คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 34 ช่วงก่อนเกิดมรสุม (1)
“เถ้าแก่หลี่ว์ เซี่ยเซียนเซิงมาถึงแล้วขอรับ”
ท้องฟั้ามืดมิด ผู้คนที่เดินสัญจรไปมาตามท้อง
ถนนมีน้อยยิ่งนัก ส่วนร้านค้าก็ปิดทำการเกินกว่า
ครึ่งเช่นกัน แต่กระนั้นร้านโยวหวงที่อยู่ติดถนน
ยังคงสว่างไสวด้วยโคมไฟซึ่งแขวนอยู่นอกชั้นสอง
ของอาคาร
มีเด็กรับใช้คอยรายงานอยู่นอกห้องลับทาง
ด้านหลัง
หลี่ว์เสี่ยนนั่งอยู่ภายในและกำลังขมวดคิ้ว
ด้วยความไม่สบอารมณ์นักขณะอ่านรายงานที่
ลูกน้องส่งขึ้นมา
ครั้นได้ยินเสียงรายงาน เขาก็ร้องด่า “เช้าไม่
มาเย็นไม่มา ปกติใช้เกี้ยวขนาดแปดคนหามไป
เชิญก็ยังเชิญตัวมาไม่ได้ แต่พอบอกเขาว่ามีไม้ชั้น
ดีส่งมาที่นี่หลายท่อนถึงกับถ่อมาด้วยตัวเอง ข้าสู้
ท่อนไม้สองสามท่อนยังไม่ได้เลย!”
พูดพลางโยนรายงานลับลงบนโต๊ะเสียงดังปึง
เขาลุกขึ้นเดินออกไปเบื้องนอก
ร้านโยวหวงมีห้องพิณซึ่งสร้างไว้ให้ลูกค้าลอง
บรรเลงโดยเฉพาะ ขณะที่หลี่ว์เสี่ยนผลักประตู
เข้าไป ก็เห็นเด็กรับใช้ของตนวางเตาซึ่งจุดถ่าน
เรียบร้อยไว้ในห้องอย่างรู้งาน ทั้งยังชงชาหิมะ
โปรยบึงมรกต[1]คุณภาพชั้นเลิศที่สุดเท่าที่มีใน
ร้านของเขาให้เซี่ยเวยอีกด้วย
เขาส่งเสียงดังฟืดฟาดออกทางจมูกทันที
หลี่ว์เสี่ยนเดินเข้าไปเอานิ้วจิ้มหน้าผากเด็กรับ
ใช้ “เขามาแค่ซื้อไม้จะได้เงินสักเท่าไรกันเชียว?
เจ้ายกเตาผิงและชงชาชั้นดีให้เขาเช่นนี้ แล้วข้าที่
เป็นเถ้าแก่ของเจ้ายังจะได้กำไรอะไรอีก? มีสมอง
หน่อยได้หรือไม่?”
เด็กรับใช้มองเขาอย่างเงียบงัน
นิสัยตระหนี่ถี่เหนียวของเถ้าแก่ ตนแก้ไข
อะไรไม่ได้แล้ว
มิหนำซ้ำมีครั้งใดบ้างที่เซี่ยเซียนเซิงมาถึงแล้ว
ได้ดื่มชาคุณภาพแย่ ต่อให้เขาไม่ได้เป็นคนชง
เกรงว่าประเดี๋ยวเถ้าแก่ก็ต้องไปชงให้อย่างว่าง่าย
อยู่ดี
แต่เขาไม่ได้โต้แย้งอะไร ถอยออกไปเงียบ ๆ
ทั้งยังปิดประตูด้วย
หลี่ว์เสี่ยนโมโหจนถลึงตา “ดูเข้าสิ! ดูเข้าสิ
บ่าวไพร่พวกนี้ไร้การอบรมแค่ไหน! ผู้ใดเป็นนาย
ของร้านโยวหวงนี้กันแน่!”
