คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 30 ตอบข้อสอบแบบงัดข้อ (1)
ครั้นนึกถึงโลกที่โหยวฟางอิ๋นเล่าว่าเคยอาศัย
เมื่อชาติที่แล้ว และนึกถึงสถานที่ที่ตนเองอยู่ใน
ขณะนี้ ไม่รู้เพราะเหตุใดเจียงเสวี่ยหนิงถึงไม่สบ
อารมณ์ยิ่งนัก ครั้นก้มหน้าจ้องมองคำถามที่เซียน
เซิงเหล่านั้นเป็นผู้ออกอีกรอบ ก็ยิ่งรู้สึกไม่ถูก
ชะตามากขึ้นเรื่อย ๆ
เดิมทีนางเตรียมเสแสร้งเป็นเศษสวะไม่รัก
ความก้าวหน้า
แต่ตอนนี้จ้องไปจ้องมาก็บังเกิดความรู้สึก
อยากงัดข้อขึ้นมา อย่างไรเสียก็ไม่ต้องอยู่ในวัง
หลวงอยู่แล้ว ยังกลัวจะผิดใจกับตาแก่พวกนี้อีก
หรือ
นิ้วมือเรียวยาวของเจียงเสวี่ยหนิงยกพู่กัน
พร้อมควงไว้ในมือช้า ๆ รอยยิ้มพลันประดับบน
ริมฝีปาก
ข้อสอบทั้งชุดเป็นดั่งที่เซี่ยเวยกล่าวไว้ก่อน
หน้านี้ ไม่ได้ยากเป็นพิเศษ เนื้อหาที่ทดสอบ
ทั้งหมดส่วนใหญ่เป็นหลักการของขงจื่อ[1]และ
เมิ่งจื่อ ร่วมกับบทกวีลำนำและความรู้ทางดนตรี
บางประการเท่านั้น
ขณะนี้นางใช้ลายมือที่เหมือนไก่เขี่ยเขียน
ตอบไปแล้วเกือบครึ่งหนึ่ง
ส่วนอีกเกินครึ่งที่เหลือ…
“ขงจื่อกล่าวว่า กองทัพสามารถปลดผู้
บัญชาการได้ แต่บุรุษไม่อาจถูกพรากปณิธาน
หมายความว่าอย่างไร? และจะอธิบาย ‘วิญูชน
สูงส่งที่มีปณิธาน’ ว่าอย่างไร?”
เจียงเสวี่ยหนิงวาดเต่า[2]ทีละเส้นด้วยความ
ตั้งอกตั้งใจ จากนั้นจึงเขียนว่า “ประการแรก
กล่าวกันว่า ‘บุรุษครั้นถูกหยามหมิ่นจะชักกระบี่
แล้วแอ่นอกเข้าสู้ นี่ไม่ถือว่ากล้าหาญ’ ประการที่
สอง กล่าวกันว่า ‘บุรุษครั้นมีโทสะ โลหิตสาด
กระจายไปห้าก้าว[3]’ ในเมื่อเป็น ‘บุรุษ’ ก็
จัดเป็นคนธรรมดาสามัญ แล้วจะกล่าวว่ามี
‘ปณิธาน’ ได้อย่างไร? ในเมื่อไร้ปณิธาน แล้วยัง
จะมีพรากหรือไม่พรากได้อย่างไรเล่า? ข้าไม่
ทราบจะอธิบายเช่นไร รู้เพียงสิ่งเดียวว่า ที่แท้
นักปราชญ์ก็กล่าววาจาเพ้อเจ้อเหลวไหล!”
“ขงจื่อกล่าวว่า สวรรค์ประทานคุณธรรมให้
ข้า แล้วหวนถุยจะทำสิ่งใดกับข้าได้? โปรด
อภิปรายโดยยึดคำว่า ‘คุณธรรม’ เป็นหลัก”
ความหมายของคำกล่าวนี้คือ ขงจื่อกล่าวว่า
สวรรค์ประทานให้ข้ามีคุณธรรมเช่นนี้ หวนถุย
แห่งแคว้นซ่งจะทำอะไรข้าได้
ว่ากันว่าขณะขงจื่อเดินทางผ่านแคว้นซ่งเพื่อ
ไปยังแคว้นเฉิน ซือหม่าหวนถุยแห่งแคว้นซ่งรู้
เรื่องเข้าก็จะไปทำร้ายขงจื่อ ขณะนั้นขงจื่อกำลัง
บรรยายจารีตของราชวงศ์โจวแก่บรรดาลูกศิษย์
ใต้ต้นไม้ใหญ่ หวนถุยพาคนมาตัดต้นไม้ คิดจะ
สังหารขงจื่อ
คำกล่าวนี้ขงจื่อพูดระหว่างทางหลบหนี
ผู้ศึกษาเล่าเรียนต่างยกขงจื่อให้เป็น
‘นักปราชญ์’ เสมอมา ขอเพียงเป็นสิ่งที่ขงจื่อก
ล่าวล้วนถูกต้อง ต่อให้พูดจาเพ้อเจ้อเหลวไหลก็
หาหลักการและเหตุผลมาสนับสนุนได้เป็นพะเรอ
เกวียน
เจียงเสวี่ยหนิงอ่านคำกล่าวนี้แล้วเกือบมอง
ค้อนปะหลับปะเหลือก
หากคนผู้หนึ่งกอปรด้วย ‘คุณธรรม’ ก็จะ
สามารถเปลี่ยนจากร้ายให้กลายเป็นดีโดยไม่ต้อง
กลัวถูกผู้อื่นทำร้ายอย่างนั้นหรือ กำลังเพ้อเจ้อ
อะไรอยู่ มิหนำซ้ำยังมาใช้บรรยายตนเองอีก
เวลาอวดโอ่ถึงตัวเองช่างไม่รู้จักอายเสียจริง
