คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 39 สายพิรุณแห่งการได้พานพบอีกครา
(1)
โจวอิ๋นจือจากไปแล้ว
เยี่ยนหลินนั่งในห้องอักษรอยู่เนิ่นนาน
ชิงเฟิงถามจากเบื้องนอก “ซื่อจื่อ เหลาเฉิง
เซียวทางนั้น…”
เยี่ยนหลินกลับค่อย ๆ ใช้ฝั่ามือแนบใบหน้า
ตัวเองขณะถามเขาว่า “ท่านพ่อกลับมาแล้วหรือ
ยัง?”
ชิงเฟิงตะลึงงัน ตอบกลับไปว่า “ท่านโหว
น่าจะอยู่ที่เรือนเฉิงชิ่งขอรับ”
เยี่ยนหลินลุกขึ้น เดินตรงออกจากห้องอักษร
ของตน เลียบไปตามระเบียงทางเดินยาวรายล้อม
ไปด้วยภูเขาจำลอง สาวเท้ายาว ๆ ไปยังเรือนเฉิง
ชิ่ง
เบื้องนอกสายพิรุณกำลังโหมกระหน่ำ
ต่อให้เดินอยู่ใต้ชายคา ลมหนาวยังคงหอบ
เอาสายฝนอันเย็นเยียบให้มาตกกระทบร่างอยู่ดี
ชิงเฟิงตกใจสะดุ้งโหยง เห็นคนเดินออกไป
ไกลหลายจั้งแล้วถึงรู้สึกตัว รีบหยิบร่มไล่ตามไป
“ซื่อจื่อ ร่มขอรับ!”
เรือนเฉิงชิ่งของจวนหย่งอี้โหวคือสถานที่
พำนักของหย่งอี้โหวเยี่ยนมู่ หรือก็คือบิดาของ
เยี่ยนหลินนั่นเอง
เยี่ยนหลินเพิ่งเดินเข้าไปใกล้ พ่อบ้านชราที่
อยู่ด้านนอกก็เผยรอยยิ้มเต็มใบหน้า “ซื่อจื่อมา
แล้วหรือขอรับ เผอิญบ่าวไพร่เพิ่งจะมาส่งสุราชั้น
ดีจำนวนสองไห ท่านโหวเปิดแล้ว กำลังครุ่นคิด
อยู่พอดีว่าจะหาผู้ใดมาร่วมดื่มด้วยในสภาพ
อากาศที่มีฝนตกเช่นนี้ ท่านมาได้จังหวะพอดีเลย
ขอรับ”
เยี่ยนหลินไม่ตอบ และไม่ได้หยุดฝีเท้า
พ่อบ้านชราพลันนิ่งอึ้งเล็กน้อย หันหน้ามอง
เงาร่างที่เดินเข้าไปของเยี่ยนหลิน อดถามชิงเฟิง
ประโยคหนึ่งไม่ได้ “วันนี้ท่านซื่อจื่อเป็นอะไร
ไปน่ะ?”
————-
หย่งอี้โหวเยี่ยนมู่ บัดนี้อยู่ในวัยสี่สิบกว่าปี
แล้ว มีเส้นผมขาวบนศีรษะจำนวนหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้
ชัดเจนมากนัก
ถึงอย่างไรก็เป็นผู้ยกทัพจับศึก เคยนำกอง
กำลังทหารมาก่อน ต่อให้อายุปูนนี้ ดูแล้วร่างกาย
ก็ยังแข็งแรงดีมาก ไว้เคราแข็งตรงคาง หว่างคิ้ว
เผยความองอาจห้าวหาญที่มีเฉพาะผู้ฝึกยุทธ์อยู่
หลายส่วน ทั้งยังมองเห็นแผลเป็นบริเวณ
หน้าผากได้อย่างราง ๆ รอยหนึ่ง
นี่ล้วนเป็นสิ่งที่หลงเหลือจากการทำสงคราม
ในสมัยก่อน
ขณะนี้เขากำลังเปิดไหสุราดั่งที่พ่อบ้านชราว่า
ไว้ บนโต๊ะยังวางกับแกล้มยามร่ำสุราจำนวนหนึ่ง
ด้วย สุราที่เพิ่งจะแกะเมื่อครู่รินลงจอก กลิ่นหอม
ของสุราและอาหารกำลังแผ่ซ่านท่ามกลาง
อากาศชื้นแฉะ