ยามนี้เซี่ยเวยกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่งหลัว
ฮั่น[2]ทรงสี่เหลี่ยมซึ่งตั้งอยู่ริมหน้าต่าง เนื่องจาก
กลัวความหนาวเย็น จึงพาดผ้าห่มขนสัตว์ผืนบาง
ลงบนขาด้วย ครั้นได้ยินก็หัวเราะเบา ๆ เพียง
คราหนึ่ง
พอหลี่ว์เสี่ยนเดินเข้ามาก็พบว่าเขากำลังอ่าน
อะไรบางอย่าง
กระดาษเซวียนซึ่งเขียนตัวอักษรเต็มพืดนับ
สิบแผ่นน่าจะถูกม้วนมา ขอบทั้งสองข้างยัง
กระดกขึ้นเล็กน้อย ดูแล้วคล้ายจะเป็น
กระดาษคำตอบข้อสอบ สิ่งที่เซี่ยเวยกำลังอ่าน
คือแผ่นด้านบน อ่านไปอ่านมาก็อดงอนิ้วเล็กน้อย
พร้อมแตะริมฝีปากไม่ได้ ถึงขั้นเปล่งเสียงหัวเราะ
ออกมา
ลายมือไก่เขี่ยนี่…
หลี่ว์เสี่ยนเห็นแล้วปวดตา
เขาเลิกชายเสื้อคลุม ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งตรง
ข้ามเซี่ยเวย กล่าวด้วยสีหน้าแปลกประหลาดว่า
“ได้ยินว่าวันนี้เจ้าเข้าวังหลวงเพื่อสอบคัดเลือกผู้
ที่จะมาเป็นพระสหายร่วมศึกษาขององค์หญิง
พวกนี้คงไม่ใช่กระดาษคำตอบของคุณหนูตระกูล
ใหญ่พวกนั้นทั้งหมดกระมัง? ตัวอักษรนี้ออกจะ
น่าเกลียดเกินไปสักหน่อย…”
เซี่ยเวยกลับไม่ตอบคำ
เพียงดึงกระดาษคำตอบแผ่นอื่นที่อยู่ข้างใต้
จำนวนสิบแผ่นออกมาโยนลงไปในเตาถ่านสบาย
ๆ เพียงครู่เดียวก็เผาจนหมดสิ้น เขามีท่าทีไม่
แยแสสักเท่าใดนัก ขณะนี้กระดาษคำตอบเหลือ
แค่แผ่นที่เพิ่งจะอ่านไปเมื่อสักครู่ซึ่งถูกม้วนเก็บ
และวางไว้ด้านข้าง
ครานี้เซี่ยเวยถึงเลิกคิ้วเล็กน้อยขณะพูดว่า
“มีไม้ชิว[3]ชั้นดีมาที่ร้านของเจ้าใช่หรือไม่?”
ไม่เอ่ยปากยังพอทำเนา แต่พอเอ่ยปากก็ทำ
ให้คนสำลักตาย
หากไม่ใช่เพราะยามนี้ตนกำลังทำงานให้คนผู้
นี้อยู่ หลี่ว์เสี่ยนกล้ารับประกันเลยว่าคนอย่างเซี่ย
เวย หากออกไปนอกร้านจะต้องถูกเขากระทืบ
ตายแน่
แต่กลับทำได้เพียงอวยพรเซี่ยเวยในใจว่า
ทางที่ดีขอให้พิณคันต่อไปใช้เวลาแกะถึงสามปีห้า
ปี จากนั้นค่อยถูกคนใช้ดาบฟันไปเสีย
หลี่ว์เสี่ยนพลันกระตุกยิ้มมุมปากอย่างเย็นชา
ตอบกลับไปว่า “ไม้ชิวชั้นดีน่ะมี แต่ข้ามีข่าวร้าย
อยู่สองเรื่อง เจ้าอยากฟังเรื่องไหนก่อน?”
เซี่ยเวยถอนหายใจเบา ๆ “ยังคงคิดเรื่องของ
โหยวฟางอิ๋นผู้นั้นอยู่สินะ”
หากรู้ตั้งแต่แรกคงสั่งให้เจี้ยนซูมารับไม้แทน
เขาแล้ว
เหตุใดต้องมาด้วยตัวเองนะ
ยามนี้อีกฝั่ายไม่อาจทนฟังชื่อนี้ได้ พอได้ยินที
ไรก็ต้องเต้นผางเป็นเจ้าเข้า ดวงใจอัดแน่นด้วย
เพลิงโทสะ รู้สึกว่าตนเองกำลังถูกคนปันหัว “เจ้า
สั่งให้พวกเขาไปสืบ แต่สืบมาตั้งหลายวันขนาดนี้
แล้วได้ผลลัพธ์อะไรกลับมาบ้าง?”
