คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 33 อากาศดี (1)
เจียงเสวี่ยหนิงไม่เคยปฏิเสธว่าตนเป็นคนเห็น
แก่ตัว เมื่อเทียบกับโหยวฟางอิ๋นคนปัจจุบันแล้ว
ส่วนลึกภายในจิตใจนางเคยหวังอย่างชั่วร้าย
เอาไว้ว่าผู้ที่มายังสถานที่แห่งนี้จะเป็นโหยว
ฟางอิ๋นที่นางคุ้นเคยผู้นั้น
ทว่าสุดท้ายความชั่วร้ายนี้ก็มีขีดจำกัด
นางไม่อาจทนดูโหยวฟางอิ๋นผู้นี้ถูกคนทำร้าย
และไม่อาจจินตนาการได้ว่าหลังจากตนเองปล่อย
ให้เรื่องทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วจะยังเป็นสหายกับ
โหยวฟางอิ๋นอีกผู้หนึ่งได้อย่างไร
ดังนั้นนางจึงช่วยชีวิต แต่กระนั้นก็อดดูแคลน
ความขี้ขลาดตาขาวและดูแคลนทุกสิ่งอย่างที่
แตกต่างจากโหยวฟางอิ๋นอีกผู้หนึ่งไม่ได้
แต่ไฉนโหยวฟางอิ๋นผู้นี้ต้องกลายเป็นโหยว
ฟางอิ๋นอีกผู้หนึ่งด้วยเล่า
นางแค่ใช้ชีวิตของตัวเองก็เท่านั้น
และถึงแม้เจียงเสวี่ยหนิงจะเป็นผู้ช่วยชีวิต
ทว่าก็ไม่มีคุณสมบัติจะชี้นิ้วกำหนดชีวิตนาง และ
ไม่มีกงการอะไรจะมาแสดงความผิดหวังต่อการ
ตัดสินใจใด ๆ ของนางอีกด้วย…ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง
ว่านางถึงกับทำตามสิ่งที่เจียงเสวี่ยหนิงชี้แนะ ทั้ง
ไปซื้อเส้นไหมดิบทั้งไปเรียนรู้การจดบัญชี กล้า
เดินออกจากเรือนหลังที่สตรีธรรมดาทั่วไปไม่กล้า
เดินออกไป จากนั้นก็นำความรู้สึกซาบซึ้งใน
บุญคุณอันเปียมล้นของตนเองใส่ลงในกล่องเล็ก
ๆ ใบนี้…
ผ่านไปครู่หนึ่งเจียงเสวี่ยหนิงถึงสงบจิตใจลง
ได้ มองนางพร้อมพูดว่า “ต่อจากนี้เล่า เจ้ามี
แผนการอะไรหรือไม่?”
ครั้นโหยวฟางอิ๋นเห็นว่าอีกฝั่ายไม่ร้องไห้แล้ว
ถึงค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อย
ยามนี้กำลังนิ่งอึ้ง หลังจากคิดจึงตอบกลับไป
ว่า “หาเงิน หาเงินให้มากขึ้น ทำให้คุณหนูรองดี
ใจ!”
คำพูดเซ่อซ่าโง่เขลาอีกแล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงอดหัวเราะทั้งน้ำตาไม่ได้ รู้สึก
เพียงว่าโหยวฟางอิ๋นผู้นี้ช่างยึดติดเหลือเกิน แต่
ครั้นคิดดูอีกที ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นเช่นไร การ
อยากหาเงินให้มากขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย
สำหรับตัวโหยวฟางอิ๋นเองในตอนนี้ ไม่มี
ทางเลือกใดดีไปกว่านี้อีกแล้ว
แต่ก่อนหน้านั้นยังมีปัญหาหนึ่งซึ่งจำเป็นต้อง
แก้ไข
เจียงเสวี่ยหนิงจำได้ว่าเมื่อก่อนตอนอยู่ในวัง
เคยได้ยินเสิ่นเจี้ยเล่าว่าสืบเรื่องเรือขนเส้นไหมดิบ
พลิกคว่ำที่คลองขนส่งได้แล้ว เป็นการสมคบคิด
กันระหว่างขุนนางและพ่อค้าเพื่อโก่งราคาผ้าไหม
คิดจะฉวยเอากำไรจากเรื่องนี้
นางเอ่ยขึ้นว่า “ช่วงที่พวกเจ้าขายเส้นไหมดิบ
ออกไป เคยได้ยินข่าวผิดปกติอะไรบางอย่าง
หรือไม่?”
