คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 37 แม่พระ (1)
เมื่อได้ยินคำว่า ‘โหยวเย่ว์’ สองคำออกจาก
ปากเจียงเสวี่ยหนิง ปฏิกิริยาแรกของโหยวฟางอิ๋
นคือประหลาดใจ เนื่องจากไม่รู้ว่าเหตุใดอีกฝั่าย
ถึงคาดเดาได้แม่นยำเช่นนี้ แต่ไม่นานความ
ประหลาดใจก็แปรเปลี่ยนเป็นความตื่นกลัว…
นายจ้างช่วยเหลือนางมากมายเกินไปแล้ว
นางไม่อยากเพิ่มความยุ่งยากให้นายจ้างอีก
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่าคนผู้นี้คือโหยวเย่ว์พี่สาวที่
ยากจะต่อกรของนาง เมื่อวานหลังจากกลับมาก็
ยังพูดจาไม่น่าฟังแสนระคายหูตั้งมากมาย…
จะให้คุณหนูรองรู้ไม่ได้เด็ดขาด
นางค่อย ๆ ออกแรงดึงมือของตนเองกลับ
จากฝั่ามือเจียงเสวี่ยหนิง พูดอึกอักว่า “เปล่าเจ้า
ค่ะ บาดแผลของข้าไม่เกี่ยวอะไรกับพี่หญิงรอง
เลย ต้องโทษข้าที่ไม่ระวังตัวเอง บาดแผล
เล็กน้อยเช่นนี้ไม่หนักหนา ดูแลแค่ไม่กี่วันก็หาย
แล้วเจ้าค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงพิงหมอนอิงพลางทอดสายตา
มองนาง
ประกายสำรวจตรวจสอบในดวงตาคมปลาบ
ขึ้นมาเล็กน้อยอย่างหาได้ยาก ก่อนจะกล่าวเนิบ
นาบว่า “ข้าแค่ถามว่าพี่หญิงรองของเจ้ากลับ
มาแล้วใช่หรือไม่ ไม่ได้พูดว่าบาดแผลของเจ้าเป็น
ฝีมือพี่หญิงรองเจ้าเสียหน่อย เจ้าจะมารีบร้อนแก้
ต่างให้นางเช่นนี้ทำไม?”
คราวนี้โหยวฟางอิ๋นถึงรู้สึกตัวว่าตนหลุดปาก
ด้วยความร้อนใจเข้าเสียแล้ว มิหนำซ้ำ
ความสามารถในการกล่าวเท็จของนางก็ไม่ดีเป็น
ทุนเดิม ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่าขณะนี้ตนกำลังโกหกผู้
มีพระคุณช่วยชีวิตด้วย จึงรู้สึกกระดากอายขึ้นมา
ทันที กล่าวตะกุกตะกัก “เพราะฟางอิ๋นรู้ว่า
คุณหนูรองดีต่อข้าจากใจจริง กลัวว่าคุณหนูรอง
จะเข้าใจผิดจนเกิดความบาดหมางกับพี่หญิงรอง
เอาได้ อย่างไรเสียก็ได้ยินมาว่าคุณหนูรองกับพี่
หญิงรองต่างก็ต้องเป็นพระสหายร่วมศึกษาของ
องค์หญิงภายในวังหลวง วันหน้าย่อมมีโอกาสเจอ
หน้ากันเสมอ สมควรปรองดองกันเอาไว้ พี่หญิง
รองของข้านี้ นางร้ายกาจมาก…”
ร้ายกาจ
‘ร้ายกาจ’ เสียจนแม้ว่าจะถูกนางจับกดอ่าง
เลี้ยงปลาก็ยังไม่กล้าโต้เถียงสักคำน่ะหรือ
เจียงเสวี่ยหนิงยิ้มหยันในใจ แววตาขยับไหว
วูบเล็กน้อย พลันเอ่ยถามว่า “เจ้ากลัวว่าหากข้า
เข้ามายุ่งเรื่องนี้อาจจะผิดใจกับพี่หญิงรองของเจ้า
ทำให้ไม่อาจใช้ชีวิตในวังหลวงได้อย่างมีความสุข
เช่นนั้นหรือ?”