ตอนที่รู้ว่าสี่ว์เหวินอี้เก็บเส้นไหมดิบเอาไว้
และไม่ยอมปล่อยขาย หลี่ว์เสี่ยนก็รู้ตั้งแต่แรก
แล้วว่าโหยวฟางอิ๋นมีอะไรแปลก ๆ
มิหนำซ้ำยังมีนายจ้างผู้ลึกลับอยู่เบื้องหลังอีก
ด้วย
หากสืบหาตัวนายจ้างไม่ได้ ใจเขาคงเหมือนมี
แมวข่วน ถึงอย่างไรเขาก็เป็นจิ้งจอกเฒ่าขี้งกที่
เก่งเรื่องทำการค้าจนหาตัวจับยากและคำนึงถึง
ผลประโยชน์ไปเสียทุกเรื่อง แต่เมื่อไปซื้อเส้นไหม
ดิบกลับถูกคนชิงตัดหน้า ซ้ำยังไปทำให้อีกฝั่าย
เกิดความมั่นใจว่าราคาเส้นไหมดิบจะต้องขึ้น
อย่างแน่นอนอีกต่างหาก เป็นเหตุให้เขาโมโหจน
แทบจะกระอักโลหิต
หลี่ว์เสี่ยนไม่มีวันยอมรับเรื่องแบบนี้
หลายวันก่อนเขากำหนดทิศทางกับเซี่ยจวีอัน
เนื่องจากรู้สึกว่าผู้ที่เดินทางขนส่งและผู้ที่อาศัย
อยู่บริเวณคลองขนส่งจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้อง
อย่างแน่นอน ดังนั้นจึงสั่งให้คนไปสืบว่าช่วงนี้
โหยวฟางอิ๋นติดต่อกับผู้ใดบ้าง
จากการสืบรอบแรก ลูกน้องแจ้งกลับมาว่าไม่
มีบุคคลต้องสงสัย
หลี่ว์เสี่ยนโมโหจนเรียกคนมาด่าทอยกใหญ่
จากนั้นก็ให้พวกเขาไปสืบคนเหล่านั้นอย่าง
ละเอียดถ้วนถี่อีกหน ขอบเขตขยายวงกว้างไป
จนถึงบุคคลที่ติดต่อกับจวนตระกูลโหยว
ขณะเดียวกันด้านเซี่ยเวยก็ถวายฎีกาแด่ฮ่องเต้
แจ้งเรื่องที่ราคาผ้าไหมในเมืองหลวงกับเจียง
หนานสองแห่งถูกกดให้ต่ำลงด้วยเจตนาอันชั่ว
ร้าย เพื่อจะสืบสวนขุนนางในราชสำนักและ
บุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ให้หมด
คราวนี้ถึงสืบจนได้ผลลัพธ์ออกมาจริง ๆ
มีขุนนางและพ่อค้ารวมหัวกันที่คลองขนส่ง
จริง บรรดาพ่อค้ากดราคาผ้าไหมให้ต่ำลงก่อน
จากนั้นค่อยสั่งให้คนพลิกเรือขนส่งเส้นไหมดิบที่
ล่องมาตามคลองขนส่ง เมื่อเป็นเช่นนี้วัตถุดิบ
ย่อมมีน้อยกว่าความต้องการ ราคาผ้าไหมย่อม
พุ่งพรวดเป็นธรรมดา
ครั้นได้กำไรแล้ว ทั้งพ่อค้าและขุนนางก็จะ
แบ่งกันคนละครึ่ง
เมื่อเรื่องถูกเปิดโปงย่อมสืบพบขุนนางและ
พ่อค้ากลุ่มใหญ่
ด้านจวนตระกูลโหยวนั้น สืบพบว่ามีบ่าวที่
คอยวิ่งรับใช้ให้สมาชิกของตระกูลขุนนาง
เหล่านั้นคนหนึ่งเคยได้ยินเรื่องนี้เข้า บ่าวผู้นี้มี
ศักดิ์เป็นญาติกับผู้ดูแลของจวนตระกูลโหยวและ
เคยเผลอโพล่งเรื่องนี้ขณะกำลังดื่มสุราในจวน
ตระกูลโหยวอีกด้วย
ทุกคนต่างนึกว่าเขาพูดเล่น ไม่ได้ถือว่าเป็น
เรื่องจริง
อีกทั้งไม่มีผู้ใดฉวยโอกาสนี้ไปซื้อเส้นไหมดิบ
อะไรนั่นเพื่อกักตุนรอให้ราคาขึ้นจริง ๆ แม้แต่
