คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 4 คุณหนูไม่ได้ปั่วย (1)
เมื่อคำกล่าวนี้หลุดออกมา หวังซิ่งจยาก็ตะลึง
งัน
เจียงเสวี่ยฮุ่ยที่ยืนอยู่ด้านข้างกับสาวใช้
ประจำตัวของนางก็ยิ่งมีสีหน้าราวกับเห็นผี คล้าย
ไม่เชื่อว่าคำพูดนี้จะหลุดออกมาจากปากเจียง
เสวี่ยหนิงได้ จะไม่เข้าผสมโรงด้วยความเอาแต่ใจ
ก็แล้วไปเถิด ทว่ากลับใช้คำพูดประชดประชัน
บ่าวที่ตนเองเชื่อใจและโปรดปรานมากเป็นพิเศษ
ด้วยหรือนี่
หนังตาหวังซิ่งจยาเริ่มกระตุก
เดิมทีนางปรนนิบัติพัดวีอยู่ข้างกายเมิ่งซื่อ แต่
ก็มิใช่หนึ่งในบ่าวไม่กี่คนที่เมิ่งซื่อไว้เนื้อเชื่อใจ สี่ปี
ก่อนได้รับคำสั่งให้ไปทงโจวเพื่อรับตัวเจียงเสวี่ย
หนิงกลับจวน นางดูออกตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่า
เจียงเสวี่ยหนิงควบคุมได้ง่าย อายุยังน้อย โลก
ทัศน์ตื้นเขิน แม้มีสถานะสูงส่ง แต่กลับเติบโตอยู่
ที่บ้านนอก ไม่รู้จักผู้ใดในจวน ครั้นมาถึงเมือง
หลวงแล้วย่อมหวาดกลัวและอยู่ไม่เป็นสุขแน่
ด้วยเหตุนี้ระหว่างทางนางจึงประจบเอาใจ
เจียงเสวี่ยหนิงสารพัดอย่าง
จริงดังคาด หลังจากกลับถึงจวน แค่นางแอบ
แย้มพรายต่อเจียงเสวี่ยหนิงเล็กน้อย เจียงเสวี่ย
หนิงก็ไปขอตัวนางจากเมิ่งซื่อแล้ว
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เรื่องราวน้อยใหญ่
ภายในเรือนเจียงเสวี่ยหนิงล้วนมีนางเป็นคน
กำกับดูแลทั้งสิ้น
มิหนำซ้ำหลังจากเจียงเสวี่ยหนิงออกไปเที่ยว
เล่นกับท่านโหวน้อย ทุกคนภายในจวนได้เห็น
คุณหนูรองคราใดต่างก็คร้ามเกรง ผู้ดูแลเช่นนาง
เลยพลอยมีหน้ามีตามากขึ้นเป็นธรรมดา
แต่นางคิดไม่ถึงอย่างยิ่งว่า วันนี้เจียงเสวี่ย
หนิงกลับพูดจาเช่นนี้ออกมาได้!
“คะ คุณหนูรองล้อบ่าวเล่นแล้ว บ่าวไม่ได้มา
จากแดนสู่[1] การแสดงงิ้วเปลี่ยนหน้ากากเองก็ยัง
เคยดูแค่ไม่กี่ครั้ง ไหนเลยจะเคยเรียนการแสดง
เปลี่ยนหน้าได้เล่าเจ้าคะ?” หวังซิ่งจยาสะกดกลั้น
ความสงสัยภายในใจ นางโบกมือ แสดงท่าที
ประจบเอาใจเจียงเสวี่ยหนิงดังที่เคยทำมาอย่าง
หน้าด้านหน้าทน “จู่ ๆ ท่านก็เอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมา
จะต้องอยากดูงิ้วเปลี่ยนหน้ากากมากเป็นแน่ใช่
หรือไม่เจ้าคะ? วันก่อนบ่าวได้ยินนายหญิงเอ่ยว่า
ช่วงนี้เมืองหลวงมีคณะงิ้วใหม่มาเยือนสองคณะ
จะให้บ่าวเชิญมาแสดงให้ท่านดูที่จวนหรือไม่เจ้า
คะ?”
