คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 38 ฝนฟั้าคะนองยามเหมันต์ (1)
เมื่อวานอากาศยังปลอดโปร่ง มองเห็นได้
แม้กระทั่งแสงสนธยายามพลบค่ำ
แต่พอถึงวันนี้ ยามเจียงเสวี่ยหนิงโดยสารรถ
ม้าออกจากจวน ท้องฟั้าภายนอกกลับมืดครึ้มจน
หมดสิ้น เมฆดำหนาแน่นลอยต่ำ หลังจากย่างเข้า
สู่ช่วงเหมันต์ สายลมหนาวหวีดหวิวก็เสียด
กระดูกกว่าเดิมหลายส่วน
ท่าทางเหมือนฝนกำลังจะตก
พ่อค้าหาบเร่แผงลอยตามตรอกซอกซอยน้อย
ใหญ่ต่างแยกย้าย เก็บแผงลอยของตนเองด้วย
ความลนลานไปนานแล้ว เมืองหลวงที่เคยอึกทึก
คึกคักพลันเวิ้งว้างว่างเปล่าและเงียบสงัดลงไป
มาก มีเพียงสายลมกวาดม้วนเศษใบไม้ดอกไม้ที่
โรยราจำนวนหนึ่งให้ปลิวว่อนระหว่างอาคาร
บ้านเรือนซึ่งเรียงรายกันอย่างแน่นขนัด
ภายในเหลาเฉิงเซียวเองก็เหลือลูกค้าเพียง
ไม่กี่คน
ด้วยสภาพอากาศเช่นนี้ คงไม่มีใครมาแล้ว
เด็กรับใช้ประจำร้านซึ่งสาละวนมาทั้งวันเดิน
เข้าหาโต๊ะสำหรับจ่ายเงินเพื่อโอภาปราศรัยกับ
ผู้ดูแลร้านเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่ากลับมีเสียงรถม้า
เคลื่อนที่เข้ามาจากภายนอก ไม่นานนักก็จอดอยู่
หน้าเหลาเฉิงเซียว
เด็กรับใช้ประจำร้านนิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะ
รีบวิ่งออกไปต้อนรับ
เขาเห็นม่านรถม้าแหวกออกท่ามกลางใบไม้
ร่วงที่ถูกสายลมหนาวพัดจนปลิวว่อนเต็มท้องฟั้า
สาวใช้ภายในรถลงมาก่อน จากนั้นก็มัดสายรัด
เสื้อคลุมกันลมขนพังพอนขาวให้คุณหนูผู้นั้น เด็ก
รับใช้ประจำร้านนับว่าเคยพบเห็นผู้สูงศักดิ์และ
ขุนนางใหญ่ในเมืองหลวงที่เหลาเฉิงเซียวมาตั้ง
มากมาย แต่สตรีที่งดงามปานนี้กลับเห็นเป็นครั้ง
แรก
ดูจากการแต่งกาย ชาติกำเนิดมีแต่สูงไม่มีต่ำ
มีเหตุจำเป็นอะไรถึงต้องออกมาข้างนอกยาม
สภาพอากาศเช่นนี้กัน?
เด็กรับใช้ประจำร้านเชื้อเชิญคนเข้ามาข้างใน
หลังจากสงสัยอยู่ครู่หนึ่งถึงได้เอ่ยถาม “แม่นาง
มาที่นี่เพื่อเหตุใดหรือขอรับ?”