ผู้ดูแลยังไม่คิดเลยว่าเป็นเรื่องจริง
“เซี่ยจวีอัน เรื่องนี้ไม่สมเหตุสมผลเอา
เสียเลย” หลี่ว์เสี่ยนเอานิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ พูด
เน้นย้ำกับเซี่ยเวยว่า “สมมติว่าโหยวฟางอิ๋นเป็น
ผู้ที่มีโชควาสนาและกล้าเดิมพันจริง พอรู้ข่าว
เรื่องที่ผ้าไหมจะขึ้นราคาจากผู้ดูแลคนนี้ก็ไปซื้อ
เส้นไหมดิบเอาไว้ แต่นางจำเป็นต้องเสกสรรปัน
แต่งเรื่อง ‘นายจ้าง’ ซึ่งไม่มีอยู่จริงตั้งแต่แรกด้วย
หรือ? การมีอยู่ของ ‘นายจ้าง’ ผู้นี้ไม่ได้ช่วยอะไร
นางเลยสักนิด ดังนั้นคำอธิบายเพียงหนึ่งเดียวก็
คือ ‘นายจ้าง’ มีอยู่จริง! เพียงแต่พวกเรายังคลำ
หาว่าอีกฝั่ายซ่อนตัวอยู่ที่ไหนไม่ได้เท่านั้นเอง”
เซี่ยเวยหลุบตาครุ่นคิดเช่นกัน
ส่วนหลี่ว์เสี่ยนยิ่งพูดก็ยิ่งกลัดกลุ้ม “คนผู้นี้
กระทำการแปลกประหลาด รู้ข่าวแต่กลับออก
เงินแค่สี่ร้อยตำลึงเพื่อซื้อเส้นไหมดิบ อาจเพราะ
ไม่กล้า แต่ก็อาจเพราะไม่มีเงิน หรือมิเช่นนั้น
เรื่องครั้งนี้เบื้องหลังอาจยังซุกซ่อนความนัยลึกซึ้ง
ที่พวกเรายังเดาไม่ออกก็เป็นได้ สิ่งที่มองออก
ทะลุปรุโปร่งล้วนไม่น่ากลัว มีเพียงสิ่งที่มองไม่
ออกเท่านั้นที่ทำให้ข้ากระวนกระวายใจ”
เซี่ยเวยเอ่ย “หากเจ้ารู้สึกว่าการสืบหาตัว
ผู้ดูแลมาได้คนหนึ่งแล้วยังไม่อาจขจัดความสงสัย
ของเจ้าไปได้ เช่นนั้นจงส่งคนไปสะกดรอยตาม
โหยวฟางอิ๋นผู้นั้นอีกสักระยะ เส้นไหมดิบของสี่ว์
เหวินอี้เพิ่งจะขายออกได้แค่สองวัน ดั่งคำว่า
เหล็กที่เพิ่งจะตีเสร็จและส่งมาถึงมือยังคงร้อน
ระอุ หากโหยวฟางอิ๋นมีนายจ้างจริง จะต้องไป
รายงานบัญชีกับ ‘นายจ้าง’ ผู้นั้นใช่หรือไม่? ตอน
นั้นก็จะได้รู้เองว่า ‘นายจ้าง’ มีอยู่จริงหรือเปล่า
และหากมีอยู่จริง เขาคือผู้ใดกันแน่”
——————–
1. ชาหิมะโปรยบึงมรกต เป็นชามะลิ ได้ชื่อนี้
เนื่องจากใบชาที่ใช้มีสีขาว และน้ำชาที่ได้
เป็นสีเขียวอมเหลือง
2. ตั่งหลัวฮั่น เป็นเครื่องเรือนสมัยโบราณของ
จีน ใช้สำหรับนั่งรับแขกหรือนอนเล่น
ลักษณะคล้ายตั่งขนาดใหญ่ แต่ไม่ใช้เป็น
เตียงนอนในห้องนอน
3. ไม้ชิว เป็นไม้ผลัดใบชนิดหนึ่ง สูงถึงสามสิบ
เมตร ลำต้นตั้งตรง ใบรูปสามเหลี่ยม นิยม
นำไม้มาทำโลงศพ ปั้ายบรรพชน ฯลฯ
บทที่ 34 ช่วงก่อนเกิดมรสุม (2)
สิ่งที่หลี่ว์เสี่ยนต้องการคือคำพูดนี้ของเซี่ยเวย
เขาจึงหัวเราะออกมาทันที ปรบมือบอกว่า
“เช่นนั้นเจ้าต้องส่งยอดฝีมือไปจับตาดูสักหลาย
คน ทางที่ดีที่สุดคือให้เตาฉินไปด้วยตนเอง หาก