คำพูดประจบสอพลอเช่นนี้ หากเป็นเจียง
เสวี่ยหนิงในอดีต ต่อให้ไม่ยินดีจนหน้าชื่นตาบาน
ก็ไม่ถึงขั้นโกรธเคืองจนแตกคอกันไปข้างหนึ่ง
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงในตอนนี้เล่า…
นางจัดชายเสื้อคลุมสีเขียวปักดิ้นเงินลายต้น
ไผ่ด้วยท่าทีตามสบาย นั่งลงบนที่นั่งคนงาม[2]ตรง
ระเบียงทางเดินด้วยท่าทีเอ้อระเหย ต่อให้นางที่
แต่งกายเป็นหนุ่มน้อยจะวาดคิ้วให้ดกหนา ก็ยังมิ
อาจปิดบังความงดงามได้ ใบหน้าแฝงกลิ่นอาย
ของความหนักแน่นดุจขุนเขาท่ามกลางสาย
หมอก ประกอบด้วยเสน่ห์ยวนเย้าของกลีบบุปผา
ต้องน้ำค้าง
ทว่ามีเพียงรอยยิ้มซึ่งประดับบนริมฝีปากที่
แฝงความเย็นชา
เจียงเสวี่ยหนิงเลื่อนสายตาไปยังข้อมือของ
หวังซิ่งจยา แสร้งทำทีเป็นสงสัยใคร่รู้ “กำไลที่อยู่
บนข้อมือหมัวมัว[3]วงนี้งดงามจริงๆ เพียงแต่เห็น
แล้วก็รู้สึกคุ้นตาเล็กน้อย ช่างเหมือนวงที่ข้าหาไม่
เจอเมื่อหลายวันก่อนนัก”
หวังซิ่งจยาใจเต้นดัง ‘ตึกตัก’ คราหนึ่ง
สวมกำไลงามอยู่บนข้อมือ แต่ยามถูกสายตา
เจียงเสวี่ยหนิงจดจ้องกลับร้อนลวกเหมือนถูกไฟ
แผดเผา พานให้มือนางสั่นระริกตาม
แต่นางที่มีสันดานเช่นนี้กลับใช้ชีวิตอยู่ใน
เรือนหลังมาเนิ่นนานได้ แสดงว่าความสามารถใน
การคาดเดาใจคนยังพอมีอยู่บ้าง
เมื่อใช้เวลาพิเคราะห์คำพูดประโยคนี้เพียง
เล็กน้อย นางก็พอจับเค้าได้ราง ๆ แล้ว…
กำไล
การที่คุณหนูรองมีท่าทีเปลี่ยนแปลงไปจาก
ยามปกติจะต้องเกี่ยวกับกำไลบนข้อมือนางแน่
ดูแลเรื่องราวน้อยใหญ่ภายในเรือนเจียงเสวี่ย
หนิงมาก็ตั้งนานหลายปี วางอำนาจบาตรใหญ่จน
เป็นนิสัย ซ้ำสิ่งของที่เจียงเสวี่ยหนิงมอบให้ตนก็มี
อยู่แค่ไม่กี่ชิ้น แล้วหวังซิ่งจยาจะอดใจไหวได้
อย่างไรเล่า
การลักเล็กขโมยน้อยถือเป็นเรื่องสามัญ
ธรรมดา
ยามปกติก็หยิบนั่นนิดหยิบนี่หน่อย ไหนเลย
จะรู้ว่าวันนี้จะถึงคราวเคราะห์
นางใช้ความคิดอย่างฉับไว เริ่มแสดงละคร
ทันที “เหมือนหรือเจ้าคะ? กำไลของบ่าวไม่กล้า
นำไปเทียบกับของชั้นยอดของคุณหนู นี่เป็นของ
ที่ซื้อมาจากพ่อค้าริมถนนเมื่อคราวก่อนเท่า
นั้นเอง บอกว่ามีรอยแตกเล็กน้อย เลยขายลด
ราคาให้บ่าว พอบ่าวซื้อกลับมาแล้วยังใช้เงินสอง
เฉียนนำมันไปเลี่ยมอีกด้วย ท่านดูสิ อยู่ตรงนี้
อย่างไรเล่าเจ้าคะ”
ระหว่างพูดนางก็ปลดกำไลด้วยใบหน้าเปือน
ยิ้ม คิดจะชี้รอยแตกให้เจียงเสวี่ยหนิงดู
เพียงแต่เพิ่งจะชี้ไปก็ต้องร้อง “อุ๊ยตาย”
ออกมา
หวังซิ่งจยาเบิกตาโพลง ทำท่าประหลาดใจ
จนเกินจริง “ทะ ทำไมถึงไม่มีรอยแตกแล้วล่ะ?”