เจียงเสวี่ยหนิงกวาดตามองห้องโถงใหญ่
บริเวณชั้นล่างอันวังเวงไร้ผู้คน จากนั้นก็มองไป
ทางบันไดที่ขึ้นไปยังชั้นสอง นางหลุบตาตอบว่า
“เลือกห้องพิเศษชั้นสองมาสักห้อง ข้าจะรอคน”
เขาตอบทันที “เช่นนั้นเชิญท่านขึ้นชั้นสอง
ขอรับ”
เด็กรับใช้พาคนขึ้นไปชั้นสองด้วยตนเอง
ณ มุมถนนเบื้องนอก เตาฉินยืนอยู่ใต้เงาของ
ต้นไหวที่ขยับวูบไหว มองผ่านทางด้านในบาน
หน้าต่างที่เปิดออกทั้งสองบานของเหลาเฉิงเซียว
จึงเห็นเพียงเงาร่างของ ‘คุณหนูรองหนิง’ ผู้นั้น
ค่อย ๆ เลือนหายไปยังชั้นบนของบันได หัวคิ้ว
ของเขาขมวดมุ่นอย่างช้า ๆ
—————-
วันนี้เซี่ยเวยไม่ได้ทำพิณอยู่ภายในห้องทำพิณ
อย่างหาได้ยากยิ่ง
หลี่ว์เสี่ยนนอนพาดขาอยู่บนตั่งหลัวฮั่น
ภายในห้องราวกับคนแก่ ดันโต๊ะเตี้ยที่วางอย่าง
เป็นระเบียบเรียบร้อยจนล้มเอียงเพื่อให้ตนนอน
ได้สบายขึ้น ปากก็กำลังกินขนมที่ร้านซิ่งฟางเพิ่ง
จะส่งมาให้ ในมือถือสมุดบัญชีประจำเดือนนี้
พลางคำนวณว่าเดือนนี้ตนเองหาเงินได้มากเท่าไร
อีกแล้วอย่างอารมณ์ดี
ครั้นเคลื่อนสายตาขึ้นมาเห็นเซี่ยเวยยืนมอง
ท้องฟั้าอยู่ริมหน้าต่าง หลี่ว์เสี่ยนก็เกือบสำลัก
ความสุขตาย
“หากเจ้าไม่ตำหนิต่อว่าผู้อื่นก่อน ไหนเลยจะ
ถูกกรรมตามสนองกันเล่า?” หลี่ว์เสี่ยนทอดถอน
ใจอย่างเสแสร้ง “ดูเจ้าสิ วัน ๆ รู้จักแต่ข่มข้า ทั้ง
ยังให้ข้าออกเงินทำงานให้เจ้าอีกด้วย ผลคือคิดไม่
ถึงว่ากลับถูกคนแย่งซื้อเส้นไหมดิบไปก่อน
มิหนำซ้ำตอนนี้ยังสร้างปริศนาใหญ่เช่นนี้ออกมา
อีก ส่งเตาฉินออกไปปั่านนี้ยังไม่กลับมาเลย คิด
ว่าคงสะกดรอยตามจนพบเจออะไรบ้างแล้วละ
เฮ้อ เซี่ยจวีอันหนอเซี่ยจวีอัน ข้าคือเทพเจ้าแห่ง
ความมั่งคั่งของเจ้าแท้ ๆ ภายภาคหน้าเจ้าจะต้อง
ดีต่อข้าสักหน่อยนะ เข้าใจหรือไม่?”
