คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 31 ตระหนักได้แล้ว (1)
‘ช่วยคลายความสงสัยตัวต่อตัว?’
นั่นก็แย่แล้วน่ะสิ
เจียงเสวี่ยหนิงใจเต้นรัว ตอบโดยแทบไม่ต้อง
คิด “ไม่รบกวนเซี่ยเซียนเซิงแล้วเจ้าค่ะ! ในเมื่อผู้
ที่ตกรอบปราศจากข้อสงสัย เสวี่ยหนิงก็ยิ่ง
ปราศจากข้อสงสัยเช่นกัน หากต้องรบกวนเซียน
เซิงก็ถือเป็นการล่วงเกินแล้วจริง ๆ !”
เซี่ยเวยยังคงมองนางอยู่ “ไม่ต้องจริงหรือ?”
เจียงเสวี่ยหนิงรีบแสดงรอยยิ้มฝืดเฝือน กล่าว
วาจาตะกุกตะกัก “มะ ไม่ต้อง ไม่ต้องจริง ๆ เจ้า
ค่ะ”
เซี่ยเวยละสายตาอย่างเรียบเฉย “ในเมื่อทุก
คนปราศจากข้อสงสัยแล้ว เช่นนั้นการสอบใน
วันนี้ขอจบลงเพียงเท่านี้ หวังว่าคุณหนูที่ไร้
วาสนาจะได้เป็นสหายร่วมศึกษาขององค์หญิง
ใหญ่ทั้งหลาย เมื่อกลับจวนไปแล้วจะมุ่งมั่นใฝั่หา
ความรู้ ตั้งใจอ่านตำรากันต่อไป ส่วนทุกคนที่โชค
ดีได้อยู่เป็นพระสหายร่วมศึกษาขององค์หญิง
ใหญ่ต่อไปนั้น หลังจากวันนี้ให้เก็บข้าวของและ
กลับจวนเพื่อไปเตรียมตัวสักสองวัน หลังจากนั้น
ก็เข้าวังเพื่อเป็นพระสหายร่วมศึกษาอย่างเป็น
ทางการ ข้าและเซียนเซิงจากสำนักบัณฑิต
ทั้งหลายจะใช้ช่วงเวลาหลายวันนี้เตรียมการบ้าน
ที่จะมีต่อไปในอีกครึ่งปี นับจากวันนี้เป็นต้นไปทุก
คนกับพวกข้าจะมีสถานะเป็นศิษย์กับอาจารย์
หวังว่าจะไม่ทำตัวหย่อนยาน ในเมื่อได้รับโอกาส
มาแล้ว ครึ่งปีต่อจากนี้ต้องได้อะไรกลับไป
เช่นกัน”
จากนั้นก็ถอนหายใจอย่างไร้ต้นสายปลาย
เหตุ
คนที่ได้อยู่ต่อพากันจิตใจสั่นสะท้านเล็ก ๆ
ทุกคนต่างโค้งคำนับ “เจ้าค่ะ เซียนเซิง”
หลังจากนั้นก็ถอยออกมาจากตำหนักกันหมด
เข้าร่วมการสอบสิบสองคน สุดท้ายเหลืออยู่
แปดคน มีเซียวซูเป็นอันดับหนึ่ง จากนั้นจึงเป็น
เฉินซูอี๋ เหยาซี โจวเปั่าอิง ฟางเมี่ยว โหยวเย่ว์
เหยาหรงหรง และเจียงเสวี่ยหนิง
นอกจากเจียงเสวี่ยหนิงที่มีสีหน้าชอกช้ำแล้ว
คนอื่นต่างดีอกดีใจกันไม่มากก็น้อย
โจวเปั่าอิงมีจิตใจของเด็กสาว ครั้นดีใจก็ไม่
อาจควบคุมตัวเอง เพิ่งจะเดินออกมาจาก
ตำหนักเฟิงเฉินก็เต้นแร้งเต้นกาเสียแล้ว “สวรรค์
ข้าผ่านเข้ารอบด้วย! มิหนำซ้ำเซี่ยเซียนเซิงยัง
ไม่ได้เข้มงวดอย่างที่ท่านพ่อกล่าวไว้อีกต่างหาก!
น้ำเสียงยามเอ่ยวาจาช่างน่าฟังเหลือเกิน! เดิมนึก
ว่าการเข้าวังมาเป็นพระสหายร่วมศึกษาจะ
ลำบากมากเสียอีก แต่นี่ยังดี ๆ กันอยู่ไม่ใช่หรือ
ไร? ต้องโทษท่านพ่อที่หลอกให้ข้าตกใจกลัว!”