เจียงเสวี่ยหนิงมองนางเล่นละคร
หวังซิ่งจยาครุ่นคิด ไม่นานนักก็เผยสีหน้าว่า
เข้าใจแล้วพร้อมหัวเราะแก้เก้อ “ดูความจำของ
บ่าวสิเจ้าคะ เมื่อวานช่วยเก็บโต๊ะเครื่องแปั้งของ
คุณหนูรอง บ่าวกลัวว่าจะทำให้กำไลที่บ่าวเพิ่ง
เลี่ยมมาเสียหาย เลยถอดวางไว้ด้านข้าง คิดว่าคง
เผลอจำสับสนกับกำไลวงนั้นของคุณหนูรอง พอ
จัดของเสร็จแล้วจึงเผลอหยิบติดมือและสวมผิด
ไป บ่าวก็ว่าเหตุใดกำไลวงที่สวมอยู่ถึงได้เรียบลื่น
มากเช่นนี้ รู้สึกว่าพอสวมแล้วก็คึกคัก
กระปรี้กระเปร่าไม่เหมือนเดิม ที่แท้ก็เป็นของดี
ของคุณหนู ได้อาบไล้กลิ่นอายเซียนของท่าน
นี่เอง!”
ฟังเอาเถอะ เกรงว่าผู้เชี่ยวชาญด้านการ
ประจบสอพลอก็ยังพูดจารื่นหูเท่านี้ไม่ได้เลย!
และเมื่อลองเปรียบเทียบท่าทีที่นางมีต่อเจียง
เสวี่ยฮุ่ยกับที่มีต่อตนอีกครา เจียงเสวี่ยหนิงก็
เข้าใจแล้วว่าเหตุใดชาติที่แล้วตนถึงขอตัวนางมา
จากเมิ่งซื่อ ทั้งยังปล่อยให้อีกฝั่ายวาง
อำนาจบาตรใหญ่
เจียงเสวี่ยหนิงยิ้มเล็กน้อย “ที่แท้ก็เป็นกำไล
ของข้าจริงด้วยสินะ?”
“ต้องโทษที่บ่าวอายุมากสายตาเลยไม่ค่อยดี
จนหยิบผิดไป ยังเป็นคุณหนูรองที่มีเนตรทิพย์ดู
ออกตั้งแต่แรก มิเช่นนั้นหากบ่าวได้รับข้อ
กล่าวหาว่าแอบลักสิ่งของของท่านไป ต่อให้
กระโดดลงแม่น้ำหวงเหอก็ไม่อาจชำระล้างมลทิน
ได้แล้วจริง ๆ เจ้าค่ะ!”
นางแสดงท่าทีซาบซึ้งในบุญคุณ
เนื่องจากเจียงเสวี่ยหนิงนั่งเอนกายอยู่บนที่
นั่งคนงาม หวังซิ่งจยาจึงยอบกายลง ทำทีว่าจะ
สวมให้เจียงเสวี่ยหนิง
แต่ครั้นยื่นมือมาเพียงครึ่งทางก็เหมือนนึกอะไร
ขึ้นมาได้อีก
“อุ๊ยตาย ไม่ได้สิ บ่าวมีแต่กลิ่นอายแห่งความ
หยาบช้าอยู่เต็มร่างจนแปดเปือนกำไลไปแล้ว
เกรงว่าคงทำให้กลิ่นอายเซียนของท่านมีมลทิน
ท่านรอให้บ่าวเช็ดก่อนนะเจ้าคะ”
หวังซิ่งจยาดึงผ้าเช็ดหน้าซึ่งเหน็บอยู่ข้างเอว
ขึ้นมาเช็ดกำไลวงนั้นอย่างถ้วนถี่รอบหนึ่ง ก่อน
จะหัวเราะแก้เก้อด้วยใบหน้าเปือนยิ้ม ยกมือซ้าย
เจียงเสวี่ยหนิงขึ้นเบา ๆ พร้อมสวมกำไลให้นาง
นิ้วมือของสาวน้อยเรียวยาวขาวผ่อง
สีของกำไลหยกวงนั้นเป็นสีนภาครึ้มฝน สอด
รับกับข้อมือขาวผุดผาดประดุจหิมะ
หวังซิ่งจยาพูดจาผายลมออกมาเป็นกองพะ
เรอ ไม่มีประโยคใดที่พูดถูกต้อง ทว่ากลับมีเพียง
ประโยคเดียวที่นับได้ว่าเป็นจริง นั่นคือกำไลวงนี้
หากให้นางสวมคือของหยาบช้า แต่ถ้าสวมอยู่บน
ข้อมือเจียงเสวี่ยหนิงย่อมกลายเป็นของระดับ
เซียนชั้นเลิศ
“ดูสิเจ้าคะ ท่านสวมแล้วงามจริงๆ ! ”
หวังซิ่งจยาสวมเสร็จก็กล่าวทอดถอนใจ
ชมเชย ขณะเดียวกันก็ลอบใช้สายตามองสำรวจ
