คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 36 หญิงสาวผู้อาภัพ (1)
สาวใช้ที่มาแจ้งข่าวเดิมทีมีท่าทีก้าวร้าว
เนื่องจากรู้ว่านายหญิงประจำบ้านบังเกิดโทสะ
แล้ว เดาว่าเจียงเสวี่ยหนิงคงต้องโดนดีแน่นอน
ยามพูดจาจึงปราศจากความเกรงใจอย่างยิ่ง แต่
ยามจากไปกลับหน้าซีดเผือด เดินจากไปด้วยร่าง
อันอ่อนระทวย เนื่องด้วยได้รับความตื่นตระหนก
จากการข่มขู่อย่างโจ่งแจ้งของเจียงเสวี่ยหนิง
และยิ่งกลัวว่าประเดี๋ยวเมื่อกลับไปรายงานแล้ว
ควรจะใช้คำพูดเช่นไรบอกกล่าวเมิ่งซื่อดี
ก่อนหน้านี้เหลียนเอ๋อร์และถังเอ๋อร์ต่างนึกว่า
ช่วงที่ผ่านมาคุณหนูรองของตนอารมณ์ดี นับวัน
ยิ่งเข้าอกเข้าใจมีเหตุมีผลและอ่อนโยนเป็นมิตร
มากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วเสียอีก
ไหนเลยจะคาดคิดว่ากลับพูดจาเช่นนั้น
ออกมาได้
ทั้งสองคนตกใจสะดุ้งเฮือก ครั้นต้องมา
ปรนนิบัตินางจึงอดตัวสั่นงันงกและกังวลเล็กน้อย
ไม่ได้ “คุณหนูรองเจ้าคะ ถึงอย่างไรฮูหยินก็เป็น
นายหญิงประจำบ้าน ทำเช่นนี้จะ…”
เจียงเสวี่ยหนิงดึงผ้าบนใบหน้ามาโยนลง
อ่างทองเหลืองเบื้องหน้า ดวงหน้าที่ไม่ผัดแปั้ง
เติมชาดซับสีแดงระเรื่อเล็กน้อยเพราะไอความ
ร้อน ทำ ให้ยิ่งดูนุ่มนิ่มเรียบลื่นราวกับไข่ไก่เพิ่ง
ปอกเปลือก เมื่อปราศจากการปกปิดของเครื่อง
ประทินโฉมรวมถึงเครื่องประดับ ความวิจิตร
งดงามและความโดดเด่นขององคาพยพบน
ใบหน้าก็ปรากฏให้เห็นเด่นชัดยิ่งขึ้น
นางเอ่ยว่า “หรือนี่ไม่ใช่บ้านของข้า?”
มิหนำซ้ำนางยังต้องเข้าวังครึ่งปี ไม่ว่าอย่างไร
บัดนี้นางก็เป็นพระสหายร่วมศึกษาขององค์หญิง
ใหญ่แล้ว แม้นางจะไม่ชื่นชอบสถานะนี้ ทั้งยังไม่
ชอบสถานการณ์ที่ตนเองเป็นอยู่ในขณะนี้ ทว่า
ต่อให้เมิ่งซื่อขุ่นเคืองนางอีกสักเพียงใด แล้วจะทำ
อะไรนางได้เล่า
เมิ่งซื่อรักใคร่เอ็นดูเจียงเสวี่ยฮุ่ยก็จริง แต่หาก
คิดจะทำสิ่งใดก็ยังต้องคิดหน้าคิดหลังอยู่ดี
เมื่อนางล้างหน้าบ้วนปากเสร็จก็ใช้ให้เหลียน
เอ๋อร์ไปชงชามากาหนึ่ง จากนั้นจึงสั่งถังเอ๋อร์ว่า
“อีกไม่นานแม่นางโหยวจากจวนปั๋อจะมาหา เจ้า
จงหาคนที่หัวไวและปากหนักมาคนหนึ่งไปจับตา
ดูตรงประตูจวนทางนั้นสักหน่อย อย่าให้มีใครไป
ขัดขวางผู้ที่กำลังเข้ามา”
การออกจากวังหลวงครั้งนี้จะพำนักอยู่บ้าน
ได้เพียงสองวันเท่านั้น