นางมี ‘คำอภิปราย’ ต่อหัวข้อนี้มากมาย
เหลือเกิน
จึงเขียนคำตอบลงกระดาษคำตอบเสียงดัง
ขวับอย่างเร็วรี่
นอกจากตัวอักษรจะอัปลักษณ์ไปสักหน่อย
แล้วก็ไม่มีข้อผิดพลาดอะไรมากมาย
เวลาหนึ่งชั่วยามครึ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ขณะนี้คนส่วนใหญ่ภายในตำหนักวางพู่กัน
หมดแล้ว นางกำนัลตีฆ้องเข้ามาเก็บคำตอบ
เมื่อมาถึงเบื้องหน้าเจียงเสวี่ยหนิง นางยังคง
ฟุบเขียนตัวอักษรเป็นพืดอยู่บนโต๊ะ
นางกำนัลส่งเสียงกระแอมคราหนึ่ง “คุณหนู
รองเจียง ต้องส่งคำตอบแล้วเจ้าค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่แยแส ไม่เงยหน้ามองนาง
แม้แต่น้อย เพียงเอ่ยว่า “อ้อ รอให้ข้าเขียน
ประโยคสุดท้ายก่อนนะ”
นางกำนัลอดลำบากใจไม่ได้ หันหน้ากลับไป
มองเซี่ยเวยที่ลุกขึ้นและกำลังมองมา
เซี่ยเวยไม่ได้เอ่ยอะไร
นางกำนัลผู้นั้นจึงได้แต่ยืนห้อยมืออยู่ด้านข้าง
รอเจียงเสวี่ยหนิงเขียนอย่างสงบนิ่ง เพียงแต่
เหมือนว่า ‘ประโยคสุดท้าย’ ของนางจะยาวมาก
เป็นพิเศษ เขียนเสียงดังขวับอีกตั้งมากมาย
สายตาของทุกคนล้วนอยู่บนร่างนาง พลัน
รู้สึกสงสัยขึ้นมาหน่อย ๆ ไม่ควรเป็นเช่นนี้สิ
หัวข้อที่เจียงเสวี่ยหนิงบอกมาก่อนหน้านี้เหมือน
จะออกสอบทั้งหมด แสดงว่านางเตรียมการมา
ตั้งแต่แรกแล้ว อีกทั้งข้อสอบนี้ก็ไม่ได้ยากอะไร
มากมาย บุคคลเช่นเซียวซูและฝานอี๋หลานใช้
เวลาเพียงหนึ่งชั่วยามก็เขียนคำตอบเสร็จ
เรียบร้อย แต่ต่างก็ไม่อยากทำตัวโดดเด่นจึงไม่ได้
ส่งก่อนกำหนดก็เท่านั้น แล้วเหตุใดนางถึงต้องใช้
เวลานานมากถึงเพียงนี้
ในที่สุดเจียงเสวี่ยหนิงก็วางพู่กันอย่าง
ยากเย็น นางกางกระดาษคำตอบที่เขียนจนแน่น
ขนัดลงบนโต๊ะ เปั่าคราบหมึกให้แห้ง ก่อนจะ
มอบให้นางกำนัลที่รออยู่นานมากแล้ว “รบกวน
แล้ว”
นางกำนัลลอบถอนหายใจโล่งอก
นางคิดเพียงว่าคุณหนูรองเจียงผู้นี้จริงจังกับ
การสอบมากเป็นพิเศษและมีความรู้กว้างขวาง
ลึกซึ้ง กระดาษคำตอบถึงได้แน่นขนัดปานนี้ แต่
เมื่อนางรับกระดาษคำตอบมาดู ตัวอักษรซึ่ง
เหมือนยันต์ไล่ผีของนักพรตที่ปรากฏให้เห็นเต็ม
ตานี้คุณหนูรองเจียงจริงจังแล้วอย่างนั้นหรือ ทั้ง
ยังเขียนเยอะแยะขนาดนี้อีก…
เหงื่อเย็นเกือบผุดบนหน้าผาก
นางกำนัลไม่กล้ากล่าวมากความ หลังจากรับ
กระดาษคำตอบมาและจัดให้เรียบร้อยก็ส่งมอบ
ให้เซี่ยเวย
ยามนี้ถือว่าการสอบสิ้นสุดแล้ว
จะกี่มากน้อยทุกคนต่างรู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง
ตำแหน่งที่ฟางเมี่ยวนั่งอยู่ค่อนข้างใกล้เจียง
เสวี่ยหนิง เมื่อเห็นเซี่ยเวยซึ่งอยู่ทางด้านบนกาง
กระดาษคำตอบลงบนโต๊ะก็ชะโงกศีรษะไป
ด้านข้างแล้วถามนางว่า “เหตุใดถึงตอบข้อสอบ
นานขนาดนั้นเล่า? หรือจะมีความลึกลับซับซ้อน
ที่หาได้ยากยิ่งอะไรแฝงในคำถาม?”
ความลึกลับน่ะไม่มี
หากจะพูดว่ามีให้ได้ นั่นก็คือ ภูมิปัญญาใน
การงัดข้อ
เจียงเสวี่ยหนิงชำเลืองมองด้านบนครั้งหนึ่ง
ครั้นเห็นเซี่ยเวยไม่ได้สนใจเบื้องล่างถึงหันศีรษะ
กลับไปตอบเสียงเบา “ข้าแค่ค่อนข้างโง่เขลา ทำ
ให้ต้องตอบค่อนข้างนานเท่านั้นเอง”
โง่เขลา?