เจี้ยนซูยืนเยื้องอยู่ทางด้านหลัง กำลังกลอก
ตาค้อนใส่เขา
ท้ายทอยของหลี่ว์เสี่ยนคล้ายมีดวงตางอก
พูดเอื่อยเฉื่อยว่า “เจี้ยนซู ตาขาวของเจ้าไม่น่าดู
ชม ถ้ายังค้อนใส่ข้าอีก คราวหน้าจะให้เจ้าเป็น
คนสะกดรอยตามเอานะ”
เจี้ยนซู “…”
ช่างเถอะ งานลำบากอย่างการลอบสะกด
รอยตามผู้อื่น แม้แต่คนจะพูดคุยแก้เบื่อยังไม่มี
สักคน ต่อไปคงเหมือนเตาฉิน ถูกทรมานจนไม่มี
คนคุยด้วยแล้วต้องพูดกับตัวเองแทน หากเป็น
เช่นนั้นคงแย่แน่
อดทนประเดี๋ยวเดียวชีวิตก็จะสงบสุขแล้ว
ยามนี้เซี่ยเวยถึงหันศีรษะกลับมามองหลี่ว์
เสี่ยน ครั้นเห็นเขานอนพาดขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
เพียงเอ่ยออกมาว่า “เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าข้าจะสั่งให้
คนจับเจ้าโยนออกไปเดี๋ยวนี้เลย”
หลี่ว์เสี่ยน “…”
เอาเถอะ ลูกพี่ยังอยู่ที่นี่
อดทนประเดี๋ยวเดียวชีวิตก็จะสงบสุขแล้ว
หลี่ว์เสี่ยนเบะปาก นั่งลำตัวเหยียดตรงอย่าง
ไม่ยินยอม ทว่ากลับเผยสีหน้าครุ่นคิด “เซี่ยจวี
อัน ตัวเจ้านี่นะช่างน่าสนใจเสียจริง ภายนอกดู
เหมือนผู้ศึกษาหาความรู้ปกติทั่วไป มีเด็กน้อย
สองคนข้างกายชื่อ ‘ซู[1]’เอย ‘ฉิน[2]’ เอยน่ะ
ช่างเถอะ แต่ยังจะมาเพิ่มคำว่า ‘เตา[3]’ และ
‘เจี้ยน[4]’เข้าไปอีก ข้าลองขบคิดอย่างถ้วนถี่แล้ว
ภายในตัวเจ้าซุกซ่อนความดุร้ายอันตรายอยู่บ้าง
จริง ๆ”
เซี่ยเวยตอบด้วยความสงบเยือกเย็น “หากข้า
ไม่ดุร้ายและอันตราย เจ้าจะยอมทำงานให้ข้า
หรือ?”
หลี่ว์เสี่ยนปรบมือหัวเราะร่า “ใช่แล้วละ ใช่
แล้วละ!”
ย้อนคิดถึงสมัยก่อน ตอนนั้นสภาฮั่นหลินมีผู้
มีปณิธานและความสามารถตั้งมากมายปานนั้น
เขาหลี่ว์เสี่ยนหยิ่งยโสโอหังเพราะถือว่ามีความรู้
ความสามารถ จะแยแสก็แต่คนอย่างเซี่ยเว
ยเพียงผู้เดียว ต่อมาเมื่อเซี่ยเวยรีบรุดกลับบ้าน
เพื่อจัดการงานศพบุพการี เขาที่เห็นว่าผู้อื่นล้วน
อยู่ในชนชั้นธรรมดาสามัญไร้ความสามารถจึง
ลาออกจากราชการคืนตราประทับ และกลับจินห
ลิงเพื่อเยี่ยมคารวะเซี่ยเวยถึงที่ทันที เมื่อเป็น
เช่นนี้ถึงค่อย ๆ ตกหลุมพรางเซี่ยจวีอัน เป็นจิ้
นซื่ออยู่ดี ๆ ดันถูกหลอกให้ไปทำการค้าเสียได้
คิดแล้วก็มีแต่น้ำตา
หลี่ว์เสี่ยนถอนหายใจยาวทีหนึ่ง “เส้นทางนี้
หนอช่างแสนยาวไกล ข้าจะแสวงหาไปทั่วทุก
แห่งหน!”
เขาเพิ่งจะพูดจบก็มีเสียงรายงานแว่วมาจาก
เบื้องนอก “คุณชายเตาฉินกลับมาแล้วขอรับ!”
หลี่ว์เสี่ยนเผยสีหน้าอับจนคำวาจา
จริงดังคาด ผ่านไปครู่หนึ่งชายหนุ่มชุดจิ้นจวง
สีน้ำเงินก็ปรากฏกายตรงประตูทางเข้าห้องสร้าง
พิณ เขาเดินเข้ามาจากด้านนอก เท้าย่ำลงบนพื้น
โดยแทบปราศจากเสียง จากนั้นจึงค้อมกายเอ่ย
ว่า “สะกดรอยตามจนพบคนแล้วขอรับ”
หลี่ว์เสี่ยนพลันกระปรี้กระเปร่า แววตาสาด
ประกาย รีบถามขึ้นมาว่า “นายจ้างเบื้องหลัง
โหยวฟางอิ๋นคือผู้ใด?”
