนหมั้นก็ไม่มีสิ่งใดให้ตำหนิ คนเราต่าง
ก็ฉกฉวยผลประโยชน์และหลีกเลี่ยงความสูญเสีย
ไม่อาจนำมาติเตียนกันได้อยู่แล้ว แต่มีบางเรื่อง
หากกระทำจนเกินเลยย่อมไม่ค่อยดีนัก คุณหนู
เหยาทั้งอยากจะถอนหมั้น ทั้งไม่อยากให้ตนเอง
เสียหาย ใต้หล้านี้ไหนเลยจะมีเรื่องราวที่ดีเช่นนี้
อยู่ด้วย?”
บทที่ 28 ทดสอบ (3)
“คุณหนูรองเจียงกล่าวได้น่าฟังนัก” เหยาซี
ฟังนางพูดเน้นว่าไม่เกี่ยวข้องกับตนก็รู้สึกเสียดหู
ยิ่งนัก “ข้าเพียงได้ยินมาว่าตอนเจ้าอยู่จวนก็มี
นิสัยที่เข้าถึงได้ยากอยู่แล้ว บัดนี้เจ้าเป็นคนพูด
ย่อมไม่รู้สึกอะไร รอให้เจ้าเจอเรื่องด้วยตนเอง
ก่อนเถอะ ต้องถูกจับคู่กับคู่หมั้นเช่นนี้ เกรงว่าคง
ทำได้น่าดูชมยิ่งกว่าข้าเสียอีก!”
นี่กำลังใส่ความกันแล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงคิดในใจว่าต่อให้ตอนที่นางเป็น
คนเลวมากที่สุดในชาติก่อนก็ยังบอกกล่าวเยี่ยนห
ลินให้กระจ่างแจ้งเลยว่านางอยากเป็นฮองเฮา
นางอยากแต่งงานกับเสิ่นเจี้ย ไม่ได้หาเหตุผลใดๆ
มาทำให้ตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์ทั้งสิ้น และยิ่งไม่ได้
สาดโคลนใส่เยี่ยนหลินเพื่อทำให้เขาเสียชื่อเสียง
อะไรด้วย
มิหนำซ้ำนางถูกใจเสิ่นเจี้ยตั้งแต่ก่อนจวนหย่ง
อี้โหวจะเกิดเรื่องด้วยซ้ำ
ไม่ว่าหลังจากนั้นจวนโหวจะเกิดเรื่องหรือไม่
นางก็อยากแต่งงานกับเสิ่นเจี้ยอยู่ดี ไม่เคยคิดจะ
ซ้ำเติมเยี่ยนหลินแม้แต่น้อย เพียงแต่สองเรื่องนี้
ประจวบเหมาะมาชนกันพอดี เลยทำให้ดูหมือน
เหยียบย่ำซ้ำเติมจนเยี่ยนหลินแค้นนางมากขึ้นก็
เท่านั้นเอง
แววตาที่มองเหยาซีของนางพลันแฝงความ
เย้ยหยันหลายส่วน “ข้าเห็นว่าเมื่อคืนเหมือน
คุณหนูเหยาไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายคน แต่วันนี้
พอตื่นมากลับดึงดันดันทุรัง หากข้าเป็นคุณหนู
เหยา ประการแรก เมื่อเผชิญงานวิวาห์ที่ดีเช่นนี้
มิหนำซ้ำบิดาซึ่งเป็นมหาบัณฑิตแห่งสำนัก
มหาบัณฑิตยังรู้สึกว่าคนผู้นี้ไม่เลว ข้าจะแต่งงาน
ด้วยความยินดีเสียด้วยซ้ำ มีอะไรให้ต้องถอน
หมั้นเล่า? ประการที่สอง ต่อให้ข้ารู้สึกว่างาน
วิวาห์ครั้งนี้ย่ำแย่จนอยากถอนหมั้น ก็ไม่เห็นถึง
ขั้นต้องใส่ร้ายปั้ายสีด้วยถ้อยคำระคายหูอย่าง
การ ‘กินภรรยา’ เสียหน่อย ต่อไปจะให้คนเขาสู่
ขอภรรยาได้อย่างไร? ไม่สู้บอกไปว่าข้าต้องการ
ถอนหมั้นอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาจะดีกว่า จาง
เจอผู้นั้นเป็นวิญูชนผู้เที่ยงตรง คงไม่มีทางฝืน
บังคับจิตใจ ประการที่สาม หากข้าใจแข็งไม่
อยากแบกรับชื่อเสียงอันฉาวโฉ่ว่า ‘เห็นแก่
ผลประโยชน์’ แต่ก็ยังอยากจะถอนหมั้น ไม่สู้รั้ง
ทัพรอจังหวะบุกโจมตี นั่งรออยู่ที่บ้านก็ได้”
เหยาซีได้ฟังครึ่งแรกก็ลอบเคียดแค้นอดฉีก
ทึ้งผ้าเช็ดหน้าไม่ได้ ทว่าเมื่อได้ยินประโยค
สุดท้ายของนางก็นิ่งอึ้งทันที “คำพูดนี้ของเจ้า
หมายความว่าอย่างไร?”