นางดูเหมือนคน ‘โง่เขลา’ อย่างนั้นหรือ
ฟางเมี่ยวพลันไม่อยากจะสนทนากับนางอีก
รู้สึกว่านางเป็นคนจอมปลอมที่ ‘เก่งกาจมากแท้
ๆ แต่ชอบพูดจาถ่อมตัวอยู่ได้’ จึงมองนางอย่าง
เงียบงัน แล้วเอ่ยว่า “เชิญเสแสร้งไปเถอะ”
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นอีกฝั่ายไม่เชื่อ แต่ก็ไม่
สะดวกจะอธิบายอะไรต่อ
อย่างไรเสียพอตอบข้อสอบเสร็จนางก็รู้สึก
ปลอดโปร่งโล่งใจไปทั้งตัว
การตอบข้อสอบครั้งนี้ นับว่า ‘ใช้ยาถูกกับ
โรค’ โดยแท้ เกรงว่าพอตาแก่พวกนั้นเห็นเข้าคง
ต้องตาถลนเครากระดิก โมโหจนกระอักเลือด
แน่นอน แล้วนางยังต้องห่วงว่าจะไม่ได้ออกจาก
วังอีกหรือ!
เจียงเสวี่ยหนิงมองสำรวจเซี่ยเวยอย่างเงียบๆ
กระดาษคำตอบซึ่งวางอยู่บนสุดของโต๊ะคือ
กระดาษของเซียวซูคุณหนูใหญ่แห่งจวนเฉิงกั๋วกง
ตัวอักษรเสียวข่าย[4]แบบจานฮวา[5]งดงาม
ยิ่งนัก ดูออกว่าผ่านการฝึกฝนมาเป็นเวลานาน
ครั้นเซี่ยเวยอ่านแล้วก็ผงกศีรษะอย่างเรียบ
เฉย ก่อนจะวางกระดาษคำตอบแผ่นนี้ไว้ด้านข้าง
หยิบกระดาษคำตอบแผ่นใหม่ขึ้นมาดูอีกครา สี
หน้ายังคงเรียบเฉย ทุกคนที่นั่งอยู่เบื้องล่างไม่
อาจจับสังเกตอะไรได้แม้แต่น้อย
——————–
1. ขงจื่อ หรือขงจื๊อ เป็นนักคิดและนักปรัชญา
ที่มีชื่อเสียง มีชีวิตในสมัยราชวงศ์โจวยุคชุน
ชิว เป็นผู้วางรากฐานทางแนวคิดที่สำคัญ
ในทางการเมืองการปกครอง คำสอนของ
ขงจื่อให้ความสำคัญในด้านคุณธรรม
ศีลธรรม และความสัมพันธ์ของคนในสังคม
ลัทธิขงจื๊อส่งอิทธิพลแพร่หลายและหยั่ง
รากในสังคมจีนจนกระทั่งปัจจุบัน
2. เต่า มักใช้เป็นคำด่าในเชิงดูหมิ่น
3. บุรุษครั้นมีโทสะ โลหิตสาดกระจายไปห้า
ก้าว หมายถึงเมื่อบุรุษบันดาลโทสะก็พร้อม
สู้กับอีกฝั่ายจนถึงแก่ชีวิต เมื่อศพของทั้ง
สองฝั่ายล้มลง เลือดก็จะไหลนองในระยะ
ห้าก้าว
4. เสียวข่าย เป็นอักษรบรรจงเล็ก เป็นการ
เขียนรูปแบบหนึ่งของข่ายซู โดยข่ายซูเป็น
รูปแบบการเขียนที่ตัวตรงบรรจง เส้นตรง
เป็นระเบียบดูเรียบร้อย นับเป็นต้นกำเนิด
ของอักษรบรรจงทั้งหมด ในขณะที่เสียว
ข่ายจะมีขนาดตัวอักษรประมาณหนึ่งถึง
สามเซนติเมตร มีต้นกำเนิดในช่วงปลาย
ราชวงศ์ฮั่นจนถึงยุคสามก๊ก
5. จานฮวา เป็นอักษรเสียวข่ายชนิดหนึ่ง อ่อน
ช้อยงดงาม เหมาะกับสตรี
บทที่ 30 ตอบข้อสอบแบบงัดข้อ (2)
ทว่าเมื่อถึงแผ่นที่ห้า หางตาเขาพลันกระตุก
โดยแทบสังเกตไม่เห็นครั้งหนึ่ง
เจียงเสวี่ยหนิงซึ่งกำลังพินิจสีหน้าเขาอย่างจด
จ่อพลันใจสั่นสะท้าน ถึงตนเองแล้ว ถึงตนเอง
แล้ว!
จากนั้นจึงครุ่นคิดถึงเซี่ยเวยในชาติก่อน
คนผู้นี้อ่านตำราและคัมภีร์ของนักปราชญ์จน
ทะลุปรุโปร่ง เชี่ยวชาญแนวคิดของทุกสำนัก
เขียนตัวอักษรได้งดงาม เป็นยอดฝีมือในการ
บรรเลงพิณ ไม่รู้ว่าพอเห็นกระดาษคำตอบของ
นางแล้วจะควันออกเจ็ดทวารหรือไม่
หากเขาหน้าเปลี่ยนสีอยู่ตรงนี้ มันจะน่าเร้าใจ
สักเพียงใด
มีเพียงสวรรค์ที่รู้ว่าหลังจากเซี่ยเวยอ่าน
กระดาษคำตอบซึ่งมีลายมือเป็นระเบียบ
เรียบร้อยสี่ชุดก่อนหน้านี้แล้ว จู่ ๆ ต้องมาเห็น
ลายมือไก่เขี่ยอันแน่นขนัดชุดที่ห้า จะได้รับความ
กระทบกระเทือนทางจิตใจมากเพียงใด
เส้นตรงไม่ตั้งตรง เส้นทแยงล้มระเนระนาด
วาดออกมาเหมือนยันต์ไล่ผีของนักพรต
แม้แต่เด็กน้อยอายุเจ็ดแปดขวบในสำนักศึกษายัง
เขียนได้ดีกว่านี้เลย!