เจียงเสวี่ยหนิงคิดในใจว่า นั่นเพราะเจ้าไม่
เคยเจอตอนที่เขาเข้มงวดน่ะสิ ตกใจจนตายยัง
เบาไปเสียด้วยซ้ำ
ฟางเมี่ยวเดินมาข้างกายเจียงเสวี่ยหนิงด้วย
ท่าทางอันเป็นธรรมชาติยิ่งนัก คล้องแขนนาง
อย่างสนิทสนม มองนางราวกับเป็นผู้มีพระคุณ
อย่างไรอย่างนั้น “คุณหนูรองเจียงช่างเป็นคนดี
เสียจริง! ก่อนหน้านี้ตอนข้าเห็นข้อสอบที่ส่งมาก็
อยากจะกอดและหอมท่านสักฟอดแล้ว ตำราที่
ท่านให้ข้าอ่านเมื่อเช้าออกข้อสอบทั้งหมดเลย!
ถ้าหากไม่ได้คุณหนูรองเจียงชี้แนะ คิดว่าวันนี้ข้า
คงถูกคัดออกแล้วเช่นกัน!”
เหยาหรงหรงเองก็พอผ่านมาได้อย่าง
กล้อมแกล้ม
ครั้นได้ฟังคำกล่าวนี้ของฟางเมี่ยว นางก็ก้ม
หน้ากล่าวด้วยท่าทางขลาดกลัว “ใช่แล้ว ต้อง
ขอบคุณพี่หญิงจากตระกูลเจียงเหลือเกิน เหมือน
รู้ล่วงหน้าว่าจะสอบอะไรอย่างไรอย่างนั้น เดาได้
แม่นยำยิ่งนัก”
ขณะที่ทุกคนได้ยินคำกล่าวของฟางเมี่ยวยัง
ไม่รู้สึกอะไร แต่ครั้นได้ยินคำกล่าวนี้ของเหยา
หรงหรงก็เริ่มบังเกิดความรู้สึกแปลกประหลาด
เล็กน้อยขึ้นมาทันที
เซียวซูเดินอยู่เบื้องหน้า พลันหันกลับมามอง
เหยาหรงหรงแวบหนึ่ง
เจียงเสวี่ยหนิงรูม่านตาหดเล็กน้อย เป็นครั้ง
แรกที่นางตรึกตรองอย่างจริงจัง เหยาหรงหรงผู้นี้
เกิดมาพูดจาไม่เก่งจริง ๆ หรือจงใจทำกันแน่
นางมองสำรวจเหยาหรงหรง แต่อีกฝั่ายยังคง
แสดงท่าทีขลาดกลัวและอ่อนแอดังเดิม ไม่กล้า
แม้แต่จะมองสูงขึ้น คนเห็นแล้วก็รู้สึกว่านางทั้งขี้
ขลาดทั้งน่าสงสาร
ฟางเมี่ยวยังขมวดคิ้ว เอ่ยว่า “เหตุใดคนอย่าง
เจ้าถึงพูดจาไม่เป็นขนาดนี้นะ?”
เหยาหรงหรงพลันหดร่างตัวสั่นงันงกอีกครา
ฟางเมี่ยวไม่กล้าต่อว่าอะไรนางอีก รู้สึกอัดอั้น
ในอกไม่อาจระบายอย่างน่าประหลาด ทำได้
เพียงหันหน้าไปกล่าวกับเจียงเสวี่ยหนิง “คุณหนู
รองเจียงช่างร้ายกาจเสียจริง พวกเราส่วนใหญ่
ใกล้ชิดกับเซี่ยเซียนเซิงเป็นครั้งแรก แต่ท่านกลับ
ขวัญกล้ายืนขึ้นมาคิดจะให้เซี่ยเซียนเซิงตรวจ
กระดาษคำตอบอีก ตอนนั้นข้าตกใจแทบตาย!
คิดว่าหากเซี่ยเซียนเซิงลงโทษท่านจะทำเช่นไร?”