ยามนี้เจียงเสวี่ยหนิงยิ่งมองเหยาซีก็ยิ่ง
รังเกียจ พอดีว่าน้ำด้านข้างเดือดแล้ว จึงกล่าว
อย่างเฉยชาว่า “ข้าจะชงชาแล้ว หากคุณหนู
เหยาไม่ได้คิดจะนั่งชิมชาถกความรู้กับข้า ก็อย่า
มารบกวนความสงบของข้าอยู่ตรงนี้เลย
ประเดี๋ยวก็ต้องเข้าสอบแล้ว ฉวยโอกาสช่วงที่ยัง
มีเวลาอ่านตำราเพิ่มอีกสักหน่อยไม่ดีหรือ?”
อย่ารังแกผู้ลำบาก แต่จงอ่านตำราให้มาก…
ชาติก่อนเจียงเสวี่ยหนิงประสบพบเจอ
เรื่องราวมาตั้งมากมาย สิ่งที่เรียนรู้ได้จาก
ประสบการณ์ก็มีอยู่เพียงเท่านี้ เห็นแก่ที่ภายภาค
หน้าเหยาซีอาจมีโอกาสได้แต่งงานกับจางเจอถึง
ได้ยอมชี้แนะอีกฝั่ายมากหน่อย หากเหยาซีเข้าใจ
ได้ก็ดีไป แต่หากไม่เข้าใจมันก็ไม่ใช่เรื่องของนาง
เหยาซีกลับคิดว่าเจียงเสวี่ยหนิงไม่ให้เกียรติ
กันสักนิด รู้สึกอึดอัดคับข้องใจขึ้นมาอีกครา
คนเขาไล่แขกแล้ว นางเองก็ไม่มีหน้าจะรั้งอยู่
ต่อ จึงสะบัดแขนเสื้อจากไป
ทว่าเมื่อเดินออกไปแล้วถึงนึกขึ้นได้ หอ
หลิวสุ่ยไม่ใช่สถานที่ของเจียงเสวี่ยหนิงแต่เพียงผู้
เดียวสักหน่อย แล้วเหตุใดถึงไล่ผู้คนราวกับตน
เป็นเจ้าของด้วย
ทว่าหากกลับเข้าไปอีกก็ออกจะดูด้อยกว่า
เกินไป นางจำต้องอดทน
*****
ราวยามกลางเหม่าสองเค่อ[1] เจียงเสวี่ยหนิง
เพิ่งจะดื่มชาชงรอบสองเสร็จก็มีคนเข้ามา
รายงานจากนอกเรือนหยางจื่อ แจ้งเพียงว่า
“ขณะนี้เซียนเซิงทั้งหลายกำลังเดินทางและนำ
ข้อสอบมาจากตำหนักเหวินหวาแล้ว ยามเฉิน
หนึ่งเค่อ[2]ก็จะเริ่มสอบที่ตำหนักเฟิงเฉินซึ่งอยู่
ด้านข้าง ขอเชิญคุณหนูทุกท่านตามบ่าวไปรอที่
ตำหนักเฟิงเฉินด้วย”
ทุกคนจึงทยอยจัดแต่งเสื้อผ้าหน้าผม ตาม
นางกำนัลมุ่งหน้าไปยังตำหนักเฟิงเฉิน
ตำหนักแห่งนี้ใช้เวลาเดินทางจากเรือนห
ยางจื่อซึ่งเป็นสถานที่พำนักของเหล่าพระสหาย
ร่วมศึกษาไม่ถึงครึ่งเค่อ เพียงชั่วประเดี๋ยวเดียวก็
ถึง
เจียงเสวี่ยหนิงช้อนดวงตาขึ้น มองเห็น
ตำหนักเฟิงเฉินซึ่งเป็นตำหนักหลัก ขนาบด้วย
สองตำหนักข้าง พร้อมเรือนรอบด้านและเรือน
บนเขา คานและตัวเสาปราศจากลวดลายและ
การแกะสลัก บานประตูส่วนใหญ่เพียงลงน้ำยา
เคลือบใส หน้าตำหนักมีบันไดแค่ห้าขั้น หมายถึง
จริยธรรมทั้งห้าของอริยบุคคล
เมื่อเข้าตำหนักไปแล้วก็เหมือนเข้าสู่ห้องเรียน
บริเวณกึ่งกลางทางเบื้องบนคือสถานที่กล่าว
บรรยายของเซียนเซิงทั้งหลาย เบื้องล่างมีโต๊ะ
และเก้าอี้พร้อมพรัก พู่กัน หมึก กระดาษ และ
จานฝนหมึกวางอยู่บนโต๊ะครบครัน ริมผนังฝัง
ตะวันตกมีโต๊ะสี่เหลี่ยมและเก้าอี้สองสามตัว มี
ชั้นวางตำราและโต๊ะน้ำชา คงมีไว้ให้เหล่าเซียน
เซิงใช้งานช่วงพักระหว่างสองคาบ
พวกนางต่างคนต่างเลือกตำแหน่งของตนเอง
แล้วนั่งลง
เจียงเสวี่ยหนิงถึงอย่างไรก็ค่อนข้าง