ทันใดนั้นเขาก็ขมวดคิ้ว ยกมือคิดจะโยน
กระดาษคำตอบแผ่นนี้ลงพื้นไปเสีย
แต่เมื่อมองด้านบนของกระดาษ ตัวอักษรคำ
ว่า ‘เจียงเสวี่ยหนิง’ สามคำก็ตกกระทบจักษุ
เซี่ยเวยบีบกระดาษคำตอบจนนิ้วมือเกร็ง
แน่น เพียงปรายตามองหัวมุมตำหนักซึ่งยามนี้ถูก
แสงตะวันสาดส่องจนสว่างจ้า จึงได้เห็นว่าเจียง
เสวี่ยหนิงกำลังแอบมองเขาอยู่ นัยน์ตาสุกใสคู่นั้น
มีแสงวาบผ่านบางเบา ฉาบความเจ้าเล่ห์เล็กน้อย
ราวกับจิ้งจอก แต่เขาเพิ่งจะเคลื่อนสายตาไปถึง
ประกายลุ่มลึกแห่งความเจ้าปัญญาในแววตา
กลับพลันปลาสนาการไปสิ้น เพียงใช้สายตา
กระอักกระอ่วนและขลาดกลัวมองเขาเท่านั้น ก้ม
หน้าลงไปอย่างรวดเร็ว ประหนึ่งรู้ว่าตนเองตอบ
ได้ย่ำแย่มากเพียงใดจนทำให้รู้สึกกระวนกระวาย
เซี่ยเวยจ้องนางอยู่เนิ่นนาน
เจียงเสวี่ยหนิงนึกว่าเขาจะมองเพียงแวบ
เดียวแล้วถอนสายตากลับ ด้วยเหตุนี้หลังจากก้ม
หน้าลงไปไม่นานก็เงยขึ้นมาอีก เพื่อจะดูปฏิกิริยา
ของเซี่ยเวยต่อ
แต่ผู้ใดจะคาดคิดว่าดันสบสายตาที่ยังไม่ได้
เก็บกลับคืนของเขาเข้าพอดี
ขนตั้งลุกชันในบัดดล!
ต่อให้ใบหน้าเซี่ยเวยจะปราศจากความเคร่ง
ขรึมเย็นชาและดูเรียบเฉยอย่างเห็นได้ชัด
ประหนึ่งพื้นผิวมหาสมุทรไร้ระลอกคลื่น ทว่า
เจียงเสวี่ยหนิงก็ยังรู้สึกว่าข้างใต้ซุกซ่อนคลื่นใต้
น้ำที่กำลังไหลบ่าถั่งท้น จนทำให้จิตใจหวาดหวั่น
เปลือกนอกยิ่งสงบนิ่งมากเพียงใด ภายในก็
ยิ่งเดือดพล่านมากเท่านั้น
หลังคอนางเย็นวาบ ฝืนสะกดกลั้นความรู้สึก
อยากจะยกเท้าวิ่งหนี ก้มศีรษะอย่างเนิบช้าอีก
ครั้ง แต่คราวนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่กล้าเงยขึ้น
มาแล้ว
เซี่ยเวยค่อย ๆ ละสายตา แล้วอ่าน
กระดาษคำตอบแผ่นนี้ต่อ
ภายในตำหนักพลันเงียบสงัดอย่างยิ่ง
บรรดาคุณหนูตระกูลใหญ่คนอื่นกำลังลอบ
สังเกตเซี่ยเวยอยู่เช่นกัน ต่างพากันประหลาดใจ
เซี่ยเซียนเซิงซึ่งเดิมทีไม่ควรอ่านกระดาษคำตอบ
เป็นเวลาถึงครึ่งเค่อ กลับอ่านกระดาษคำตอบ
แผ่นที่ห้าถึงหนึ่งเค่อเต็ม
ถึงแม้จะจับสีหน้าไม่ออก แต่ก็ทำให้คนรู้สึก
หวาดกลัวอย่างน่าประหลาด
ทุกคนพลันกระวนกระวายใจขึ้นมาเล็กน้อย
หนึ่ง ภาวนาให้กระดาษแผ่นนี้อย่าเป็นของ
ตนเองเด็ดขาด สอง อดคิดไม่ได้ว่ามีเนื้อความอัน
น่าตื่นตะลึงอันใดเขียนอยู่บนกระดาษแผ่นนี้ ถึง
ขั้นทำให้เซี่ยเซียนเซิงซึ่งเป็นถึงรองราชครูของ
องค์รัชทายาทอ่านนานเช่นนี้ได้
และขณะนี้เอง บัณฑิตชราจากสภาฮั่นหลิน
ทั้งสามคนที่ออกไปก่อนหน้าก็เดินกลับมาจาก
นอกตำหนัก พวกเขามองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าทุก
คนตอบคำถามเสร็จเรียบร้อย จึงก้าวขึ้นไปกล่าว
กลั้วหัวเราะกับเซี่ยเวย “กำลังอ่าน
กระดาษคำตอบอยู่สินะ? มา ยังเหลืออีกหลาย
แผ่น พวกเราจะช่วยอ่านด้วย”
พูดพลางยื่นมือไปยังกระดาษคำตอบบนโต๊ะ
เซี่ยเวยหนังตากระตุกเล็กน้อย เพียงดึง
กระดาษคำตอบด้านบนสุดของเจียงเสวี่ยหนิง