ฝังนายจ้างก็เป็นบุคคลอันร้ายกาจเช่นกัน จะได้
ไม่ต้องเสียหายซ้ำซ้อน!”
เซี่ยเวยกล่าว “เตาฉินอาจไม่เต็มใจจะไป
อย่าไร้สาระอีกเลย ข่าวร้ายอีกอย่างคืออะไร?”
ยามนี้หลี่ว์เสี่ยนกำลังจ้องมองเขาด้วยนัยน์ตา
วาววาม
เซี่ยเวยยกถ้วยชาขึ้นมา นิ้วมือเรียวยาวซึ่ง
แตะบนกระเบื้องเคลือบมันวาวสีฟั้าสว่าง
หยุดชะงัก พลันรู้สึกถึงอะไรได้ “เกี่ยวข้องกับ
จวนหย่งอี้โหว?”
หลี่ว์เสี่ยนผงกศีรษะ รู้ว่าเมื่อมีเซี่ยเวยอยู่ตรง
นี้ ขอเพียงเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับจวนหย่งอี้โหว
ล้วนเป็นเรื่องใหญ่ทั้งสิ้น…
ถึงแม้จนบัดนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าเป็นเพราะ
เหตุใดก็เถอะ
เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับไปว่า
“ระยะนี้จับกุมกลุ่มกบฏผิงหนานอ๋องได้ในเมือง
หลวง ทั้งยังเกิดเหตุลอบสังหารขุนนางราชสำนัก
อยู่หลายครั้ง ฮ่องเต้ถูกยั่วโทสะอย่างเห็นได้ชัด
สั่งให้สองหน่วยงานอย่างกรมอาญาและองครักษ์
เสื้อแพรร่วมกันสืบเรื่องนี้ มิหนำซ้ำยังงัดข้อกัน
ภายใน ดูว่าฝังไหนจะสืบว่าใครเป็นผู้เปิดทาง
อำนวยความสะดวกให้กบฏพวกนี้ในเมืองหลวง
ได้ก่อนกันอีกด้วย บรรดาตระกูลใหญ่ล้วนวิตก
แตกตื่น ทุกคนต่างกลัวว่าจะสืบมาถึงตนเอง ต่อ
ให้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโจรกบฏ แต่ก็กลัวว่าจะ
ถูกองครักษ์เสื้อแพรสืบเจอเรื่องอื่นเช่นกัน พูดได้
ว่าทุกคนต่างอยากจะหลีกลี้หนีหน้าองครักษ์เสื้อ
แพรยิ่งนัก แต่เจ้าเดาออกหรือไม่? ด้านเยี่ยน
ซื่อจื่อเพิ่งรับผู้คุมกองร้อยขององครักษ์เสื้อแพร
เอาไว้คนหนึ่ง ชื่อว่าโจวอิ๋นจือ ทั้งยังกำลังใช้เส้น
สายเพื่อเขา ต้องการให้เขามาดำรงตำแหน่งผู้คุม
กองพันซึ่งถูกจางเจอร้องเรียนจนว่างลง วันนี้
น่าจะกำหนดตัวได้แล้ว พรุ่งนี้ก็จะได้เลื่อนขั้น”
“องครักษ์เสื้อแพร…”
เซี่ยเวยอยู่ในวังหลวงทั้งวัน ยังไม่รู้ว่า
ภายนอกเกิดอะไรขึ้นบ้าง เมื่อได้ยินคำกล่าว
ของหลี่ว์เสี่ยน คิ้วยาวอันหมดจดงดงามสองเส้นก็
ขมวดมุ่น ไอสังหารเย็นเยียบพลันปกคลุมทั่ว
ใบหน้าอันหล่อเหลา
ยามเขาไม่ยิ้มแย้มช่างน่าหวาดกลัว
เหลือหลาย
เพียงเอ่ยถามเสียงทุ้มต่ำว่า “จวนหย่งอี้โหว
เที่ยงตรงยิ่งนัก แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยโน้มเอียงไป
ทางองครักษ์เสื้อแพรแม้แต่น้อย แล้วเหตุใด
เยี่ยนหลินถึงสนับสนุนโจวอิ๋นจือผู้นี้?”