“เคย”
โหยวฟางอิ๋นรีบผงกศีรษะ สีหน้าเจือหวาด
หวาดกลัวอยู่หลายส่วน “เป็นเมื่อวานซืนนี้เอง มี
ทหารของทางการมาที่สมาคมหลายนาย จับกุม
พ่อค้าใหญ่ไปหกเจ็ดคน ฟังจากเถ้าแก่สี่ว์ เห็นว่า
ต่างเป็นพ่อค้ารายใหญ่อันดับต้น ๆ ในวงการ มี
หลายคนก่อนหน้านี้เคยเสนอซื้อผ้าไหมดิบทั้งลำ
เรือจากเขาด้วยราคาต่ำ แต่ตอนนั้นเขารู้สึกราคา
ต่ำเกินไป แม้แต่เงินจะนำกลับไปมอบให้คนที่
บ้านเกิดยังไม่เหลือ ทำให้ไม่ได้ตกปากรับคำ คิด
ไม่ถึงว่าขณะที่พวกเราเพิ่งจะขายเส้นไหมได้ พวก
เขาก็เกิดเรื่องเสียแล้ว ได้ยินมาอีกว่าเหมือน
ร่วมมือกันฉวยโอกาสโก่งราคาอะไรสักอย่าง ข้า
และเถ้าแก่สี่ว์กลัวมาก แต่สองวันผ่านไปก็ยังไม่มี
คนมาจับกุมพวกเรา ทว่าเมื่อเย็นวานมีผู้ดูแลที่
จวนของข้าคนหนึ่งถูกนำตัวไป คล้ายบอกว่าญาติ
ที่บ้านเขาสักคนรู้จักกับขุนนางที่คลองขนส่งคน
หนึ่ง ไม่รู้จะถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่…”
เจียงเสวี่ยหนิงฟังครึ่งแรกก็ยังดีอยู่ แต่เมื่อได้
ยินโหยวฟางอิ๋นบอกว่ามีผู้ดูแลของจวนชิงหย่วน
ปั๋อคนหนึ่งถูกจับกุมตัวไปขนหัวก็ลุกชัน
คดีใหญ่อย่างการที่ขุนนางและพ่อค้าสมคบ
คิดกันคว่ำเรือเพื่อฉวยโอกาสโก่งราคาผ้าไหม
เช่นนี้ ไม่มีเหตุผลจะต้องไต่สวนพวกปลาซิวปลา
สร้อยอย่างจวนชิงหย่วนปั๋อ แค่จับตัวขุนนางกับ
พ่อค้าก็เพียงพอที่จะวุ่นวายไปพักหนึ่งแล้ว
แต่กลับจับกุมแม้กระทั่งผู้ดูแล
นางยกมือกดหว่างคิ้วตนเองช้า ๆ ต่อให้
ปราศจากหลักฐาน แต่ตอนนี้นางกล้ายืนยันได้ว่า
จะต้องมีคนลอบสืบเรื่องของโหยวฟางอิ๋นเป็นแน่!