เมื่อเห็นเยี่ยนหลินเข้ามาเขาก็หัวเราะ พลัง
เปียมล้นจนหน้าอกกระเพื่อม เอ่ยขึ้นมาว่า
“บอกว่าวันนี้จะออกข้างนอกไม่ใช่หรือ แล้วมาได้
อย่างไร? พอดีเลย มาชิมสุรานี้กัน”
หย่งอี้โหวชี้จอกสุราบนโต๊ะ
เยี่ยนหลินยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะ จดจ้องบิดาของ
ตนเขม็งครู่หนึ่ง ริมฝีปากที่เม้มอยู่คล้ายกำลัง
สะกดกลั้นอะไรบางอย่าง ก่อนจะยกมือชูจอก
สุรา แล้วดื่มรวดเดียวหมด
ลูกกระเดือกของเด็กหนุ่มที่กำลังจะเข้าพิธี
สวมกวานขยับขึ้นลง
สุราร้อนแรงหนึ่งจอกกรอกเข้าลำคอ แสบ
ร้อนตั้งแต่ริมฝีปากไปจนถึงหัวใจและปอด
บังเกิดเสียงดัง ‘ปัง’ จอกสุราถูกวางกระแทก
อย่างหนักหน่วง
หย่งอี้โหวเข้าใจบุตรชายของตนดี ปกติถือว่า
มีอะไรก็พูดหมด แม้แต่เรื่องที่เจ้าเด็กคนนี้
ชมชอบยายหนูจวนรองเสนาบดีเจียงมากเพียงใด
เขาก็รู้เป็นอย่างดี แต่ท่าทางเช่นนี้เขายังไม่เคย
เห็นมาก่อน
ฉะนั้นจึงรับรู้ได้ทันทีว่าอีกฝั่ายมีความในใจ
หย่งอี้โหวมองสำรวจบุตรชายตั้งแต่ศีรษะจด
ปลายเท้าพลางหัวเราะ “ทำไม ทะเลาะกับยาย
หนูเสวี่ยหนิงอย่างนั้นหรือ?”
เยี่ยนหลินกลับไม่หัวเราะ สายตาที่ประทับ
บนร่างบิดามิได้เคลื่อนย้ายไปไหน เพียงเอ่ยถาม
ว่า “ท่านพ่อ ท่านทราบเรื่องที่ฝั่าบาททรงส่ง
องครักษ์เสื้อแพรมาสืบคดีของกลุ่มกากเดนกบฏ
ผิงหนานอ๋องหรือไม่ขอรับ?”
“…”
หย่งอี้โหวที่กำลังยกสุราอยู่แต่เดิมหยุดชะงัก
ทันควัน
เมื่อเงยศีรษะขึ้นมาก็สบกับสายตาคมปลาบ
ของเยี่ยนหลิน ความแหลมคมของหนุ่มน้อยฉาย
วาบผ่านนัยน์ตาคู่นี้จนหมดสิ้น ทำให้คนไม่อาจ
หลบหลีกได้ อย่างไรก็ตามเมื่อพิเคราะห์ความนัย
ซึ่งแฝงอยู่ในคำพูดเขาอย่างถ้วนถี่ ทันใดนั้นเอง
หย่งอี้โหวก็เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร
ปราศจากความตื่นตระหนกทั้งยังไม่ได้รู้สึก
เหนือความคาดหมาย
หย่งอี้โหวพลันหัวเราะ จากนั้นก็เค้นเสียง
หัวเราะจนดังลั่น ปรบมือส่ายหน้าประหนึ่งหวน
นึกถึงเรื่องราวหนหลังซึ่งทั้งเหลวไหลและไร้สาระ
อะไรขึ้นมาได้ ทว่ายามเอ่ยปากกลับแฝงความ
เคียดแค้นและความบ้าคลั่งอันฝังรากลึกถึง
กระดูกชนิดหนึ่ง…
“ที่ควรจะมาก็ต้องมาอยู่ดี! ผ่านมายี่สิบปีแล้ว
ข้าไม่อาจลืมเลือน ส่วนพวกมันที่เคยก่อเรื่องน่า
ละอายก็ไม่เคยลืมเลือนเช่นกัน! ฮ่า ๆ ๆ ๆ …”
———————
เหตุใดหย่งอี้โหวถึงเขียนจดหมายติดต่อกับ
กากเดนของกลุ่มกบฏผิงหนานอ๋อง?