หากต้องชี้แนะโหยวฟางอิ๋นอีกคราและ
จัดการสิ่งที่เหลือทิ้งไว้หลังจากการชี้แนะนางเมื่อ
คราวก่อน เจียงเสวี่ยหนิงก็มีเวลาไม่มากแล้ว
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่ายังมีเรื่องทางฝังเยี่ยนหลิ
นอีก
แม้ว่าเรื่องของจวนหย่งอี้โหวจะค่อย ๆ
กระชั้นชิดเข้ามา แต่ถึงอย่างไรคงต้องใช้เวลาอีก
สักพักหนึ่ง ตอนแรกนางคิดว่าตนจะค่อย ๆ ใช้
ประโยชน์จากเรื่องนี้เพื่อปูทางและเตรียมการให้
เยี่ยนหลินได้ จากนั้นก็บอกกล่าวเขาให้ชัดเจน
บางทีเขาอาจยอมรับได้ง่ายดายมากขึ้น
เมื่อทำเช่นนี้ เขาถึงจะไม่เคียดแค้นนาง
เหมือนชาติที่แล้ว
ทว่าแผนการทั้งหมดกลับถูกการเข้าวังหลวง
เพื่อเป็นพระสหายร่วมศึกษาทำเสียเรื่องหมด
พอเข้าวังหลวงไปแล้ว จะกระทำการใดย่อม
ไม่สะดวก และไม่อาจพูดสิ่งใดโดยปราศจาก
ความระมัดระวัง กว่าจะออกจากวังได้อีกครั้งก็
สิบวันหลังจากนั้น ฉะนั้นหากไม่ฉวยโอกาสบอก
กล่าวให้ชัดเจนเสียตั้งแต่คราวนี้ มัวแต่ลากเรื่อง
ให้ยืดเยื้อเกรงว่าคงไม่มีโอกาสได้พูดอีกแล้ว
————-
โหยวฟางอิ๋นตื่นแต่เช้าตรู่ นางแอบยัดเศษ
เงินนิดหน่อยให้คนเฝั้าประตูเรือนที่ตนคุ้นเคย
และเนื่องจากนางสวมเสื้อผ้าอาภรณ์เรียบง่าย
ธรรมดามาแต่เดิม ทำให้ไม่ได้ต้องการเครื่องแต่ง
กายใด ๆ เป็นพิเศษ ดูไปแล้วก็เหมือนสาวใช้
ภายในจวนทั่วไป
มิหนำซ้ำยังอยู่ในจำพวกที่ไม่ค่อยมีหน้ามีตา
สักเท่าไร
นางแอบออกจากจวน ขณะเดินออกมายังจง
ใจเหลียวซ้ายแลขวาอย่างละเอียดถ้วนถี่ คล้าย
กลัวว่าจะมีผู้ใดสะกดรอยตามอย่างไรอย่างนั้น
แต่แท้จริงแล้วการเหลียวมองเช่นนี้กลับไร้
ความหมายโดยสิ้นเชิง
ต่อให้มีผู้สะกดรอยตามจริง อีกฝั่ายจะถูกพบ
เห็นโดยง่ายเช่นนั้นได้อย่างไรกันเล่า
อย่างเช่น…
ทันทีที่นางก้าวออกมาจากจวนชิงหย่วนปั๋อ
บริเวณข้างแผงลอยขายหุนตุ้น[1]ที่อยู่ไม่ไกลจาก
ริมถนน เด็กหนุ่มรูปโฉมไม่สะดุดตาชุดสีน้ำเงินผู้
หนึ่งวางตะเกียบเบา ๆ เขาคลำหาเหรียญ
ทองแดงจากเอวหลายเหรียญวางลงบนโต๊ะเล็ก
มันเยิ้ม จากนั้นก็ลุกตามไปห่าง ๆ
เตาฉินก่นด่าในใจมาตั้งนานแล้ว เจ้าคนแซ่ห
ลี่ว์วัน ๆ เรียกใช้งานเซี่ยเซียนเซิงไม่ได้ก็มา
เรียกใช้งานผู้ใต้บังคับบัญชาของเซียนเซิงแทน
เห็นพวกเขาอยู่ว่างไม่ได้ เป็นต้องบอกให้เซี่ย
เซียนเซิงหาคนมาทำงานอันยากลำบากอย่างการ
สะกดรอยตาม!