โหยวฟางอิ๋นตะลึงงันในบัดดล ผ่านไปเนิ่นนานถึง
ก้มหน้าลงช้า ๆ “ใช่เจ้าค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงเงียบงัน
โหยวฟางอิ๋นกลัวอีกฝั่ายจะโมโห และอาจ
เพราะความเสียใจกำลังก่อตัวนางจึงรีบอธิบาย
ด้วยความลนลาน “พี่หญิงรองของข้าตอนอยู่
บ้านเป็นที่รักใคร่ของท่านพ่อท่านแม่มาก อีกทั้ง
ค่อนข้างอารมณ์ร้าย ได้ยินว่างานเลี้ยงเทศกาลฉง
หยางวันนั้นแม้แต่เยี่ยนซื่อจื่อจากจวนหย่งอี้โหว
และหลินจืออ๋องก็มาเยือน มิหนำซ้ำองค์หญิง
ใหญ่ที่เสด็จมาจากวังหลวงยังทรงเลือกภาพวาด
ที่นางวาดเป็นอันดับหนึ่งด้วย ข้าคิดว่านางคงเป็น
ที่พอพระทัยขององค์หญิงใหญ่มาก หะ หาก
เพราะเรื่องเข้าใจผิดเพียงเล็กน้อยของข้าทำให้
คุณหนูรองกับพี่หญิงรองของข้าบาดหมางกัน
ฟางอิ๋นก็ไม่กล้าคิดและรู้สึกไม่ดีเลยจริง ๆ …”
เจียงเสวี่ยหนิงเกือบหลุดหัวเราะ
แม่นางคนนี้ช่างดูสถานการณ์ไม่ออกเสียจริง
ยังคงเห็นโหยวเย่ว์เป็นบุคคลที่น่ากลัวที่สุดและ
ร้ายกาจที่สุดในชีวิตดังเดิม ถึงกับกลัวว่านางจะ
ถูกโหยวเย่ว์รังแก ถึงได้ยอมสะกดกลั้นความอ
ยุติธรรมและกล้ำกลืนความขุ่นเคืองเพื่อความ
ปรองดอง
เป็นคนจำพวกที่ต้องใช้ชีวิตเป็นที่รองรับ
โทสะของผู้อื่นโดยแท้
เห็นแล้วน่าโมโหอยู่บ้างจริง ๆ
ทว่าโหยวฟางอิ๋นก็อยากปกปั้องเจียงเสวี่ย
หนิงจากใจจริง ยอมอดทนต่อความอยุติธรรมที่
ตนเองได้รับ แต่ไม่ยอมให้นางรู้ว่าโหยวเย่ว์วาง
อำนาจบาตรใหญ่ยามอยู่ในจวน ด้วยกลัวจะทำ
ให้นางเดือดร้อน
เจียงเสวี่ยหนิงและโหยวเย่ว์ไม่ได้มีความแค้น
กันแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวเสียหน่อย ยามนี้นิ้วมือ
เรียวยาวของนางแตะมุมโต๊ะเบา ๆ แล้วลากวน
อย่างแช่มช้า เกิดแผนการขึ้นภายในใจทันที
ดวงตาซึ่งมองอยู่แต่เดิมค่อย ๆ เคลื่อนลงต่ำ
นางถอนหายใจแผ่วเบา คล้ายกำลังนึกถึง
เรื่องที่ไม่อาจทนรับได้บางอย่าง มุมปากประดับ
รอยยิ้มขมขื่นสมจริง “มันก็ใช่อยู่หรอกนะ พี่
หญิงรองของเจ้าได้รับความโปรดปรานจากองค์
หญิงใหญ่จริง ๆ นางร้ายกาจมาก ร้ายกาจ
เหลือเกิน…”
เดิมทีโหยวฟางอิ๋นยังรู้สึกประหม่า กลัวว่า
เจียงเสวี่ยหนิงจะไปมีเรื่องกับโหยวเย่ว์ เมื่อเห็น
นางมีสีหน้าท่าทางห่อเหี่ยวกะทันหันก็ใจสั่น
สะท้าน โพล่งออกไปว่า “นาง นางรังแกคุณหนู
รองหรือเจ้าคะ?”
เจียงเสวี่ยหนิงจับมุมโต๊ะ ก้มหน้างุด ทว่ามือ
อีกข้างกลับกำจนแน่นอย่างเนิบช้าในระดับที่
โหยวฟางอิ๋นมองเห็นได้ “คืนวานซืน หรือก็คือ
ตอนยังอยู่ในวัง เดิมทีพวกเรากำลังคุยเรื่องของ
ขุนนางใหญ่ในรัชกาลก่อนคนหนึ่งอยู่ดี ๆ ขณะ
ข้ากำลังเอ่ยวาจา ไม่รู้คำพูดใดไปกระตุ้นโทสะ
นางเข้า นางจึงเรียกข้าเข้าไปหา เมื่อข้าเดินไปหา
นาง ไหนเลยจะรู้ว่านางกลับลงมืออย่างดุร้าย ซ้ำ
ยังกะทันหัน จับข้า จับข้า…”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ก็แฝงอาการสะอึกสะอื้น
เล็กน้อย
ไม่ว่าจะทำเช่นไรก็ไม่อาจกล่าวต่อไปได้อีก
มีเพียงสวรรค์ที่รู้ว่านางไม่ได้เสแสร้งมานาน
มากแล้ว เมื่อครู่เกือบจะหลุดหัวเราะด้วยซ้ำ
บัดนี้จึงทำได้เพียงก้มหน้าไม่ให้โหยวฟางอิ๋น
เห็นสีหน้าของตน ทั้งยังยกมือเช็ดหางตาซึ่ง
ปราศจากน้ำตาแม้แต่ครึ่งหยดอย่างรวดเร็วอีก
ด้วย
ถังเอ๋อร์และเหลียนเอ๋อร์ซึ่งเป็นอีกสองคนใน
ห้องต่างสบตากัน ‘ความอ่อนแอที่คุณหนูของ
พวกเราแสดงออกมานี้ออกจะผิดปกติอยู่บ้างใช่
หรือไม่?’