หรือกล่าวอีกอย่างก็คือกำลังสืบเรื่องของตนซึ่ง
อยู่เบื้องหลังโหยวฟางอิ๋น…
ที่แท้โหยวฟางอิ๋นในชาติก่อนหาเงินจาก
การค้าครั้งนี้มากเท่าไร และได้บอกเรื่องนี้กับสี่ว์
เหวินอี้หรือไม่ เจียงเสวี่ยหนิงไม่รู้ ทว่านางรู้ว่าใน
เมื่อโหยวฟางอิ๋นกล้าหยิบยืมเงินมาทำการค้า นั่น
ต้องเพราะรู้ข้อมูลที่แน่ชัดล่วงหน้า ถึงได้กล้าเข้า
แลกจนถึงที่สุด
ครั้นลองประเมินสถานการณ์ย้อนกลับ การ
จะสืบไปจนถึงคนของจวนชิงหย่วนปั๋อก็เป็นเรื่อง
สมเหตุสมผล
เนื่องจากโหยวฟางอิ๋นในตอนนั้นเพิ่งจะทะลุ
มิติมาได้ไม่นาน เป็นไปไม่ได้ที่จะมีเส้นสาย
ส่วนตัวทำให้รู้ข้อมูลนี้
ถ้าเช่นนั้นเป็นไปได้มากว่าน่าจะรู้โดยบังเอิญ
โหยวฟางอิ๋นในชาตินี้รู้ข้อมูลนี้มาจากเจียง
เสวี่ยหนิง แต่ก็ยังกระทำแบบเดียวกันกับโหยว
ฟางอิ๋นในชาติก่อน ทั้งยังชักนำให้ผู้อื่นหันมา
สนใจเรื่องนี้เพราะเจตนาดีของตนอีกด้วย คนถึง
ได้ตามสืบสาวโหยวฟางอิ๋นจากเบาะแสที่ได้
มิหนำซ้ำยังต้องตามสืบทุกคนที่เคยติดต่อกัน
จากนั้นถึงได้ตามสืบมาถึงตัวของผู้ดูแลคนนี้
หากเป็นเช่นนี้จริง ผู้ดูแลคนนี้คงจะเป็นแพะ
รับบาปแทนนางเสียแล้ว
โหยวฟางอิ๋นเห็นเจียงเสวี่ยหนิงมีสีหน้า
แปรเปลี่ยนไปมา ความกระวนกระวายภายในใจ
จึงค่อย ๆ เพิ่มพูนตาม นางถามด้วยความร้อนรน
ว่า “เป็นเพราะมีคนกำลังตามสืบเรื่องนี้อยู่ ส่วน
ข้าก็อาจสร้างความเดือดร้อนให้คุณหนูใช่
หรือไม่?”
เจียงเสวี่ยหนิงพ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ ที
หนึ่ง
นางรู้สึกได้ว่ามีคนกำลังลอบจับตาดูตน แต่
หากมีคนเป็นแพะรับบาปแทน บางทีอาจยังไม่
ทันสืบมาถึงตัวนางก็เป็นได้ ผู้ใดจะคิดเล่าว่า
คุณหนูซึ่งปราศจากความเกี่ยวข้องกับคลองขนส่ง
แม้แต่น้อยเช่นนางจะรู้ข้อมูลนี้
ย่อมเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผล
เพราะฉะนั้นต่อให้มีชื่อของนางอยู่ในใบ
รายชื่อของผู้ที่ต้องตรวจสอบ ก็เกรงว่าคงถูกคน
ละเลยไปได้โดยปริยาย
ต่อให้เหมือนสถานการณ์จะตึงมืออยู่บ้าง แต่
กระนั้นก็ยังพอทำเรื่องวัวหายล้อมคอกได้
เจียงเสวี่ยหนิงกล่าวกับอีกฝั่ายว่า “ไม่ว่าภาย
ภาคหน้าเจ้าจะทำสิ่งใด กระทำการใดจะต้อง
ระมัดระวัง ในเมื่อก่อนหน้านี้ไม่เคยเอ่ยชื่อข้าต่อ
หน้าเถ้าแก่สี่ว์แม้แต่คำเดียว ภายหลังก็ห้ามเอ่ย
เพิ่มแม้แต่คำเดียวเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
สถานะของข้า ข้าไม่รู้ว่าวันนี้เจ้ามาหาข้าแล้วจะ
มีคนสะกดรอยตามอยู่เบื้องหลังหรือไม่ แต่ไม่ว่า
