คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 32 ในรอยแตกยังมีแสงสว่าง (1)
อากาศยามปลายฤดูสารทหนาวเหน็บยิ่งนัก
แม้จะเป็นยามเที่ยงตรง ดวงตะวันลอยสูง แต่ก็ไม่
อาจบรรเทาความหนาวเย็นที่ค่อย ๆ เสียดแทง
กระดูกซึ่งมากับสายลม
เซี่ยเวยยืนอยู่ตรงประตูตำหนัก
เขาตัวสูงมาก ขวางลำแสงซึ่งส่องจากนอก
ตำหนักผ่านบานประตูเข้ามาพอดี บดบังร่าง
เพรียวบางของเจียงเสวี่ยหนิงให้อยู่ใต้เงาดำของ
เขาจนมิด และชั่วขณะนี้เอง ต่อให้นางเบิกตา
โพลงก็ไม่อาจแยกแยะได้ว่าภายใต้ความพร่า
เลือนซึ่งเกิดจากการย้อนแสง ที่แท้เซี่ยเวยมีสี
หน้าเช่นไรกันแน่
กลัวหรือไม่
ย่อมต้องกลัว
กลัวมากเสียด้วย
เจียงเสวี่ยหนิงพลันรู้สึกเหน็ดเหนื่อย
เหลือแสน เรี่ยวแรงที่มีอยู่ทั่วทั้งสรรพางค์กาย
คล้ายถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น ในที่สุดก็ไม่อาจ
ปิดบังได้อีกแล้ว นางกะพริบตาพูดว่า “ข้าเป็น
เพียงคุณหนูธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น ไร้อำนาจใน
ราชสำนักและยิ่งไร้ความทะเยอทะยานอีกด้วย
กระทั่งว่านอกจากบิดาที่บ้านแล้วก็ไม่มีอันใด
เกี่ยวข้องกับเซี่ยเซียนเซิงอีก สำหรับเซี่ยเซียนเซิง
ข้าเป็นแค่มดปลวกตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่งที่เซียนเซิง
ลงมือเพียงเล็กน้อยก็บีบจนตายได้แล้ว ไม่อาจ
ส่งผลคุกคามใด ๆ ต่อท่าน หากข้าบอกว่าข้ากลัว
ทว่าตั้งแต่ต้นจนจบก็ไม่เคยมีเจตนาจะฟั้องร้อง
ลับหลังและทำร้ายท่านเลย ท่านจะเชื่อหรือไม่?”
เซี่ยเวยเงียบงันอยู่นาน ย้อนถามนางว่า
“หากเจ้าเป็นข้า เจ้าจะกล้าเชื่อหรือไม่?”
ไม่ใช่ไม่ยินดีจะเชื่อ แต่ไม่กล้าเชื่อต่างหาก
เจียงเสวี่ยหนิงก้มศีรษะลงเบา ๆ ลำคอระหง
และขาวละเอียดแม้แต่ในเงามืดก็ยังขาวดั่งหิมะ
ยามนี้ต้องคิดในมุมของเขาแล้วจริง ๆ
หากนางเป็นเซี่ยเวย อย่างน้อยก็ต้องเริ่ม
วางแผนให้ตนเองตั้งแต่สี่ปีก่อนแล้ว แต่กระนั้น
กลับเป็นเพราะล้มปั่วยจนเลอะเลือนหรือไม่ก็ตก
อยู่ในภาวะสิ้นหวังจนควบคุมสติสัมปชัญญะไม่ได้
ชั่วขณะ ทำให้กล่าวคำพูดอันน่าตื่นตะลึง
บางอย่างกับคนที่อยู่ข้างกายเพียงหนึ่งเดียว ทว่า
หลังจากเกิดเรื่องดันมีชีวิตรอดไปได้ แล้วยังจะทำ
ใจให้เชื่อได้อีกหรือว่าคนผู้นี้จะปากแข็งและไม่
เปิดเผยความลับต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ ไป
ตลอดกาล
ขนตาเจียงเสวี่ยหนิงกระเพื่อมไหวเล็กน้อย
ต่อให้บังเกิดความรู้สึกไม่ยินยอมสารพัดอย่างขึ้น
ภายใน ก็ไม่อาจไม่ยอมรับได้อยู่ดี ฉะนั้นจึงเอ่ย
ออกมาอย่างเนิบช้า “ข้า…ไม่กล้าเชื่อ”
ถึงแม้ภัยคุกคามจะเล็กน้อยเพียงฝุั่นธุลีก็ตาม
ทว่าคันกั้นน้ำยาวพันลี้ก็ยังถูกทำลายได้ด้วย
รังมด ไม่รู้ว่าวันใดจะล้มเหลวเมื่องานใกล้สำเร็จ
จากเหตุนี้
หากเชื่อใจนางและปล่อยนางไปก็มีค่าเท่ากับ
แผนการทั้งหมดหรือแม้กระทั่งศีรษะบนลำคอ
ของตนเองตกอยู่ในอันตราย ต้องทุกข์กังวลอยู่
ทุกเมื่อว่าจะถูกฉวยโอกาสเล่นงานหรือไม่ จะ
แทงข้างหลังกันเมื่อใด…
ครั้นคิดถึงจุดนี้จนกระจ่างแจ้ง เจียงเสวี่ยหนิง
ก็มั่นใจอย่างไร้ข้อกังขาแล้วว่าตัวเองต้องตาย
ความเจ็บปวดยามมีดสั้นกรีดผ่านลำคอใน
ชาติก่อนแทบจะผุดออกมาขณะเดียวกับที่นาง
ยอมรับความจริง ทำให้มือทั้งสองข้างซึ่งกำลัง
ประสานอยู่เบื้องหน้าสั่นระริกโดยไม่อาจควบคุม
ทว่านางจะไม่ยอมแสดงความอ่อนแอให้เห็น
ในช่วงเวลานี้
นางออกแรงบีบนิ้วตนเอง
เซี่ยเวยถามนางอีกว่า “เช่นนั้นคุณหนูรองห
นิงคิดว่าสี่ปีหลังจากเหตุการณ์ในตอนนั้น หากมี
อยู่วันหนึ่งข้าพบว่าเด็กสาวที่รู้ความลับของข้าผู้
นั้นไม่ได้ไม่รู้ความและไร้เดียงสาอย่างที่คิด ข้า
ควรมีความคิดเช่นไร?”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบ “นางแสร้งเลอะเลือน
และแสร้งโง่งมเพราะคิดจะรักษาชีวิต”
สายตาของเซี่ยเวยไปตกบนฝั่ามือที่ใช้กำลัง
มากเกินไปของนาง “ดังนั้นหากเจ้าเป็นข้าจะ
กำจัดคนผู้นี้หรือไม่?”