เจียงเสวี่ยหนิง
หากเป็นนิสัยของเจียงเสวี่ยหนิงที่อยู่ในวัง
เมื่อสองปีก่อน หวังซิ่งจยาทำเช่นนี้ เกรงว่าคงถูก
นางสั่งคนให้ลากไปตีให้ตาย อยู่ไม่ถึงวันพรุ่งนี้
แล้ว
เพียงแต่ยามนี้ยังอยู่ในจวนตระกูลเจียง
เจียงเสวี่ยหนิงเพิ่งจะย้อนเวลากลับมาเกิด
ใหม่ ต่อจากนี้ไม่มีความคิดจะเข้าวังหลวงอีก
ดังนั้นจะกระทำสิ่งใดย่อมไม่ควรเป็นจุดสนใจ ใน
เมื่อไม่มีสถานะสูงส่งแล้วก็ควรเก็บอารมณ์ลงไป
บ้างเช่นกัน นางจึงทำเพียงหมุนข้อมือด้วยท่าทาง
สบายอารมณ์ ประหนึ่งกำลังชื่นชมกำไลวงนี้อยู่
อย่างไรอย่างนั้น
สองชาติแล้ว แต่นี่กลับเป็นครั้งแรกที่นาง
สวมกำไลวงนี้
สิ่งที่หว่านเหนียงเหลือทิ้งไว้เป็นสมบัติสืบ
ทอดประจำตระกูล ย่อมไม่แย่อย่างแน่นอน
น่าเสียดาย…ที่ไม่ได้เก็บไว้ให้นาง
ภายในแววตาอันสงบนิ่งนั้นปราศจากความ
ชื่นชมยินดีแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม กลับเป็นความ
เฉยชาไร้ซึ่งความรู้สึกใด ๆ เจียงเสวี่ยหนิงเลื่อน
สายตากลับมามองหวังซิ่งจยา ระบายยิ้มพลาง
ยื่นมือออกไปแตะบ่า แล้วปัดฝุั่นที่ไม่มีอยู่บนนั้น
ด้วยใบหน้าอ่อนโยนมีเมตตา “หมัวมัวช่างดีต่อ
ข้านัก”
หวังซิ่งจยารีบยิ้มแย้มแสดงความจงรักภักดี
อย่างไรก็ตามประโยคถัดไปของเจียงเสวี่ย
หนิงกลับเรียบเฉย “หลังจากนี้หมัวมัวให้ข้าไป
ตะวันออก ข้าก็จะไม่ไปตะวันตก จะต้องเชื่อฟัง
คำพูดเจ้าทุกอย่าง”
ทันใดนั้นรอยยิ้มที่หวังซิ่งจยาเพิ่งจะเค้นมา
ประดับหน้าก็ถูกประโยคนี้กระแทกคืนกลับไปจน
หมดสิ้น!
บังเกิดสีหน้าอันหลากหลายขึ้นมาในบัดดล
ตระการตาน่าดูชมยิ่งนัก
แต่กระนั้นเจียงเสวี่ยหนิงก็หาได้ใส่ใจมากนัก
เมื่อครู่นั่งด้วยท่าทางเอ้อระเหยเช่นไร ยามนี้ก็ลุก
ขึ้นยืนด้วยท่าทีสบาย ๆ เช่นนั้น
ตอนนี้เองนางถึงได้มองเจียงเสวี่ยฮุ่ยซึ่งยืนอยู่
ด้านข้างตลอดเวลาผาดหนึ่ง
ในความทรงจำจากชาติก่อนของนาง รูปโฉม
ของพี่สาวผู้นี้แทบจะรางเลือนไปหมดแล้ว ต่อให้
เป็นยามฝันร้าย นั่นก็เป็นเพียงโครงหน้าอันพร่า
มัว ยามนี้เมื่อได้พิศดูอีกครา ดวงหน้าหมดจด
งดงาม คล้ายไม่ได้น่ารังเกียจชิงชังอย่างที่นางมัก
รู้สึกเมื่อกาลก่อน
——————–
1. สู่ ชื่อเรียกชื่อหนึ่งของมณฑลซื่อชวนหรือ
เสฉวน การเปลี่ยนหน้าเป็นการแสดงชนิด
หนึ่งของอุปรากรเสฉวน
2. ที่นั่งคนงาม หมายถึงม้านั่งตัวยาวบริเวณ
ระเบียงทางเดิน ทำมาจากไม้ทั้งชิ้น ด้านหลัง
จะมีพนักพิงที่มีลักษณะโค้งยื่นออกไป
ด้านหลังคล้ายคอของห่าน
3. หมัวมัว ในที่นี้เป็นคำสรรพนามใช้เรียก
บ่าวหญิงสูงวัย