ออกไปโดยปราศจากพิรุธ ก่อนจะดึงแผ่นที่เหลือ
ส่งให้ด้วยท่าทางเป็นธรรมชาติยิ่ง “รบกวนเซียน
เซิงทุกท่านแล้วขอรับ”
บัณฑิตชราทั้งหลายไม่ได้สังเกตความ
เคลื่อนไหวเล็กน้อยนี้ของเขา เมื่อรับ
กระดาษคำตอบมาก็แบ่งดูกันคนละสองสามชุด
อ่านไปพลางวิจารณ์ไปพลาง “แผ่นนี้ตอบไม่ตรง
คำถามเลยจริง ๆ ! แผ่นนี้ก็ด้วย จดพู่กันพัน
ถ้อยคำ ห่างจากหัวข้อนับหมื่นลี้! แม้แต่คำกล่าว
ของท่านปราชญ์เมิ่งจื่อที่ว่า ‘ดำรงอยู่เพราะทุกข์
ยาก มอดม้วยด้วยสุขสันต์[1]’ ก็ยังอธิบายไม่ได้
ขนาดนั้นแล้วยังจะเข้าวังหลวงมาเป็นพระสหาย
ร่วมศึกษาอีก…”
คุณหนูตระกูลใหญ่ทั้งหลายในตำหนักหน้า
ซีดในบัดดล
ยามนี้เจียงเสวี่ยหนิงกลับรู้สึกสบายใจ
หน่อยๆ ลอบคิดว่าตาแก่พวกนี้กลับมาได้เสียที
พอพวกเขาเห็นกระดาษคำตอบของตนจะต้องไม่
เลือกเป็นแน่แท้ เมื่อเป็นเช่นนี้งานใหญ่ก็ถือว่า
ลุล่วงแล้ว!
ไม่นานนักเซียนเซิงทั้งหลายก็อ่าน
กระดาษคำตอบเสร็จ พวกเขาเลือกเฟั้นออกมาสี่
แผ่นแล้วส่ายศีรษะให้เซี่ยเวย
หมายความว่ากระดาษคำตอบหลายแผ่นนี้ไม่
ผ่าน
เซี่ยเวยรับมาดู ไม่ได้เอ่ยอะไรเช่นกัน เขาผงก
ศีรษะ วางกระดาษคำตอบทั้งหมดเอาไว้ด้วยกัน
อีกครั้ง ก่อนจะกล่าวกับทุกคนว่า “เมื่อครู่ได้อ่าน
กระดาษคำตอบร่วมกับเซียนเซิงทั้งหลาย
เรียบร้อย และความเห็นก็ออกมาแล้วเช่นกัน”
ทุกคนเริ่มตื่นเต้น กลั้นหายใจและตั้งใจฟัง
เจียงเสวี่ยหนิงลอบกำหมัดแน่น รอฟังชื่อของ
ตนเอง
“เซียวซูจากจวนเฉิงกั๋วกง ระดับบนชั้นยอด
อยู่ต่อไปได้
“เฉินซูอี๋จากจวนมหาบัณฑิตเฉิน ระดับบน
ชั้นยอด อยู่ต่อไปได้
“เหยาซีจากจวนเสนาบดีเหยา ระดับกลาง
บน อยู่ต่อไปได้
“ฟางเมี่ยวจากจวนหัวหน้าสำนักโหรฟาง
ระดับกลาง ถึงแม้ความรู้จะด้อยไปสักหน่อย แต่
สิ่งที่เหนือกว่าจุดนี้คือเขียนอักษรด้วยความตั้งใจ
และสมบูรณ์พร้อม มีใจใฝั่รู้ อยู่ต่อไปได้”
เดิมทีเซียวซู เฉินซูอี๋ และเหยาซีสามคนนี้ไม่
ต้องห่วงว่าตนจะไม่ผ่านอยู่แล้ว เมื่อได้ยินผลลัพธ์
ก็ตื่นเต้นแค่ครู่เดียว เนื่องจากคาดเอาไว้แต่แรก
ทว่าฟางเมี่ยวกลับกระวนกระวาย
เมื่อได้ยินคำว่า ‘อยู่ต่อไปได้’ จากปากเซี่ย
เวยก็เกือบจะกระเด้งตัวขึ้นมา รีบลุกขึ้นค้อมกาย
กล่าวขอบคุณเซี่ยเวย “ศิษย์ขอบพระคุณคำ
ชี้แนะของเซียนเซิง วันหน้าจะพยายามใฝั่เรียนรู้
เพื่อเป็นพระสหายร่วมศึกษาที่ดีขององค์หญิง
ใหญ่เจ้าค่ะ!”
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงมีคนอยู่ต่อสี่คนแล้ว
คนที่เหลือเมื่อได้ยินว่าคนก่อนหน้าได้อยู่ต่อ
อย่างราบรื่นเช่นนั้น ก็นึกเพียงว่าที่จริงแล้วเซียน
เซิงทั้งหลายผ่อนปรนให้มาก แม้ความรู้จะไม่ดี
แต่ก็ยังอดตั้งความหวังเล็ก ๆ ไม่ได้ รู้สึกว่าหาก
ตนโชคดีก็อาจจะสอบผ่าน
ทว่าไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าสามชื่อที่เซี่ยเวยขาน
ต่อจากนั้นกลับไม่ผ่านแม้แต่คนเดียว!