เจียงเสวี่ยหนิงหลุบตาลงเล็กน้อย “แต่เซียน
เซิง ข้าไม่อยากตาย”
เซี่ยเวยเงียบงันอีกครา
เวลาพลันเหมือนถูกลากยาวขึ้นไร้ที่สิ้นสุด ตึง
เครียดเหลือแสน เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าตนเอง
เสมือนลูกแกะซึ่งกำลังรอคอยอยู่ข้างมีดหั่น ไม่
อาจรู้เลยว่าจะถูกนำไปวางบนคมมีดเมื่อใด
เซี่ยเวยจ้องมองนางอยู่นาน คล้ายกำลัง
พิจารณาอะไรบางอย่าง
ท้ายที่สุดเขาก็ยื่นมือมาหานางพร้อมกล่าวช้า
ๆ “เจ้าไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อข้า ภัยคุกคามที่
แท้จริงก็คือข้าไม่กล้าเชื่อใจเจ้า แต่กลับอยากจะ
เชื่อใจเจ้า คุณหนูรองหนิง เซี่ยเวยมิใช่คนไม่
จดจำบุญคุณ เพียงแต่ทุกสิ่งที่เจ้าแสดงออกอยู่
เหนือความคาดหมายของข้า ข้าต้องการมองเห็น
อย่างชัดเจนว่าเจ้าเป็นคนเช่นไร และควรค่าให้
ข้าเสี่ยงเชื่อใจหรือไม่ อีกทั้งข้าเองก็ปราศจาก
ความคิดจะกำจัดผู้มีพระคุณของตนเช่นกัน
เพราะฉะนั้นการเป็นพระสหายร่วมศึกษาครึ่งปีนี้
ขอให้จงอยู่ใต้สายตาข้าอย่างว่าง่ายเสียโดยดี”
ขณะเขาเอ่ยวาจา นิ้วมือเรียวยาวก็ลูบศีรษะ
นางเบา ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงตะลึงงัน
เซี่ยเวยกล่าวต่อไปว่า “ถึงแม้เจ้าจะไม่ยินดี
อยู่ในวัง แต่นี่เป็นเพียงวิธีเดียวที่ทำให้ข้าพอจะ
โน้มน้าวใจตนเองไม่ให้สังหารเจ้าทันที ณ เดี๋ยวนี้
ขอให้เจ้าจงฝังเรื่องเมื่อสี่ปีก่อนไว้ในก้นบึ้งของ
จิตใจ ให้กลายเป็นความลับที่มีแค่ข้ากับเจ้าที่รู้ไป
ตลอดกาล จากนี้ก็อย่ามาบีบคั้นข้า และอย่ามา
ทำให้ข้าโมโหอีก”
เมื่อกล่าวจบ เขาก็ดึงมือกลับ หมุนกายเดิน
ออกไปจากตำหนัก
เดินจากที่มืดไปยังที่แจ้ง
ในที่สุดแสงสว่างจากเบื้องนอกก็สาดส่องทั่ว
ร่างเขา แขนเสื้อของชุดนักพรตสีครามเข้มสะบัด
พลิ้ว เซี่ยเวยย่างเท้าอยู่ใต้กำแพงวังหลวงสีชาด
และค่อย ๆ จากไปไกล
*****
ครั้นกลับมาถึงเรือนหยางจื่อ เจียงเสวี่ยหนิงมี
สภาพเหมือนผีพรายที่เพิ่งถูกดึงขึ้นมาจากน้ำ
ฝีเท้าล่องลอย ใบหน้าซีดเผือด
ฟางเมี่ยวกำลังนั่งอยู่ที่ระเบียง งอนิ้วคำนวณ
ว่าผ่านไปนานเท่าไรแล้ว ไตร่ตรองว่าหากอีก
สักครู่ผ่านสองเค่อไปแล้วจริง ๆ ตนจะต้องไป
‘ช่วย’ คุณหนูรองเจียงผู้นี้หรือไม่
รู้สึกเหมือนเป็นเรื่องล้อเล่นกันอย่างไรอย่าง
นั้น…
กลายเป็นว่าพอผินหน้าก็มองเห็นเจียงเสวี่ย
หนิงกลับมาด้วยสภาพเช่นนี้แล้ว นางตกใจจนลุก
พรวด “คุณหนูรองเจียง ท่าน ท่านเป็นอะไร
ไปน่ะ?”