คิดไม่ถึงว่าเตาฉินกลับไม่ตอบ
เขาเพียงเหลือบมองเซี่ยเวย แววตาฉายความ
ลังเลเล็กน้อยอย่างยากจะพบเห็น
เซี่ยเวยพลันรู้สึกได้ว่าผู้ที่เตาฉินสะกดรอย
ตามจนพบอาจไม่ธรรมดาอยู่บ้าง “ลองว่ามา”
ดังนั้นเตาฉินจึงเอ่ยว่า “เช่นนั้นข้าน้อยจะย่อ
ความให้กระชับ ทีแรกทำตามคำสั่งของเซียนเซิง
จึงเพียงไปดูสถานการณ์ที่จวนชิงหย่วนปั๋อ รออยู่
ข้างนอกตั้งครึ่งค่อนวัน นึกว่าวันนี้แม่นางโหยวผู้
นั้นคงไม่ออกจากจวนแล้ว แต่คิดไม่ถึงว่ากลาง
ยามเฉิน[5]นางจะแอบออกมาจากจวนเงียบ ๆ
แต่งกายคล้ายบ่าวไพร่ภายในจวนและนำเงินติด
ตัวไปด้วย ก่อนอื่นนางไปร้านผ้าไหม ซื้อผ้าไหม
หางโจวชั้นดีมาพับหนึ่ง เหมือนจะเป็นลาย
กระเรียนท่องเมฆา จากนั้นก็ไปซื้อพู่กันและจาน
ฝนหมึกที่ร้านขายเครื่องเขียน มีพู่กันสองด้าม
แต่เนื่องจากอยู่ไกลมากเกินไป ข้าน้อยเลย
มองเห็นไม่ชัดว่าเป็นพู่กันอะไรกันแน่ ยังมี…”
เซี่ยเวย “…”
หลี่ว์เสี่ยน “…”
เจี้ยนซูที่ยืนอยู่ด้านข้างกุมขมับ กระตุกแขน
เสื้อเตาฉินเบา ๆ กดเสียงเบาเตือนสติ “ย่อความ
ให้กระชับ”
“อ้อ”
เตาฉินถึงนึกได้ว่าโรคเก่าของตนเองกำเริบอีก
แล้ว เขาจึงผงกศีรษะ ตัดสินใจรับคำชี้แนะ
เปลี่ยนวิธีการพูดให้กระชับมากขึ้น
——————–
1. ซู แปลว่าตำรา
2. ฉิน แปลว่าพิณ
3. เตา แปลว่าดาบ
4. เจี้ยน แปลว่ากระบี่
5. กลางยามเฉิน หมายถึงเวลา 08.00 น.