เจียงเสวี่ยหนิงฟังความหมายที่แฝงในคำพูด
ของนางก็คิดว่าตนตามหาสหายที่หาได้ยากยิ่ง
ของตนพบแล้ว
คิดไม่ถึงว่าประโยคถัดมาของฟางเมี่ยวกลับ
เปลี่ยนหัวข้อ พูดด้วยใบหน้าเปียมรอยยิ้ม “ผล
กลับกลายเป็นว่าเซี่ยเซียนเซิงช่างเป็นคนดีจริง ๆ
ไม่ได้ถือสาหาความท่านเลย ไม่เพียงจบด้วยดี แต่
ยังบอกอีกว่าจะช่วยชี้แนะท่านตัวต่อตัว ช่างเป็น
วิญูชนผู้ไม่ถือตนเสียจริง ได้เจอเซียนเซิงเช่นนี้
พวกเราช่างโชคดีเหลือเกิน!”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
คำพูดที่ยังไม่ทันได้เอ่ยออกมาพลันติดใน
ลำคอทั้งหมด
เฉินซูอี๋ซึ่งก่อนหน้านี้เอ่ยวาจาน้อยแสนน้อย
ยังแสดงความเห็นด้วยอย่างหาได้ยาก กล่าว
คล้อยตามเสียงเบา “ท่านพ่อข้าเคยบอกว่าทั้ง
การกระทำและความประพฤติของเซี่ยเซียนเซิง
ปราศจากจุดบกพร่อง โดยเฉพาะด้านวิชาการไม่
เคยกระทำอย่างขอไปทีมาก่อน หลังจากเข้าวัง
ขอเพียงตั้งใจศึกษาเล่าเรียน เซี่ยเซียนเซิงไม่มี
ทางสร้างความลำบากให้ผู้ใดแน่ นับเป็นเซียนเซิง
ผู้ล้ำเลิศยิ่งนักคนหนึ่ง อีกอย่าง หากข้าศึกษาได้
สักกระผีกหนึ่ง ก็ไม่เสียทีที่ได้เข้าวังแล้ว”
ครั้นได้ฟังคำพูดของนาง เจียงเสวี่ยหนิงพลัน
รับรู้ถึงภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่ตนไม่เคยนึก
ถึง นั่นคือเซี่ยเวยในตอนนี้ยังไม่มีความเกี่ยวข้อง
ใด ๆ กับคำว่า ‘โจรกบฏ’ ทั้งยังไม่ได้เผยโฉม
หน้าฝังการเข่นฆ่าสังหาร และยังไม่ได้เผย
ความแค้นที่มีต่อตระกูลเซียวและเชื้อพระวงศ์
ด้วย เขาคือผู้มีสติปัญญาอันปราดเปรื่องไร้ที่ติ
และเป็นนักปราชญ์ผู้มีคุณธรรมสูงส่งในสายตา
ของทุกคน มีเพียงนางที่คิดว่าเขาเป็นคนเลว ด้วย
เหตุนี้จึงไม่มีผู้ใดเข้าใจว่านางจะระวังปั้องกัน
รู้สึกหวาดระแวง หรือแม้กระทั่งหวาดกลัวเซี่ยเว
ยมากเพียงใด
เหตุการณ์ที่เหลาเฉิงเซียวปรากฏตรงหน้าอีก
ครา วันนั้นเซี่ยเวยรับปากมือสังหารว่า ‘จะไม่มี
วันทำอันตรายถึงชีวิตท่านแน่’ แต่ยามมือสังหาร
ผู้นั้นโผล่หน้าออกไป ลูกเกาทัณฑ์ก็เจาะทะลุ
กะโหลกศีรษะเขาอย่างไม่ไว้ไมตรี!
ส่วนเซี่ยเวยกลับมีสีหน้าสงบนิ่ง เหมือนก่อน
หน้านี้ตนเองไม่เคยรับปากใด ๆ กับมือสังหาร
ผู้ที่เจ้าเล่ห์เพทุบายและมีความคิดล้ำลึก
เช่นนี้ ทั้งที่เริ่มสงสัยนางแล้ว แต่อีกไม่นานกลับ
จะมาเป็นอาจารย์ของนาง! ส่วนวังหลวงก็ยังเป็น
สถานที่ที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ผิดไปเสียทุกอย่าง
แล้วนางต้องทำเช่นไรถึงจะหนีออกไปจากทางตัน
นี้ได้อย่างแคล้วคลาดปลอดภัย
เพียงคิด เจียงเสวี่ยหนิงก็หนาวเหน็บไปทั้ง
ร่าง
เดินไปเดินมานางก็หยุดฝีเท้า
พวกฟางเมี่ยวต่างกำลังสนทนากันว่าหลัง
ออกจากวังหลวงครั้งนี้ควรเตรียมสิ่งใดยาม
กลับมาอีกครา และกำลังคิดจะถามเจียงเสวี่ย
หนิงว่าจะนำของน่าสนุกอะไรกลับมาอยู่พอดี
กลายเป็นว่าครั้นหันหน้ากลับมาก็ไม่พบคนเสีย
แล้ว พวกนางจึงประหลาดใจกันทันที “เอ๊ะ
คุณหนูรองเจียงเล่า?”
เจียงเสวี่ยหนิงยืนอยู่ใต้กำแพงวังอันสูง
ตระหง่าน ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
ฟางเมี่ยวเดินเข้ามาดูใกล้ ๆ ถึงพบว่านางมีสี
หน้าแปรเปลี่ยนหลากหลาย ประหนึ่งกำลังเกิด
ความขัดแย้งในใจและกำลังจะตัดสินใจเรื่องที่
ยากลำบากมากอย่างไรอย่างนั้น จึงอดตกใจไม่ได้
“ท่านไม่เป็นอะไรนะ?”
