คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 35 เอาคืน (1)
เจียงเสวี่ยฮุ่ยมองนางนิ่ง ใต้ดวงเนตรสีดำ
ขลับคู่นั้นคล้ายแฝงการทอดถอนใจอยู่หลายส่วน
ผ่านไปเนิ่นนานถึงกล่าวว่า “เจ้ารอให้ข้าถามมา
ตลอดเลยใช่หรือไม่?”
เจียงเสวี่ยหนิงกลับทำเหมือนไม่ได้ยิน สั่งสาว
ใช้ภายในห้องทันที “เหมยเอ๋อร์ ยังไม่รีบไปยกน้ำ
ชามาให้ข้าอีก? เรื่องมันยาว ต้องค่อย ๆ เล่า”
เหมยเอ๋อร์โมโหจนพูดไม่ออก
นึกไม่ถึงว่าเจียงเสวี่ยฮุ่ยกลับเอ่ยขึ้นว่า “ไป
ยกมา”
เหมยเอ๋อร์พลันตกตะลึง ร้องออกมาทันควัน
“คุณหนูใหญ่!”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยไม่แยแส
เหมยเอ๋อร์จึงสะกดกลั้นความฉุนเฉียว มอง
ค้อนอย่างดุร้ายใส่เจียงเสวี่ยฮุ่ยคราหนึ่ง จากนั้น
ถึงหมุนกายออกไปยกน้ำชา
เจียงเสวี่ยหนิงหัวเราะ “พี่หญิงช่างจิตใจดี
เสียจริงนะ”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยเพียงตอบว่า “อาละวาดไปก็ทำ
ให้เจ้าออกไปจากเรือนของข้าไม่ได้อยู่ดี เช่นนั้น
ไม่ว่าจะจิตใจดีหรือร้าย ก็ไม่มีอะไรแตกต่าง”
สมกับเป็นถ้อยคำที่เจียงเสวี่ยฮุ่ยจะเอ่ยเสีย
จริง ๆ
ชาติก่อนก็เป็นเช่นนี้
แม้ถูกเจียงเสวี่ยหนิงรังแก แต่ยังคงรักษา
ความสง่างามและใจกว้างเอาไว้ได้ ประหนึ่งไม่มี
เรื่องใดที่ทำให้นางโกรธเกรี้ยวได้เลย ทว่ามนุษย์
ใช้ชีวิตอยู่บนโลก หากไม่มีแม้แต่โทสะ เช่นนั้นก็
ไม่เหมือนมนุษย์ที่แท้จริงแล้ว
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินคำกล่าวของนาง ก็
ทำเพียงเริ่มเดินเอ้อระเหยลอยชายภายในห้อง
ไปดูเตียงปั๋าปูั้[1]ทำจากไม้จวี่[2]อันแสนประณีต
งดงาม โต๊ะเครื่องแปั้งที่แกะสลักเป็นรูปเถาวัลย์
พันเกี่ยวดอกบัวซึ่งผ่านการลงน้ำมันเคลือบเงา
รวมทั้งชุดกระโปรงที่เพิ่งจะรมเครื่องหอม…
ข้าวของเหล่านี้เจียงเสวี่ยหนิงก็มี
แต่สิ่งที่เจียงเสวี่ยฮุ่ยมีนั้นเป็นของที่เมิ่งซื่อ
มอบให้ ส่วนสิ่งที่นางมีกลับเป็นสิ่งที่แย่งชิงมา
ด้วยตนเอง
“เจ้าไม่เหมือนลูกสาวของหว่านเหนียงแม้แต่
น้อย” เจียงเสวี่ยหนิงหยิบสร้อยข้อมือร้อยหิน
โมราสีแดงที่วางบนโต๊ะเครื่องแปั้งวงนั้นขึ้นมา
อย่างเบามือ “นับตั้งแต่ข้าจำความได้ หว่าน
เหนียงก็เป็นคนอารมณ์ร้ายมากคนหนึ่ง ตอนนั้น
พวกเราอาศัยอยู่ที่บ้านพักในชนบท เนื่องจากถูก
จวนขับไล่ไสส่ง จึงมีหลายคนมารังแกพวกเรา
บ้างก็แอบพูดนินทาว่าร้าย ข้ากลัวมาก แต่นาง
จะเดินออกมาจากเรือน ยืนอยู่ใต้ชายคา หัวเราะ
พลางด่าทอกลับเป็นชุด”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยหลุบตาลงเล็กน้อย