จนตอนนี้นางถึงรู้สึกได้ว่าคำกล่าวก่อนหน้านี้
ของเจียงเสวี่ยหนิงไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
เพียงแต่…
เพียงแต่ในราชสำนักมีผู้ใดไม่รู้บ้างว่าเซี่ยเวย
เป็นผู้ที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีมากเพียงใด นี่คุณหนู
รองเจียงไปถกเถียงสิ่งใดมากันแน่ ถึงถูกเซี่ย
เซียนเซิงซึ่งมีนิสัยเยี่ยงนักปราชญ์ทำให้ตกใจกลัว
จนมีสภาพเป็นเช่นนี้
เจียงเสวี่ยหนิงกลับไม่ตอบคำ
นางมุ่งตรงไปยังห้องของตนเอง หันกลับมา
ปิดประตู ก่อนจะค่อย ๆ ไถลร่างนั่งลงโดยแผ่น
หลังแนบบานประตู ใช้สองมือปิดหน้าตัวเอง ก้ม
แนบหัวเข่าที่งอคู้ขึ้นมา
ตอนนี้นางถึงได้ยินเสียงเต้นของหัวใจและ
เสียงลมหายใจของตนได้ชัดเจน
นางยังมีชีวิตอยู่
บริเวณหน้าต่างบานเล็กทางทิศเหนือ แสง
ตะวันลอดผ่านกระดาษกรุหน้าต่างสีขาวราวกับ
หิมะ ฝุั่นละอองขนาดเล็กละเอียดลอยล่องกลาง
อากาศ ราวกับจุดแสงสว่างขยับกระเพื่อมไหวใน
สายน้ำ
เจียงเสวี่ยหนิงเงยหน้าจ้องมองฝุั่นละอองอยู่
นาน
ทันใดนั้นก็เปล่งเสียงหัวเราะออกมา เป็น
เสียงหัวเราะเต็มไปด้วยความสุขสาแก่ใจ ทั้งยัง
ระคนการเย้ยหยันตนเอง
เซี่ยเวยบอกว่าจะไม่สังหารนาง!
คนเจ้าเล่ห์เช่นนี้ นางควรเชื่อหรือไม่
ทว่านางในตอนนี้ไม่ใช่ฮองเฮาและปราศจาก
อำนาจใด ๆ ในมือ เป็นเพียงเด็กสาวที่อยู่แต่ใน
เรือนผู้หนึ่ง ต่อให้ถูกโจรภูเขาเข่นฆ่าสังหารขณะ
ออกไปข้างนอก ก็คงไม่ได้ก่อระลอกคลื่นอัน
ยิ่งใหญ่เท่าใดนัก หากคิดจะปิดบังหูตาผู้คนย่อมมี
วิธีการสารพัดอย่าง
——————–
1. ในรอยแตกยังมีแสงสว่าง เป็นสำนวน
หมายถึงแม้จะตกอยู่ในสถานการณ์สิ้นหวัง
แต่ก็ยังพอจะมีความหวังอยู่
บทที่ 32 ในรอยแตกยังมีแสงสว่าง(2)
หมาปั่าจำเป็นต้องหลอกลวงมดปลวกด้วย
หรือ…ไม่จำเป็น
เช่นนั้นเหตุใดเซี่ยเวยในชาติก่อนจึงต้อง
พูดจาน่ากลัวเช่นนั้นกับนางด้วย
คนเสียสติผู้นี้รู้สึกว่าการขู่ให้นางตกใจกลัวมัน
น่าสนุกมากนักหรือ
หรือว่าความเปลี่ยนแปลงของเซี่ยเวยเกิดจาก
ความเปลี่ยนแปลงของนางในชาตินี้…
ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ยังไม่ถึงเดือน สิ่งที่
นางทำได้มีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย หากว่ากันตาม
จริงก็มีแค่เรื่องเดียว นั่นคือไม่ได้เริ่มวางแผนเข้า
หาเสิ่นเจี้ยขณะกำลังเสพสุขกับความดีที่เยี่ยนห
ลินปฏิบัติต่อตนอย่างชอบธรรม
หากนี่คือเหตุผลที่ทำให้ท่าทีที่เซี่ยเวยมีต่อตน
ในสองชาติแตกต่างกันจริง ๆ กอปรกับยามนี้
เยี่ยนหลินก็ยังไม่ได้สวามิภักดิ์ต่อเซี่ยเวย เช่นนั้น
ความลับของรัชกาลก่อนเมื่อยี่สิบปีที่แล้วที่โหยว
ฟางอิ๋นเคยบอกนางในชาติก่อน นางก็เชื่อได้แล้ว
ว่ามีโอกาสเป็นเรื่องจริงถึงแปดส่วน!
เมื่อเป็นดังนี้ การที่เซี่ยเวยเข่นฆ่าเชื้อพระวงศ์
และตระกูลเซียวก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแล้วจริง ๆ
ถึงขั้นเป็นเรื่องเข้าใจได้และให้อภัยได้เสียด้วย
ซ้ำ
ชั่วพริบตานั้นเอง เจียงเสวี่ยหนิงกลับรู้สึกว่า
คนผู้นี้ออกจะน่าสงสารอยู่บ้างจริง ๆ แต่ครั้น
หวนคิดดูอีกที สภาพอย่างนางยังยากจะรักษาตัว
ให้รอด ไหนเลยจะมีคุณสมบัติไปเวทนาสงสารผู้
ที่อยู่เบื้องบนและในมือกำลังกุมชะตาชีวิตของตน
ได้เล่า
“ครึ่งปี ครึ่งปี…”
นางหลับตาอย่างเชื่องช้า พร่ำท่องเวลาอยู่ใน
ใจครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดก็ระบายลมหายใจ
“ในเมื่อไม่อาจหลบเลี่ยง ไม่สู้ค่อย ๆ แก้กัน
ไปทีละเปลาะแล้วกัน!”