บทที่ 4 คุณหนูไม่ได้ปั่วย (2)
ทว่านางก็มิได้เอื้อนเอ่ยวาจากับอีกฝั่ายแม้แต่
ประโยคเดียว
นางกับเจียงเสวี่ยฮุ่ยมีเมิ่งซื่อคั่นกลาง มีหว่าน
เหนียงคั่นกลาง และมีการกลั่นแกล้งของชะตา
ชีวิตคั่นกลาง นอกจากนี้นิสัยใจคอเองก็ต่างกัน
โดยสิ้นเชิง หาใช่คนประเภทเดียวกันแม้แต่น้อย
ยกตัวอย่างเช่น ต่อให้เจียงเสวี่ยฮุ่ยไม่ได้
กระทำการอุกอาจเสียมารยาทกับนาง ทว่า
ท้ายที่สุดแล้วนางก็ยังมีปมภายในใจอยู่ดี
ไม่มีความจำเป็นต้องเสวนา
และนางก็คร้านจะแยแสด้วย
เจียงเสวี่ยหนิงหมุนกายและเดินจากไป
เจียงเสวี่ยฮุ่ยอดทอดสายตามองตามเงาร่างที่
จากไปไกลนั้นไม่ได้ รู้สึกเพียงว่าแผ่นหลังอีกฝั่าย
เหยียดตรง กำไลหยกเขียวบนข้อมือแกว่งไกว
เล็กน้อย ให้บรรยากาศต่างจากที่เคยเป็นมามาก
นัก
คนเพิ่งจากไป หวังซิ่งจยาพลันแข้งขาอ่อน
ปวกเปียก ล้มยวบลงไปทั้งร่าง
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยแปั้งเริ่มขาวซีด ถัดมาถึง
รู้สึกว่ามีเหงื่อชุ่มโชกเต็มแผ่นหลัง
สีหน้าและน้ำเสียงขณะที่เจียงเสวี่ยหนิงเอ่ย
ประโยคนั้นออกมา เปลือกนอกดูเรียบเฉย ทว่า
ยิ่งเรียบเฉย ก็ยิ่งทำให้ประหวั่นลนลานนัก!
กล่าวจบแล้วไม่อาละวาด เดินจากไปทั้ง
เช่นนี้ น่าตระหนกตกใจจะตายอยู่แล้ว
สาวใช้ที่ติดตามอยู่ข้างกายเจียงเสวี่ยฮุ่ยมี
นามว่าเหมยเอ๋อร์ นางเห็นเหตุการณ์อย่างชัดเจน
ตั้งแต่ต้นจนจบ ยามนี้จึงอดถูแขนที่ขนลุกชัน
ไม่ได้ “วะ วันนี้คุณหนูรอง เหตุใด เหตุใดถึงได้
…”
เหตุใดถึงได้น่ากลัวปานนี้!
เหมยเอ๋อร์ประชิดข้างกายคุณหนูของตน
พร้อมกระซิบกระซาบ “นางไม่ได้กลับมาทั้งคืน
อย่างกับเปลี่ยนเป็นคนละคนเลย คุณหนูรองคง
ไม่ได้ประสบเหตุอะไรมาจากข้างนอกแน่นะเจ้า
คะ?”
“เหลวไหล มีท่านโหวน้อยเยี่ยนอยู่ จะเกิด
เรื่องอะไรได้?”
แต่เมื่อนึกย้อนเหตุการณ์นี้อย่างถ้วนถี่ เจียง
เสวี่ยฮุ่ยก็อดรู้สึกเหลือเชื่อไม่ได้ หัวคิ้วขมวดมุ่น
พลอยกังวลขึ้นมาหลายส่วน นางเหลือบมอง
หวังซิ่งจยาซึ่งนั่งทรุดอยู่กับพื้นด้านข้าง
ยามนี้ไหนเลยจะยังยโสโอหังคุยโวโอ้อวดเช่นเมื่อ
ครู่อีก
เจียงเสวี่ยฮุ่ยกวักมือเรียกให้เหมยเอ๋อร์เดินไป
กับตน เพียงเอ่ยขึ้นมาว่า “บางทีหวังซิ่งจยาผู้นี้
อาจละเมิดข้อห้ามอะไรบางอย่างของนางก็
เป็นได้ สรุปแล้วด้วยนิสัยของนาง พวกเรามิอาจ
ตอแย หากไม่มาราวีถึงที่ก็ให้ทำเป็นมองไม่เห็น
ไปเสีย”
เหมยเอ๋อร์ก็คิดเช่นเดียวกัน “เจ้าค่ะ”
*****
ยามต้นฤดูสารท เบื้องนอกมีกลิ่นหอมจาง ๆ
ของดอกหอมหมื่นลี้[1]ซึ่งเบ่งบานมานานแล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงเดินผ่านระเบียงวนจนมาถึง