บทที่ 38 ฝนฟั้าคะนองยามเหมันต์ (2)
“นางซื้อของจำนวนมาก มีทั้งผ้าไหมหางโจว
พู่กันและจานฝนหมึก กระทั่งว่ายังมีเครื่อง
ประทินโฉมและแปั้งหอมที่สตรีใช้กันจำนวนหนึ่ง
ด้วย จากนั้นก็วกไปจุดธูปสักการะที่วัด ที่นั่นวันนี้
มีผู้คนคลาคล่ำ ผู้มาจุดธูปสักการะก็มีมากเช่นกัน
ข้าสะกดรอยนางยังพลาดถูกพระที่ทำหน้าที่
ต้อนรับพบเห็นจนต้องบริจาคค่าธูป ค่าน้ำมัน
ตะเกียงและค่ากระดาษไปสองตำลึง ส่วนโหยว
ฟางอิ๋นก็เหมือนจะบริจาคเช่นกัน พอเข้าไปแล้ว
นางยังขอยันต์คุ้มภัยมาจากในพระอารามอีกด้วย
…”
หลี่ว์เสี่ยน “…”
เจี้ยนซู “…”
เซี่ยเวยค่อย ๆ ยกมือกดหัวคิ้ว เอ่ยว่า “พูด
ประเด็นสำคัญ”
เตาฉินพลันรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่
เห็นจะรู้สึกเลยว่าตนพูดมากตรงไหน
ไม่ใช่ว่าการสะกดรอยตามควรรายงาน
ละเอียดเช่นนี้หรอกหรือ
เขาเม้มริมฝีปาก พูดด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง
“คุณหนูรองหนิง”
เจี้ยนซูพลันเบิกตาโพลง เผยสีหน้าเหลือเชื่อ
ออกมาหลายส่วน ชั่วอึดใจนี้เขาเกือบหันหน้า
ขวับไปมองเซี่ยเวย
เซี่ยเวยยืนอยู่ตรงหน้าต่างอย่างเงียบงัน
ส่วนหลี่ว์เสี่ยนได้ยินแล้วงุนงง และไม่รู้ว่า
‘คุณหนูรองหนิง’ ผู้นี้เป็นใคร เกือบจะโมโหจน
ล้มปั่วยเพราะเตาฉินเสียแล้ว “บอกให้เจ้าพูด
ประเด็นสำคัญก็ไม่ใช่ให้พูดแบบนี้! คนผู้นี้ไป
เกี่ยวข้องกับโหยวฟางอิ๋นได้อย่างไร? เป็น
นายจ้างของนางอย่างนั้นหรือ? เกี่ยวข้องอะไรกับ
นาง? เจ้าเห็นอะไรบ้าง? เฮ้อ ไม่ถูกสิ ‘คุณหนู
รองหนิง’ คือผู้ใดกันน่ะ? เตาฉิน เจ้าโง่หรือเปล่า
พูดมาแต่ชื่อแล้วผู้อื่นจะไปรู้ว่าเป็นใครได้เช่นไร?
ถึงแม้คนแซ่หนิงในเมืองหลวงจะมีไม่มากแต่ก็มี
ไม่น้อย แล้วนี่มันบ้านไหนกันเล่า? เจ้า…”
คำถามงอกเป็นพรวนราวกับหน่อไม้
ปากหลี่ว์เสี่ยนยังคงพูดเจื้อยแจ้วไม่ยอมหยุด
เพียงแต่หลังจากพ่นคำถามชุดใหญ่นี้ได้
ประเดี๋ยวเดียว เขาก็พลันเห็นว่าสีหน้าของสาม
นายบ่าวไม่ถูกต้อง ใจพลันสั่นสะท้าน รู้สึกได้ว่า
เรื่องราวไม่ธรรมดา “ ‘คุณหนูรองหนิง’ ที่เขาพูด
ถึง เหมือนพวกเจ้าจะรู้ว่าเป็นใครกันสินะ?”