เจียงเสวี่ยหนิงเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรง จู่ ๆ
ก็เงยหน้าพูดว่า “ข้าจะกลับไปหาเซี่ยเซียนเซิง”
ฟางเมี่ยวเบิกตาโพลง “กลับไปหาเซี่ยเซียน
เซิง?”
เจียงเสวี่ยหนิงกุมมือนาง กล่าวอย่างจริงจัง
“หากผ่านไปสองเค่อแล้วข้ายังไม่กลับไปที่เรือนห
ยางจื่อ คุณหนูฟางต้องมาช่วยข้าที่ตำหนักเฟิง
เฉินนะ!”
ฟางเมี่ยวรู้สึกงุนงงสงสัย ขณะกำลังจะพูดว่า
‘ท่านเพียงกลับไปหาเซี่ยเซียนเซิง แล้วจะมี
อันตรายอะไรให้ข้าถึงกับต้องไป ‘ช่วย’ ได้เล่า?’
แต่พอเจียงเสวี่ยหนิงกำชับเสร็จก็ปล่อยมือทันที
หมุนกายด้วยความแน่วแน่ ยกชายกระโปรงเดิน
ย้อนกลับไปอย่างเร็วรี่!
ไม่นานนักก็อ้อมกำแพงวังใหม่อีกหน แล้ว
กลับเข้าไปในตำหนักเฟิงเฉิน
ขณะนี้เซี่ยเวยกำลังม้วนกระดาษคำตอบที่อยู่
บนโต๊ะ สนทนากับเซียนเซิงทั้งสามอีกสองสาม
ประโยค และกำลังจะเดินเข้าไปในตำหนักข้าง
กลายเป็นว่าเพิ่งจะเงยศีรษะขึ้นมาก็มองเห็นเงา
ร่างคุ้นตาปรากฏตรงประตูตำหนักอีกครั้ง
เซียนเซิงคนอื่นต่างมองเห็นเช่นกัน อดตะลึง
งันไม่ได้ มองเซี่ยเวยด้วยความลังเล “รองราชครู
เซี่ย?”
เซี่ยเวยคิดไม่ถึงว่าเจียงเสวี่ยหนิงจะกล้า
ย้อนกลับมาเช่นกัน
เขายิ้มให้ผู้อื่นทีหนึ่ง “ข้าอยู่จัดการเรื่องราว
ต่อเอง ใต้เท้าผู้อาวุโสทั้งหลายไปก่อนก็ได้ พรุ่งนี้
เมื่อไปที่สภาฮั่นหลินแล้ว ข้าค่อยหารือเนื้อหาที่
จะใช้บรรยายอีกครั้งก็ยังไม่สายขอรับ”
เดิมทีเซียนเซิงทั้งหลายไม่อยากจะสอดมือยุ่ง
เกี่ยวเรื่องการสอนองค์หญิงสักเท่าไรอยู่แล้ว
มิหนำซ้ำยังไม่ได้เห็นกระดาษคำตอบของเจียง
เสวี่ยหนิงด้วย พวกเขาจึงนึกเพียงว่าลูกศิษย์สตรี
นางนี้ต้องการทวงความเป็นธรรมให้พระสหาย
ร่วมศึกษาที่ถูกคัดออกบางคน ใจจริงพวกตน
อยากหลบออกไปจะแย่ ครั้นได้ยินเซี่ยเวยกล่าว
เช่นนี้จึงกล่าวลาและเดินออกจากตำหนักไปกัน
หมด
บทที่ 31 ตระหนักได้แล้ว (2)
เซี่ยเวยโบกมือครั้งหนึ่ง เหล่านางกำนัลต่าง
ถอยออกไปเช่นกัน
ในตำหนักเฟิงเฉินซึ่งก่อนหน้านี้ยังมีคนอยู่
จำนวนไม่น้อยพลันเงียบเชียบวังเวง
เงาร่างซึ่งสวมชุดนักพรตของเซี่ยเวยอยู่กลาง
แสงแดดกึ่งมืดกึ่งสว่างภายในตำหนัก เผยความ
สงบปลอดโปร่งเหนือโลกียวิสัยขึ้นมาหลายส่วน
อย่างชัดเจน เขามีใบหน้านิ่งเฉย เอ่ยขึ้นว่า “สิ่งที่
คุณหนูรองหนิงใคร่ถามเกรงว่าคงไม่ใช่
กระดาษคำตอบของผู้อื่น แต่เป็นกระดาษคำตอบ
ของตนเองใช่หรือไม่?”