เรือนตะวันตกของตนเอง
ครั้นก้าวข้ามประตูก็จะมองเห็นเด็กสาวทำ
ผมทรงมวยผมง่ามคู่[2]กำลังนอนหลับอุตุฟุบโต๊ะ
อยู่ภายในห้องส่วนนอก เบื้องหน้าไม่ไกลนักมี
ตะกร้าเข็มกับด้ายวางอยู่ ด้านในบรรจุงานเย็บ
ปักถักร้อยซึ่งยังทำไม่เสร็จ
นี่คือเหลียนเอ๋อร์ หนึ่งในสองสาวใช้เอก
ภายในจวนของนาง
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้เรียกสาวใช้ผู้นี้ เพียงเดิน
ตรงจากห้องส่วนนอกเข้าไปด้านในทันที
ข้าวของทุกชิ้นแฝงด้วยความแปลกหน้าใน
ความคุ้นเคย
เสื้อผ้าอาภรณ์ในตู้เสื้อผ้าครึ่งหนึ่งเป็นเครื่อง
แต่งกายสตรี ส่วนอีกครึ่งหนึ่งคือเครื่องแต่งกาย
บุรุษ บนโต๊ะเตี้ยสี่เหลี่ยมข้างหน้าต่างมีโถจุด
กำยานบรรจุไม้กฤษณาชั้นดีโถหนึ่ง บริเวณหน้า
โต๊ะเครื่องแปั้งวางปินผกาประดับมุก เครื่อง
ประทินโฉม และเครื่องหอมสารพัดอย่างเต็มไป
หมด…
หว่านเหนียงเป็นสตรี และสิ่งที่เก่งกาจมาก
ที่สุดก็คือการ ‘แต่งองค์ทรงเครื่อง’
โซ่วหม่าที่มาจากหยางโจวแบ่งออกเป็นสาม
ขั้น
โซ่วหม่าขั้นที่หนึ่ง ร่ายโคลงกลอนวาด
ภาพเขียน บรรเลงเครื่องดนตรี ฝึกฝนกิริยา
ท่วงท่า ทั้งยังฝึกฝนการแต่งหน้าอีกด้วย สิ่งที่ขาย
คือสุนทรียภาพ
โซ่วหม่าขั้นที่สองการร่ำเรียนเขียนอ่านและ
บรรเลงเครื่องดนตรีถือเป็นเรื่องรอง การดีด
ลูกคิด คิดบัญชีถือเป็นเรื่องแรก สิ่งที่ขายคือ
ความสามารถ
ส่วนโซ่วหม่าขั้นที่สามจะไม่รู้หนังสือ เรียน
เพียงงานฝีมือและงานครัวบางอย่าง เพื่อนำไปใช้
ดูแลงานบ้านงานเรือน
เดิมทีหว่านเหนียงเป็นโซ่วหม่าขั้นที่สอง เกิด
มามีรูปโฉมงดงามถึงห้าส่วน ทว่าได้เรียนรู้จนมี
ความสามารถในการแต่งหน้าซึ่งใช่ว่าโซ่วหม่าขั้น
หนึ่งจะทำสำเร็จ ทำให้ตกแต่งดวงหน้าที่เดิมงาม
อยู่ห้าส่วนจนเฉิดฉันออกมาได้ถึงแปดส่วน ทั้งยัง
เป็นคนฉลาดหัวไว รู้ใจบุรุษ ดังนั้นก่อนมาพบเมิ่ง
ซื่อจึงใช้ชีวิตดั่งมัจฉาได้วารี
มีสตรีใดบ้างไม่รักสวยรักงาม
เจียงเสวี่ยหนิงถูกนางเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ ย่อม
ชอบสิ่งของที่ทำให้ตนดูดีขึ้นเหล่านี้อยู่แล้ว
นางเรียนรู้มาไม่น้อย
นอกจากนี้นางเป็นถึงบุตรีของเมิ่งซื่อ เกิดมา
ก็มีรูปโฉมงามตาถึงสิบส่วนเป็นทุนเดิม ขณะนี้อยู่
ในวัยสิบแปดปี แม้จะยังเจริญวัยไม่เต็มที่ ทว่า
เพียงแต่งแต้มเล็กน้อยก็น่าลุ่มหลงจนไม่อาจถอน
สายตาโดยง่าย
กล่าวได้ว่าที่นางประสบความสำเร็จในชาติ
ก่อน ใบหน้านี้สร้างผลงานไว้อย่างเอกอุ
เช่นเดียวกัน