หากหลบได้ย่อมดีแน่นอน แต่หากหลบไม่ได้
จริง ๆ นางก็ไม่อยากชักนำภัยให้ถูกตัดคอ
หากคำพูดก่อนหน้านี้ของเซี่ยเวยเป็นความ
จริง นั่นย่อมดีที่สุดแล้ว ครึ่งปีหลังจากนี้เมื่อออก
จากวังไป นางก็จะได้อยู่อย่างอิสรเสรี
แต่หากเซี่ยเวยเป็นคนเจ้าเล่ห์เพทุบาย
ทั้งหมดที่เขาพูดมาก็เพื่อหลอกลวงนาง เช่นนั้น
ครึ่งปีที่อยู่ในวังหลวงก็เป็นทางเลือกที่ปลอดภัย
ที่สุดที่นางพอจะทำได้แล้ว
เพราะไม่ว่าเขาจะทำเช่นไรกับนาง เมื่ออยู่ใน
วังหลวงก็ต้องระมัดระวังอยู่บ้าง
ต่อให้ถอยไปอีกหนึ่งหมื่นก้าว สถานการณ์
ย่ำแย่ที่สุดสำหรับนางก็แค่เดินซ้ำรอยเดิมกับชาติ
ที่แล้ว เข้าหาเสิ่นเจี้ยโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใดทั้งสิ้น
เมื่อได้เป็นฮองเฮาก็ค่อย ๆ จัดการเซี่ยเวย
หลังจากคิดได้อย่างถ่องแท้ว่าต่อไปจะทำเช่น
ไร เจียงเสวี่ยหนิงก็นั่งอยู่ที่เดิมอีกครู่หนึ่ง กระทั่ง
ในที่สุดก็รู้สึกว่าขาเริ่มมีเรี่ยวแรงบ้างแล้ว จึงยืน
ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ล้างหน้าล้างตาดึงสติ ก่อนจะ
เก็บสัมภาระจำนวนน้อยนิดเตรียมตัวออกจากวัง
การเข้าวังหลวงทั้งสามวันนี้เพื่อศึกษา
กฎเกณฑ์และคัดเลือกกันใหม่อีกครั้งก็เท่านั้น
การเป็นพระสหายร่วมศึกษาอย่างแท้จริงจะ
เกิดขึ้นในอีกสองวันหลังจากนี้ ผู้ได้รับคัดเลือก
ขั้นสุดท้ายหลังจากกลับบ้านเพื่อกล่าวลาบุพการี
และเก็บสัมภาระเล็กน้อย ก่อนจะเข้าวังอีกครั้ง
ใช้ระบบการหยุดพักผ่อนเลียนแบบขุนนางราช
สำนัก เมื่อเข้าวังมาเป็นพระสหายร่วมศึกษาของ
องค์หญิง ทุกสิบวันจะได้กลับบ้านหนึ่งวัน
เมื่อผลการทดสอบความรู้ประกาศ องค์หญิง
ใหญ่เล่อหยางเสิ่นจื่ออีก็ส่งคนมาประทานของ
รางวัลให้เป็นจำนวนมาก ทั้งผู้ที่ผ่านและทั้งผู้ที่ไม่
ผ่านการคัดเลือกล้วนได้รับทั้งสิ้น เพียงแต่ผู้ผ่าน
การคัดเลือกจะเพิ่มสิ่งล้ำค่าทั้งสี่ในห้องอักษร[2]
ให้อีกชุด
ก่อนเจียงเสวี่ยหนิงจะติดตามผู้อื่นออกจากวัง
เสิ่นจื่ออีถึงกับมามอบให้ด้วยตนเองอีกต่างหาก
นางจับมือเซียวซูสนทนาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วมา
จับมือเจียงเสวี่ยหนิงพร้อมสนทนาอีกครู่หนึ่ง
เช่นกัน จากนั้นก็สั่งให้หวงเหรินหลี่หัวหน้าขันทีที่
อยู่ข้างกายพร้อมขบวนนางกำนัลนำพวกนาง
ออกจากวัง
*****
รถม้าที่จวนตระกูลเจียงส่งมารับจอดรออยู่
นอกประตูวังหลวงนานแล้ว
เหลียนเอ๋อร์และถังเอ๋อร์ยืนรออยู่ข้างรถม้า
ครั้นเห็นนางเดินออกจากประตูวังมาแต่ไกลก็ดีใจ
จนโบกไม้โบกมือตลอดเวลา
เจียงเสวี่ยหนิงบอกลาคนอื่นแล้วขึ้นรถม้า
ถังเอ๋อร์ดูออกว่านางค่อนข้างเหน็ดเหนื่อย
รีบวางหมอนอิงกลมในรถให้เรียบร้อยพร้อม
ประคองนางนั่งพิง ขณะมองสำรวจก็อดเป็นห่วง
หน่อย ๆ ไม่ได้ “หลายวันมานี้คุณหนูคงเหนื่อย
แย่เลยสินะเจ้าคะ?”