เขากวาดตามองแวบหนึ่ง ครั้นเห็นคุณหนู
ตระกูลใหญ่ซึ่งถูกขานชื่อล้วนหน้าซีดปิมว่าจะ
ขาดใจ จึงพูดว่า “กระดาษคำตอบของคุณหนูทุก
คนใช่ว่าจะใช้การไม่ได้เลย ถือว่ามีความรู้
กว้างขวางกว่าสตรีธรรมดาทั่วไปแล้ว เพียงแต่
ยามนี้เป็นการคัดเลือกพระสหายร่วมศึกษาของ
องค์หญิงใหญ่ ต้องพิจารณาด้วยว่าความรู้ของ
ผู้อื่นเป็นเช่นไรแล้วนำมาเปรียบเทียบกันเพื่อ
ประเมินให้ความสามารถของพระสหายอยู่ใน
ระดับใกล้เคียงกัน เพราะฉะนั้นคนที่ไม่ผ่านการ
คัดเลือกก็อย่าได้เก็บเอาเรื่องนี้มาใส่ใจนัก”
ทั้งสามคนต่างลุกขึ้นมากล่าวขอบคุณ
อย่างน้อยเปลือกนอกก็ดูยินยอม ส่วนภายใน
ใจจะคิดเช่นไรไม่มีผู้ใดทราบ
ผลสอบออกไปแล้วเจ็ดคน ยังเหลืออีกห้าคน
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าอีกไม่นานก็ใกล้ถึงตน
แล้ว
ขณะนี้เองเซี่ยเวยก็หยิบกระดาษคำตอบแผ่น
ที่แปด ทว่าไม่ได้เอ่ยปากพูดทันที กลับอ่านอยู่ครู่
หนึ่งอีกรอบ คล้ายกำลังไตร่ตรองอะไรบางอย่าง
เจียงเสวี่ยหนิงนึกว่านี่คือของนาง
คาดไม่ถึงว่าชั่วขณะต่อมาเซี่ยเวยกลับเอ่ย
ถามขึ้น “ผู้ใดคือฝานอี๋หลาน?”
ฝานอี๋หลานนิ่งอึ้งทันที ลุกขึ้นคารวะตอบว่า
“เรียนเซี่ยเซียนเซิง ข้าเองเจ้าค่ะ”
สายตาของเซี่ยเวยจึงตกที่ร่างนาง หลังจาก
มองสำรวจครู่ใหญ่ถึงเอ่ยว่า “ระดับบนเหนือ
อันดับหนึ่ง”
ทุกคนรวมถึงเซียวซูต่างเบิกตาโพลงด้วย
ความประหลาดใจ อย่างไรก็ตาม ครู่ต่อมาเซี่ยเว
ยก็กล่าวต่อ “แต่เจ้าอยู่ต่อไปไม่ได้”
——————–
1. ดำรงอยู่เพราะทุกข์ยาก มอดม้วยเพราะสุข
สันต์ เป็นคำสอนของเมิ่งจื่อ หมายถึงการ
ตกทุกข์ได้ยากจะทำให้คนหรือบ้านเมือง
ดำรงอยู่ต่อไปได้ การมีแต่ความสุขสำราญ
จะทำให้คนหรือบ้านเมืองล่มจม
บทที่ 30 ตอบข้อสอบแบบงัดข้อ (3)
อยู่ต่อไปไม่ได้อย่างนั้นหรือ?!
ทุกคนตะลึงงัน ไม่ทันได้เก็บสีหน้าประหลาด
ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้กลับไปเสียด้วยซ้ำ ตัวของ
ฝานอี๋หลานเองก็ไร้การตอบสนอง
เซี่ยเวยกลับไม่อธิบายสิ่งใด เพียงส่ง
กระดาษคำตอบให้นางแล้วพูดว่า “นำ
กระดาษคำตอบของเจ้ากลับไปเสียเถอะ”
แต่ไม่เคยมีการคืนผลสอบที่ประกาศไปก่อน
หน้านี้
ฝานอี๋หลานเห็นเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ ต่อให้มี
นิสัยเฉยชาก็ยังนึกว่าตนตอบอะไรผิดไปใน
กระดาษคำตอบจึงรู้สึกกระวนกระวายอยู่บ้าง
นางเดินเข้าไปหา รับกระดาษคำตอบกลับมา
ด้วยความนบนอบ
ยามนี้เซี่ยเวยจึงได้กล่าวกับนางอย่างเรียบ
เฉยประโยคหนึ่ง “วังหลวงปราศจากบทกวีที่ดี”
ฝานอี๋หลานตะลึงลานทันใด ความคิดสารพัด
สารพันผุดจากก้นบึ้งของจิตใจ ยากจะหยุดยั้งดั่ง
กระแสธารที่ไหลหลาก
นางประคองกระดาษคำตอบของตัวเอง ยืน
นิ่งอยู่นาน
สุดท้ายถึงค้อมศีรษะลงต่ำให้เซี่ยเวย “อี๋
หลานจะจดจำคำชี้แนะของเซียนเซิงเจ้าค่ะ!”