ทว่าเสียงของเจียงเสวี่ยหนิงก็ดังอยู่ข้างใบหู
ตลอด “เจ้าไม่กล้าเชื่อสินะ? ต่อให้อาศัยอยู่ในปั่า
เขาลำเนาไพรอันอัตคัดขัดสน นางก็มักจะแต่ง
องค์ทรงเครื่องให้ตนเองสวยสดงดงามอยู่เสมอ
ต่อให้ต้องใช้แปั้งหอมคุณภาพต่ำมากที่สุดก็ตามที
นางคิดบัญชีเป็น อ่านหนังสือออก ร่ายบทกวีได้
ทั้งยังด่าคนเป็นอีกด้วย นางไม่สนทนากับหญิง
ชาวบ้านพวกนั้นเพราะนางไม่เคยรู้สึกว่าตนอยู่
ระดับเดียวกับพวกนาง ต่อให้ลูกของบ้านอื่นมา
หาข้าเพื่อขอเล่นด้วย นางก็ไม่อนุญาต นางบอก
ข้าว่าข้าไม่ใช่ลูกของชาวไร่ชาวนาในชนบท ข้า
แตกต่างจากผู้อื่น ตอนนั้นหว่านเหนียงคือสตรีที่
ต่างจากผู้อื่นมากที่สุด งดงามมากที่สุด และร้าย
กาจมากที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบ…”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงอัน
หรูหราแห่งนี้เสมอมา
นางจึงไม่เคยเห็นการใช้ชีวิตในชนบท และไม่
อาจจินตนาการสภาพของชาวไร่ชาวนาที่อาศัย
อยู่ที่นั่นว่าจะมีสารรูปหยาบช้าอย่างไร และยิ่งไม่
อาจจินตนาการได้ว่าภาพเหตุการณ์ที่สตรีนาง
หนึ่งยืนหัวเราะพลางด่าทอผู้คนอยู่ใต้ชายคานั้นมี
ลักษณะเป็นเช่นไรอีกด้วย…
เสื้อผ้าอาภรณ์หรูหรา อาหารเลิศรส พิณ
หมากล้อม อักษร ภาพวาด
นี่ต่างหากสิ่งที่นางคุ้นเคย
ส่วนสิ่งที่เจียงเสวี่ยหนิงสาธยายมาทั้งหมด
สำหรับนางแล้วคือสิ่งที่ไม่เคยพบเคยเห็น
“ตอนเด็กเวลาข้าเล่นในลานบ้าน จับ
แมลงปอ เด็ดดอกท้อ บางครั้งหว่านเหนียงจะนั่ง
มองข้าอยู่บนขั้นบันไดใต้ชายคา บางครั้งก็จะยืน
มองข้าจากด้านหลังหน้าต่างบานเล็ก ๆ ตอนนั้น
ข้ารู้สึกเพียงว่า ลักษณะท่าทางของหว่านเหนียง
ช่างงดงามเสียจริง พอเติบใหญ่ขึ้นมาหน่อยถึงรู้
ว่าที่จริงแล้วสายตานางที่มองข้านั้นต่างจากที่คิด
เอาไว้มาก มักจะตกในภวังค์ มักจะเลื่อนลอยอยู่
เสมอ คล้ายกำลังนึกถึงอะไรอยู่อย่างไรอย่างนั้น”
ครั้นเอ่ยถึงตรงนี้ น้ำเสียงของเจียงเสวี่ยหนิง
พลันเจือความประชดประชันขึ้นมาหลายส่วน
นางฉีกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ราวกับว่าเมื่อทำเช่นนี้
แล้วจะสะกดกลั้นความขมขื่นในใจบางอย่างลง
ไปได้
“ผู้อื่นต่างพูดกันว่าหว่านเหนียงเป็น
อนุภรรยาของตระกูลใหญ่ ส่วนข้าก็เป็นบุตรี
อนุภรรยาของตระกูลใหญ่ สรุปแล้วก็คือมาจาก
ตระกูลใหญ่นั่นเอง ข้าจึงคิดว่าหว่านเหนียงคง
อยากกลับเมืองหลวงกระมัง ดังนั้นมีอยู่วันหนึ่ง
ขณะที่หว่านเหนียงมองข้าด้วยสายตาแบบเดิม
ข้าวิ่งเข้าไปหา จับมือนางพร้อมพูดว่า จวนไม่ให้
นางกลับเมืองหลวงก็ไม่เป็นไร ต้องมีสักวันที่ข้า
จะพานางกลับไป จากนั้นจะซื้อแปั้งหอมและชุด