ตอนหลี่ว์เสี่ยนรู้เรื่องนี้ก็รู้สึกประหลาดใจ
เช่นกัน ฉะนั้นจึงสั่งให้คนไปสืบโดยเฉพาะ เขา
จ้องมองเซี่ยเวยพร้อมตอบว่า “เดิมทีโจวอิ๋นจือผู้
นี้ทำงานให้รองเสนาบดีเจียงแห่งกรมคลัง เป็น
บ่าวประจำตระกูลของจวนตระกูลเจียง ต่อมาได้
นั่งตำแหน่งผู้คุมกองร้อยองครักษ์เสื้อแพร มีคน
เดาว่าเยี่ยนซื่อจื่อได้รับการฝากฝังจากบ้านว่าที่
พ่อตา และมีคนพูดว่า…คุณหนูรองเจียงผู้นั้นเป็น
คนแนะนำคนผู้นี้แก่เยี่ยนซื่อจื่อ”
“…”
เจียงเสวี่ยหนิง
สายตาของเซี่ยเวยกลับไปอยู่ที่
กระดาษคำตอบซึ่งม้วนไปแล้วแผ่นนั้นอีกครั้ง
นึกถึงประโยคที่ตนกล่าวกับนางที่ตำหนักเฟิงเฉิน
วันนี้ ความรู้สึกบางอย่างพลันเอ่อท้นในดวงตา
เขาหลับตาลงช้า ๆ กำลังขบคิดอะไร
บางอย่าง
หลี่ว์เสี่ยนเอ่ยต่อ “จังหวะเช่นนี้ ความ
บังเอิญเช่นนี้ ทั้งเรื่ององครักษ์เสื้อแพร จวนหย่ง
อี้โหว คดีเก่าของผิงหนานอ๋อง เรื่องราวล้วนไม่มี
ทางง่ายดาย”
——–
พอเจียงเสวี่ยหนิงกลับมาถึงจวนตระกูลเจียง
ฟั้าก็มืดแล้ว
เห็นได้ชัดว่าข่าวเรื่องที่นางสอบผ่านด่าน
มารยาทพิธีการและการวัดระดับความรู้ จน
สุดท้ายก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นพระสหายร่วม
ศึกษาขององค์หญิงแพร่มาถึงจวนแล้ว นางเพิ่ง
จะลงจากรถและเดินเข้าไปในจวน ตลอดทางก็
มองเห็นทุกคนพากันแสดงความเคารพนบนอบ
ต่างคนต่างแค้นใจที่ไม่อาจยิ้มจนมีบุปผาเบ่งบาน
อยู่บนใบหน้าสักสิบดอกได้
ท่าทีเช่นนั้นช่างต่างจากช่วงก่อนนางจะเข้า
วังหลวงราวฟั้ากับดิน
หากไม่ใช่เพราะมีความทรงจำต่อการดูแคลน
ของคนในจวนเหล่านี้มาสองชาติอย่างลึกซึ้ง เกรง
ว่าแม้แต่เจียงเสวี่ยหนิงเองก็ยังไม่กล้าเชื่อเลยว่า
หน้าตาของคนเราจะเปลี่ยนแปลงมหาศาลจาก
หน้ามือเป็นหลังมือได้ขนาดนี้
จากเหตุนี้จะเห็นได้ว่าการได้เป็นพระสหาย