ทั้งที่เมื่อยี่สิบปีก่อนตอนผิงหนานอ๋องร่วมมือ
กับกลุ่มนิกายสวรรค์ก่อกบฏ รุกคืบมาจนถึงเมือง
หลวงและบุกเข่นฆ่าเข้ามาในวัง หย่งอี้โหวยังเป็น
ขุนนางผู้ซื่อสัตย์จงรักภักดีเช่นเฉิงกั๋วกง สร้าง
คุณูปการจากการปราบจลาจลอยู่เลย
ชาติก่อน สุดท้ายแล้วก็มีปริศนาบางอย่างยัง
ไม่ได้คลี่คลาย
เลยเวลานัดหมายมานานมากแล้ว เยี่ยนหลิน
ยังไม่ปรากฏตัว
ดวงใจของเจียงเสวี่ยหนิงค่อย ๆ จมดิ่ง
เดิมทีหากไม่ได้รับคัดเลือกให้เข้าวังเพื่อเป็น
พระสหายร่วมศึกษา นางควรบอกเยี่ยนหลินไป
ตั้งแต่หลายวันก่อนแล้ว แต่คนกลุ่มนี้ดันเข้ามา
ผสมโรงและก่อเรื่องวุ่นวาย ทำให้แผนการของ
นางเสียกระบวนทั้งหมด ในวังหลวงมีหูตาผู้คน
อยู่มากมาย ไม่มีโอกาสได้บอกกล่าวให้ชัดเจน
แม้แต่น้อย
ตอนนี้เยี่ยนหลินคงรู้เรื่องแล้วสินะ
นางยืนอยู่ริมหน้าต่างของห้องพิเศษบนชั้น
สอง จ้องมองสายพิรุณข้างนอก
ตกมานานมากแล้ว
ตกหนักมาก
ท้องฟั้าค่อย ๆ มืดมิด ทุกแห่งหนภายในเมือง
หลวงล้วนจุดโคมประทีป ประกายแสงอบอุ่นสี
เหลืองสลัวรางส่องหน้าต่างของทุกบ้าน รวมทั้ง
ตึกและอาคารที่อยู่ทั้งไกลและใกล้จนสว่างไสว
แต่กระนั้นเมื่ออยู่ท่ามกลางสายฝนที่โปรยพลิ้ว
สาดกระเซ็นและไอหมอกพร่ามัว กลับกลายเป็น
เพียงโครงร่างอันรางเลือน
สายลมค่อย ๆ เย็นเยียบเสียดกระดูก
ครั้นถังเอ๋อร์และเหลียนเอ๋อร์ซึ่งติดตามอยู่
ข้างหลังนางเห็นว่าลมพัดแรงก็อดเป็นห่วง
เล็กน้อยไม่ได้ ก้าวเข้ามาจะปิดหน้าต่างก่อน
พร้อมบ่นอีกสองสามประโยค “สายปั่านนี้แล้ว
ท่านซื่อจื่อยังไม่มาอีก บางทีอาจมีเรื่องอะไร
บางอย่างทำให้เสียเวลาจนมาไม่ได้กระมัง?
คุณหนู พวกเรากลับกันก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ?”
เจียงเสวี่ยหนิงเพียงตอบว่า “ไม่ต้องปิด”
น้ำเสียงแผ่วเบา สายตาปราศจากการเคลื่อนไหว
ยังคงทอดมองสายฝนที่กำลังเปล่งประกายนอก
หน้าต่างดังเดิม
เหลียนเอ๋อร์กับถังเอ๋อร์สบตากันทันที รู้สึกว่า
วันนี้มีอะไรผิดปกติอยู่บ้าง
คุณหนูซึ่งไม่เคยเป็นฝั่ายนัดท่านโหวน้อย
ก่อนกลับนัดให้ท่านโหวน้อยออกมา ส่วนท่าน
โหวน้อยซึ่งไม่เคยมาสายกลับไม่มาในเวลาเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม พวกนางก็ไม่กล้าถามให้มาก
ความเหมือนกัน
เจียงเสวี่ยหนิงห้ามปิดหน้าต่าง มือที่เอื้อม
ออกไปของพวกนางจึงได้แต่หดกลับมา คิดจะ
โน้มน้าวไม่ให้นางยืนริมหน้าต่างอีกครั้ง
“ไม่เช่นนั้นท่านเข้าไปนั่งข้างในเถอะเจ้าค่ะ พวก
บ่าวจะช่วยดูให้เอง พอท่านโหวน้อยมาแล้ว
จะแจ้งให้ท่านทราบ ริมหน้าต่างลมแรงเสียขนาด
นี้ เดิมทีร่างกายท่านก็นับว่าไม่สู้ดีอยู่แล้ว หากไม่
ระวังกระทบความหนาวเย็นจนเป็นหวัด พวก
บ่าวรับไม่ไหวจริง ๆ นะเจ้าคะ”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ราว