นางพูดไม่จบ แต่ผลลัพธ์กลับดียิ่งกว่าพูดจบ
เสียอีก
เพราะได้ทิ้งจินตนาการอันไร้ขีดจำกัดเอาไว้…
โหยวเย่ว์ทำอะไรนางกันแน่นะ
สมองของโหยวฟางอิ๋นพลันเต็มไปด้วย
คำถามนี้ นึกถึงความช่วยเหลือขณะตนสิ้นหวัง
ภายในจวนโหยว นึกถึงอ้อมกอดเมื่อวานขณะ
เจียงเสวี่ยหนิงกำลังร้องไห้แต่ก็ยังโอบร่างตนด้วย
ความอ่อนโยน และนึกถึงคำพูดที่คนผู้นี้เคยบอก
กล่าวกับตนในวันนั้น
จนบัดนี้โหยวฟางอิ๋นก็ยังไม่กล้าลืมคำพูด
ประโยคนั้น
เพื่อช่วยนาง คุณหนูรองกลับละทิ้งที่พึ่งอัน
ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตนี้ไปเสียแล้ว
แต่บัดนี้พี่หญิงรองของนางไม่เพียงรังแกนาง
แต่กลับไปรังแกคุณหนูรองด้วย
นิ้วมือซึ่งวางอยู่ข้างกายและถูกห่มคลุมอยู่ใต้
แขนเสื้อกำจนแน่นอย่างเงียบเชียบ
ดวงตาทั้งสองข้างของโหยวฟางอิ๋นพลันแดง
ก่ำ
ร่างกายนางกำลังสั่นเทิ้มเบา ๆ แต่อาการสั่น
เทิ้มเช่นนี้ต่างกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นโดยสิ้นเชิง
เมื่อก่อนเป็นเพราะความหวาดกลัว ทว่ายามนี้
ถึงแม้ความหวาดกลัวจะยังไม่เลือนหาย แต่กลับ
เพิ่มความเดือดดาลที่ไม่ทราบสาเหตุขึ้นมาอีก
ประการ
ยามนี้เจียงเสวี่ยหนิงถึงค่อยเงยศีรษะ เคลื่อน
สายตามองนางอีกครั้ง ก่อนจะยกมุมปาก เผย
รอยยิ้มให้โหยวฟางอิ๋น
ยิ่งเจิดจ้ามากเท่าใด แต่เมื่ออยู่ในสายตา
โหยวฟางอิ๋นก็ยิ่งเสียดแทงนัยน์ตามากเท่านั้น
เจียงเสวี่ยหนิงยื่นมือไปดึงตัวให้นางนั่งลงอีก
ครา แววตากอปรรอยยิ้มอันล้ำลึก ทว่ากลับพูด
ปลอบใจด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เฮ้อ ต้องโทษข้า
อยู่ดีไม่ว่าดีพูดเรื่องอะไรก็ไม่รู้ ถึงอย่างไรคนที่
ไม่ได้รับความโปรดปรานจากครอบครัว ทั้งไม่ได้
รับความชื่นชอบจากผู้สูงศักดิ์ภายในวังเช่นข้า
ย่อมเทียบพี่หญิงรองของเจ้าไม่ได้อยู่แล้ว คง
เพราะข้าไปล่วงเกินสิ่งต้องห้ามอะไรบางอย่าง
ของนางเข้าโดยไม่ได้เจตนากระมัง อยู่ในวังไหน
เลยจะไม่เกิดเรื่องที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมเล่า?
ข้าเพียงต้องอดทนก็พอ นับไปนับมาก็แค่ครึ่งปี
เอง”
โหยวฟางอิ๋นนั่งลง ทว่าดวงตาทั้งสองข้าง
หลุบต่ำ ร่างกายปราศจากความผ่อนคลายแม้แต่
น้อย ตรงข้ามกลับเกร็งยิ่งกว่าก่อนหน้านี้เสียอีก
บทที่ 37 แม่พระ (2)
เจียงเสวี่ยหนิงจึงสั่งให้ถังเอ๋อร์และเหลียน
เอ๋อร์ออกไปก่อน จากนั้นก็แสร้งพูดด้วยท่าทีผ่อน
คลาย “ดูข้าสิ มัวแต่สนใจบาดแผลของเจ้า ลืมไป
เลยว่ากำลังคุยธุระกันอยู่ ตอนนี้เจ้ามีเงินอยู่ใน
มือจำนวนไม่น้อย พอจะฝืนเป็นแม่ค้าเจ้าไม่ใหญ่
ไม่เล็กได้ผู้หนึ่งแล้ว ข้าได้ยินคนเขาเล่าว่า
ช่วงหนึ่งเดือนกว่ามานี้มีเจ้าของนาเกลือมาจาก
มณฑลซื่อชวนคล้ายจะแซ่เหริน ชื่อว่าเหริน
เหวยจื้อ ออกเดินทางรอนแรมเบื้องนอกอยู่เสมอ
เพราะคิดมาตลอดว่าจะหาเงินสักก้อนกลับไป
ขยับขยายนาเกลือของครอบครัว คนจำนวนมาก
รู้กันว่านาเกลือของครอบครัวพวกเขาดำเนิน
กิจการมาแล้วร้อยกว่าปี ใต้ดินปราศจากน้ำเกลือ
บาดาลที่จะใช้ทำเกลือมาตั้งนานนมแล้ว ดังนั้น