เจียงเสวี่ยหนิงกลัวว่าหากผ่านไปนานเข้าจะ
บังเกิดเพลิงโทสะในใจ
การเข้าวังครั้งนี้อยู่เหนือความคาดหมายของ
นางมาตั้งแต่แรก
เยี่ยนหลินสอดมือเข้ามาก่อน บังคับให้
เสิ่นจื่ออีส่งชื่อของนางขึ้นไป จากนั้นเสิ่นจื่ออีก็ไป
จัดการเรื่องที่กรมพิธีการ ให้นางได้รับคัดเลือก
เข้าวังหลวงเพื่อเป็นพระสหายร่วมศึกษา ทั้งยัง
ฝากฝังนางข้าหลวงว่าอย่าสร้างความลำบากให้
นางอีก
พอมาถึงเซี่ยเวย เดิมทีนางนึกว่าควรจะดีขึ้น
ถึงอย่างไรคนผู้นี้เรื่องอื่นไม่เท่าไร แต่เรื่อง
วิชาการเข้มงวดจนเลื่องชื่อ
กลับคาดไม่ถึงเป็นอย่างยิ่งว่ากระดาษคำตอบ
ที่ไม่ได้แสดงความรู้ความสามารถและขัดต่อ
หลักการที่มีแต่โบราณมาแผ่นนั้น เซี่ยเวยจะให้
นางผ่านประหนึ่งแกล้งหลับตาให้ข้างหนึ่ง!
หลักการเรื่องวิชาการของคนแซ่เซี่ยไปอยู่ที่
ใดแล้ว?!
ประสบการณ์ชีวิตที่เกิดขึ้นในชาตินี้ค่อย ๆ
ซ้อนทับกับชาติก่อน ความเดือดดาลที่ตนเองไม่
อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้อันเบาบางค่อย ๆ
ครอบงำความหวาดกลัวที่นางมีต่อเซี่ยเวย และ
ทำให้นางบังเกิดความกล้าขึ้นมาอีกหลายส่วน
จนกล้าจะตั้งคำถามในสภาวะอับจนหนทางเช่นนี้
เจียงเสวี่ยหนิงยืนอยู่ในตำหนักโดยไม่ถอย
แม้แต่ก้าวเดียว ท่าทางคล้ายต้องการบีบเค้นให้
ตอบคำถาม เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ผู้คนใน
ใต้หล้าต่างรู้ว่าเซี่ยเซียนเซิงเป็นนักปราชญ์
เข้มงวดเรื่องวิชาการ นอกจากรักชอบพิณแล้วก็
รักชอบตำรับตำรา แต่วันนี้เสวี่ยหนิงรู้ว่าตน
ความรู้ตื้นเขิน กระดาษคำตอบก็เขียนตอบส่งเดช
ไปอย่างนั้น ผู้ที่ไม่ว่าจะตอบเช่นไรก็ย่อมดีกว่าข้า
กลับจากไป แต่ข้าซึ่งเป็นผู้เลอะเลือนคนหนึ่ง
กลับได้อยู่ต่อรึ?”
เซี่ยเวยยิ้มเรียบ ๆ “คุณหนูรองหนิงไม่เส
แสร้งแล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่เอ่ยวาจา
เซี่ยเวยเพียงคีบกระดาษคำตอบซึ่งวางอยู่
ท่ามกลางกระดาษคำตอบขึ้นมาด้วยปลายนิ้ว
แล้วโบกสะบัด ก่อนจะอ่านออกเสียง “ขงจื่อก
ล่าวว่า สวรรค์ประทานคุณธรรมให้ข้า แล้วหวน
ถุยจะทำสิ่งใดกับข้าได้? โปรดอภิปรายโดยยึดคำ
ว่า ‘คุณธรรม’ เป็นหลัก คุณหนูรองหนิงเขียน
ตอบว่า ปราชญ์ขงจื่อไม่เกี่ยวข้องกับคุณธรรม
และหวนถุย หวนถุยไม่อาจสังหารปราชญ์ขงจื่อ
เนื่องด้วยหวนถุยไม่ได้ความเอง เลือกฟันต้นไม้
ทว่าไม่ฟันคนเสียแทน ส่วนที่ปราชญ์ขงจื่อหนี
รอดไปได้ เป็นเพราะปราชญ์ขงจื่อและลูกศิษย์
เห็นโอกาสอย่างรวดเร็ว ทำให้หนีได้ทันท่วงที