จะมีหรือไม่มี ให้ถือว่าเจ้าไม่รู้เรื่องนี้ ส่วนข้าก็
ไม่ใช่คนที่เคยชี้แนะเคล็ดลับอะไรกับเจ้าทั้งสิ้น
ข้าเป็นเพียงผู้ช่วยชีวิตที่เจ้าซาบซึ้งบุญคุณ พรุ่งนี้
เจ้าจงไปซื้อของบางอย่าง จากนั้นแอบออกจาก
จวน ไปที่ประตูข้างของจวนตระกูลเจียง แอบมา
คารวะข้าเงียบ ๆ ข้ามีเรื่องจะสั่งเจ้าหลายอย่าง
พอดี”
บทที่ 33 อากาศดี (2)
โหยวฟางอิ๋นใบหน้าเคร่งขรึม เผยสีหน้า
จริงจังอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
นางผงกศีรษะโดยแรง ทว่าหลังจากนั้นก็
ขมวดคิ้ว “หากข้ามาอย่างลับ ๆ ล่อ ๆ จะไม่ยิ่ง
ทำให้ผู้อื่นสงสัยอย่างนั้นหรือ?”
“สิ่งที่ต้องการก็คือให้พวกเขาสงสัย” นัยน์ตา
ของเจียงเสวี่ยหนิงปกคลุมด้วยไอทะมึนมืด
ต่อให้ไม่รู้ว่าคู่ต่อสู้ในที่ลับเป็นผู้ใด แต่นาง
ต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ ฉะนั้นจึงอธิบายเพิ่ม
“ประการแรก ทรัพย์สินเงินทองที่ได้มานี้ไม่อาจ
เปิดเผยให้ผู้อื่นรู้ หากเจ้าหาเงินมาได้แล้วซื้อของ
มาขอบคุณผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเช่นข้าอย่าง
เอิกเกริกจะทำให้ดูแปลกประหลาดมาก
นอกจากนี้ตอนเจ้าอยู่จวนปั๋อก็ต้องระมัดระวัง
การแอบมาหาข้าดูเผิน ๆ เหมือนจะทำให้ผู้อื่น
สงสัยได้ก็จริง แต่หากสืบอย่างละเอียดจะพบว่า
นี่ต่างหากถึงจะเป็นวิธีที่เหมาะสมกับสภาพความ
เป็นอยู่ของเจ้า”
โหยวฟางอิ๋นฟังด้วยความรู้สึกคล้ายเข้าใจ
คล้ายไม่เข้าใจ
ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงกลับหัวเราะ “หากวัน
หนึ่งเจ้าอยากขจัดความสงสัยที่คนผู้หนึ่งมีต่อเจ้า
ให้ได้มากที่สุด เจ้าจะต้องทำให้เขาสงสัยในตัวเจ้า
ก่อน จากนั้นก็ให้เขาปฏิเสธความสงสัยของตน
ด้วยตนเอง เพราะคนเราเคยชินกับการสงสัย
ผู้อื่น ทว่ามักเชื่อมั่นในตัวเอง ต้องรู้ว่าใต้หล้านี้
คนฉลาดที่ซ่อนตัวอยู่ในที่ลับล้วนยากจะต่อกร
ทั้งสิ้น”
โหยวฟางอิ๋นก้มศีรษะอย่างครุ่นคิด
เจียงเสวี่ยหนิงส่งกล่องซึ่งบรรจุตั๋วเงินใบนั้น
กลับคืนไป “เจ้านำเงินไปเถอะ”
โหยวฟางอิ๋นตะลึงงัน
“ข้านำมาเพื่อมอบให้คุณหนูนะ! เงินที่ใช้ทำ
การค้าท่านเป็นคนมอบให้ วิธีการหาเงินท่านก็
เป็นคนบอก แม้แต่ชีวิตของข้าก็ยังเป็นท่านที่ช่วย
เอาไว้อีก หากท่านไม่รับเงินก้อนนี้ ข้า ข้า…”
ดวงตาทั้งสองข้างของนางแดงจนเกือบจะร่ำ
ไห้ออกมาแล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงกลับหยิบเพียงถุงหอมสีขาวที่
วางทับในกล่องขึ้นมา “คราวก่อนเจ้าชนแผงลอย
ของผู้อื่นจนล้มเพื่อสิ่งนี้สินะ?”