ต่อให้เถ้าแก่น้อยเหรินบอกว่ายินดีจะแบ่งเงินปัน
ผลจากนาเกลือตามสัดส่วนที่คนได้ออกเงินลงทุน
ไป แต่ก็ไม่มีใครยินดีจะลงทุนด้วย เพียงแต่เถ้า
แก่น้อยเหรินเพิ่งบอกว่าเขาคิดค้นเครื่องมือชนิด
ใหม่ได้อย่างหนึ่ง ทำให้ขุดนาเกลือลงไปได้ลึกขึ้น
…”
นาเกลือที่มีชื่อเสียงของราชวงศ์ต้าเฉียนล้วน
อยู่ทางใต้
แต่เขตจื้อหลิวจิ่งของมณฑลซื่อชวนเป็น
ข้อยกเว้น
นอกจากพื้นที่ริมทะเลแล้วที่นี่ก็ถือเป็นเขตนา
เกลือที่ใหญ่มากที่สุด
ขอเพียงคนขุดบ่อลงไปไม่ว่าจะจากที่ใดก็ตาม
เป็นต้องมีน้ำเกลือบาดาลล้นทะลัก นอกจากนี้ใต้
ดินของดินแดนซื่อชวนส่วนมากจะมีไอความร้อน
หลังสูบน้ำเกลือออกมาจากใต้ดินก็จะเอาหม้อไป
วางใกล้ ๆ บ่อเพื่ออาศัยความร้อนระเหยน้ำเกลือ
กรองน้ำเกลือ สุดท้ายก็เคี่ยวเกลือ
เกลือที่ผลิตออกมาเช่นนี้จะเรียกว่า ‘เกลือ
บ่อ’
เกลือบ่อของซื่อชวนส่งขายทั้งภาคเหนือและ
ภาคใต้ มีชื่อเสียงยิ่งนัก ด้วยเหตุนี้ตรงสถานที่ที่มี
บ่อน้ำเกลือบาดาลเช่นนี้จึงมีนาเกลือทั้งขนาดเล็ก
และขนาดใหญ่จำนวนนับร้อยที่ดำเนินกิจการค้า
เกลือส่วนตัว แม้แต่ราชสำนักก็ไม่อาจเข้ามาก้าว
ก่าย
บรรพชนสามรุ่นของเหรินเหวยจื้อล้วน
ดำเนินกิจการนาเกลือ เมื่อตกมาอยู่ในมือเขาก็
เป็นรุ่นที่สี่พอดี
แต่บ่อเพียงบ่อเดียวจะขุดได้ถึงร้อยปีหรือ
บ่อเกลือของซื่อชวนล้วนเป็น ‘บ่อตื้นขนาด
ใหญ่’ ทั้งสิ้น บ่อหนึ่งขุดได้ลึกเพียงระดับหนึ่ง
อย่างมากก็ทำได้แค่ขุดให้ใหญ่ขึ้นอีกหน่อยเพื่อให้
สูบน้ำเกลือได้เพิ่ม แต่เมื่อสูบน้ำเกลือ ระดับน้ำ
บาดาลจะค่อย ๆ ลดต่ำลง จนสุดท้ายก็จะลดจน
อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าบ่อเกลือ ต่อจากนั้นไม่ว่าจะ
ทำเช่นไรก็ไม่อาจสูบน้ำเกลือได้มากกว่านี้อีก
คราวนี้บ่อเกลือจะกลายเป็น ‘บ่อร้าง’
นาเกลือก็จะล่มจมตามไปด้วย
สิ่งที่เหรินเหวยจื้อรับช่วงต่อคือนาเกลือที่เห็น
ก็รู้แล้วว่าใกล้ล่มจม บรรดาคนงานซึ่งว่าจ้างกัน
มาอย่างยาวนานที่จากก็จากไป ที่แยกย้ายก็แยก
ย้ายไป กิจการอันยิ่งใหญ่กำลังจะล่มสลาย
คนเราเมื่ออยู่ในภาวะสิ้นหวัง ครั้นต้องเผชิญ
แรงกดดันเช่นนี้กะทันหันก็ยากจะทนรับไหว
ดังนั้นช่วงเวลาสองปีอันแสนยาวนาน
หลังจากนั้น เขาใช้ทรัพย์สินเงินทองอย่าง
สุรุ่ยสุร่าย ดื่มสุราราดรดดับความกลัดกลุ้ม วัน ๆ
เอาแต่ร้องไห้คร่ำครวญบนนาเกลืออันเวิ้งว้างว่าง
เปล่าที่นอกจากบ่อร้างแล้วก็ปราศจากสิ่งอื่นใด
ทว่ามีอยู่วันหนึ่ง จู่ ๆ เขาก็ทำไหสุราร่วงหล่น
เขากดเศษไหสุราลงพื้นโดยยังไม่ทันได้สติ
บนพื้นคือดินที่แข็งกระด้าง เมื่อเขาใช้ฝั่ามือ
หนึ่งกดลงไป เศษไหสุราก็จมลงไปในดินช้า ๆ
พริบตานั้นเองที่ทำให้เขาซึ่งกำลังตกอยู่ใน
ห้วงแห่งความทุกข์และจิตใจอันมืดมนบังเกิด
ประกายแห่งปัญญา
เหรินเหวยจื้อเลิกดื่มสุราทันที กระทั่งว่าไม่
ยอมออกข้างนอกและขังตัวเองอยู่แต่ในบ้านทั้ง
วัน เขาซื้อตำราการก่อสร้างมาสารพัดอย่าง
ถึงกับใช้เวลาไปสามเดือนเต็ม ทุ่มเทศึกษา
ค้นคว้า วาดภาพอันสลับซับซ้อนออกมาหลาย
แผ่น