เพียงบุตรีอนุภรรยาตัวเล็ก ๆ ของจวนปั๋อคน
หนึ่งจะมีอะไรให้สะกดรอยตามกันเล่า
หากให้พวกพี่น้องรู้เข้า จะไม่คิดว่าคุณชาย
เตาอย่างข้าเป็นพวกอันธพาลกระจอกตามตรอก
แสนซอมซ่อเอาหรือ
โหยวฟางอิ๋นเดินตัดผ่านถนนสองเส้น เข้าไป
ในร้านขายผ้าไหมแห่งหนึ่ง
เตาฉินมองจากบนตึกซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก ผ่านไป
สักครู่ก็เห็นนางหอบผ้าไหมหางโจวชั้นดีออกมา
พับหนึ่ง
ตอนนี้เขายังไม่ได้รู้สึกอะไร
ทว่าไม่นานโหยวฟางอิ๋นก็เข้าไปในร้านขาย
หมึกและพู่กัน นางซื้อพู่กันชั้นดีมาสองด้าม จาน
ฝนหมึกที่ไม่เลวนักหนึ่งใบ ถัดจากนั้นก็เข้าไปใน
ร้านขายเครื่องหอมเครื่องประทินโฉมและซื้อหา
มาอีกจำนวนหนึ่ง ยามออกมามีเถ้าแก่ใบหน้า
เปือนยิ้มเดินมาส่งด้วย ต่อมาก็เป็นร้าน
เครื่องประดับและของจิปาถะอีกมากมาย…
และสุดท้ายยังไปวัดเพื่อขอยันต์คุ้มภัยอีก!?
ในที่สุดมุมปากของเตาฉินก็อดกระตุกไม่ได้
กาลก่อนบุตรีอนุภรรยาตระกูลปั๋อผู้นี้ใช้ชีวิต
ลำบากยากแค้น เพียงชั่วพริบตาก็ได้เงินก้อนโต
มาจากการค้าเส้นไหมดิบ คิดว่าคงต้องตกรางวัล
ให้ตนเองเสียบ้าง มิหนำซ้ำข้าวของที่ซื้อหา
เหล่านี้ล้วนเป็นของใช้สำหรับสตรีทั้งสิ้น
ปากของเจ้าคนแซ่หลี่ว์บอกว่านางต้องไปหา
นายจ้างของตนเอง
แต่ท่าทางเช่นนี้ของนางเหมือนจะไปหา
นายจ้างอย่างนั้นหรือ
เขาเกิดความคิดชั่ววูบว่าจะละทิ้งหน้าที่ หมุน
กายและกลับจวนไปฟั้องเซียนเซิงว่าปากของเจ้า
คนแซ่หลี่ว์วัน ๆ ชอบพูดแต่เรื่องเหลวไหลไร้
สาระ ส่วนเรื่องที่คาดเดาเอาไว้ก็ไม่เคยแม่นยำ
เลยสักเรื่อง
ทว่าพริบตาถัดมาเขาก็พบว่าเรื่องราวไม่
ถูกต้อง
——————–
1. หุนตุ้น อาหารทางจีนตอนใต้ ลักษณะ
คล้ายเกี๊ยวน้ำ ใช้แปั้งสาลีแบบบางห่อไส้
หมูสับและกุ้ง
บทที่ 36 หญิงสาวผู้อาภัพ (2)
ระหว่างทางโหยวฟางอิ๋นผู้นี้จ้างรถม้ามาคัน
หนึ่ง เมื่อออกจากวัดก็ขึ้นรถม้าพร้อมบอกกล่าว
สารถีหนึ่งประโยค หากว่ากันตามหลักการก็ควร
ต้องกลับจวน แต่เตาฉินมีวิชายิงเกาทัณฑ์อัน
เยี่ยมยอด สายตาย่อมยิ่งล้ำเลิศ ถึงขั้นมองเห็น
เส้นขนบนตัวนกซึ่งอยู่ห่างออกไปสิบจั้งได้ ดังนั้น
ยามนี้จึงมองเห็นรูปปากขณะโหยวฟางอิ๋นเอ่ย
วาจาได้อย่างง่ายดายและชัดเจน…
นั่นไม่ใช่คำว่า ‘จวนชิงหย่วนปั๋อ’ แน่
เตาฉินใจเต้นรัว พลันเก็บความรู้สึกดูแคลน
ภารกิจที่มีก่อนหน้า สำรวจทิศทางของรถม้าคัน
นั้นเงียบ ๆ บางครั้งรถม้าก็วิ่งอย่างเร็วรี่ บางครั้ง
ก็วิ่งเส้นทางลัด ไม่นานนักก็เห็นรถม้าคันนั้นวิ่ง
อ้อมจวนขนาดใหญ่หลังหนึ่ง และหยุดหน้าประตู