บนก้นถุงใช้ด้ายสีน้ำเงินเข้มปักเป็นรูปดอก
โบตั๋น
ในนั้นยังแซมสีทองเข้มหลายกระจุก ปักด้าย
สีทองทีละฝีเข็ม
นับว่าเป็นฝีเข็มที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก
โหยวฟางอิ๋นคิดไม่ถึงว่าเจียงเสวี่ยหนิงจะรู้
เรื่องที่ตนเองชนแผงลอยของผู้อื่นจนล้มด้วย
ความซุ่มซ่ามในวันนั้นด้วย ใบหน้าจึงแดงขึ้นมา
ทันที สองมือวางบนหน้าตัก ท่าทางทำอะไรไม่
ถูก พูดจาอึกอักว่า “ข้าแค่มองเห็นระหว่างทาง
ขากลับจากสมาคมการค้า รู้สึกว่ามีถุงหอมซึ่งมีฝี
เข็มที่มีความเฉพาะตัวมากอยู่ในนั้น ข้าทำอะไร
ไม่เป็นสักอย่าง อีกทั้งครั้งแรกที่ได้พบคุณหนูยัง
ชนจนถุงหอมของท่านหล่นพื้นจนสกปรกอีก ข้า
จึงคิดจะปักที่ดีงามยิ่งกว่าให้ท่านถุงหนึ่ง…”
เจียงเสวี่ยหนิงจ้องมองถุงหอมในมือโดยไม่
เอ่ยวาจา
โหยวฟางอิ๋นกลับเอ่ยถึงความถนัดของตนเอง
อย่างหาได้ยากยิ่ง แววตาเปล่งประกายขึ้นมา
เล็กน้อยอีกครั้ง
“วิธีการปักนี้ข้าฝึกฝนอยู่นานถึงจะทำสำเร็จ
นอกจากนี้วัสดุชิ้นนี้เกิดจากข้าพบเกษตรกรผู้
เลี้ยงไหมของหนานสวินจากการไปหาเถ้าแก่สี่ว์
คราวก่อน เขาบอกว่าเป็นผ้าไหมที่ตระกูลของตน
ทอ พอดีเหลืออยู่เล็กน้อยจึงมอบให้ข้า ข้าคิดว่า
นี่คือการทำการค้าครั้งแรกของข้า อีกทั้งคุณหนู
รองยังเป็นผู้สอนข้าอีก ดังนั้นจึงสบโอกาสนำมา
ปักเป็นถุงหอมพอดี ท่านว่างามหรือไม่?”