แต่ตัวเขาในยามนี้ปราศจากเงินทองแล้ว
รอบด้านก็แทบจะไม่มีผู้ใดยินดีให้เขาหยิบยืม
เงิน
เหรินเหวยจื้อจึงทำได้เพียงเดินทางมาเมือง
หลวงด้วยตนเอง คิดจะขอความช่วยเหลือจาก
สหายของบิดาในกาลก่อนผู้หนึ่ง ครั้นสหายของ
บิดาได้ยินว่าเขามาก็ดูแลเป็นอย่างดี ทั้งยังยอม
ให้เขาหยิบยืมเงินเล็กน้อย แต่คิดไม่ถึงว่ายามเอ่ย
ว่าจะขอยืมเงินหลายพันจนถึงหมื่นตำลึงกลับถูก
บอกปัดสารพัด
เหรินเหวยจื้อเจรจาที่เมืองหลวงอยู่สองเดือน
สุดท้ายก็ท้อแท้และสิ้นหวัง
เขาเป็นห่วงนาเกลือของที่บ้าน ฉะนั้นจึง
แพร่งพรายข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องมือใหม่ที่ใช้เปิด
‘บ่อร้าง’ ซึ่งตนเองศึกษาค้นคว้ามากับพ่อค้า
เกลือคนอื่นในเมืองหลวง หวังว่าจะใช้การแบ่งผล
กำไรของบ่อเกลือในอนาคตเป็นการตอบแทน รอ
ให้ได้เงินก้อนหนึ่งแล้วจะรีบรุดกลับบ้านเกิดเพื่อ
ทำตามแผนการของตนให้เป็นจริง
เครื่องมือชนิดใหม่นี้ก็คือ ‘เครื่องขุดบ่อ’ ที่มี
ชื่อเสียงในยุคต่อมานั่นเอง
ชาติก่อนเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินเรื่องนี้ตอนอยู่
ในวังหลวง ขณะเสิ่นเจี้ยเรียกเหล่าขุนนางใหญ่
จากซื่อชวนให้เข้าเฝั้า เหรินเหวยจื้อก็ผูกคอตาย
ที่บ้านเกิดไปแล้วสามปี
เขาหาเงินจากเมืองหลวงได้ก้อนหนึ่งและ
กลับไปจริง ๆ
เมื่อกลับถึงซื่อชวนและสาละวนวุ่นวายอยู่
ระยะหนึ่งก็สร้าง ‘เครื่องขุดบ่อ’ ออกมา แต่เขา
โชคไม่ดี คืนแรกที่ทดลองใช้เครื่องขุดบ่อนี้ก็ขุด
เจอไอร้อนที่ลึกลงไปของบ่อเกลือ มิหนำซ้ำตอน
นั้นยังมีเปลวไฟอันลุกโชนของโคมประทีปอยู่
เบื้องนอก เมื่อไอร้อนไหลทะลักขึ้นมาและ
กระทบเปลวไฟก็ลุกไหม้ในบัดดล
นาเกลือพังพินาศย่อยยับทั้งหมดในคราเดียว
เครื่องขุดบ่อชิ้นแรกซึ่งสร้างด้วยไม้ไผ่เองก็พัง
ครืนท่ามกลางกองเพลิง
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น คนงานระยะยาวหลายคน
ยังได้รับบาดเจ็บท่ามกลางกองเพลิง
เหล่าพ่อค้าที่ให้เขาหยิบยืมเงินก่อนหน้าแทบ
จะมาบีบคั้นถึงที่ ต้องการให้เขาใช้หนี้
เหรินเหวยจื้อถึงทางตัน
นาเกลือพินาศ ส่วนเครื่องขุดบ่อก็พังไปแล้ว
ทั้งต้องจ่ายเงินค่ารักษาอาการบาดเจ็บจากแผล
ไฟไหม้ให้คนงาน ทั้งต้องชดใช้เงินลงทุนให้
บรรดาพ่อค้าตามสัญญาที่กำหนดเอาไว้ตั้งแต่
แรกเริ่ม เมื่ออับจนหนทาง เขาจึงขายบ้านของ
บรรพชนซึ่งสืบทอดต่อกันมาทิ้งไปเสีย สุดท้ายใน
วันที่ปลดหนี้สินจนหมดสิ้น เขาใช้เชือกแขวนร่าง
ตนเองอยู่บนเครื่องขุดบ่อที่เหลือแต่ซาก
ปรักหักพังตรงบ่อเกลือ จบสิ้นชีวิตอันล้มลุก
คลุกคลานของตนและจากโลกนี้ไป
สามเดือนหลังจากเขาตาย กระดาษภาพร่าง
ภายในกล่องก็ถูกค้นพบ
สี่เดือนหลังจากเขาตาย เครื่องขุดบ่อชิ้นที่
สองถูกสร้างขึ้น ประสบความสำเร็จในการขุดบ่อ
ได้ลึกกว่าเดิมยี่สิบกว่าจั้ง สูบน้ำเกลือซึ่งอยู่ลึกลง
ไปยี่สิบจั้งซึ่งซุกซ่อนอยู่ภายใน ‘บ่อร้าง’ ที่ไม่เคย
มีผู้ใดเคยค้นพบ
หนึ่งปีหลังจากเขาตาย เครื่องขุดบ่อ
กลายเป็นเครื่องมือจำเป็นในการสูบน้ำเกลือจาก
‘บ่อลึกขนาดเล็ก’ ภายในนาเกลือบ่อบาดาล