มีเสียงดัง ‘ครืน’ คราหนึ่ง เป็นเสียงฟั้าร้อง
ดังกึกก้องตรงขอบฟั้า
สายฝนที่โปรยปรายลงมาจากท้องฟั้าห่าใหญ่
ยามปลายฤดูสารทต้นฤดูเหมันต์อันหนาวเย็นส่ง
เสียงดังซ่าซ่า ปกคลุมทั่วทั้งเมืองหลวงอย่าง
รวดเร็ว หยาดพิรุณขนาดมหึมากระแทกกระหน่ำ
ลงบนผิวทะเลสาบผืนน้อยอันสงบนิ่งเบื้องนอก
ห้องทำพิณ ตกกระทบกรอบหน้าต่างลายฉลุ
บริเวณใกล้เคียง และสาดกระเซ็นจนเป็นไอน้ำ
เล็กละเอียด
เซี่ยเวยกลอกตาจ้องมอง เพียงเอ่ยอย่างเนิบ
ช้าว่า “ฝนตกแล้ว”
————–
ฝนฟั้าคะนองยามเหมันต์ อสุนีบาตสีฟั้าจาง
กรีดผ่านแสงสายัณห์ที่กำลังลดระดับ และชั่ว
ขณะนี้นี่เอง ห้องอักษรอันหรุบหรู่ภายในจวน
หย่งอี้โหวพลันสว่างวาบ ชั้นวางตำราแต่ละชั้นสุม
ตำราเอาไว้สูงมาก ทว่าขณะสายอสุนีบาตกรีด
ผ่านกลับทิ้งเงาดำอันล้ำลึก กดดันประหนึ่ง
ขุนเขาก็ไม่ปาน
เปลวเทียนบนเชิงเทียนบริเวณหัวมุมถูกสาย
ลมพัดจนขยับวูบ
โครงหน้าอันหล่อเหลาของเยี่ยนหลินถูกแสง
และเงาที่กำลังขยับไหวสาดส่องเช่นกัน เผยให้
เห็นความเย็นชาและถมึงทึงอย่างที่ไม่เคยมีมา
ก่อน
โจวอิ๋นจือนั่งอยู่ฝังตรงข้ามเขาอย่างสงบนิ่ง
คนผู้นี้เพิ่งจะถูกเลื่อนขั้นให้ดำรงตำแหน่งผู้
คุมกองพันองครักษ์เสื้อแพร พูดได้ว่ายามนี้มี
คุณสมบัติเข้าถึงศูนย์กลางอำนาจองครักษ์เสื้อ
แพรแล้ว นับเป็นการกระโดดข้ามขั้นโดยสิ้นเชิง
มาอยู่ในระดับบังคับบัญชาที่มีหน้ามีตา
เพียงแต่ทุกสิ่งนี้ได้มาอย่างไม่ค่อยโสภานัก
แต่แล้วจะทำไมกันเล่า
โจวอิ๋นจือรู้สึกมาตลอดว่าตนเองไม่ใช่วิญู
ชนที่แท้จริงอะไร ทุกวิธีการที่มีอยู่บนโลกนี้ ขอ
เพียงทำให้บรรลุเปั้าหมายได้ล้วนเป็นวิธีการที่ดี
ทั้งสิ้น
ดาบซิ่วชุน[1]ซึ่งได้รับมอบมาใหม่บริเวณเอว
ของเขาถูกปลดวางไว้บนโต๊ะตรงประตูตั้งแต่แรก
ยามนี้เขาสวมชุดเฟยอวี๋[2]สีนิลทั้งร่าง เพียง
กล่าวกับเยี่ยนหลินว่า “คนแซ่โจวกระหาย
อำนาจ จิตใจเต็มไปด้วยผลประโยชน์ ดังนั้น
ถึงแม้จะรู้เรื่องนี้มาตั้งแต่แรก แต่หากยังไม่เห็นว่า
จะได้รับผลประโยชน์ และตนยังแบกรับ
ภาระหน้าที่อันใหญ่หลวงที่องครักษ์เสื้อแพร
