คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 29 ฟั้อง
คำถามชุดนี้เตรียมการมาล่วงหน้า ถึงอย่างไร
ก็ใช้เพื่อทดสอบความรู้ความสามารถของพระ
สหายร่วมศึกษาขององค์หญิงเท่านั้น ปราศจาก
ความสลับซับซ้อน และคะแนนที่ต้องการก็ไม่
มาก หลังจากเซียนเซิงแต่ละท่านออกข้อสอบ
เสร็จก็มอบให้คนผู้หนึ่งคัดเป็นสิบสองชุด
ตัวอักษรเป็นระเบียบเรียบร้อยและมีขนาด
เท่ากันหมด เป็นตัวอักษรมาตรฐานของทางราช
สำนัก
เมื่อเซี่ยเวยสั่งการเรียบร้อยแล้วก็ก้มหน้าก้ม
ตาแกะข้อสอบต่อ
ครั้นแกะเสร็จก็หลุบตาลงเล็กน้อย นับ
จำนวนข้อสอบอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยถามบัณฑิต
ชราสามคนที่เดินทางมาพร้อมกัน “ใต้เท้าผู้
อาวุโสทุกท่านจะตรวจสักหน่อยหรือไม่ขอรับ?”
ทั้งสามยืนนิ่งไม่ไหวติงพลางส่ายศีรษะ
หนึ่งในบัณฑิตชราถอนหายใจ “แค่การศึกษา
ของดรุณีน้อยกลุ่มหนึ่ง การสอบครั้งนี้ก็เหมือน
การละเล่นของเด็ก มีอะไรให้ตรวจกันเล่า? ก็
เหมือนกันหมดไม่ใช่หรือ? รองราชครูเซี่ยตรวจ
แล้วก็ถือว่าใช้ได้”
เซี่ยเวยมองเขาแวบหนึ่ง มิได้เอื้อนเอ่ยอันใด
เพียงนำข้อสอบมอบให้นางกำนัล
นางกำนัลรับข้อสอบด้วยสองมือ แล้วจึง
แจกจ่ายไปยังเบื้องหน้าของแต่ละคนทีละชุด
เจียงเสวี่ยหนิงได้ชุดสุดท้ายพอดี
ข้อสอบวางอยู่ตรงหน้า นางกวาดตามอง
อย่างรวดเร็วรอบหนึ่ง คำถามในนี้แทบจะไม่ต่าง
จากชาติที่แล้ว ทั้งยังเหมือนชุดที่เยี่ยนหลินมอบ
ให้นางเมื่อคืนทุกประการ
จากนั้นนางก็ได้ยินเซี่ยเวยซึ่งนั่งอยู่ตรงที่นั่ง
ประธานด้านบนกล่าวว่า “การสอบครั้งนี้มีเพื่อ
วัดความรู้และความสามารถของพระสหายร่วม
ศึกษาทุกคนว่าอยู่ในระดับใดเท่านั้น คำถามที่
เซียนเซิงทุกท่านออกค่อนข้างง่าย ระดับความ
ยากในการตอบคำถามก็ไม่สูง เพราะฉะนั้นเวลา
ในการเขียนคำตอบจึงมีแค่หนึ่งชั่วยามครึ่ง เมื่อ
ถึงยามซื่อหนึ่งเค่อ[1]ต้องขอให้ทุกคนส่งข้อสอบ
ส่วนข้ากับเซียนเซิงทั้งสามจะใช้เวลา
ตรวจข้อสอบตรงนี้เป็นเวลาสองเค่อเพื่อตัดสิน
ตอนนี้ขอเชิญทุกคนเริ่มตอบข้อสอบได้”
น้ำเสียงของเขาเรียบเฉยไร้อารมณ์
ทว่าเมื่อกระทบโสต กลับให้ความรู้สึกเหมือน
สายลมบริสุทธิ์พัดผ่านใบหน้า อาจเพราะคำพูดนี้
แฝงการปลอบโยน ทำให้ขจัดความตื่นเต้นที่มีอยู่
แต่เดิมยามเข้าตำหนักไปได้อย่างง่ายดาย พวก
นางต่างผ่อนคลายลงเล็กน้อย
พวกเซียวซูและฝานอี๋หลานด้านล่างความรู้