สามปีหลังจากเขาตาย ขอเพียงเป็นนาเกลือ
ที่มีบ่อบาดาลก็ต้องเคารพบูชาภาพเหมือนของ
เขา
นั่นหมายความว่าเครื่องขุดบ่อที่เหรินเหวยจื้
อคิดค้นใช้สูบน้ำเกลือซึ่งอยู่ส่วนลึกได้จริง
เพียงแต่ตัวเขาโชคร้าย ไม่อาจผ่านพ้นช่วง
ยากลำบากที่สุดไปได้
เจียงเสวี่ยหนิงยังจำได้ดี ตอนโหยวฟางอิ๋นใน
ชาติที่แล้วเล่าถึงประสบการณ์การก่อร่างสร้างตัว
ด้วยมือเปล่าของตน อีกฝั่ายก็เคยทอดถอนใจ
เรื่องที่ตัวเองพลาดโอกาสอันดียิ่งเช่นนี้ไป
เนื่องจากไม่รู้ว่าตอนนั้นเหรินเหวยจื้อกำลังระดม
เงินทุนอยู่ในเมืองหลวง
นางยังพูดเรื่อง ‘เทคนิคการขุดเจาะบ่อ’ และ
‘แก๊สธรรมชาติ’ อะไรทำนองนี้อีกด้วย
ของแปลกประหลาดพวกนี้ เจียงเสวี่ยหนิงฟัง
ไม่เข้าใจ
แต่อย่างน้อยตนก็รู้ต้นสายปลายเหตุของ
เรื่องราว และรู้ว่าระหว่างนั้นมีจุดหักเหที่ทำให้
คนต้องสะท้อนใจมากเพียงใด
บทที่ 37 แม่พระ (3)
“ต้องรู้ว่าหากต้องการจะทำสิ่งใดให้สำเร็จ
ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่แน่ว่าระหว่างทางอาจประสบ
ความสิ้นหวังที่เดินจนถึงทางตันตั้งมากมาย แต่
ถ้ากัดฟันอดทนต่อไปได้ถึงจะรู้ว่า ‘เมื่อมองผ่าน
เงาหลิวบุปผาบานก็พลันได้พบหมู่บ้านใหม่[1]’ ”
เจียงเสวี่ยหนิงจ้องมองโหยวฟางอิ๋น เล่าเรื่องที่
แฝงความหมายลึกซึ้งแก่นาง “ในเมื่อเหริน
เหวยจื้อกล้าหยิบยืมเงินจำนวนมากขนาดนี้ ทั้ง
ยังบอกว่าตนเองจะเปิด ‘บ่อร้าง’ ได้ คิดว่า
‘เครื่องขุดบ่อ’ ที่ว่าจะต้องใช้งานได้แน่นอน หาก
เขามีทรัพย์เพียงพอ ชิงฉวยโอกาสก่อน ซื้อ ‘บ่อ
ร้าง’ ที่นาเกลืออื่นไม่ต้องการเอาไว้เสีย จากนั้นก็
ใช้ ‘เครื่องขุดบ่อ’ สูบน้ำเกลือเพื่อนำมาผลิต
เกลือ มีแต่สวรรค์ที่จะรู้ว่าจะเกิดเป็นกิจการ
ใหญ่โตสักเพียงใด”
สูบน้ำเกลือผลิตเกลืออะไรกัน โหยวฟางอิ๋น
ฟังแล้วสับสนงุนงงอยู่บ้าง
แต่นี่ไม่อาจทำให้นางไม่เข้าใจประเด็นสำคัญ
ที่แฝงในคำพูดของเจียงเสวี่ยหนิง
นั่นก็คือ…
เหรินเหวยจื้อผู้นี้เป็นคนมีความสามารถ หาก
มอบเงินลงทุนให้เขา ต่อให้ระหว่างนั้นอาจต้อง
ขาดทุนจำนวนมาก แต่ขอเพียงกัดฟันทนต่อไป
ย่อมเบิกฟั้าใหม่ได้!
เจียงเสวี่ยหนิงรู้ว่าอย่างน้อยโหยวฟางอิ๋นก็
เข้าใจส่วนที่เป็นประเด็นสำคัญมากที่สุดแล้ว นาง
กลอกตาเล็กน้อย นึกถึงโหยวเย่ว์ขึ้นมา จึงกล่าว
เตือนสติฟางอิ๋นด้วยท่าทางห่วงใยเหลือคณา
“ข้อมูลคราวนี้ข้าได้มาอย่างยากลำบาก เจ้าห้าม
โพนทะนาไปทั่วอีกเป็นอันขาด คราวนี้ต่างจาก
คราวก่อน คราวก่อนแค่ซื้อเส้นไหมก็จบ แต่คราว
นี้ต้องทนผ่านความยากลำบาก หากระหว่างนั้น
เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรเพียงเล็กน้อย ไม่แน่
ว่าอาจต้องเสียเงินที่มีอยู่ทั้งหมดไปด้วย นี่เป็น
การค้าขายระยะยาว มิหนำซ้ำจุดพลิกผันที่จะ
เกิดขึ้นระหว่างทางยังไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะทน
รับไหว หากคนที่ไม่หนักแน่นรู้เข้าและลงทุนด้วย
ความหุนหันพลันแล่นชั่วขณะ สุดท้ายจะไม่ได้คืน
แม้แต่เงินทุน นั่นมิกลายเป็นการทำร้ายผู้อื่น
หรอกหรือ?”