ข้างที่แง้มเปิดทางทิศตะวันออกของจวนหลังนั้น
โหยวฟางอิ๋นก้าวลงจากรถม้า
เตาฉินเงยศีรษะขึ้นมา ครั้นมองเห็นปั้ายซึ่ง
แขวนเหนือประตูจวนก็ตกใจจนแทบจะกัดลิ้น
“สวรรค์…”
เกรงว่าเซียนเซิงคงต้องหัวสมองพองโตเสีย
แล้ว
—————-
“แม่นางโหยว เชิญเข้ามาได้”
เนื่องจากได้รับการกำชับจากเจียงเสวี่ยหนิง
มาล่วงหน้าและเตรียมการที่ประตูจวนเอาไว้แล้ว
ตั้งแต่เนิ่น ๆ ดังนั้นเมื่อถังเอ๋อร์รู้ว่าโหยว
ฟางอิ๋นมาเยือนจึงรีบรุดไปรับตัวแล้วพามาถึง
เรือนเจียงเสวี่ยหนิง นางเข้าไปตบผ้าม่านก่อน
จากนั้นจึงรายงานผู้ที่อยู่ด้านใน
“คุณหนูรอง คนมาถึงแล้วเจ้าค่ะ”
สถานที่พำนักของเจียงเสวี่ยหนิงงดงามกว่า
เรือนซอมซ่อของโหยวฟางอิ๋นมากมายนัก อีกทั้ง
หลังจากนางย้อนเวลากลับมาก็ใช้เวลาช่วงนี้เก็บ
กวาดปรับปรุงและตกแต่ง กำจัดของประดับที่ไม่
เหมาะสมจำนวนหนึ่ง พร้อมเพิ่มสิ่งที่เหมาะสม
ยิ่งกว่าเข้าไป ทำให้รู้สึกเหมือนเป็นห้องหับของ
สตรีอันแสนจะอ่อนหวานนุ่มนวลมากยิ่งขึ้น
ในเตาจุดกำยานปั๋อซานที่วางบนโต๊ะยังจุด
กำยานตู่โน่ว[1]ส่งกลิ่นหอมสะอาดแผ่กำจายอีก
ด้วย
ขณะโหยวฟางอิ๋นเดินเข้ามาก็มองจนเกือบจะ
ตาค้าง
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้สวมรองเท้า เพียงเปลือย
เท้าเปล่าภายในห้องของตน ไม่เกล้าผมด้วยซ้ำ
นางนั่งไขว่ห้างเหนือเตียงเตาริมหน้าต่างด้วย
ท่าทางผ่อนคลายและเกียจคร้าน กำลังดื่มน้ำชา
ไปพลางอ่านตำราไปพลาง
ทว่ายามนึกขึ้นมาได้ว่าพลบค่ำวันนี้ตนต้องไป
พบเยี่ยนหลิน ทำให้เวลาล่วงเลยไปนานแล้วก็ยัง
ไม่อาจพลิกไปได้แม้แต่แผ่นเดียว
ครั้นได้ยินว่าคนมาถึง นางก็เงยศีรษะขึ้นมอง
แต่งตัวไม่สะดุดตา ทั้งยังซื้อข้าวของมากมาย
เหมือนที่นางชี้แนะไปเมื่อวานดังคาด เจียงเสวี่ย
หนิงผงกศีรษะยิ้มแย้ม เอ่ยว่า “ถือว่ามาค่อนข้าง
เช้าอยู่ นั่งเถอะ”
โหยวฟางอิ๋นแสดงการคารวะนางก่อน แต่ไม่ว่า
อย่างไรก็ไม่ยอมนั่งฝังตรงข้ามเจียงเสวี่ยหนิง
ถังเอ๋อร์จนใจ ทำได้เพียงยกเก้าอี้ซิ่วตุน[2]มา
ให้
เมื่อเป็นเช่นนี้นางจึงนั่งอยู่ในตำแหน่งต่ำกว่า
เจียงเสวี่ยหนิง ตอบเพียงว่า “คุณหนูรองเป็นผู้มี
พระคุณที่ช่วยชีวิตข้า ข้านั่งตรงนี้ดีแล้วเจ้าค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงอยากจะโน้มน้าว แต่เมื่อคิดว่า
นางแค่มาอยู่ตรงหน้าก็กระสับกระส่ายจนทำ
อะไรไม่ถูกแล้ว หากให้นั่งฝังตรงข้าม ไม่แน่ว่า
อาจประหม่าจนพูดไม่ออกเลยก็ได้ ฉะนั้นจึงได้
แต่ปล่อยผ่านไป
เจียงเสวี่ยหนิงถามขึ้นว่า “ขามาเป็นอย่างไร
บ้าง?”