“งาม”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกอบอุ่นอยู่ในอกจนเกือบจะ
หลั่งน้ำตาอีกครา
นางกำถุงหอมและเอ่ยต่อ “เงินไม่ต้อง แต่ถุง
หอมนี้ข้ารับเอาไว้แล้ว”
โหยวฟางอิ๋นเงยหน้า คล้ายยังอยากจะพูด
อะไรอีก “แต่…”
เจียงเสวี่ยหนิงยื่นมือออกมาโอบอีกฝั่ายเอาไว้
ในอ้อมอก กอดนางพร้อมกล่าวเสียงแผ่วเบา
“ของที่เจ้านำมาให้ข้าในวันนี้มีค่ากว่าเงินเหล่านี้
มาก”
โหยวฟางอิ๋นตะลึงงัน
อ้อมกอดของเจียงเสวี่ยหนิงอบอุ่นจนถึงขั้น
อ่อนโยน
ส่วนเสียงของนางก็ลอยล่องราวกับอยู่ในห้วง
แห่งความฝัน “ขอบใจเจ้ามาก อีกอย่าง ขอโทษ
ด้วยนะ”
ขอโทษที่ข้าเข้าใจเจ้าผิดไป
ขอบใจที่เจ้าบอกข้า ที่แท้ข้าก็ทำได้
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าวันนี้นางใกล้จะพังครืนมาแล้วกี่
ครั้ง
วันนี้เซี่ยเวยบอกนางว่า เจ้าหนีไม่พ้น
และวันนี้ โหยวฟางอิ๋นบอกนางว่า เจ้า
เปลี่ยนแปลงได้
ถึงแม้วงโคจรของหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน
ชาตินี้แทบจะไม่ต่างจากชาติที่แล้วสักเท่าไร แต่
ทุกเหตุการณ์ก็มีความแตกต่างจากชาติที่แล้ว
เช่นกัน
โดยเฉพาะโหยวฟางอิ๋น
ก่อนหน้านี้เจียงเสวี่ยหนิงนึกว่าเมื่อช่วยเหลือ
นางไปแล้ว นางจะยังคงเป็นโหยวฟางอิ๋นผู้ขี้
ขลาดตาขาวและทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่างดังเดิม
สำหรับความผิดหวังที่มีต่อนางไม่สู้บอกว่าเป็น
ความผิดหวังที่ตนเองไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้
จะดีกว่า
แต่โหยวฟางอิ๋นผู้นี้ก็ทำไปแล้ว
ซ้ำยังทำสำเร็จอีกด้วย
ถึงขั้นที่ว่าหากจะนับกันอย่างจริงจัง นาง
ประสบความสำเร็จยิ่งกว่าโหยวฟางอิ๋นในชาติ
ก่อนเสียอีก
แม้จะทิ้งร่องรอยเอาไว้บ้าง แต่เมื่อเทียบกับ
สิ่งที่เจียงเสวี่ยหนิงได้รับมาในวันนี้แล้วมันสำคัญ
ตรงไหน
โหยวฟางอิ๋นไม่รู้สาเหตุที่เจียงเสวี่ยหนิง
ร้องไห้ในวันนี้ และไม่รู้ว่าคำพูดเมื่อครู่ของอีก
ฝั่ายหมายความว่าอย่างไร แต่นางก็สัมผัสได้ถึง
ความอ่อนนุ่มที่ไม่เคยมีมาก่อนจากอ้อมกอดนี้
กล่องที่นางนำมาถูกวางกลับใส่มืออีกครั้ง
เจียงเสวี่ยหนิงเพียงพูดกับนางว่า “พรุ่งนี้มา
หาข้า”
โหยวฟางอิ๋นกอดกล่องใบนั้น ผงกศีรษะด้วย
ท่าทางอึ้งงันเล็กน้อย นางลงจากรถแล้วอดหัน
หน้ากลับไปมองเจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้ ก่อนจะซ่อน