เรื่องเหล่านี้จึงไม่เกี่ยวข้องกับ ‘คุณธรรม’ อยู่แล้ว
ย่อมไม่อาจนำมาอภิปรายได้ จากนั้นก็เขียนอีกว่า
ผู้ใดบอกว่าหวนถุยไม่อาจทำอะไรปราชญ์ขงจื่อ
ได้? ตัดศีรษะ ใช้รถม้าบดขยี้ มัดนาบกับเสา
ทองแดงที่มีไฟร้อนระอุ วิธีจัดการเขามีมากมาย
หรือไม่ก็จับปราชญ์ขงจื่อไปล้างน้ำให้สะอาดแล้ว
โรยเกลือใส่ในซึ้งแล้วรอให้เขาเปือยยุ่ย หรือไม่ก็
จับปราชญ์ขงจื่อนำไปหมักดองแล้วห่อด้วยแปั้ง
ตามด้วยโยนลงกระทะน้ำมัน ทอดจนเป็นสี
เหลืองทอง…”
เสียงของเขาน่าสดับรับฟังยิ่งนัก
เพียงแต่ยิ่งน่าฟังเพียงใด ยามเขาอ่าน
ประโยคเหล่านี้ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ก็ยิ่งทำให้
คนหลังศีรษะเย็นวาบ
“…”
เจียงเสวี่ยหนิงพลันรู้สึกว่าความห้าวหาญไม่
สนใจความตายที่ผุดขึ้นมาเพียงเล็กน้อยเมื่อครู่
เริ่มเลือนหายไปจากร่างนางแล้ว
เซี่ยเวยไม่เคยสอน ‘ลูกศิษย์’ ที่ตึงมือเยี่ยงนี้
มาก่อน เมื่ออ่านจบก็เงยศีรษะขึ้นจ้องมองนาง
“ข้าอ่านตำราของท่านนักปราชญ์มานานหลายปี
แต่กลับไม่รู้เลยว่าจะมีวิธีการจัดการปราชญ์ขงจื่อ
ตั้งมากมายปานนี้ เหตุใดคุณหนูรองหนิงถึงไม่
เขียนว่าให้ปรุงรสและกินดิบ ๆ ลงไปเลยด้วย
เล่า? ศึกษาเล่าเรียนไม่เห็นเรียนได้หลักการอะไร
สักอย่าง แต่หลักการในการประกอบอาหารกลับ
เข้าใจอย่างถ่องแท้”
คำกล่าวนี้แฝงนัยประชดประชันอย่างชัดเจน
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินแล้วก็ไม่สบอารมณ์ แย้ง
กลับทันควัน “หลักการในการประกอบอาหาร
เมื่ออยู่ต่อหน้าเซี่ยเซียนเซิง ไหนเลยจะกล้า
กระทำตัวเช่นการอยู่หน้าบ้านหลู่ปานแล้วกวัด
แกว่ง[1]…”
คำว่า ‘ขวาน’ ติดอยู่ในลำคอ นางพลันรู้สึก
ถึงไอเย็นที่แผ่ซ่านขึ้นมาจากปลายเท้าไล่มาตามก
ระดูกสันหลังและลามถึงท้ายทอย นางตัวสั่น
สะท้านในฉับพลัน!
แย่แล้ว…
คำพูดนี้ไม่ควรเอ่ยเลย!
“…”
นิ้วมือเรียวยาวที่คีบกระดาษคำตอบแผ่นนั้น
ของเซี่ยเวยเกร็งเขม็งทันที โครงนิ้วที่งอขึ้นมาราว
กับเต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำที่กำลังจะปะทุ
ทว่าอีกอึดใจต่อมาก็ผ่อนคลาย
เขาวางกระดาษคำตอบแผ่นนั้นกลับลงไป
อย่างเอื่อยเฉื่อย เพียงหยักยกมุมปากเล็กน้อย
พร้อมเอ่ยเสียงเบาว่า “เดิมทีนึกว่าคุณหนูรองห
นิงลืมเรื่องเมื่อสี่ปีก่อนจนหมดสิ้นแล้ว คิดไม่ถึง
ว่ากลับยังจดจำได้”
เจียงเสวี่ยหนิงสั่นเทาไปทั้งร่าง คิดจะหนี แต่
สติสัมปชัญญะกลับควบคุมนางไว้ ตรึงสองเท้า
นางนิ่งอยู่กับที่ ไม่อาจเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย นาง