เจียงเสวี่ยหนิงคิดในใจว่าเหนื่อยคือเรื่องจริง
กลัวก็เรื่องจริงเช่นกัน
นางหลับตาเนิบช้า หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่ง
จึงพูดว่า “ประเดี๋ยวพอ กลับถึงจวนแล้ว ข้าจะ
นอนหลับสักหน่อย เจ้าจงส่งคนไปแจ้งที่จวนหย่ง
อี้โหว นัดเยี่ยนซื่อจื่อว่าพรุ่งนี้ยามโหย่วพบกันที่
เหลาเฉิงเซียว ข้ามีเรื่องจะคุยกับเขา”
พึงรู้ว่าก่อนหน้านี้ยามคุณหนูรองกับเยี่ยน
ซื่อจื่อออกไปเที่ยวเล่นกัน ส่วนใหญ่จะเป็นเยี่ยน
ซื่อจื่อมาหาถึงที่ ทำให้แม้แต่สาวใช้เช่นพวกนาง
ยังค่อย ๆ คุ้นชินกับการเห็นเยี่ยนซื่อจื่อมาโผล่
บนกำแพงเรือนจวนตระกูลเจียงหรือไม่ก็บนขอบ
หน้าต่างของคุณหนูอย่างอุกอาจอยู่เนือง ๆ
น้อยครั้งนักที่คุณหนูรองเป็นฝั่ายนัดเยี่ยน
ซื่อจื่อออกไปก่อน
ถังเอ๋อร์ฟังน้ำเสียงนิ่งเฉยของเจียงเสวี่ยหนิง
กลับไม่รู้ว่าเหตุใดถึงตื่นตระหนกขึ้นมาหลายส่วน
แต่ก็ไม่กล้าซักถามให้มากความ เพียงรับคำเสียง
เบา
เจียงเสวี่ยหนิงหลับตางีบ
รถม้าเดินทางออกจากประตูวังหลวง
ทว่ายังไปได้ไม่ไกลเท่าใดนัก เบื้องนอกพลันมี
เสียงดังแว่วมาเสียงหนึ่ง “คุณหนูรอง คุณหนู
รอง!”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกเหมือนเคยได้ยินเสียงนี้ที่
ไหนมาก่อน
นางลืมตา
สารถีที่บังคับรถอยู่ข้างนอกเมื่อเห็นว่ามีคนก็
หยุดรถได้ทันท่วงที เขาหันหน้ากลับมารายงาน
กับผ้าม่านรถว่า “คุณหนูรอง เป็นแม่นางผู้หนึ่ง
เหมือนจะมาหาท่านขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงโบกมือให้เหลียนเอ๋อร์แหวก
ผ้าม่านรถม้าขึ้นมามุมหนึ่งแล้วมองออกไปเบื้อง
นอก ที่แท้ก็เป็นโหยวฟางอิ๋น!
วันนี้นางสวมชุดกระโปรงสีขาวสว่างทั้งร่าง
แต่มองดูแล้วก็ไม่ค่อยใหม่เท่าใดนัก เส้นผมเกล้า
เป็นมวยโดยไม่ได้สวมเครื่องประดับศีรษะใด บน
ใบหน้าซึ่งพอนับว่าหมดจดเต็มไปด้วยความ
กระวนกระวายและตื่นเต้น สองมือซุกในแขนเสื้อ
ราวกับกำลังบีบอะไรบางอย่าง แต่เนื่องจากมี
แขนเสื้อบังสายตาจึงมองไม่เห็น
ความตื่นเต้นของนางคล้ายเกิดจากสิ่งนี้
โหยวฟางอิ๋นเมื่อมองเห็นเจียงเสวี่ยหนิงซึ่ง
กำลังนั่งอยู่ในตัวรถผ่านทางผ้าม่าน นัยน์ตาทั้ง
สองข้างของนางพลันลุกวาวขึ้นมาหลายส่วน
แม้แต่ไฝน้ำตาสีแดงอ่อนบริเวณใต้หางตาก็ยัง
เหมือนเปล่งประกาย
เจียงเสวี่ยหนิงถูกความสดใสและมีชีวิตชีวาที่
ปรากฏบนใบหน้าซึ่งเคยเฉยชาไร้ความรู้สึกทำให้
ดวงตาพร่าพรายไม่รู้สึกตัวไปชั่วขณะ
ทอดสายตามองนางครู่หนึ่ง
ระหว่างนี้เอง โหยวฟางอิ๋นก็ประหม่าขึ้นมา
อีก
ความเปล่งประกายที่ปรากฏก่อนหน้านี้ถูก
สะกดลงไปอย่างรวดเร็ว ถูกแทนที่ด้วยความ
อ่อนแอและความขลาดกลัวที่มีอยู่แต่เดิม
นางเอ่ยปากตะกุกตะกัก “ข้า ข้า ข้า…”
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นแล้วก็ถอนหายใจ “ขึ้นมา
คุยบนรถเถอะ”
ครั้นเห็นว่าเพียงชั่วประเดี๋ยวเดียวนางก็มี
ท่าทีเปลี่ยนแปลงไม่ชัดเจน ก็ไม่อาจปล่อยให้ยืน
รออยู่นอกรถไปตลอดได้
สารถีจึงยกที่รองเหยียบมาแล้วถอยไป
ด้านข้าง ให้โหยวฟางอิ๋นเกาะเพลารถม้าขึ้นมา
เจียงเสวี่ยหนิงให้นางนั่งฝังตรงข้าม เอ่ยถาม
ว่า “มาหาข้ามีธุระอะไร?”