ร่วมศึกษาขององค์หญิง หรือการได้รับความชื่น
ชมจากเหล่าผู้สูงศักดิ์ที่อยู่ภายในวังหลวงเป็น
เรื่องมีเกียรติมากเพียงใด
เจียงปั๋อโหยวและเมิ่งซื่อยังไม่นอน ต่างรู้ว่า
เจียงเสวี่ยหนิงจะกลับบ้านวันนี้ จึงรอคอยอยู่
เจียงเสวี่ยหนิงกลับถึงจวนแล้วต้องไปคารวะ
คนทั้งสอง
นางมองออกว่าที่จริงเดิมทีทั้งคู่ไม่ได้ตั้ง
ความหวังกับตนเอาไว้มากเท่าใดนัก โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งเมื่อได้ยินว่าพอเข้าวังหลวงไปแล้ว เซี่ย
เวยยังต้องไปเป็นประธานคุมสอบให้ด้วย ด้วย
เหตุนี้เมื่อรู้ว่านางสอบผ่าน ความประหลาดใจที่
เกิดขึ้นจึงไม่อาจสาธยายออกมาได้จริง ๆ คำพูด
ที่ต้องการจะปลอบใจนางว่าต่อให้ไม่ผ่านการ
คัดเลือกก็ไม่ต้องเสียใจที่มีอยู่เป็นกระบุงโกยพลัน
หมดประโยชน์โดยสิ้นเชิง นอกจากนี้แต่เดิมพวก
เขาก็ค่อนข้างห่างเหินกับบุตรีอยู่แล้ว จึงไม่รู้ว่า
ควรกล่าวอะไรอีก ทำได้เพียงชมเชยว่านางทำได้
ดีและถือว่าทำให้ครอบครัวมีหน้ามีตา
นอกเหนือจากนั้นคงได้แต่บอกให้นางรีบกลับไป
พักผ่อนที่ห้องให้ดี ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงเอือมระอากับการเข้าวังอยู่
ก่อนแล้ว ต่อมาได้ฟังถ้อยคำแสดงความยินดี
ตลอดทางก็รู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจยิ่งนัก ครั้นได้
ยินว่าพวกเขาให้ตนกลับไปพักผ่อนก็ลุกขึ้นด้วย
ใบหน้าไร้อารมณ์ กล่าวโดยปราศจากความ
เกรงใจแม้แต่น้อย “เช่นนั้นลูกขอลาเจ้าค่ะ”
พูดจบก็ถอยออกไป
เพิ่งจะเดินออกจากห้องมาถึงระเบียงทางเดิน
ก็ได้ยินเสียงไม่พอใจของเมิ่งซื่อดังขึ้นจาก
ด้านหลัง “ท่านดูสิ ได้รับคัดเลือกให้เป็นพระ
สหายร่วมศึกษาน่ะช่างเถอะ แต่กลับไม่เห็นหัว
ผู้ใดเช่นนี้เสียได้! ไม่รู้ว่ายังเห็นข้าที่เป็นมารดาอยู่
ในสายตาบ้างหรือไม่?”