ที่ดีที่สุดให้นาง จะทำให้ผู้อื่นไม่อาจรังแกพวกเรา
ได้อีกต่อไป”
ทั้งที่กลับมาเกิดใหม่แล้วแท้ ๆ ความทรงจำ
ช่วงนี้ก็ถือว่าเป็นอดีตอันแสนจะยาวนานห่างไกล
สำหรับนางแล้วจริง ๆ นานเสียจนนางนึกว่า
ตนเองคงลืมเลือนไปจนเกือบหมดสิ้น
แต่เมื่อถึงเวลาต้องเอ่ยถึงขึ้นมา กลับปรากฏ
ให้เห็นตรงหน้าเป็นฉาก ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงยังจำได้แม้กระทั่งว่าวันนั้น
หว่านเหนียงเกล้าผมทรงแบ่งมวยสามเกล้า[3]
ประดับต่างหูปะการังแดงที่เก่าแล้วคู่หนึ่งบนติ่งหู
อันอ่อนนุ่มนิ่ม…
“ตอนที่นางหันกลับมามองข้าดูคล้ายจะ
ซาบซึ้งใจมาก ข้าดีใจยิ่งนัก ทว่าถัดจากนั้น
สายตาของนางก็เปลี่ยนไปในบัดดล กลับผลักไส
ข้าออกไปทันที เจ้ารู้หรือไม่ว่าหว่านเหนียงพูด
อะไรกับข้า?” เจียงเสวี่ยหนิงสวมกำไลโมราสีแดง
ของเจียงเสวี่ยฮุ่ยลงบนข้อมือผอมบางของตนเอง
ลดสายตาพลางมองชื่นชม “นางบอกให้ข้าไสหัว
ไปเสีย ทั้งยังพูดอีกว่าข้าเป็นลูกของคนสารเลว
หากข้าอยากกลับเมืองหลวงก็ให้ไสหัวกลับไป
เพียงคนเดียว”
ผิวของนางขาวมาก เมื่อประกบคู่กับหินโมรา
สีแดงชั้นเลิศจึงขับให้ยิ่งขาวปลั่งดั่งหิมะ
เจียงเสวี่ยฮุ่ยตกตะลึงกับสีสันที่แตกต่างกัน
สุดขั้วเช่นนี้
เจียงเสวี่ยหนิงพลันรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่
ไม่อาจหาที่กักเก็บ
กำไลเส้นนี้งดงามก็งดงามอยู่
เพียงแต่น่าเสียดาย…
ต่างไม่ใช่ของนาง ก็เหมือนหว่านเหนียง
——————–
1. เตียงปั๋าปูั้ เป็นเตียงจีนโบราณที่มีขนาด
ใหญ่ที่สุด ประกอบด้วยสองส่วน เมื่อมอง
จากด้านนอกจะเป็นเตียงสี่เสาขนาดใหญ่
เมื่อเข้าไปด้านในส่วนของเตียงจะอยู่บนยก
พื้นสูงประมาณสองถึงสามฟุต ชั้นนอก
ล้อมรอบด้วยเสาสี่ข้างและรั้วเตี้ย ๆ
แกะสลักอย่างงดงาม
2. ไม้จวี่ หมายถึงไม้จากต้นบีช
3. ทรงแบ่งมวยสามเกล้า เป็นทรงผมที่เป็น
ตัวแทนของทรงผมสตรียุคหลังราชวงศ์หมิ
งมากที่สุด แบ่งเกล้าผมเป็นซ้าย ขวา และ
ตรงหน้าผาก
บทที่ 35 เอาคืน (2)
เจียงเสวี่ยหนิงพลันรู้สึกถึงความเย็นยะเยือก
อันไร้ที่จะฝากฝัง นางหัวเราะขึ้นมาทันที “ก่อน
หน้านี้หว่านเหนียงดีต่อข้ามาก ข้าจึงไม่รู้เลยว่า
เหตุใดนางต้องด่าทอข้าด้วย ข้ากอดตัวเองด้วย
ความรู้สึกไม่เป็นธรรม นั่งร้องไห้อยู่ใต้ชายคา
บ้าน คิดว่าอาจเพราะหว่านเหนียงเคียดแค้น
เมืองหลวง ดังนั้นจึงกลัวว่าหากข้าไปเมืองหลวง
แล้วจะไม่ต้องการนาง อาจเพราะหว่านเหนียง
เคียดแค้นท่านพ่อผู้แล้งน้ำใจของข้า นางจึงด่าทอ
ข้าว่าเป็นลูกของคนสารเลว นี่มันช่างน่าขันสัก
เพียงใด น่าเวทนาสักเพียงใดกัน?”