ครั้นโหยวฟางอิ๋นนั่งลงแล้วก็ทำอะไรไม่ถูกอยู่
บ้าง ร่างกายเขม็งเกร็ง ตรึกตรองอยู่ครึ่งค่อนวัน
ก็ไม่รู้ว่าจะพูดสิ่งใด มองเจียงเสวี่ยหนิงอยู่สอง
ครั้งสองครา จากนั้นสูดลมหายใจลึกรวบรวม
ความกล้า ก่อนจะนำสิ่งที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ
ออกมา
เป็นกล่องสี่เหลี่ยมธรรมดากล่องหนึ่ง
รูปร่างแบน ๆ ท่าทางจะบรรจุสิ่งของได้ไม่
มากเท่าไรนัก อีกทั้งเป็นไม้ชิงชันที่หาได้ง่ายดาย
มาก ไม่ได้มีราคาค่างวดอะไร
นางใช้สองมือประคองส่งมันให้เจียงเสวี่ยหนิง
พูดจาติด ๆ ขัด ๆ ว่า “ยะ…อยากจะมอบสิ่งนี้
หะ…ให้คุณหนูรอง”
เจียงเสวี่ยหนิงเดาว่าคงเป็นเพราะตน
ช่วยชีวิตนางเอาไว้ นางจึงซื้อของบางอย่างมา
ตอบแทนกระมัง
แต่ตนไม่ต้องการการตอบแทนเลยจริง ๆ
——————–
1. ในรอยแตกยังมีแสงสว่าง เป็นสำนวน
หมายถึงแม้จะตกอยู่ในสถานการณ์สิ้นหวัง
แต่ก็ยังพอจะมีความหวังอยู่
2. สิ่งล้ำค่าทั้งสี่ในห้องอักษร ประกอบด้วย
กระดาษ หมึก พู่กัน และจานฝนหมึก
บทที่ 32 ในรอยแตกยังมีแสงสว่าง (3)
ดังนั้นจึงไม่ได้ยื่นมือออกไปรับ เพียงกล่าวกับ
อีกฝั่ายด้วยเสียงที่อ่อนลงว่า “เดิมทีสภาพความ
เป็นอยู่ภายในจวนของเจ้าก็ไม่ดีอยู่แล้ว หากมีสิ่ง
ใดก็จงเก็บเอาไว้ให้ตนเองก่อนเถอะ หากต้องการ
ตอบแทน ก็รอให้สภาพความเป็นอยู่ของตนดีขึ้น
แล้ววันหลังค่อยว่ากันก็ได้”
“มะ…ไม่ใช่นะ…”
เมื่อโหยวฟางอิ๋นได้ฟังคำพูดของเจียงเสวี่ย
หนิงก็รู้ว่าคู่สนทนาเข้าใจผิดแล้ว ในสมองมีคำพูด
ที่ต้องการจะเอ่ยเป็นกระบุง ทว่านางพูดไม่เก่ง
ถ้อยคำมาจุกถึงลำคอกลับไม่อาจพูดให้สมบูรณ์
ได้แม้แต่ประโยคเดียว มิหนำซ้ำไม่รู้เพราะเหตุใด
ยามอยู่ต่อหน้าเจียงเสวี่ยหนิงก็มักประหม่ามาก
เป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้นางจึงยิ่งพูดจาติดขัดอย่าง
ชัดเจน
นางเลยทำได้เพียงวางกล่องใบนี้ลงบนฝั่ามือ
เจียงเสวี่ยหนิง
“ต้องมอบสิ่งนี้ให้คุณหนูรอง ปะ…เป็นของ
ท่านทั้งหมดเลย”
ของนางอย่างนั้นหรือ
เจียงเสวี่ยหนิงจำไม่ได้เลยว่าตนเคยมอบสิ่ง
ใดให้โหยวฟางอิ๋น ครั้นเห็นอีกฝั่ายยืนกรานเช่นนี้
ก็พานหวั่นไหวเพราะความดึงดันและความ
เงอะงะงุ่มง่ามของคนผู้นี้อยู่บ้าง ในที่สุดนางจึง
ยิ้มแย้มกล่าว “เช่นนั้นข้าขอดูสักหน่อย”
เจียงเสวี่ยหนิงยกมือเปิดฝากล่อง
ทันใดนั้นก็ต้องตกตะลึงอย่างสิ้นเชิง…
ภายในกล่องอันเรียบง่ายใบนี้ กลับบรรจุตั๋ว
เงินแผ่นบาง ๆ ปึกหนึ่งและมีถุงหอมสีขาว
บริสุทธิ์ซึ่งปักด้วยความประณีตงดงามวางทับอยู่
ด้านข้างใบหนึ่ง
ตราของร้านแลกเงินที่ปรากฏเป็นของร้าน
แลกเงินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง
ตั๋วเงินแต่ละใบมีมูลค่าหนึ่งร้อยตำลึง นิ้วมือ
เจียงเสวี่ยหนิงสั่นระริกเล็กน้อย เมื่อหยิบขึ้นมา
นับคร่าว ๆ จึงพบว่ามีมากถึงสองพันห้าร้อย
ตำลึง!
บุตรีอนุภรรยาจวนปั๋อตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งจะ
นำเงินจำนวนมากขนาดนี้ออกมาได้อย่างไร
ชั่วขณะที่เห็นตั๋วเงินเหล่านี้ นางก็เข้าใจอะไร
ขึ้นมาทันที เบ้าตาร้อนผ่าวเล็กน้อย คล้ายกำลัง
จะมีน้ำตาไหลริน
ทว่านางก็ยังเงยศีรษะขึ้นมาถามอีกฝั่ายอยู่ดี
“เจ้าเอาเงินจำนวนมากถึงเพียงนี้มาจากที่ใด?”
โหยวฟางอิ๋นกะพริบตา เหมือนไม่เข้าใจว่า
เหตุใดนางจึงเอ่ยถามเช่นนี้ “คุณหนูเป็นคนสอน
ข้าเองไม่ใช่หรือ? บอกให้ข้าเอาเงินไปรอด้าน
นอกสมาคมการค้าเจียงเจ้อ หาพ่อค้านามว่าสี่ว์
เหวินอี้เพื่อซื้อเส้นไหมดิบ จากนั้นรออีกครึ่งเดือน
พอราคาขึ้นค่อยขายออกไป ข้า…ข้าซื้อเส้นไหม
มาถึงสี่ร้อยตำลึงเชียวนะ!”