หวาดกลัวเซี่ยเวย ฉะนั้นจึงเลือกโต๊ะบริเวณหัว
มุมสุดที่มีแสงน้อยและค่อนข้างมืดตัวหนึ่งก่อน
แม้ว่าอีกสักครู่ยามเขียนจะสิ้นเปลืองสายตาอยู่
บ้าง แต่โต๊ะนี้ก็ช่วยหลีกเลี่ยงสายตาของผู้อื่นได้ดี
ทันใดนั้นก็มีเสียงดังมาจากด้านหลัง “เชิญ
เซียนเซิงทั้งหลาย”
ทุกคนพลันลุกขึ้นอีกครั้ง
เจียงเสวี่ยหนิงยืนตรงหัวมุมและหันกลับไป
มอง เห็นว่าวันนี้เซี่ยเวยสวมชุดนักพรตสีคราม
หม่นแบบหลวมกว้าง ใช้ปินหยกเขียวเกล้าผม
ใบหน้าผ่องแผ้วหมดจด ริมฝีปากประดับรอยยิ้ม
บาง ๆ ตามปกติ เดินเข้ามาจากนอกตำหนัก
พร้อมเซียนเซิงผู้ทรงภูมิสูงวัยไว้หนวดเคราขาว
สามท่าน หากเอ่ยถึงบุคลิกและรูปลักษณ์ก็ออก
จะเหมือนกระเรียนยืนท่ามกลางฝูงไก่อยู่บ้าง ยิ่ง
ไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องที่อ่อนเยาว์กว่าคนระดับชั้น
เดียวกันในราชสำนักค่อนข้างมาก
คุณหนูที่เคยเยาะเย้ยผู้อื่นว่าหน้าแดงยามเอ่ย
ถึงเซี่ยเวยก่อนหน้านี้ ครั้นเห็นแล้วถึงรู้ว่าตอนนั้น
ผู้อื่นมิได้กล่าววาจาเพ้อเจ้อ
มีหลายคนไม่กล้ามองตรง ๆ ชั่วขณะ
ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงเห็นแล้วก็ยิ่งรีบก้มหน้า
ไม่ใช่ไม่กล้ามองเซี่ยเวย นางเพียงหวังให้เซี่ยเวย
สังเกตไม่เห็นตน ขอมีตัวตนเล็กน้อยแค่ตอนส่ง
ข้อสอบเสร็จแล้วถูกเขาตะโกนให้ไสหัวไปก็พอ
เพียงแต่…
เซี่ยเวยหนีบข้อสอบปึกหนึ่งเข้ามาในตำหนัก
เพิ่งจะวางลงบนโต๊ะและเหลือบมองแวบเดียวคิ้ว
ก็ขยับเล็กน้อย กวาดตามองไปยังหัวมุมอีกรอบ
คราวนี้ถึงมองเห็นเจียงเสวี่ยหนิงยืนก้มหน้าอยู่
บริเวณมุมมืด
นิ้วมือซึ่งกำลังแกะข้อสอบหยุดชะงักเล็กน้อย
บัณฑิตชราจากสภาฮั่นหลินซึ่งอยู่ด้านข้าง
ถามเขาว่า “จวีอัน เป็นอะไรหรือ?”
เซี่ยเวยเพียงขานเรียกนางกำนัลที่ยืนอยู่ตรง
ประตูตำหนัก กล่าวราบเรียบว่า “วันหน้าหาก
ไม่ได้มีพายุฝนลมแรงหรือแดดร้อนระอุก็เปิด
หน้าต่างตรงมุมตะวันออกเถอะ”
นางกำนัลรับคำทันที “เจ้าค่ะ”
จากนั้นจึงเดินผ่านข้างกายเจียงเสวี่ยหนิง ดัน
บานหน้าต่างที่ปิดสนิทก่อนหน้านี้ออก
แสงแดดเบื้องนอกพลันสาดส่องเข้ามา ตก
กระทบลงบนร่างนางทั้งหมด และยังส่องลงบน
แผ่นกระดาษและโต๊ะเบื้องหน้านางจนสว่างจ้า
ชั่วพริบตานี้เอง เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าตนไร้ที่
หลบซ่อนแล้ว
นางพลันด่าทอในใจ ทำเช่นนี้เพราะกำลัง
สงสัยว่าเปินกงจะฉวยโอกาสทุจริตสินะ! หึ รอดู
กระดาษคำตอบ ‘ดี ๆ’ ที่ข้าจะมอบให้เจ้าคราวนี้
ก่อนเถอะ จะทำให้เจ้าได้รับรู้เลยว่าอะไรคือ ‘ไร้
ความรู้ความสามารถ’ ! ดูสิว่าจะทำให้เจ้าโมโห
ตายได้หรือไม่!
——————–
1. เท่ากับเวลา 06.30 น.
2. เท่ากับเวลา 07.15 น.