ความสามารถเป็นเลิศ มีความมั่นใจเปียมล้น
ครั้นได้ฟังคำกล่าวนี้ของเซี่ยเวยจึงยกพู่กันจดน้ำ
หมึก เขียนคำตอบที่สมบูรณ์พร้อมลงบนกระดาษ
เซวียนอันว่างเปล่าที่มอบให้
กลับเป็นเจียงเสวี่ยหนิงที่จ้องมองข้อสอบอยู่
ครึ่งค่อนวัน
ผ่านไปเนิ่นนานถึงยื่นมือออกไป งอนิ้วทั้งห้า
ราวกับเท้าไก่ คว้าพู่กันขนาดเล็กด้านข้างขึ้นมา
เริ่มเขียนโย้ไปเย้มาด้วยท่าทางไม่รีบร้อน
เซียนเซิงทั้งหลายซึ่งที่อยู่ด้านบนยามนี้นั่งลง
บนเก้าอี้ทางซ้ายเรียบร้อยแล้ว เพียงสั่งให้นาง
กำนัลชงชาและยกมาให้
พวกเขาเป็นบัณฑิตชราจากสภาฮั่นหลิน ครั้น
มองดูดรุณีน้อยสิบสองคนก้มหน้าก้มตาตอบ
คำถามก็อดส่ายศีรษะตลอดเวลาไม่ได้
เซียนเซิงเฒ่าที่ตอบคำถามเซี่ยเวยเมื่อครู่เอ่ย
ขึ้นมาว่า “องค์หญิงพระองค์หนึ่งโวยวายว่าอยาก
ร่ำเรียนตำรา ฝั่าบาททรงเรียกตัวเซียนเซิงมา
สอนสักสองสามคนก็ได้แล้ว อย่างไรเสียสตรีก็ไม่
จำเป็นต้องรู้จักหลักการใหญ่โตอะไรมากมายนัก
อยู่บ้านเชื่อฟังบุพการี หลังจากวิวาห์ไปแล้วเชื่อ
ฟังสามี ครั้นสามีสิ้นก็เชื่อฟังบุตร เรียนพวก
คัมภีร์กตัญู[2]หรือหนังสือเตือนสตรี[3]ก็พอ ไย
ต้องมาทำอะไรใหญ่โตเช่นนี้อีก หากใครไม่รู้คง
นึกว่าองค์ชายพระองค์ไหนกำลังจะออกมาศึกษา
เล่าเรียนเสียอีก ตัวข้าผู้อาวุโสก็นับว่าสอนการ
ปกครองในสภาฮั่นหลินมาสิบกว่าปีแล้ว บัดนี้
กลับต้องมาสอนดรุณีน้อยกลุ่มหนึ่ง มันใช้ได้ที่
ไหนกัน!”
เซี่ยเวยนั่งอยู่ด้านข้างเขา ก้มหน้ายกถ้วยน้ำ
ชาพร้อมเปิดฝา ไม่ได้รับคำ
กลับเป็นเซียนเซิงสองคนด้านข้างที่ถูก
กระตุ้นความไม่พอใจขึ้นมาหลายส่วนเพราะคำ
กล่าวนี้
หนึ่งในนั้นถอนหายใจเช่นกัน เออออว่า
“แล้วใครว่าไม่ใช่กันเล่า? ผู้อาวุโสเช่นข้ารับ
ราชการมานานหลายปีขนาดนี้ ยังไม่เคยมีผู้ใดให้
ข้ามาสอนดรุณีน้อยเลย! จะดีชั่วก็เป็นถึงจิ้นซื่อที่
สอบผ่านทุกระดับของเคอจวี่[4] สิ่งที่ร่ำเรียนมา
คือสี่ตำรา ห้าคัมภีร์[5] แต่ให้มาสอนองค์หญิงกับ
พระสหายร่วมศึกษาเช่นนี้ เกรงว่าคงได้แต่สอน
เรื่องพื้นฐานโดยภาพรวม ไม่ใช่ว่าข้าเห็นตนเอง
สูงส่งหรอกนะ แต่มันช่างเหมือนการฆ่าไก่ด้วย
มีดฆ่าโค[6]เสียจริง ลำพังท่านกับข้าน่ะช่างเถอะ
อย่างไรเสียก็เป็นแค่ตาแก่หัวโบราณไร้ความ
ทะเยอทะยานไม่กี่คนจากสำนักบัณฑิต แต่กับ
รองราชครูเซี่ยซึ่งเป็นประธานการบรรยาย
ประจำวันในยามปกติ ฝั่าบาทกลับมีรับสั่งให้มา