ฝืนแสร้งทำตัวเยือกเย็น ตอบกลับไปว่า “เป็น
เสวี่ยหนิงที่เสียมารยาท พูดจาเหลวไหลไป
ชั่วขณะ หวังว่าเซียนเซิงจะให้อภัย วันนี้ที่เสวี่ย
หนิงมาเพราะอยากถามเรื่องกระดาษคำตอบ
เท่านั้นจริง ๆ ขอเซี่ยเซียนเซิงโปรดชี้แจงแถลงไข
ด้วยเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยเอ่ยวาจาด้วยความสุภาพเหลือแสน
“กระดาษคำตอบของคุณหนูรองหนิงดูแล้วออก
จะต่างจากคนธรรมดาทั่วไปจริง ๆ ความคิดหลุด
พ้นไม่อยู่ในกรอบยิ่งนัก ดั่งอาชาสวรรค์วิ่งผ่าน
ท้องนภา หากให้เซียนเซิงท่านอื่นเห็นเข้า คงให้
คุณหนูรองผ่านไม่ได้แน่นอน แต่คนแซ่เซี่ยไร้
ความสามารถ กลับพบว่าคุณหนูรองหนิงอ่าน
ตำรามาไม่น้อยเช่นกัน ‘บุรุษถูกหยามหมิ่น’ นี้มา
จาก ‘บทวิพากษ์หลิวโหว[2]’ ‘บุรุษครั้นมีโทสะ
โลหิตสาดกระจายไปห้าก้าว’ ก็มาจาก ‘ยุทธ
ศิลปยุครณรัฐ[3]’ คุณหนูโดยทั่วไปไม่มีทางอ่าน
ตำราเช่นนี้แน่ กล้าบอกว่าปราชญ์ขงจื่อกล่าว
เพ้อเจ้อเหลวไหล ที่แท้ความสามารถในการกล่าว
เพ้อเจ้อเหลวไหลของคุณหนูรองหนิงก็ไม่ได้ด้อย
เช่นกัน”
เจียงเสวี่ยหนิงใจหายวาบไปแล้วกว่าครึ่ง
เซี่ยเวยม้วนกระดาษคำตอบปึกนั้นแรง ๆ
“แม้จะกล่าวกันว่าไม้ผุแล้วแกะสลักไม่ได้ แต่คน
แซ่เซี่ยเป็นอาจารย์ อย่างไรก็ต้องแกะสลักถึงจะรู้
ว่าข้างในซุกซ่อนของล้ำค่าเอาไว้หรือไม่ คุณหนู
รองหนิงเล่าคิดว่าอย่างไร?”
ชาติก่อนหลังจากเจียงเสวี่ยหนิงได้เป็น
ฮองเฮาแล้ว โดยเฉพาะช่วงที่กำลังต่อสู้แย่งชิงกับ
เซียวซู นางตั้งใจอ่านตำรับตำราไม่น้อยจริง ๆ
เนื่องจากกลัวว่าตนจะวางแผนสู้ผู้อื่นไม่ได้จนถูก
คนลากลงจากบัลลังก์ฮองเฮา
ต่อให้เป็นช่วงที่เคยเป็นพระสหายร่วมศึกษา
ในวังหลวงก็ยังไม่เคยพากเพียรมากขนาดนี้
คนเรามักเคยชินกับสิ่งที่ตนเองรู้ และไม่รู้สึก
ว่าคำพูดติดปากมีสิ่งใดแตกต่าง ดังนั้นตอนตอบ
คำตอบงัดข้อกับเซียนเซิง นางถึงใช้สิ่งนี้มาเป็น
ข้อแก้ต่างเพื่อหักล้างคำกล่าวของนักปราชญ์โดย
ปราศจากการระวังปั้องกัน
โดยหารู้ไม่ว่าสตรีธรรมดาทั่วไปไม่มีผู้ใดอ่าน
สิ่งนี้ดังที่เซี่ยเวยกล่าวมา?!
นางพลันแววตาสว่างวาบ เค้นมันสมองคิดหา
ข้ออ้างเหมาะ ๆ ให้ตนเอง
คาดไม่ถึงว่าเซี่ยเวยกลับหนีบม้วน
กระดาษคำตอบเดินออกไปจากตำหนักแล้ว
ครั้นเดินผ่านข้างกายนาง ถึงค่อยชะงักฝีเท้า
เล็กน้อย เอ่ยขึ้นมาว่า “ตอนนี้เจ้ากำลังคิดว่าจะ
หาเหตุผลเช่นไรมาโน้มน้าวคนแซ่เซี่ย ทำให้
กระดาษคำตอบของเจ้าไม่ผ่านเข้ารอบ จะได้หนี
พ้นจากการเป็นพระสหายร่วมศึกษาและได้ออก
จากวังกลับจวนไปใช่หรือไม่?”