โหยวฟางอิ๋นตอบ “ทำตามที่คุณหนูสั่งทุก
อย่าง ตอนออกมาข้างนอกยังเหลียวซ้ายแลขวา
อีกด้วย เพียงแต่ไม่มีผู้ใดตามข้ามาจริง ๆ เจ้า
ค่ะ”
“หากถูกเจ้าพบเห็นได้ คนที่สะกดรอยตาม
เจ้าก็ออกจะโง่งมเกินไปหน่อยแล้ว” เจียงเสวี่ย
หนิงอดส่งเสียงหัวเราะออกมาไม่ได้ นางกวักมือ
เรียกให้ถังเอ๋อร์ยกน้ำชามา ก่อนพูดต่อไปว่า
“อย่างไรเสียเจ้าทำตามที่ข้าบอกก็พอ ส่วนจะ
เกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้คงต้องรอดูไปก่อน วันนี้ที่
เรียกเจ้ามาเพราะเห็นว่าเมื่อวานเจ้ามีใจมุ่งมั่น
อยากพัฒนาตนเอง ในเมื่ออยากหาเงินให้ได้
มากกว่านี้ ก็ต้องมีวิธีใช้เงินทำให้เงินงอกเงย ข้า
จึงเตรียมการบางอย่างก่อนเจ้าจะมาและมีหลาย
วิธีที่จะบอกเจ้า”
โหยวฟางอิ๋นพลันเบิกตาโพลงด้วยความ
ประหลาดใจ
ยามนี้ถังเอ๋อร์ยกน้ำชาเข้ามาพอดี
ทางหนึ่งโหยวฟางอิ๋นกำลังคิดว่าตัวเองควร
ตอบเช่นไร ส่วนอีกทางหนึ่งก็รีบยื่นมือออกไปรับ
แต่ลืมไปว่ามือยังมีแผล เผลอสัมผัสโดนขณะรับ
ถ้วยชา ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันได้ตั้งตัว
ทำให้นางมือสั่นสะท้านจนเกือบร้องโอดโอย
เพล้ง!
ด้วยเหตุที่ถือถ้วยชาเอาไว้ไม่มั่น ถ้วยชาจึง
พลิกคว่ำร่วงแตกทันที
น้ำชาสาดกระจาย อาบเปือนชายกระโปรง
จนเปียกชุ่ม
ถังเอ๋อร์ตกใจสะดุ้งโหยง มองโหยวฟางอิ๋
นด้วยสายตาประหลาดใจ “แม่นางโหยว ท่านไม่
เป็นอะไรนะเจ้าคะ?”