พึงต้องรู้ว่า…สิ่งที่ไม่ต้องใช้เหตุผลมากที่สุดใน
ใต้หล้าก็คือรูปโฉมอันงดงาม
เจียงเสวี่ยหนิงยืนอยู่หน้ากระจก ทอดสายตา
มองดวงหน้างามพิลาสที่สะท้อนอยู่อย่างสงบนิ่ง
ขณะนี้ยังขาดความงามสง่าสามส่วนอย่างยาม
เป็นฮองเฮา ทว่ายิ่งเป็นเช่นนี้ ความงามเพริศพริ้ง
และเสน่ห์ยวนเย้าที่มีบนใบหน้ามาแต่กำเนิดกลับ
ยิ่งชัดเจน
นี่คือใบหน้าที่บุรุษชื่นชอบมากที่สุด และสตรี
เคียดแค้นชิงชังมากที่สุด
นางพลันส่งเสียงหัวเราะพรืดเบา ๆ ก่อนพับ
กระจก ถอดกำไลที่หวังซิ่งจยาสวมให้ก่อนหน้านี้
และโยนลงบนโต๊ะเครื่องแปั้งดัง ‘เคร้ง’
ชาติก่อนนางริษยาเจียงเสวี่ยฮุ่ย แย่งโอกาส
การได้เป็นพระสหายร่วมศึกษาของพี่สาว เมื่อ
เข้าวังก็ได้พบองค์หญิงใหญ่เล่อหยางและถูกกลั่น
แกล้งสารพัด
ชาติก่อนเจียงเสวี่ยหนิงเจ็บแค้นเจียงเสวี่ยฮุ่ย
จนช่วงชิงงานวิวาห์ของอีกฝั่ายมา ครั้นได้เป็น
ฮองเฮาแล้วกลับต้องเข้าสู่วังวนแห่งการต่อสู้อัน
แสนดุเดือด แสดงละครกับพวกคนเจ้าเล่ห์ สู้รบ
ปรบมือกับผู้ใดก็ไม่ชนะ ซ้ำร้ายยังต้องจบชีวิต
แต่ที่เป็นเช่นนี้ก็เห็นได้ว่าบนโลกมีเหตุก็ย่อม
มีผล
สวรรค์มิได้เลอะเลือน
นางโยนกำไลแล้วนั่งลง
เหลียนเอ๋อร์ซึ่งนอนหลับอยู่ข้างนอกได้ยิน
เสียงเข้าจึงตกใจตื่น รีบลุกขึ้นพรวดพราด ครั้น
แหวกผ้าม่านกั้นห้องก็มองเห็นเจียงเสวี่ยหนิงนั่ง
อยู่ตรงนั้นแล้ว เหลียนเอ๋อร์ตกใจจนตัวสั่นทันที
ดวงหน้าน้อย ๆ ซีดเผือดไปกว่าครึ่ง รุดมายัง
เบื้องหน้าเจียงเสวี่ยหนิงพลางกล่าว “เหลียน
เอ๋อร์ไม่ทราบว่าคุณหนูรองกลับมาแล้ว…”
เจียงเสวี่ยหนิงเคลื่อนสายตากลับไปมองนาง
เด็กสาวผู้นี้เมิ่งซื่อเลือกมาจากในจวนตระกูล
เจียง ชาติก่อนติดตามนางอยู่หกปี จิตใจไม่
เลวร้าย หลังจากนางเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับเสิ่น
เจี้ย เด็กสาวผู้นี้ก็แต่งงานกับผู้อื่น ไม่ได้ปรนนิบัติ
ข้างกายนางแล้ว
พอคิดว่าเมื่อคืนนางไม่ได้กลับมา สาวใช้ที่
ปรนนิบัติอยู่ภายในเรือนจะต้องตึงเครียดกันเป็น
แน่
เจียงเสวี่ยหนิงไม่มีเจตนาจะตำหนิ ครั้นเห็น
ใต้ตาเหลียนเอ๋อร์มีรอยดำอยู่วงหนึ่ง น้ำเสียงจึง
อ่อนโยนลงมาก “ข้าไม่เป็นไร เจ้ากลับไปนอนที่
ห้องเถอะ”
เมื่อนางกล่าวเช่นนี้ เหลียนเอ๋อร์ซึ่งแต่เดิมยัง
ยืนอยู่ก็คุกเข่าเสียงดัง ‘ตึง’ สีหน้าตื่นกลัวยิ่ง
กว่าเดิม
“คะ คุณหนู เหลียนเอ๋อร์ขอรับรองว่าวันหน้า
จะไม่นอนหลับก่อนท่านกลับมาอีกแล้ว และไม่
กล้านอนหลับฟุบโต๊ะอีกแล้วด้วยเจ้าค่ะ ท่านอย่า
เรียกแม่ค้าทาสมาขายบ่าวไปเลยนะเจ้าคะ เบื้อง
บนบ่าวยังมีบิดามารดา เบื้องล่างยังมีน้องชาย