มอบหมายมา ย่อมไม่กล้าบอกกล่าวซื่อจื่อเป็น
อันขาด จวบจนคุณหนูรองแนะนำข้าให้ซื่อจื่อ
อีกทั้งซื่อจื่อยังพยายามอย่างหนักเพื่อให้คน
แซ่โจวได้รับตำแหน่งผู้คุมกองพันมา คนแซ่โจว
เป็นคนถ่อย คนถ่อยย่อมอยู่ร่วมกับผลประโยชน์
ด้วยเหตุนี้ถึงได้บอกทุกอย่างแก่ซื่อจื่อจนหมด
เปลือกในวันนี้ขอรับ”
การตรวจสอบจวนหย่งอี้โหวเป็นคำสั่งลับ
ขององครักษ์เสื้อแพร
ใต้หล้านี้มีผู้ใดไม่รู้บ้างว่าองครักษ์เสื้อแพรรับ
ฟังพระราชโองการจากฝั่าบาทเท่านั้น
เพราะฉะนั้นย่อมมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า
เป็นผู้ใดที่สงสัยว่าจวนหย่งอี้โหวมีส่วนเกี่ยวข้อง
กับคดีกลุ่มกบฏผิงหนานอ๋องปรากฏตัวที่เมือง
หลวงในครั้งนี้
แม้โจวอิ๋นจือจะมียศเป็นถึงผู้คุมกองพันแต่ก็
เป็นเพียงคนที่ต้องทำตามคำสั่งเบื้องบน การทำ
ต่อหน้าอย่างหนึ่งลับหลังอีกอย่างหนึ่งนั้น
สำหรับคนไร้อำนาจอย่างเขาถือเป็นเรื่อง
อันตรายเลยทีเดียว
ไม่ว่าจะซื่อจื่อหรือจวนหย่งอี้โหวทั้งหมด เขา
รู้ว่าข่าวนี้ก็เปรียบดั่งฟั้าผ่ากลางวันแสก ๆ
เมื่อสำรวจสีหน้าเยี่ยนหลินแล้ว เขาก็ไม่ได้
ปลอบใจอันใด
พลันได้ยินเบื้องนอกมีเสียงฟั้าร้องดังครืน
ครืน ฝนห่าใหญ่เทสาดลงมา เขาทำได้เพียงเอ่ย
อย่างแช่มช้า “หากจวนหย่งอี้โหวไม่เกี่ยวข้องกับ
กลุ่มกบฏผิงหนานอ๋องจริง ในเมื่ออิ๋นจือได้รับ
ความเมตตาอนุเคราะห์จากซื่อจื่อ ย่อมไม่ถึงขั้น
ทำเรื่องสร้างหลักฐานใส่ความจวนโหวแน่ แต่พูด
ออกไปแล้วท่านอาจไม่เชื่อ ช่วงหลายวันมานี้
ข้าน้อยสืบจวนโหวอย่างลับ ๆ กลับพบว่าท่าน
โหวมีการส่งสารติดต่อกับกากเดนที่เหลืออยู่ของ
ผิงหนานอ๋องจริง เรื่องนี้ข้าน้อยไม่ทราบว่า
ซื่อจื่อทราบเรื่องหรือไม่ขอรับ?”
เยี่ยนหลินฟังแล้วเพียงรู้สึกงุนงง
เหตุใดท่านพ่อถึงมีความเกี่ยวข้องกับกากเดน
ที่เหลืออยู่ของกลุ่มกบฏผิงหนานอ๋องได้เล่า?
นิ้วมือที่วางบนหัวเข่าค่อย ๆ กำจนแน่น เขา
หลับตาลงอย่างเชื่องช้า แล้วเอ่ยถามว่า “ในเมื่อ
เจ้าสืบได้แล้ว จะรายงานเบื้องบนเมื่อใด?”