จ้องมองกำไลวงนั้นอยู่นาน ทว่าสุดท้ายเจียง
เสวี่ยหนิงก็ยังถอดมันอยู่ดี
จากนั้นก็เดินกลับไปเบื้องหน้าเจียงเสวี่ยฮุ่ย
จับมือนางและสวมให้ สีหน้ามีแต่ความอ่อนโยน
“จนเมื่อสี่ปีก่อน ข้าได้รู้ชาติกำเนิดของตนเอง
ครั้นหวนนึกถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตจึงเข้าใจว่า
เหตุใดนางต้องด่าทอข้า และเหตุใดจึงใช้สายตา
เช่นนั้นมองข้า…”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยกำมืออย่างเชื่องช้า ขณะกำไล
โมราแดงวงนั้นสวมลงบนข้อมือตน นางรู้สึก
เหมือนมีเหล็กร้อนกำลังนาบผิวหนัง ทำให้
สุดท้ายเสียงของนางก็สั่นเครือเล็กน้อยโดยแทบ
จับสังเกตไม่ได้ “พอได้แล้ว ไม่ต้องเล่าแล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิงกลับเหมือนไม่ได้ยิน พูดต่อไป
ว่า “เจ้าดูสิ สวรรค์ไม่ยุติธรรมสักเพียงใด ทั้งที่ข้า
ถูกสลับตัวกับเจ้าแท้ ๆ ควรได้ครอบครองทุกสิ่ง
ที่เจ้ามี ข้าวของบางอย่างอย่างน้อยก็ควรมีส่วน
ของข้าด้วยสิ หว่านเหนียงเองก็รู้ว่าข้าไม่ใช่ลูก
สาวของนาง ทั้งยังรู้ว่าลูกสาวที่แท้จริงของนาง
อยู่ในเมืองหลวง ส่วนมารดาบังเกิดเกล้าของข้า
กลับไม่รู้เลยว่าเจ้าไม่ใช่ลูกสาวของนาง เลี้ยงดู
เจ้าดั่งลูกในไส้ ทุ่มเทความรู้สึกให้สิบกว่าปี เมื่อ
เป็นเช่นนี้ข้าจึงไม่เพียงไม่ได้รับความชื่นชอบจาก
มารดาแท้ ๆ เท่านั้น แม้แต่ความชื่นชอบจาก
หว่านเหนียงก็ยังไม่ได้รับ เจ้าเสพสุขกับความรัก
ของพวกนางทั้งสองคน ได้ครอบครองทุกสิ่ง ส่วน
ข้า…”
ข้ากลับไม่มีอะไรเลย
นางคล้ายได้ยินเสียงสายลมท่ามกลางปั่าเขา
ลำเนาไพรพัดผ่านดวงใจอีกครา มันกวาดม้วนไป
ทุกสิ่ง ไม่หลงเหลือสิ่งใดไว้ให้เลย “ดังนั้นขอ
เพียงเป็นสิ่งที่เจ้ามี ข้าจะต้องมีด้วย ขอเพียงเจ้า
มีของดี ข้าจะต้องแย่งชิง แต่มีบางสิ่งที่ชาตินี้ข้า
ไม่อาจแย่งชิงไปได้ นั่นคือก่อนสิ้นลมหว่าน
เหนียงคิดถึงแต่ลูกสาวในไส้ของนาง ข้าทำได้
เพียงริษยาเจียนจะคลั่ง แต่เจ้ากลับไม่แยแส
แม้แต่น้อย…”
มีเสียงดัง ‘ปัง’ คราหนึ่ง
เจียงเสวี่ยฮุ่ยมีสีหน้าเย็นชา นางผุดลุกขึ้นมา
ก่อนจะกระชากและปากำไลบนข้อมือวงนั้นลง
บนโต๊ะทันที แย้งกลับไปว่า “ทำไมข้าต้องใส่ใจ
ทำไมข้าต้องถามไถ่ด้วย? เจ้าริษยา นั่นเพราะเจ้า
ไม่ได้มันมา แต่สิ่งที่เจ้าริษยานั้นใช่ว่าข้าจะ
ต้องการ”
เจียงเสวี่ยหนิงเบนสายตากลับไปมองนาง