ผู้อื่นล้วนไม่เข้าใจบทสนทนาไม่มีปีมีขลุ่ยนี้สัก
เท่าไรนัก มีเพียงเจียงเสวี่ยหนิงที่มองฝานอี๋หลาน
อยู่ด้านข้างและเผยสีหน้าอันสลับซับซ้อน
เล็กน้อย ฝานอี๋หลานมีความสามารถด้านบทกวี
เซี่ยเวยมองเห็นจิตวิญญาณและความสามารถ
ของนางผ่านกระดาษคำตอบได้ ดังนั้นถึงแม้
กระดาษคำตอบของนางจะอยู่ในระดับบนเหนือ
อันดับหนึ่ง แต่ก็ไม่อาจให้ฝานอี๋หลานอยู่เป็นพระ
สหายร่วมศึกษา
เพราะหากเขียนบทกวีได้ดีก็ไม่อาจอยู่ในวัง
หลวง
ฝานอี๋หลานในชาติที่แล้ว หลังจากนั้นก็
เดินทางไปยังขุนเขาและสายน้ำที่มีชื่อเสียงทั่วทั้ง
แผ่นดิน แล้วเขียนบทกวีที่ทำให้บุรุษต้องท่อง
และร่ายด้วยความนับถือเป็นจำนวนมากจริง ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงในชาติก่อนดูแคลนเรื่องนี้ ไม่
เข้าใจอย่างยิ่งว่าเหตุใดคุณหนูฝานจึงยินดีละทิ้ง
ยศถาบรรดาศักดิ์อย่างง่ายดาย ไม่เคยทักท้วง
หรือคัดค้านการไม่รับเข้าเรียนของเซี่ยเวยแม้แต่
น้อย แต่พอมาชาตินี้นางจึงตระหนักว่าตนอิจฉา
ความไม่สนใจลาภยศสรรเสริญและความมี
อิสรเสรีที่ได้เดินทางไปทั่วหล้าเช่นนี้ยิ่งนัก
คิดไปคิดมาก็เผลอใจลอย
จวบจนจู่ ๆ ก็ได้ยินคำพูดดังกระทบโสต
“คุณหนูรองหนิ…”
แต่เพิ่งเอ่ยปากก็หยุดชะงักกะทันหัน
เจียงเสวี่ยหนิงช้อนดวงตาขึ้นมา เห็นเซี่ยเวย
กำลังมองนางจากด้านบน ไม่รู้เพราะเหตุใด
ความรู้สึกซึ่งแต่เดิมสงบเยือกเย็นอย่างยิ่ง ยามนี้
กลับประหวั่นพรั่นพรึงขึ้นมาหลายส่วน…
อาจเพราะเซี่ยเวยน่ากลัวเกินไปกระมัง
นางลุกขึ้น ยืนนิ่งรอคอยเขาประกาศผลลัพธ์
สุดท้าย
เซี่ยเวยพอเกือบเอ่ยคำว่า ‘หนิง’ ออกมาก็
รู้ตัวว่าไม่เหมาะกับในสถานการณ์และโอกาส
เช่นนี้ เขาเก็บประกายตากลับไปเล็กน้อย เปลี่ยน
คำพูดด้วยท่าทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กล่าว
อย่างเรียบเฉย “เจียงเสวี่ยหนิงจากจวนรอง
เสนาบดีเจียง…อยู่ต่อไปได้”
เจียงเสวี่ยหนิงค้อมกายอย่างเป็นธรรมชาติ
“ขอบพระคุณคำชี้แนะของเซียนเซิง ศิษย์กลับ
บ้านไปแล้วจะต้อง…”
ช้าก่อน!
‘เจียงเสวี่ยหนิง อยู่ต่อไปได้’ ?!!
หัวสมองพลันระเบิดออกประหนึ่งมีสาย
อสุนีบาตฟาดลงมา นางเงยศีรษะในบัดดล มอง
เซี่ยเวยทันที ตกตะลึงถึงขั้นลืมกระทั่งจะปิดบัง
แววตาคมกริบและเป็นประกายวาบของตน
กำลังล้อเล่นอะไรกัน!
นางตอบคำถามเช่นไร เขียนอักษรไปเช่นไร
นางยังไม่รู้ดีอีกหรือ อย่าว่าแต่เป็นพระสหายร่วม
ศึกษาขององค์หญิงใหญ่ในวังหลวงเลย ต่อให้ไป
เชิญเซียนเซิงส่วนตัวที่สอนตามบ้านมาก็ยังไม่
แน่ใจว่าจะยอมสอนนางเสียด้วยซ้ำ!
ครั้นฟางเมี่ยวได้ยินนางพูดแม้กระทั่งคำว่า
‘กลับบ้าน’ สองคำนี้ออกมา ก็อดปั้องปาก
หัวเราะไม่ได้ พูดขึ้นมาว่า “ดูเข้าสิ สิทธิ์สุดท้าย
มาตกอยู่ที่ตนเอง คุณหนูรองเจียงของพวกเราดี
ใจจนวิงเวียนศีรษะ แม้แต่คำพูดก็เริ่มเพ้อเจ้อเสีย
แล้ว!”
เซี่ยเวยมองนางอย่างนิ่งเฉย “คุณหนูรอง
เจียง?”
เจียงเสวี่ยหนิงขนหัวลุก ไม่เข้าใจเลยว่าเหตุ
ใดจู่ ๆ เรื่องราวถึงหลุดการควบคุมไปได้ ใช้
ความคิดอย่างเร็วรี่ทันที
องค์หญิงใหญ่จัดการได้แม้กระทั่งเซี่ยเวย
ตั้งแต่เมื่อไร
ส่วนเยี่ยนหลินยิ่งเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด
นั่นหมายความว่าเซี่ยเวยต้องการรั้งให้นางอยู่
ในสายตาเพื่อดูให้แน่ชัด ดูว่านางแสร้งทำตัวโง่งม
หรือไม่กระนั้นหรือ
ไม่…
ไม่ว่าอย่างไรนางก็ไม่อาจอยู่ในวังหลวง
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่าเป็นลูกศิษย์ของเซี่ยจวีอัน!
นั่นเท่ากับรนหาที่ตาย!