กำปันที่กำจนแน่นของโหยวฟางอิ๋นหาได้คลาย
ออกไม่ ครั้นได้ฟังคำกล่าวนี้ของเจียงเสวี่ยหนิง
ภายในสมองพลันผุดความคิดอันบ้าคลั่งอย่าง
หนึ่ง
ทว่านางไม่ได้เอ่ยออกไป
นางทำเหมือนคิดอะไรได้ขึ้นมาทันที ผงก
ศีรษะช้า ๆ พร้อมตอบว่า “ฟางอิ๋นจะจดจำ
เอาไว้เจ้าค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงกล่าว “สิ่งที่ควรชี้แนะข้าก็
ชี้แนะไปแล้ว วันนี้เจ้าออกมานานพอแล้วเช่นกัน
ที่บ้านยังมีพี่สาวร้ายกาจคนนั้นอยู่อีก เลยไม่กล้า
รั้งเจ้าไว้นานไปกว่านี้ ข้าส่งเจ้าออกไปก็แล้วกัน
นะ”
โหยวฟางอิ๋นจึงลุกขึ้นแสดงการคารวะ
เจียงเสวี่ยหนิงลุกขึ้นสวมรองเท้าลายปักเดิน
ไปส่งนางจนถึงประตู สุดท้ายก็ยัดขวดยาใส่มือ
นางขวดหนึ่ง “ยานี้ให้เจ้า จงใช้ทาบริเวณ
บาดแผลให้ดี อีกไม่นานจะหายดี”
โหยวฟางอิ๋นน้ำตาแทบจะไหลริน “ท่านช่าง
ดีต่อข้าเหลือเกิน”
เจียงเสวี่ยหนิงหัวเราะและเรียกนางว่า ‘เด็ก
โง่’ อยู่ในใจ แต่กระนั้นกลับลูบศีรษะนางพลาง
เอ่ยว่า “ในเมื่อรู้ว่าข้าดีต่อเจ้า เจ้าก็ต้องดีกับ
ตัวเองบ้าง จริงสิ ครั้งก่อนหาเงินได้ตั้งมากมาย
ขนาดนั้น อย่าให้พี่หญิงรองของเจ้ารู้เรื่อง
เด็ดขาดเชียวนะ มิเช่นนั้นไม่แน่อาจไปสืบข่าว
คราวเรื่อง ‘ช่องทางร่ำรวย’ ก็เป็นได้ นางรังแก
ข้า แต่ถึงอย่างไรก็อยู่ในวัง ข้าย่อมทนไหว ทว่า
เจ้าอยู่ในจวน ข้ากลัวจริง ๆ ว่าพอเจ้าตกอยู่ใน
เงื้อมมือนางแล้วจะเกิดเหตุอันใดขึ้น ข้ารู้ว่าใจเจ้า
อยากจะปกปั้องข้า แต่ห้ามเกิดความบาดหมาง
อะไรกับนางเพราะข้าเด็ดขาด…”
ถังเอ๋อร์และเหลียนเอ๋อร์ยืนอยู่ด้านนอก ครั้น
ได้ยินคำพูดนี้ก็รู้สึกคุ้นหูจริง ๆ นี่ไม่ใช่สิ่งที่โหยว
ฟางอิ๋นเพิ่งจะพูดเมื่อสักครู่หรอกหรือ คุณหนูรอง
แทบจะใช้คำเดิมย้อนกลับไปเลยนะ
ทว่าโหยวฟางอิ๋นไม่รู้สึกถึงเรื่องนี้แม้แต่นิด
เมื่อได้ยินถ้อยคำของนาง ร่างกายก็สั่นระริกเบ้า
ตาแดงทันที ศีรษะก้มต่ำลงไปอีกเล็กน้อย เพียง
ตอบรับเสียงเบาว่า “เจ้าค่ะ”
ครานี้เจียงเสวี่ยหนิงถึงแสดงท่าทีวางใจ ใช้ให้
คนส่งนางออกจากจวน
โหยวฟางอิ๋นออกทางประตูข้าง รถม้ายังคง
รออยู่เบื้องนอก
สารถีรอจนสัปหงกแล้ว เมื่อเห็นนางออก
มาถึงรู้สึกกระปรี้กระเปร่า รีบถามว่า “คุณหนู
ตอนนี้ท่านจะไปที่ใดหรือขอรับ?”