“มะ มะ ไม่ ข้าไม่เป็นอะไร” โหยวฟางอิ๋นใช้
มือหนึ่งกุมนิ้วของอีกมือใบหน้าเต็มไปด้วยความ
ลนลานกระวนกระวาย คิดไม่ถึงเลยว่าตนจะทำ
ถ้วยชาของเจ้าของบ้านคว่ำด้วยความซุ่มซ่าม
และเลินเล่อในบ้านผู้อื่นเสียได้ รู้สึกอับอายขาย
หน้ายิ่งนัก “ต้องโทษข้าที่เมื่อกี้ใจลอยอีกแล้ว”
ใจลอยอย่างนั้นหรือ
สิ่งที่เจียงเสวี่ยหนิงเห็นเมื่อครู่เหมือนจะไม่ใช่
ใจลอยนะ
นอกจากนี้ตอนโหยวฟางอิ๋นรับน้ำชาที่
ถังเอ๋อร์ยกมา เห็นชัดว่าคล้ายสัมผัสถูกบริเวณที่
เจ็บปวดสักแห่งจนเหมือนโดนลวกอย่างไรอย่าง
นั้น
บัดนี้เจียงเสวี่ยหนิงไม่ใช่คนที่จะถูกหลอกได้
โดยง่ายอีกแล้ว นางจ้องมองอยู่นาน จากนั้นจึง
เอ่ยว่า “เจ้ามานี่”
โหยวฟางอิ๋นรู้สึกกลัวหน่อย ๆ ไม่กล้าขยับ
เขยื้อน
เจียงเสวี่ยหนิงเพียงยื่นมือเข้าหานาง กล่าว
คำเดิม “มานี่”
ในที่สุดโหยวฟางอิ๋นก็เดินเข้าไปหา
เจียงเสวี่ยหนิงหลุบดวงตาไม่มองนาง คว้ามือ
ข้างที่นางกำเมื่อครู่ เพียงมองผาดเดียวก็เห็นรอย
ปริบริเวณปลายนิ้วนางรอยหนึ่ง ผิวหนังตรงนิ้ว
ปลิ้นเผยให้เห็นเนื้อสีแดงด้านใน แม้บาดแผลจะ
ไม่ใหญ่ แต่เห็นแล้วก็รู้สึกเจ็บ
โหยวฟางอิ๋นกำลังจะหดมือกลับตามจิตใต้
สำนึก
เดิมทีสารรูปของนางก็ดูย่ำแย่มากพออยู่แล้ว
คิดไม่ถึงว่าจะถูกคุณหนูรองซึ่งเคยช่วยเหลือนาง
มาหลายครั้งตรงหน้าพบเห็นเข้าอีก นางจึงพูด
ด้วยความขลาดกลัวว่า “เมื่อวานกลับไปแล้วรู้สึก
ดีใจมากเกินไป ไม่ทันระวังสะดุดล้มบนขั้นบันได
ที่จวนจนมือถลอก ไม่ได้เป็นอะไรมากมายเจ้า
ค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงออกแรงยึดกุมมือนางเอาไว้
ไม่ให้นางชักมือข้างนั้นกลับ
หกล้มกระนั้นหรือ
โหยวฟางอิ๋นผู้นี้ท่าทางเซ่อซ่า จะหกล้ม
ระหว่างเดินเหินก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้จริง ๆ
แต่…
นางพูดต่อไม่ได้แม้แต่ประโยคเดียว เพียง
พลิกแขนเสื้อที่ปกปิดแขนข้างนั้นมิดขึ้นมา บน
แขนซึ่งแต่เดิมก็มีรอยแผลตัดสลับกันไปมา
จำนวนไม่น้อยอยู่แล้ว แผลเก่ายังไม่ทันจะหายดี
กลับมีแผลใหม่เขียวบ้างม่วงบ้างแดงบ้างเพิ่มอีก
จำนวนหนึ่ง
ถังเอ๋อร์และเหลียนเอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้างเห็น
แล้วสูดลมหายใจหนาวเหน็บเฮือกหนึ่ง รู้สึกทน
ไม่ไหวอยู่บ้าง
โหยวฟางอิ๋นก้มหน้าต่ำ
ในที่สุดเจียงเสวี่ยหนิงก็เงยศีรษะขึ้นมองนาง
อย่างเนิบช้า ถามว่า “เมื่อวานโหยวเย่ว์พี่หญิง
รองของเจ้าก็เดินทางจากวังกลับจวนแล้วเช่นกัน
สินะ?”
——————–
1. กำยานตู่โน่ว เป็นกำยานที่ทำจากยางไม้
ชนิดหนึ่ง นิยมจุดกันในสมัยซ่ง มีต้นกำเนิด
มาจากแคว้นเจนละ (ประเทศกัมพูชาใน
ปัจจุบัน)
2. เก้าอี้ซิ่วตุน เป็นเก้าอี้จีนโบราณ เป็น
ทรงกระบอกปั่องบริเวณกึ่งกลาง ลักษณะ
คล้ายกลองโบราณ มีผ้าแพรคลุมอีกชั้น