น้องสาว…”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้ว่าอีกฝั่ายเข้าใจเจตนาของ
ตนผิดไป จึงทั้งฉิวทั้งขันระคนกัน นางยื่นมือไป
ดึงตัวเหลียนเอ๋อร์ขึ้นมา “พื้นมันเย็น อย่าคุกเข่า
เลย ข้าไม่ได้บอกว่าจะลงโทษเจ้าเสียหน่อย…”
“…”
ถึงแม้เหลียนเอ๋อร์จะถูกเจียงเสวี่ยหนิงดึงตัว
ขึ้นมา ทว่าสีหน้ากลับยิ่งผิดปกติ
นางจ้องมองเจียงเสวี่ยหนิงอย่างนิ่งงันครู่หนึ่ง
ทันใดนั้นก็ชักเท้าแล้ววิ่งออกไปด้านนอก
ระหว่างวิ่งยังร้องตะโกนไปด้วยว่า “ถังเอ๋อร์
ถังเอ๋อร์ เจ้ารีบมาเร็วเข้า! คุณหนูรองไม่ได้
กลับมาทั้งคืน เกรงว่าคงจะเจ็บไข้ได้ปั่วยอะไรเข้า
ตอนนี้ทำตัวแปลก ๆ ไปแล้ว!”
ถังเอ๋อร์ผู้นั้นคือสาวใช้ประจำตัวอีกคนหนึ่ง
ของเจียงเสวี่ยหนิง
เหลียนเอ๋อร์ลากตัวนางเข้ามาดู รู้สึกร้อนใจ
จนร้องไห้คร่ำครวญ “เมื่อครู่นางบอกให้ข้าไป
นอน ทั้งยังบอกว่าพื้นมันเย็น ไม่ให้ข้าคุกเข่าอีก
ด้วย เจ้าว่าคุณหนูรองออกไปแล้วไปล้มกระแทก
ที่ใดจนเกิดอาการผิดปกติหรือเปล่า? หากเกิด
เจ็บไข้ได้ปั่วยอะไรขึ้นมาจริง พวกเราจะทำเช่นไร
กันเล่า!”
“…”
เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินคำกล่าวนี้ ในที่สุดก็
เข้าใจแล้วว่าเหตุใดสายตาที่เหลียนเอ๋อร์มอง
ตนเองเมื่อครู่ถึงได้ดูผิดปกติ นางอับจนวาจาไป
ชั่วขณะ ครั้นได้ยินเสียงสาวใช้ผู้นี้ร้องไห้สะอึก
สะอื้นพลางตะโกนไม่หยุด มุมปากกับหางตานาง
ก็กระตุกเล็กน้อย อาการโมโหร้ายดังที่เคยเป็น
พานกลับมาอีกครั้ง
นางขมวดคิ้ว เริ่มเผยสีหน้าเย็นชา
“เจ้าลองร้องอีกทีสิ!”
“อึก!”
เหลียนเอ๋อร์กำลังร้องไห้ด้วยความตื่น
ตระหนก พอได้ยินคำพูดของนางก็ตกใจจนสะอึก
ทั้ง ๆ ที่เป็นคำตำหนิชัด ๆ ทว่าฟังแล้วกลับ
น่ายินดี เหลียนเอ๋อร์พลันหัวเราะทั้งน้ำตา “หาย
แล้ว หายแล้ว! กลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว!
ถังเอ๋อร์ คุณหนูรองไม่ได้ปั่วย คุณหนูรองไม่ได้
ปั่วย!”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
ไม่รู้เพราะเหตุใด นางพลันนึกถึงตลกฝืดเรื่อง
‘ไม่ได้ปั่วย’ ที่เสิ่นเจี้ยเคยเล่าให้นางฟังเรื่องนั้น
ขึ้นมา
ดูท่านางคงไม่เหมาะกับการเป็นเจ้านายที่ดี
เด็กคนนี้นี่ นางครุ่นคิด หาโอกาสขายทิ้งให้สิ้น
เรื่องสิ้นราวไปเสียจะดีกว่า
——————–
1. ดอกหอมหมื่นลี้หรือดอกกุ้ย เป็นดอกไม้
หอมที่นิยมนำมาชงชาหรือใช้เป็นส่วนผสม
ของขนมหวาน
2. ทรงมวยผมง่ามคู่ เป็นทรงผมของสตรียุค
โบราณ แบ่งผมเป็นสองข้างแล้วหวีเกล้าให้
เป็นมวยคู่บนศีรษะ