มือของโหยวฟางอิ๋นกำขวดยาขวดเล็ก ยืน
ตรงขั้นบันได มองดูอยู่เนิ่นนาน
ใบหน้าไร้ความรู้สึก
ความโกรธขึ้งเดือดพล่านภายในใจนาง เพียง
กำขวดยาขวดนี้จนแน่นอีกหน พูดเน้นทีละคำว่า
“ไปจวนชิงหย่วนปั๋อ”
————-
โหยวฟางอิ๋นเพิ่งจะจากไป ท่าทางอ่อนแอน่า
เวทนาที่มีก่อนหน้านี้ของเจียงเสวี่ยหนิงพลัน
ปลาสนาการไปสิ้น
นางแค่นเสียงแผ่วหวิวทีหนึ่งพร้อมปัดมือ
เบาๆ
การเปลี่ยนสีหน้าอย่างรวดเร็วทำให้ถังเอ๋อร์
และเหลียนเอ๋อร์ตกตะลึงอ้าปากค้าง
คนที่เกิดมามีนิสัยขี้ขลาดตาขาวเช่นโหยว
ฟางอิ๋น หากจะเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นไม่ใช่เรื่องง่าย
แต่ใช่ว่าจะไม่มีวิธี
ถึงอย่างไรชาติก่อนเจียงเสวี่ยหนิงก็เป็นผู้ที่
ความสามารถเก่งกาจที่หลอกบุรุษให้หัวหมุนได้
บัดนี้ก็แค่นำวิธีการที่ใช้หลอกบุรุษมาใช้หลอก
สตรีเท่านั้นเอง อย่างไรเสียก็เห็นผลลัพธ์ได้ทันตา
แม้เจียงเสวี่ยหนิงมีใจคิดจะสอนโหยวฟางอิ๋น
ทำการค้าเพื่อหาเงินให้ได้มากกว่านี้ แต่สภาพ
ความเป็นอยู่ของนางในจวนปั๋อออกจะย่ำแย่
เกินไปหน่อย ไม่อาจทำเรื่องบางประการด้วย
ความสบายใจได้
จะสู้ศึกภายนอกต้องทำให้ภายในสงบสุข
เสียก่อน
หากไม่แก้ไขสถานการณ์ในเรือนหลังก็ยากจะ
ทำการค้าอย่างวางใจ
โหยวเย่ว์จิตใจคับแคบ ทั้งยังโหดเหี้ยม
อำมหิต ต้องรอดูต่อไปว่าเด็กสาวผู้โง่งมเช่นโหยว
ฟางอิ๋นจะมอบความตื่นเต้นประหลาดใจให้นาง
อีกได้หรือไม่
เหลียนเอ๋อร์ยังไม่เข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ
สักครู่ รู้สึกแต่หัวสมองมึนงงไปหมด “คุณหนู
นาง ท่าน เมื่อครู่…”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่อยากอธิบาย เพียงตอบว่า
“สายมากแล้ว ไปดูสิว่าเตรียมรถม้าเรียบร้อย
หรือยัง พวกเราควรออกเดินทางได้แล้วเช่นกัน”
เหลียนเอ๋อร์ไม่อาจถามอะไรได้อีก นางจึงสั่ง
คนให้ไปดูรถม้า
อีกทางด้านหนึ่งกลับมีเสียงฝีเท้าของบ่าวใน
จวนที่วิ่งหิ้วสาลี่สดใหม่ตะกร้าหนึ่งมาด้วยความ
รีบร้อน ใบหน้าเปียมความยินดี “คุณหนูรองเจ้า
คะ! นี่คือของที่ใต้เท้าโจวองครักษ์เสื้อแพรแห่ง
จวนตระกูลโจวในตรอกเสียเจียใช้ให้คนส่งมา
แจ้งว่าเป็นสาลี่อำเภอตั้งซานที่ใช้ม้าเร็วขนส่งมา
จากมณฑลอันฮุย เบื้องบนเพิ่งจะมอบให้เป็น
รางวัล จึงส่งมาให้ท่านชิมโดยเฉพาะเจ้าค่ะ”
สาลี่ในตะกร้ามีสิบสองสิบสามลูก แต่ละลูกดู
แล้วผิวอ่อนนุ่มสีเหลืองอร่าม เต็มไปด้วยความสด
ใหม่
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงมองเห็นและได้ยินบ่าว
รายงานเช่นนี้ สีหน้าก็แปรเปลี่ยนเล็กน้อย
ของที่เบื้องบนมอบให้เป็นรางวัล
หมายความว่าโจวอิ๋นจือได้ดำรงตำแหน่งผู้คุม
กองพันแล้ว
หากเป็นเช่นนี้…
เกรงว่ายามพลบค่ำของคืนนี้ เยี่ยนหลินคงไม่
มาแล้ว
ถังเอ๋อร์เห็นนางไร้ปฏิกิริยาตอบสนองอยู่นาน
จึงเอ่ยถามด้วยความระมัดระวัง “คุณหนูเจ้า
คะ?”
เจียงเสวี่ยหนิงถึงได้สติกลับคืนมา “แค่สาลี่
ตะกร้าเดียว วางลงได้แล้วน่า”
เมื่อนางพูดจบก็หลุบม่านตา เดินกลับเข้าไป
ในห้อง นั่งอย่างสงบนิ่ง
ไม่นานเหลียนเอ๋อร์ก็กลับมารายงานว่า
“เตรียมรถม้าเรียบร้อยแล้ว แต่ดูท่าทางเหมือน
คุณหนูรองจะไม่สบายเลย วันนี้ ยะ ยังจะไป
เหลาเฉิงเซียวอีกหรือเจ้าคะ?”
เจียงเสวี่ยหนิงกะพริบตาตอบว่า “ไปเถอะ”
ถ้าหากเกิดไม่เป็นเช่นที่นางคิดเล่า
——————–
1. มองผ่านเงาหลิวบุปผาบานพลันได้พบ
หมู่บ้านใหม่ หมายถึงเมื่อประสบอุปสรรคก็
จะปรากฏความหวังใหม่ มาจากกลอน
‘ท่องหมู่บ้านเขาประจิม’ ประพันธ์โดยลู่
โหยวสมัยราชวงศ์ซ่งใต้