ยามคนร้อนรนก็บังเกิดปฏิภาณ เจียงเสวี่ย
หนิงกลอกตาคราหนึ่ง แม้รู้ทั้งรู้ว่าอาจจะทำให้
เซี่ยเวยสนใจตนเองมากขึ้น แต่ก็ฝืนหน้าด้านหน้า
ทนพูดออกไปจนได้ “เซี่ยเซียนเซิงเจ้าคะ ศิษย์มี
เรื่องหนึ่งที่ไม่เข้าใจ ในเมื่อเซียนเซิงทั้งหลาย
ตรวจข้อสอบอยู่ตรงนี้ แล้วเหตุใดคุณหนูฝานซึ่ง
อยู่ในระดับบนเหนืออันดับที่หนึ่งถึงไม่ผ่านการ
คัดเลือก? นอกจากนี้เซียนเซิงยังคืน
กระดาษคำตอบให้นางเท่านั้น ส่วนพวกข้ากลับ
ไม่ได้เห็นกระดาษคำตอบของตัวเอง และยิ่งไม่ได้
เห็นของผู้อื่นอีกด้วย ถึงแม้ศิษย์จะถูกคัดเลือกให้
อยู่ต่อ แต่เมื่อคิดโดยเอาใจเขามาใส่ใจเราแล้ว
เกรงว่าผู้ที่ไม่ได้ถูกคัดเลือกคนอื่นยังไม่รู้เสียด้วย
ซ้ำว่าตนตกรอบเพราะสาเหตุใด ไฉนท่านจึงไม่
คืนกระดาษคำตอบให้ทุกคน จะได้ให้ผู้ตกรอบ
ยอมรับด้วยความยินยอมพร้อมใจด้วยเล่าเจ้า
คะ?”
ว่ากันตามความจริง เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงกล่าว
เช่นนี้ ผู้ที่ถูกคัดออกก่อนหน้านี้ต่างรู้สึกหวั่นไหว
เล็กน้อย
จะตรวจกระดาษคำตอบสักหน่อยก็ไม่เห็น
เป็นไรเลยไม่ใช่หรือ
หากมีคนด้อยกว่าตนเองแต่กลับหลุดรอด
ผ่านได้อย่างส่งเดชเล่า
เซี่ยเวยกวาดตามองพวกนาง แม้แต่น้ำเสียง
เรียบเฉยที่มีในยามปกติก็ปราศจากความ
เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย “คุณหนูรองเจียงกล่าวมี
เหตุผลอยู่เหมือนกัน เมื่อครู่แม้จะบอกไปแล้วว่า
เหตุใดกระดาษคำตอบของผู้ที่ตกรอบไม่ได้รับ
การคัดเลือก แต่ก็ออกจะทำแบบขอไปทีอยู่บ้าง
แต่ละคนต่างมีข้อบกพร่องที่ยังไม่ได้อธิบาย
รายละเอียดยิบย่อย หากคุณหนูทั้งหลายมีใจ
ใฝั่หาความรู้ คนแซ่เซี่ยก็จะรั้งอยู่ต่ออีกสักหน่อย
เพื่อตัดท่อนออกมาอธิบายคุณหนูทั้งหลายอย่าง
ละเอียด”
ตัดท่อนออกมาอธิบายอย่างละเอียด…
แล้วมันต่างจากการเฆี่ยนศพต่อหน้า
ธารกำนัลตรงไหนกัน
เดิมทียังมีบางคนคิดจะพูดส่งเสริมเจียงเสวี่ย
หนิง เมื่อได้ฟังคำกล่าวนี้ของเซี่ยเวยก็กลัวว่า
กระดาษคำตอบไม่ได้เรื่องของตนเองจะถูกนำมา
วางบนโต๊ะเพื่อวิจารณ์ หากให้ทุกคนได้ยินเข้าคง
น่าอับอายแล้วจริง ๆ
ความหวั่นไหวที่มีก่อนหน้านี้พลัน
ปลาสนาการไปสิ้น!
ทุกคนต่างทยอยพูดว่า “พวกข้าต่างยอมรับ
ทั้งกายและใจ ได้รับคำชี้แนะจากเซียนเซิงไปแล้ว
ดังนั้นจึงไม่กล้ารบกวนอีกเจ้าค่ะ!”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
นางเป็นธรรมะสูงหนึ่งฉื่อ เซี่ยเวยเป็นมารสูง
หนึ่งจั้ง!
หญิงสาวผู้โง่งมกลุ่มนี้ช่วยหยิ่งในศักดิ์ศรีกัน
หน่อยไม่ได้หรือ! พวกเจ้า รู้หรือไม่ว่าตัวเองได้ละ
ทิ้งโอกาสอันดีที่จะได้อยู่ต่อในวังหลวงเพียงใด!
ไม่มีใครในสนามสอบจะตอบคำถามได้แย่ไปกว่า
ข้าอีกแล้วนะ!
เซี่ยเวยชำเลืองมองเจียงเสวี่ยหนิง “คุณหนู
รองเจียงยังมีข้อสงสัยอีกหรือไม่?”
เจียงเสวี่ยหนิงหนังตากระตุก “ข้า แต่ว่าข้า
…”
นิ้วมือของเซี่ยเวยกดลงบนเต่าที่วาดบน
กระดาษคำตอบแผ่นนั้นเบา ๆ สิ่งที่อยู่ด้านข้าง
คือคำตอบที่หากไม่ได้งัดข้อกับเซียนเซิงแล้วจะไม่
สบายใจของนาง เขาพูดตัดบทด้วยใบหน้าไร้
ความรู้สึก “มิเช่นนั้นอีกสักครู่ขอให้คุณหนูรอง
เจียงรั้งอยู่ก่อน คนแซ่เซี่ยจะช่วยคลายความ
สงสัยให้ตัวต่อตัวดีหรือไม่?”
เจียงเสวี่ยหนิงขนลุกชันทันที ใบหน้าเกือบ
กลายเป็นสีเขียว