สอนองค์หญิงและบรรดาพระสหายร่วมศึกษา
ด้วย ช่างไม่เข้าใจเลยจริง ๆ และการที่รอง
ราชครูเซี่ยตกปากรับคำก็ยิ่งทำให้ไม่เข้าใจไปกัน
ใหญ่”
เหล่าเซียนเซิงชราต่างมาจากสภาฮั่นหลินอัน
สูงส่ง ล้วนเถรตรงยอมหักไม่ยอมงอ ต่อให้อยู่ต่อ
หน้าพระพักตร์ฝั่าบาท คำพูดโดยส่วนใหญ่ก็
ปราศจากความกริ่งเกรง สิ่งที่พวกเขากล่าวใน
ยามนี้เคยกล่าวในท้องพระโรงมาตั้งหลายรอบ
แล้ว
จนใจที่เสิ่นหลางลำเอียงโปรดปรานองค์หญิง
ใหญ่ ดึงดันจะทำตามอำเภอใจโดยไม่ฟังคำทัดทา
นของผู้อื่น
เมื่อพูดไปจึงไร้ประโยชน์
เซี่ยเวยเคยฟังพวกเขาพร่ำบ่นในท้องพระโรง
มาแล้ว นอกจากนี้ทุกครั้งเขายังถูกลากไปเอี่ยว
ด้วยเสมอ ราวกับว่าเขาก็ไม่พอใจเรื่องนี้มาก
เช่นกัน
ทว่าเขากลับไม่ได้เผยความรู้สึกของตนต่อ
เรื่องนี้มากเท่าใดนัก
เซี่ยเวยมองคุณหนูตระกูลใหญ่ซึ่งเป็นพระ
สหายร่วมศึกษาที่กำลังตอบข้อสอบอย่าง
ขะมักเขม้นเหล่านั้น สายตาจับจ้องท่ากำพู่กัน
ของเจียงเสวี่ยหนิง เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยโดยไม่
รู้ตัว เปั่าน้ำชาแล้วจิบเล็กน้อยอึกหนึ่ง เอ่ยขึ้นมา
ว่า “พระสหายร่วมศึกษาทุกคนกำลังตอบ
ข้อสอบ พวกเราพูดกันให้น้อยหน่อยจะดีกว่า
ขอรับ จะได้ไม่ไปรบกวน”
ครานี้เซียนเซิงเฒ่าทั้งหลายจึงไม่กล้าพูดมาก
อีก
การคุมสอบภายในห้องสอบเป็นสิ่งน่าเบื่อ
หน่ายเสมอมา
เซี่ยเวยนำบทวิพากษ์ม้าขาว[7]ของเขามาเอง
นั่งอยู่ด้านข้างและเปิดอ่านทีละหน้าอย่างเนิบช้า
แต่เซียนเซิงเหล่านั้นกลับทนนั่งติดที่ไม่ค่อย
ไหว
ฝั่าบาทมีรับสั่งให้พวกเขามาสอนองค์หญิง
ใหญ่และคุณหนูตระกูลใหญ่ที่เข้ามาเป็นพระ
สหายร่วมศึกษากลุ่มหนึ่ง เดิมทีก็ทำให้พวกเขา
ไม่ค่อยพอใจอยู่แล้ว ตอนนี้นั่งได้ไม่ถึงสองเค่อ
ทั้งไม่อาจเอ่ยวาจา ทั้งไม่มีอารมณ์จะอ่านตำรา
อีก จึงขอตัวออกไปสูดอากาศทันที แม้แต่เรื่อง
‘การคุมสอบ’ ก็ละทิ้ง จูงมือกันเดินออกไปจาก
ตำหนักเฟิงเฉิน เหลือเซี่ยเวยอยู่ที่นี่ลำพัง
ตั้งแต่ต้นจนจบ เซี่ยเวยไม่ได้มองพวกเขาเลย
เพียงพลิกอ่านตำราของตนเองเท่านั้น
แม้เจียงเสวี่ยหนิงจะนั่งอยู่บริเวณหัวมุม แต่ก็
ได้ยินคำพูดเมื่อครู่ของเหล่าเซียนเซิง ทั้งยังเห็น
ว่าคนกลุ่มนี้นั่งไม่ทันไรก็ออกไปเสียแล้ว นาง
พลันอดขมวดคิ้วไม่ได้
ยังต้องให้บอกอีกหรือว่าอะไรคือ ‘บัณฑิต
ชรา’
แก่หง่อมขนาดนี้ ควรเอาไปฝังดินได้แล้ว!