น้ำเสียงเจียงเสวี่ยฮุ่ยแฝงความเย็นชาอย่าง
หาได้ยากยิ่ง “หว่านเหนียงเป็นมารดาผู้ให้กำเนิด
ข้าก็จริง แต่ข้าไม่เคยพบหน้านางเลยสักครั้ง ยิ่ง
ไม่ต้องเอ่ยถึงว่านางมีจิตคิดไม่ซื่อก่อน จงใจสลับ
ตัวเจ้ากับข้าสองคนจนทำให้เกิดเรื่องราวสารพัด
อย่างในภายหลัง ความน่าเวทนาทุกอย่างล้วนมี
จุดกำเนิดมาจากความแค้น น้องหญิงหนิง เจ้า
เป็นคนกระทำตามอำเภอใจและให้ความสำคัญ
ต่อความรู้สึก แต่ข้าทำไม่ได้ ข้าถูกเลี้ยงดูโดยท่าน
แม่มาตั้งแต่เด็ก สิ่งที่ได้เรียนรู้คือผู้มีสติและรู้จัก
เหตุผลจะเอาตัวรอดได้ หากไม่ถามไถ่เรื่องของ
หว่านเหนียง ข้าจะผิดต่อบุญคุณที่ให้กำเนิดของ
หว่านเหนียง หากถามไถ่เรื่องของหว่านเหนียง
ข้าก็จะผิดต่อบุญคุณที่เลี้ยงดูของท่านแม่ ในเมื่อ
ไม่ว่าทำเช่นไรก็ไม่อาจทำให้สมบูรณ์พร้อมทั้ง
สองทางได้ แล้วเหตุใดข้าต้องทำให้ตนเองตกอยู่
ในสภาพที่ไม่เป็นผลดีด้วย? นอกจากนี้ช่วงเวลา
สิบกว่าปีจนเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมา ท่านแม่ทุ่มเท
อบรมเลี้ยงดูข้า ถึงแม้นางจะผิดต่อเจ้า แต่นาง
ไม่ได้ผิดต่อข้า แล้วเจ้าจะให้ข้าใจดำอำมหิตทำ
ร้ายนางได้อย่างไร?”
เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ นางกลับเผยสีหน้าเศร้าโศก
อออกมาหลายส่วนอย่างเห็นได้ชัด
ทำได้เพียงนั่งลงไปอีกรอบด้วยท่าทางห่อ
เหี่ยวพร้อมเอ่ยว่า “ข้ารู้ว่าบัดนี้เจ้ากับท่านแม่
ห่างเหินกันดั่งอยู่คนละฟากฟั้า ทว่าตอนเจ้าเพิ่ง
กลับมาถึงจวนเมื่อสี่ปีก่อน ท่านแม่คิดจะชดเชย
ให้เจ้าเช่นกัน แต่เจ้ามักเอ่ยถึงแต่หว่านเหนียง
ทั้งไม่ยอมรับการอบรมสั่งสอน คอยจี้ใจดำนางไป
เสียทุกเรื่อง ด้วยเหตุนี้ความรู้สึกผิดบาปที่มีอยู่
สิบส่วนจึงถูกลดเลือนจนหมดสิ้น ตรงข้ามกลับ
ทำให้นางนึกถึงหว่านเหนียงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ข้า
เคยเตือนเจ้าไปแล้ว แต่เจ้าเองก็แค้นข้าเช่นกัน
ทำให้เจ้าไม่ยอมฟัง”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยเป็นคนฉลาดอย่างไม่ต้องสงสัย
ทว่าความฉลาดเช่นนี้มักทำให้เจียงเสวี่ยหนิง
รู้สึกเย็นวาบอยู่เสมอ “ใต้หล้านี้ใช่ว่าใคร ๆ จะ
ทำได้เช่นเจ้า เปรียบเทียบส่วนได้ส่วนเสียไปเสีย
ทุกเรื่อง แล้งน้ำใจจนแทบจะกลายเป็น
เลือดเย็น”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยพูด “ดังนั้นเจ้าแค้นข้าก็สมควร