กล่องกลับเข้าไปในแขนเสื้อ เดินเลียบถนนที่ทอด
ยาวไปอย่างเชื่องช้า
เจียงเสวี่ยหนิงมองโหยวฟางอิ๋นเดินจากไป
ไกล
ไกลขึ้นเรื่อย ๆ
สุดท้ายนางถึงกับออกมายืนบนเพลารถด้าน
นอก ทอดสายตามองเงาร่างนั้นจวบจนลาลับตา
*****
เซี่ยเวยม้วนกระดาษคำตอบเหล่านั้น และ
เมื่อเขาเดินออกจากวังหลวงมาตามถนนจูเชวี่ยที่
ทอดยาวก็มองเห็นภาพเหตุการณ์นี้เข้าพอดี
รถม้าจอดอยู่ข้างทาง โดยมีนางยืนอยู่บนรถ
พลางทอดสายตามองออกไปไกล
ท้องฟั้าอันกระจ่างใสซึ่งหาได้ยากยิ่งยามฤดู
สารท สายลมพัดพาเมฆที่ต้องแสงยามสายัณห์
ส่วนนางก็ยืนอยู่ใต้หมู่เมฆที่ต้องแสงนี้
ขณะเจียงเสวี่ยหนิงหมุนกายและกำลังจะมุด
เข้าตัวรถก็มองเห็นเขาซึ่งรั้งฝีเท้าอยู่ไม่ไกลพอดี
เดิมทีนางควรรู้สึกกลัว
แต่อาจเพราะวันนี้ได้พบโหยวฟางอิ๋นที่เป็น
เช่นนี้จนดีใจเป็นล้นพ้น ยามนี้เมื่อเห็นเซี่ยเวยซึ่ง
แต่เดิมควรรู้สึกรังเกียจ กลับรู้สึกถูกชะตาขึ้นเป็น
อันมาก
นางหยักโค้งริมฝีปาก ผงกศีรษะให้เขาครั้ง
หนึ่ง เพียงเอ่ยออกมาว่า “คารวะเซี่ยเซียนเซิง”
เซี่ยเวยไม่ได้ตอบ
เขารู้สึกเพียงว่ารอยยิ้มซึ่งประดับบนริมฝีปาก
นางได้ช่วยขจัดไอหมอกอันมืดหม่นที่กดทับร่าง
ตนอยู่ทั้งหมดให้ปลาสนาการไปสิ้นในบัดดล
สว่างสดใสอย่างหาได้ยากยิ่งนัก
เฉกเช่นท้องฟั้าในวันนี้
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้ต้องการให้เขาตอบสิ่งใด
นางแค่กล่าวทักทายเท่านั้น ต่อมาจึงเข้าไปในตัว
รถ เรียกให้สารถีออกเดินทางอีกครั้ง มุ่งหน้าไป
ยังจวนตระกูลเจียง
ใกล้จะถึงเวลาต้องลั่นดาลประตูวังแล้ว
ขุนนางใหญ่ซึ่งถูกเรียกตัวให้เข้าวังมาเพื่อ
ปรึกษาข้อราชการกะทันหันทยอยออกจากวัง
เช่นกัน
ระหว่างทางครั้นเห็นเซี่ยเวยยืนอยู่ตรงนั้นจึง
อดถามไม่ได้ “รองราชครูเซี่ยมองอะไรอยู่ตรงนี้
หรือ?”
เซี่ยเวยจึงละสายตา เปลี่ยนเป็นทอดตามอง
ผืนฟั้าแทน
ยามพลบค่ำงดงามตระการตามากเป็นพิเศษ
จุดสูงสุดเหนือศีรษะเป็นท้องฟั้าสีน้ำเงินเข้ม
ปลอดเมฆ เมื่อเคลื่อนสายตามองไปทางทิศ
ประจิมจึงเห็นผืนฟั้าที่กำลังแปรเปลี่ยน เริ่มตั้งแต่
สีม่วงเข้ม ไล่ไปสู่สีชาด กระทั่งถึงสีแดงทอง
แล้วตะวันสีทองหม่นก็เคลื่อนคล้อยไปใน
ลำแสงสายัณห์สีทองแถบสุดท้ายของความมืดมิด
แห่งอัสดงคต
ไม่รู้เพราะเหตุใด เขากลับหัวเราะออกมา
เพียงหันกลับไปกล่าวกับใต้เท้าผู้นั้นว่า “อากาศดี
จริง ๆ”
จบเล่ม 1
โปรดติดตามเล่มถัดไป