พอเจียงเสวี่ยหนิงเห็นเขาเข้ามาใกล้ก็อดถอย
หลังครึ่งก้าวไม่ได้
เซี่ยเวยพลันหัวเราะ “หากเป็นเช่นนี้ก็ไม่ต้อง
สิ้นเปลืองแรงอะไรกับคนแซ่เซี่ยแล้วจริง ๆ
ประการแรก หลายวันก่อนบิดาของเจ้าฝากฝังให้
ข้าดูแลคุณหนูรองหนิงยามอยู่ในวังหลวงให้มาก
สักหน่อย ประการที่สอง เมื่อวานเยี่ยนซื่อจื่อมา
หาข้าแล้วคัดลอกข้อสอบไปชุดหนึ่ง ทั้งยังขอให้
คนแซ่เซี่ยชี้แนะคุณหนูรองหนิงให้ดีอีกด้วย
ประการที่สาม คนโบราณกล่าวเอาไว้ไม่ใช่หรือ
บุญคุณดั่งหยดน้ำ ตอบแทนดั่งสายธาร…”
เจียงเสวี่ยหนิงช้อนดวงตามองเขาทันที
ลางสังหรณ์ไม่ดีพรรค์นั้นอีกแล้ว
คิ้วและนัยน์ตาเซี่ยเวยมีแต่ความสงบเยือก
เย็น สวมชุดสีครามตลอดร่าง ให้ความรู้สึกสูง
ตระหง่านดั่งขุนเขา เพียงเอ่ยออกมาว่า “คุณหนู
รองหนิงเข้ารับการคัดเลือกเป็นพระสหายร่วม
ศึกษามาหลายวันแล้ว กลับไม่เคยได้ยินมาก่อน
หรือไร? การคัดเลือกรายชื่อเข้าวังมาเป็นพระ
สหายร่วมศึกษา ถึงแม้จะเสนอโดยแต่ละตระกูล
และคัดเลือกโดยกรมพิธีการ ทว่ารายชื่อที่กรม
พิธีการตัดสินเสร็จแล้ว สุดท้ายก็ต้องส่งมาให้คน
แซ่เซี่ยตรวจพิจารณาและตัดสินถึงจะแจ้งเรื่องลง
ไปได้อยู่ดี หมายความว่าชื่อของเจ้าผ่านตาคน
แซ่เซี่ยมาแล้วรอบหนึ่งนั่นเอง”
หากเขาไม่เห็นด้วย…
ไม่ว่าจะเป็นชื่อของผู้ใดก็ต้องถูกคัดออกจาก
ใบรายชื่อทั้งสิ้น!
คำพูดนี้ประหนึ่งสายอสุนีบาตฟาดลงมา ทำ
เอาเจียงเสวี่ยหนิงมึนงงทันที
ที่แท้เซี่ยเวยก็มีส่วนร่วมด้วย!
ดังนั้นข้อกังขาที่ว่า ‘แท้จริงแล้วผู้ใดเป็นคน
ทำให้ข้าได้เข้าวัง’ ที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ก็ได้คำตอบ
กระจ่างแล้ว ทำให้นางตระหนักรู้ได้ในสภาพที่
ร่างใกล้จะแหลกสลายเต็มทน…
ไม่ใช่ ‘ผู้ใดเป็นคนทำ’ แต่เป็น ‘ทุกคนเป็น
คนทำ’ ต่างหากเล่า
สมองของเจียงเสวี่ยหนิงพลันสับสน
นางอยากด่าคน
ส่วนเซี่ยเวยกลับยืนมองนางอย่างสงบนิ่ง
ความคิดอ่านอันลึกซึ้งหลายอย่างฉายวาบใน
ดวงตา ทันใดนั้นก็ยิ้มแย้มแล้วเอ่ยว่า “เจ้าไม่
ยินยอมเป็นพระสหายร่วมศึกษาเช่นนี้ กลัวว่าข้า
จะฆ่าเจ้าปิดปากเช่นนั้นหรือ?”
——————–
1. กวัดแกว่งขวานหน้าบ้านหลู่ปาน เป็น
สำนวน หมายถึง การแสดงความสามารถที่
ไม่เก่งกาจต่อหน้าผู้เชี่ยวชาญ สื่อถึงการไม่
รู้จักประมาณตน พ้องกับความหมาย
สำนวนไทยคือ สอนหนังสือสังฆราช หรือ
สอนจระเข้ให้ว่ายน้ำ
2. บทวิพากษ์หลิวโหว เป็นร้อยแก้วเขียน
โดยซูซื่อ นักเขียนแห่งราชวงศ์ซ่งเหนือ ว่า
ด้วยการสรรเสริญจางเหลียงหรือหลิวโหว
ซึ่งเป็นกุนซือที่มีส่วนช่วยในการขึ้น
ครองราชย์ของหลิวปัง ปฐมจักรพรรดิแห่ง
ราชวงศ์ฮั่น
3. ยุทธศิลปยุครณรัฐ เขียนโดยหลิวเซี่ยง
(ก่อนค.ศ. 77 – ค.ศ. 6) ขุนนางสมัย
ราชวงศ์ฮั่น ว่าด้วยกลยุทธ์ของแคว้นต่าง ๆ
ในยุคที่แผ่นดินจีนแตกออกเป็นหลายแคว้น
จึงเรียกว่ายุครณรัฐ (จ้านกั๋ว)