แล้ว ข้าเองก็ไม่เคยเอาคืนเจ้ามาก่อนเลย”
เจียงเสวี่ยหนิงพลันอดหัวเราะออกมาไม่ได้
เหมือนวันนี้นางเพิ่งได้รู้จักเจียงเสวี่ยฮุ่ยอย่าง
แท้จริงอย่างไรอย่างนั้น
นางไพล่นึกถึงเรื่องราวในชาติก่อนและชาตินี้
ขึ้นมาทันที
เจียงเสวี่ยหนิงทอดสายตามองอีกฝั่าย กล่าว
พึมพำราวกับตกในภวังค์ “เหตุใดเมื่อก่อนข้าถึง
ไม่รู้เลยว่าเจ้าต่างหากจะเหมาะเป็นฮองเฮามาก
ที่สุดแล้ว…”
เสียงนี้เบาเหลือเกิน เบาจนเหมือนละเมอ
เจียงเสวี่ยฮุ่ยได้ยินไม่ชัดเจน
แต่กระนั้นก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการไล่แขก
ของนาง “วันนี้พูดมาตั้งมากมายขนาดนี้แล้ว คิด
ว่าท่านแม่คงโมโหไปอีกสักระยะ จับผิดข้ามาได้
พอสมควร เจ้าสาแก่ใจแล้ว ควรไปได้แล้วไม่ใช่
หรือ?”
เจียงเสวี่ยหนิงจึงตอบว่า “ควรไปได้แล้ว
จริงๆ”
เพียงแต่ครั้นก้าวออกไปเบื้องนอกได้สองก้าว
นางก็หยุดอีกครั้ง หันกลับมามองเจียงเสวี่ยฮุ่ย
ด้วยแววตาล้ำลึก “ยามราตรีข้ามักจะฝันเห็น
หว่านเหนียง เพียงแต่เจ้าไม่เคยเห็นนาง คงฝันไม่
เห็นละสินะ?”
พอกล่าวจบถึงเปล่งเสียงหัวเราะออกมา ก่อน
จะหมุนกายจากไป
เจียงเสวี่ยฮุ่ยนั่งอยู่ภายในห้อง เพียงเหลือบ
มองหินโมราแดงที่หล่นกระจายบนพื้นโดยไม่
เอื้อนเอ่ยวาจา
————
เมื่อเมิ่งซื่อตื่นนอนในเช้าวันต่อมาและรู้จาก
หัวหน้าสาวใช้ที่ปรนนิบัติอยู่ข้างกายว่าเมื่อคืน
เจียงเสวี่ยหนิงไปนั่งที่ห้องของลูกฮุ่ยอยู่นาน
มิหนำซ้ำยังสนทนาตั้งพักใหญ่ ก็โมโหจนตัวสั่น
เขวี้ยงถ้วยชาในห้องลงพื้น
ทั้งยังบริภาษอยู่หลายประโยค
นางสั่งคนให้ไปตามเจียงเสวี่ยหนิงมาเพื่อ
‘พูดจา’ ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงคร้านจะสนใจ
เมื่อกลับมาจากวังหลวงก็รู้สึกเหนื่อยล้ามาก
จริง ๆ คืนนั้นจึงนอนหลับสนิทโดยไม่ได้ฝัน
ขณะที่คนของเมิ่งซื่อมาถึง นางกำลังโปะผ้า
ร้อนซึ่งส่งไอระอุไว้บนใบหน้า
ครั้นได้ยินว่าเมิ่งซื่อตามตัว นางเพียงหัวเราะ
ทีหนึ่ง กล่าวเสียงอู้อี้และแผ่วเบาปนมากับไอน้ำ
ที่ลอยฟุั้ง “วันนี้ข้าต้องรับแขก ส่วนช่วงเย็นยัง
นัดเยี่ยนซื่อจื่อเอาไว้ด้วย เกรงว่าคงไม่มีเวลาไป
คารวะท่านแม่แล้ว ช่วยไปแจ้งท่านแม่ด้วยว่าวัน
หน้าช่วยเกรงใจข้าหน่อย อย่าอยู่ดีไม่ว่าดีก็คิดจะ
ตามตัว ไม่เช่นนั้นข้าย่อมมีความสามารถจะทำให้
คนทั่วทั้งเมืองหลวงรู้ว่า ‘บุตรี’ สุดที่รักของนางมี
ชาติกำเนิดเช่นไร…”