นางถึงกับทำจริง ๆ ด้วย…
เจียงเสวี่ยหนิงเกือบสำลัก
แต่เมื่อเห็นตั๋วเงินเหล่านี้ก็นับอีกครั้ง แล้วเอ่ย
ขึ้นมาว่า “เงินทุนจำนวนสี่ร้อยตำลึง ได้มาสาม
เท่าอย่างมากก็แค่ได้มาอีกหนึ่งพันสองร้อยตำลึง
ต่อให้รวมเงินทุนด้วย ให้ตายอย่างไรในมือเจ้าก็มี
แค่หนึ่งพันหกร้อยตำลึงเท่านั้น แล้วได้มากถึง
สองพันห้าร้อยตำลึงได้อย่างไร?”
โหยวฟางอิ๋นตอบอย่างซื่อตรง “ขายออกไป
ได้แค่หนึ่งพันสองร้อยตำลึง แต่พอขายเสร็จแล้ว
ไม่ว่าอย่างไรเถ้าแก่สี่ว์ก็บอกว่าจะต้องเพิ่มให้ข้า
อีกสองพันตำลึง ข้าไม่อาจเปลี่ยนแปลงความคิด
ของเขาได้ โน้มน้าวอยู่นาน เขาถึงรับปากว่าจะ
เพิ่มให้แค่เก้าร้อยตำลึงก็พอ”
เจียงเสวี่ยหนิงสงสัย “เถ้าแก่สี่ว์ให้เงินเจ้า?”
โหยวฟางอิ๋นผงกศีรษะราวกับลูกเจี๊ยบจิก
ข้าวสาร เมื่อเริ่มเอ่ยถึงเรื่องนี้ ดวงตาทั้งสองข้าง
ก็วาววับ “ใช่แล้ว เส้นไหมของข้าขายได้แล้ว เส้น
ไหมของเถ้าแก่สี่ว์ก็ขายออกไปได้เช่นกัน ได้เงิน
มาเป็นจำนวนมาก ครั้นเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมที่
บ้านเกิดเขารู้เรื่องนี้ก็ดีใจ เถ้าแก่สี่ว์ยังฝากมา
บอกอีกว่า หากปีหน้าฟางอิ๋นยังอยากทำการค้า
เส้นไหมดิบต่อไป ถึงเวลาจะแบ่งสินค้าชั้นดีมาให้
ข้าจำนวนหนึ่ง ให้ข้านำไปขายโดยจ่ายเงินมัดจำ
เพียงครึ่งเดียวก็พอ!”
สี่ว์เหวินอี้ขายเส้นไหมได้…
เจียงเสวี่ยหนิงหนังตากระตุก “เขารู้ว่าราคา
เส้นไหมจะขึ้น?”
โหยวฟางอิ๋นเห็นสีหน้าของอีกฝั่ายคล้าย
บังเกิดความเปลี่ยนแปลง นัยน์ตาที่เป็นประกาย
เมื่อครู่ก็หมองหม่นลงเล็กน้อยอีกครา เสียงก็แผ่ว
เบาลงไปมาก ตอบอ้ำอึ้งว่า “เขาถามข้า ข้าเลย
บอกเขาไป แต่ แต่ท่านวางใจได้ ข้าไม่ได้บอก
สถานะของท่าน เถ้าแก่สี่ว์ถามว่าท่านเป็นใคร ข้า
ไม่ได้เอ่ยถึงแม้แต่คำเดียว”
เจียงเสวี่ยหนิงประคองกล่องตั๋วเงิน ไม่กล้า
เชื่อเลยจริง ๆ ว่าตนเองกำลังได้ยินอะไรอยู่
ประการแรก โหยวฟางอิ๋นในชาติก่อนได้กำไร
จากการค้าเส้นไหมดิบคราวนี้เพียงสามเท่า ทว่า
ยามนี้โหยวฟางอิ๋นผู้นี้นำเงินไปสี่ร้อยตำลึง แต่ได้
กลับมาถึงสองพันห้าร้อยตำลึง
ประการที่สอง หญิงโง่งมนางนี้ตัวเองร่ำรวย
น่ะช่างเถอะ แต่กลับไปบอกข้อมูลนี้กับสี่ว์เหวินอี้
อีก!
เจียงเสวี่ยหนิงมองนางด้วยแววตา
สลับซับซ้อน “เจ้ากล้าบอกเขาได้อย่างไร? บอก
ข้อมูลเช่นนี้ออกไปจะนำภัยมาสู่ตัวนะ”
โหยวฟางอิ๋นหน้าซีด กำมือมือทั้งสองข้าง
แน่น อ้าปากพูดว่า “ตะ แต่เถ้าแก่สี่ว์เป็นคนดี
…”
คนดีกระนั้นหรือ
เจียงเสวี่ยหนิงมีชีวิตมาแล้วสองชาติ
นอกจากจางเจอแล้ว ก็ไม่รู้ว่าคำว่าคนดีสอง
พยางค์นี้เขียนว่าอย่างไร
นางแย้งว่า “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็นคนดี?