วันนี้มีโจวอิ๋นจือมาสืบได้คนหนึ่ง วันหน้าหาก
มีจ้าวอิ๋นจือ หวังอิ๋นจือ ก็ย่อมต้องสืบได้เช่นกัน
มิหนำซ้ำอาจสืบได้มากกว่าและน่ากลัวกว่า
โจวอิ๋นจือเสียด้วยซ้ำ
จิตใจของเจ้าผู้ปกครอง ผู้ใดจะคาดเดาถูก
จะดีจะชั่วอย่างไรเยี่ยนหลินก็เป็นผู้ที่เคยเข้า
วังหลวงมาบ้างแล้ว ด้วยความที่เห็นจนชินหูชิน
ตา รู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่มีทางปิดบังได้แน่นอน สิ่งที่ทำ
ได้มีแค่เตรียมการรับมือล่วงหน้า
โจวอิ๋นจือทอดสายตามองหนุ่มน้อยซึ่งเหลือ
เวลาอีกเพียงเดือนเดียวก็จะเข้าพิธีสวมกวาน
พลันรู้สึกเหมือนอีกฝั่ายไม่ใช่คนที่ตนคิดว่าไร้
เดียงสาและเชื่อคนง่ายในคราแรกอีกแล้ว
ตรงข้าม สิ่งที่ซื่อจื่อผู้นี้คิดได้นั้นเหนือล้ำกว่า
คนวัยเดียวกันมากนัก
โจวอิ๋นจือนึกถึงเจียงเสวี่ยหนิง ตอบกลับไป
ว่า “เจ็ดวันให้หลังจะรายงานเบื้องบนตามความ
เป็นจริงขอรับ”
เยี่ยนหลินหัวเราะออกมาทันที
ทันใดนั้นเอง เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับโจวอิ๋
นจือต่างผุดขึ้นมาจากส่วนลึกของสมอง ทุกสิ่งทุก
อย่างเชื่อมประสาน ครั้นจบการสนทนาในวันนี้
ความไม่สมเหตุสมผลที่เคยมีอยู่ล้วนสมเหตุสมผล
ขึ้นมา
รวมถึงคำพูดของหนิงหนิงก่อนหน้านี้ด้วย…
ยิ่งหัวเราะเขาก็ยิ่งควบคุมไม่อยู่ สุดท้ายทน
ไม่ไหว ความรวดร้าวแปลกประหลาดอย่างหนึ่ง
ถั่งท้น
โจวอิ๋นจือกลับเพียงมองเขาจากตรงนั้น หนัก
แน่นประดุจขุนบรรพต ไม่ไหวติง มีเพียงนัยน์ตา
ที่วาวโรจน์ คล้ายรู้สึกนับถือหนุ่มน้อยตรงหน้า
ขึ้นมาหลายส่วนอย่างยากจะสังเกต แต่ก็ดู
เหมือนไม่สะทกสะท้าน ไม่รู้สึกรู้สาอันใดเช่นกัน
เบื้องนอกมีเสียงตีฆ้องบอกโมงยามว่าถึง
ปลายยามโหย่วแล้ว
โจวอิ๋นจือพูดสิ่งที่ควรพูดไปแล้ว เขาจึงลุก
จากที่นั่ง โค้งคารวะเยี่ยนหลินครั้งหนึ่ง “คน
แซ่โจวเป็นเพียงผู้ต่ำต้อยไร้ชื่อเสียงคนหนึ่ง ไม่
อาจก่อคลื่นลมมรสุมภายในราชสำนักได้แม้แต่
น้อย ทุกสิ่งล้วนทำตามคำสั่ง ขอซื่อจื่อโปรดอย่า
ตำหนิ คืนนี้ฝนตกหนัก คนแซ่โจวยังต้องกลับ
บ้าน มิกล้าอยู่รบกวนซื่อจื่ออีกแล้ว ดังนั้นจึงขอ
ลาแต่เพียงเท่านี้ขอรับ”
สองตาอันว่างเปล่าของเยี่ยนหลินเคลื่อนขึ้น
มองเขา เอ่ยเพียงว่า “ชิงเฟิง ไปส่งผู้คุมกอง
พันโจวหน่อย”
ชิงเฟิงยืนอยู่นอกประตู รับคำคราหนึ่ง
โจวอิ๋นจือคารวะแล้วก็หยิบดาบประจำตัวที่
ปลดออกก่อนหน้านี้จากโต๊ะถึงค่อยเดินออกมา
รับร่มจากมือชิงเฟิงแล้วกล่าวว่า “มิกล้ารบกวน”
จากนั้นก็เดินไปตามระเบียงยาว มีชิงเฟิง
นำออกไป
——————–
1. ดาบซิ่วชุน หรือดาบปักวสันต์ เป็นดาบ
ประจำตัวขององครักษ์เสื้อแพร
2. ชุดเฟยอวี๋ หรือมัจฉาเหิน เป็นเครื่องแบบ
ขุนนางขององครักษ์เสื้อแพร มีลักษณะเป็น
ชุดคลุมยาว ปักลายมังกร มัจฉาบิน