แม้ว่าอีกสักครู่ก็ไม่ต้องอยู่เป็นพระสหายร่วม
ศึกษาอีกต่อไป แต่นางจะฟั้องเรื่องของตาแก่ใกล้
ลงโลงพวกนี้กับเสิ่นจื่ออีให้จงได้
——————–
1. ประมาณ 09.15 น.
2. คัมภีร์กตัญู เป็นคัมภีร์ที่เรียบเรียงโดย
นักปราชญ์สำนักขงจื่อในยุคฉินถึงฮั่น
เนื้อหากล่าวถึงความกตัญูต่อบิดามารดา
รวมถึงแนวคิดการปกครองที่สอดคล้องกับ
ธรรมชาติ
3. หนังสือเตือนสตรี เป็นวรรณกรรมในสมัย
ราชวงศ์ฮั่นตะวันออกประพันธ์โดยปันจาว
มีเนื้อหาเพื่อใช้ตักเตือนสั่งสอนบุตรสาว
ของนาง
4. ในที่นี้หมายถึงจิ้นซื่อทั่วไปที่สอบผ่านตั้งแต่
ท้องถิ่นมาจนถึงสอบหน้าพระที่นั่งจนได้จิ้
นซื่อ ทั้งนี้ยังมีบัณฑิตจากสำนักศึกษาหลวง
(กั๋วจื่อเจี้ยน) ที่สามารถข้ามระดับอื่นมา
สอบระดับแคว้นได้เลยอีกด้วย
5. สี่ตำรา ห้าคัมภีร์ หมายถึงสี่ตำราและห้า
คัมภีร์ที่เป็นแนวคิดของปรัชญาขงจื่อ สี่
ตำราประกอบด้วย คัมภีร์มหาบุรุษ
(คัมภีร์ต้าเสวีย) คัมภีร์จงยง (คัมภีร์ทาง
สายกลาง) คัมภีร์วิจารณ์พจน์ (คัมภีร์
หลุนอวี่) และคัมภีร์เมิ่งจื่อ ส่วนห้าคัมภีร์
ประกอบด้วย คัมภีร์ว่าด้วยเรื่อง
โหราศาสตร์ (อี้จิง) ตำราประวัติศาสตร์
(ซ่างซู) คัมภีร์ลำนำและกวี (ซือจิง) คัมภีร์
ว่าด้วยเรื่องจริยะ (หลี่จี้) และบันทึก
พงศาวดาร (ชุนชิว)
6. ฆ่าไก่โดยใช้มีดฆ่าโค หมายถึงใช้กำลังหรือ
ผู้มีความสามารถมาจัดการเรื่องเล็กน้อย
ผลลัพธ์จึงไม่ค่อยคุ้มค่า
7. บทวิพากษ์ม้าขาว เป็นเรื่องเล่าของกงซุน
หลงผู้มีคารมคมคาย วันหนึ่งขณะขี่ม้าขาว
เข้าประตูเมืองและต้องจ่ายค่าภาษีม้า กง
ซุนหลงจึงเถียงกับทหารเฝั้าด่านว่าม้าขาว
มิใช่ม้า เนื่องจาก ‘ม้า’ คือ ชื่อประเภทของ
สัตว์ที่มีรูปลักษณ์เป็นแบบหนึ่ง ส่วน ‘ขาว’
คือสีอีกแบบหนึ่ง ดังนั้น ‘ม้าขาว’ จึงเป็น
ม้าที่มีสีได้เฉพาะสีขาว ส่วนคำว่า ‘ม้า’
ไม่ได้ระบุสี ม้าขาวจึงไม่ใช่ม้า สองคำนี้
ความหมายต่างกัน จะมาเก็บภาษีม้าจาก
เขาไม่ได้ แต่เนื่องจากทหารเป็นคนธรรมดา
ฟังตรรกะซับซ้อนเช่นนี้ไม่เข้าใจ และเห็น
ว่าม้าขาวก็คือม้าที่มีสีขาว สุดท้ายกงซุน
หลงจึงแพ้และต้องจ่ายค่าภาษี