หากเขาถูกผลประโยชน์ครอบงำจิตใจ เกรงว่า
วันนี้เจ้าคงไม่มีชีวิตรอดมาอยู่ตรงหน้าข้าแล้ว”
โหยวฟางอิ๋นตกใจเพราะคำพูดอันหนักหนา
เช่นนี้ของนาง
ผ่านไปเนิ่นนานก็ยังเอาแต่ทอดสายตามอง
เจียงเสวี่ยหนิง นัยน์ตาคู่นั้นจ้องเขม็ง คล้ายมี
ถ้อยคำนับร้อยนับพันอยู่ภายใน
ทว่าพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
เจียงเสวี่ยหนิงถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง
“ช่างเถอะ”
นางทำท่าจะส่งกล่องใบนี้คืน คิดว่าอย่างไร
เสียคราวนี้ก็ไม่ได้เกิดเรื่อง เพียงกำชับโหยว
ฟางอิ๋นว่าหลังจากนี้ต้องระมัดระวังสักหน่อยก็
พอ
คิดไม่ถึงว่าจู่ ๆ โหยวฟางอิ๋นกลับเอ่ยปาก
ขึ้นมาอีก ถึงแม้เสียงจะสั่นเล็กน้อยเพราะความ
หวาดกลัว แต่ภายในแววตาที่มองมากลับเต็มไป
ด้วยความแน่วแน่และยืนกรานอย่างน่า
ประหลาดชนิดหนึ่ง “คุณหนูรอง ก่อน…ก่อนข้า
จะไปที่สมาคมเจียงเจ้อข้าเคยสอบถามมาแล้ว
ชีวิตของคนที่บ้านเถ้าแก่สี่ว์เขา…เขาขึ้นอยู่กับ
การค้าครั้งนี้ อีกทั้งบรรดาเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมที่
บ้านเกิดเขายังรอให้เขาขายเส้นไหมได้เงิน
กลับไปยังหนานสวิน อี๋…อี๋…อี๋เหนียงของข้าเคย
บอกข้าว่าหากคนผู้หนึ่งมีสหายมากมายคอย
ช่วยเหลือ และมีคนยินดีจะเชื่อเขามากมาย
อย่างน้อยก็ไม่ใช่คนไม่ดี ถ้าหาก…ถ้าหากข้าไม่
บอกเขา เขาจะทำเช่นไร แล้วเกษตรกรผู้เลี้ยง
ไหมเหล่านั้นจะทำเช่นไร? ดังนั้นข้าถึง…ข้าถึงได้
…”
เจียงเสวี่ยหนิงตะลึงงัน
ก่อนจะหัวเราะออกมา
ทว่าหัวเราะไปหัวเราะมา ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด
ความร้าวรานกลับเอ่อท้นในใจ น้ำตาซึ่งสะกด
กลั้นและฝืนทนให้อยู่ภายในเบ้าตาก่อนหน้านี้
ไหลรินจนหมดสิ้น ส่งเสียงดังเผาะ ๆ ร่วงกระทบ
ตั๋วเงินในกล่องจนเปียกชุ่ม
“หญิงโง่งม…”
โหยวฟางอิ๋นเห็นนางหัวเราะก่อน ใบหน้าจึง
สดใสตาม เพียงนึกว่าคุณหนูรองเจียงไม่ถือสาหา
ความ ทำให้รู้สึกว่าตนเองทำถูกต้องแล้ว
แต่ตนยังไม่ทันดีใจ เจียงเสวี่ยหนิงก็ร้องไห้
ออกมา
โหยวฟางอิ๋นตกใจจนทำอะไรไม่ถูก รีบลน
ลานยกแขนเสื้อเช็ดน้ำตาให้นาง “ท่านอย่าร้อง
ท่านอย่าร้อง ต้องโทษฟางอิ๋น ฟางอิ๋นสำนึกผิด
แล้ว วันหลังจะไม่กล่าววาจาเหลวไหลกับผู้อื่นอีก
…”
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินนางพูดเช่นนี้ น้ำตาก็ยิ่ง
ไหลรินไม่ขาดสาย
โหยวฟางอิ๋นร้องไห้ตามไปด้วย รู้สึกโทษ
ตนเองยิ่งนัก “คุณหนูอยากให้ข้าหาเงิน เช่นนั้น
ต้องเป็นเพราะฟางอิ๋นยังดีไม่เพียงพอ คราวนี้ยัง
หาเงินได้ไม่มากพอ ท่านอย่าร้องไปเลย คราว
หน้า…คราวหน้าข้าต้องตั้งใจเรียนรู้ให้มากกว่านี้
คราวหน้า…คราวหน้าต้องหาเงินให้คุณหนูได้
มากกว่านี้ หาให้ได้มาก ๆ …”
ช่างเป็นหญิงสาวที่โง่งมเสียจริง
เจียงเสวี่ยหนิงทั้งร้องไห้ทั้งอยากหัวเราะ
ความรู้สึกสารพัดอย่างทั้งในชาตินี้และชาติก่อน
พลันถั่งท้นจนหมดสิ้น กลายสภาพเป็นบางสิ่ง
บางอย่างซึ่งหนักแน่นและยังกดทับลงมาหนัก
หน่วง ทำให้ในที่สุดนางก็ได้ยืนอยู่บนพื้นดินเสียที
หลังจากลอยเคว้งกลางอากาศอันเวิ้งว้างไร้
ขอบเขต
นางไม่อาจข่มกลั้นอาการสะอึกสะอื้นได้
เจียงเสวี่ยหนิงหลุบตามองตั๋วเงินกล่องนั้น
จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ท่าทางคล้ายจะ
กลั้นน้ำตาเอาไว้ ทว่าน้ำเสียงยังเจือสะอื้น “ไม่ ดี
มากแล้ว เจ้าทำได้ดีมากแล้วจริง ๆ”
เป็นข้า
เป็นข้าที่ดีไม่พอ
——————–
1. ในรอยแตกยังมีแสงสว่าง เป็นสำนวน
หมายถึงแม้จะตกอยู่ในสถานการณ์สิ้นหวัง
แต่ก็ยังพอจะมีความหวังอยู่