ฝีเท้าเจียงเสวี่ยหนิงหยุดชะงักทันที กำนิ้วมือ
ที่แนบอยู่ข้างลำตัวจนแน่น
แต่หลังจากยืนอยู่ครู่หนึ่ง นางก็ชักเท้าเดิน
จากไปอยู่ดี
ถังเอ๋อร์และเหลียนเอ๋อร์ซึ่งติดตามอยู่ข้าง
กายนางได้ยินคำพูดเมื่อสักครู่ของเมิ่งซื่อกับหู
ขณะนี้จึงเดินตามจังหวะการย่างก้าวของเจียง
เสวี่ยหนิง ไม่กล้าปริปากพูดสักแอะ
เพียงแต่เดินไปเดินมา ถังเอ๋อร์และเหลียน
เอ๋อร์ก็พบว่าทิศทางที่นางกำลังมุ่งไปนั้นไม่
ถูกต้อง
นี่…
นี่มันทางไปเรือนของคุณหนูใหญ่ไม่ใช่หรือ
ทั้งสองคนเกิดลางสังหรณ์ว่าจะเกิดเรื่องอะไร
ขึ้น
คุณหนูรองของตนโอหังจนเคยชิน ที่ผ่านมา
รังแกคุณหนูใหญ่โดยไม่ออมมือแม้แต่น้อย ทว่า
ระยะนี้กลับปราศจากความเคลื่อนไหวอันใด
หมายความว่าอาการเก่ากำเริบอีกแล้วหรือนี่
ทั้งสองสบตากัน คิดจะหยุดยั้ง แต่เมื่อนึกถึง
นิสัยในกาลก่อนของเจียงเสวี่ยหนิงก็ไม่กล้า
ผ่านไปไม่นานนักก็มาถึงนอกประตูเรือนเจียง
เสวี่ยฮุ่ย
สาวใช้ซึ่งเพิ่งจะยกน้ำออกมาพอเห็นนางก็
ตกใจจนเกือบจะโยนอ่างทองเหลืองลงพื้น หน้า
ซีดเผือด ร้องเรียกเสียงตะกุกตะกัก “คะ คะ คะ
คารวะคุณหนูรองเจ้าค่ะ…”
เจียงเสวี่ยหนิงเหลือบมองนางแวบหนึ่ง
จากนั้นจึงเดินข้ามธรณีประตูเข้าไปทันที
เจียงเสวี่ยฮุ่ยที่อยู่ภายในห้องบ้วนปากล้าง
หน้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว กำลังปลดมวยผมที่เกล้า
ขึ้นเมื่อตอนกลางวัน เรือนผมยาวสีดำขลับเคลีย
บ่า ใบหน้าไม่ผัดแปั้ง แม้รูปโฉมจะด้อยไปสัก
หน่อย แต่ก็เหนือชั้นกว่าตรงสีหน้าสดชื่นเปล่ง
ปลั่ง
เมื่อเห็นเจียงเสวี่ยหนิงเดินเข้ามาก็เพียง
ขมวดหัวคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะพูดว่า “ดูจาก
ท่าทางแฝงเจตนาไม่ดีเช่นนี้ คิดว่าท่านแม่คงทำ
ให้เจ้าโกรธเคืองอีกแล้วสินะ เจ้าเลยจะมาระบาย
อารมณ์กับข้าใช่หรือไม่”
เจียงเสวี่ยหนิงหัวเราะ “แค่ข้าเดินเข้ามาใน
ห้องเจ้าก้าวเดียว นางก็รู้สึกแย่จะตายอยู่แล้ว ไม่
ต้องทำให้เจ้าโกรธเคือง ตัวนางก็โกรธเคืองเอง
แล้ว ใครใช้ให้ข้าเป็นลูกสาวที่อี๋เหนียงเลี้ยงดูจน
เติบใหญ่ ทั้งยังเรียนวิชาความรู้ชั้นต่ำและไร้
ประโยชน์จากอี๋เหนียงมาจนหมดสิ้นเล่า? เมื่อ
สองวันก่อนศีรษะข้ากระแทกประตู ทำให้คิดที่
จะญาติดีกับผู้อื่น ปลงใจให้เรื่องมันแล้วกันไป ไม่
มาหาเรื่องกันอีก แต่จู่ ๆ วันนี้ก็นึกได้ว่า คนเรามี
ชีวิตอยู่บนโลกนี้ ความสุขนั้นสำคัญที่สุด ทั้งที่
เรื่องไร้สุขเบื้องนอกมีตั้งมากมาย แต่พอ กลับ
บ้านมายังต้องรองรับอารมณ์อีก ชีวิตนี้ออกจะ
ทุกข์ระทมเกินไปแล้ว วันหลังหากผู้ใดทำให้ข้าไม่
มีความสุข ข้าต้องหาหนทางทำให้คนผู้นั้นยิ่งไม่มี
ความสุข ดังนั้นถึงเจ้าจะไม่ถาม แต่คืนนี้ข้าจะเล่า
เรื่องของหว่านเหนียงให้เจ้าฟัง ว่าอย่างไร?”