กับไม่ได้ยิน
เหลียนเอ๋อร์ถังเอ๋อร์จึงไม่กล้าโน้มน้าวอีก
ต่อไป
ภายในห้องพิเศษพลันเงียบสงัดอีกครา ได้ยิน
แต่เสียงสายฝนดังอื้ออึงโดยรอบเท่านั้น บางครั้ง
ยังได้ยินเสียงสังสรรค์สรวลเสเฮฮาจากร้านสุรา
และโรงเตี๊ยมละแวกใกล้เคียงแทรกเข้ามาอีกด้วย
เสียงล้อรถดังตัดผ่านม่านพิรุณ
เหลียนเอ๋อร์และถังเอ๋อร์ต่างร่างสะท้าน
ทว่าเมื่อมองลงไปจากตรงหน้าต่าง รถม้าคัน
นั้นหาใช่รถม้าของจวนหย่งอี้โหวไม่ และไม่ได้
จอดใต้เหลาเฉิงเซียว แต่จอดที่ร้านอาหารสี่เฉิน
ซึ่งอยู่ฝังตรงข้ามของถนน มีคนรับใช้ลงมาจากรถ
ก่อน เขากางร่มด้วยความเคารพนบนอบ รับคน
ในตัวรถลงมา
เสื้อคลุมตัวยาวสีครามเข้ม หน้านิ่วคิ้วขมวด
คล้ายไม่ชมชอบวันที่มีฝนตก
เครื่องหน้าถือว่าสง่างาม เพียงแต่มีนัยน์ตาที่
ลึกเกินไปคู่หนึ่ง
มุมปากคล้ายประดับรอยยิ้มตลอดเวลา ทว่า
ยามมองคนกลับไม่ค่อยจริงใจ กระทั่งยังกอปร
ด้วยความเย็นชาชนิดหนึ่งซึ่งมีมาแต่กำเนิด
บทที่ 39 สายพิรุณแห่งการได้พานพบอีกครา
(2)
เจียงเสวี่ยหนิงยืนอยู่ริมหน้าต่าง มองแวบ
เดียวก็แทบจะนึกออก…
นั่นคือเฉินอิ๋ง
ขุนนางผู้ลงทัณฑ์อย่างโหดเหี้ยมอันเลื่องชื่อ
ของแคว้น รองเสนาบดีกรมอาญาคนปัจจุบัน
และเป็นคนที่เกือบจะเอาชีวิตจางเจอในชาติก่อน
…
เขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งอึ้งในบัดดล
เห็นเฉินอิ๋งลงจากรถแล้วก็ถูกคนเชื้อเชิญเข้า
ไปในร้านอาหารสี่เฉินทันที ไม่นานนักภายใน
หน้าต่างซึ่งปิดสนิทบนชั้นสองก็บังเกิดเสียงโอภา
ปราศรัยกันอย่างครึกครื้น ต่อให้ขวางกั้นด้วย
ม่านพิรุณก็ยังได้ยินผู้คนเรียกขานด้วยความ
กระตือรือร้นว่า “ใต้เท้าเฉิน”
ขณะนี้เองเด็กรับใช้ประจำร้านก็เข้ามา
เปลี่ยนชาร้อนให้เจียงเสวี่ยหนิง
นางจึงถามว่า “เย็นปั่านนี้แล้ว ทั้งยังฝนตก
อีก เหลาเฉิงเซียวของพวกเจ้าไม่มีลูกค้า แต่
ร้านอาหารสี่เฉินที่อยู่ฝังตรงข้ามกลับคึกคัก”
เด็กรับใช้ประจำร้านทอดสายตาออกไปนอก
หน้าต่างตามสายตานางก่อนหัวเราะ “อ้อ ฝังตรง
ข้ามน่ะหรือขอรับ ได้ยินว่าใต้เท้าเฉินของกรม
อาญาเลี้ยงแขก ผู้ที่ไปล้วนแต่เป็นขุนนางจาก
กรมอาญาทั้งสิ้น จะไม่มาร้านของเราก็เป็นเรื่อง
ปกติ ครั้งก่อนใต้เท้าเฉินเพิ่งจะก้าวจากไป รอง
ราชครูเซี่ย ก็มาถูกลอบโจมตีที่ร้านของพวกเรา
เสียแล้ว ใต้เท้าเฉินรู้สึกว่าไม่เป็นมงคล นับตั้งแต่
นั้นจึงเปลี่ยนเป็นไปรับประทานอาหารที่
ร้านอาหารสี่เฉินขอรับ”
เป็นเช่นนี้หรือ
สายตาของเจียงเสวี่ยหนิงยังคงอยู่บนบาน
หน้าต่างที่มีเงาคนขยับวูบไหวฝังตรงข้าม
เห็นว่ามีคนเดินเข้ามาใกล้แล้ว
ต่อมาบานหน้าต่างเบื้องนอกก็ถูกผลักออก
ทำให้กลิ่นสุราและเสียงหัวเราะในห้องแพร่
ออกมา ครั้นมองจากฟากของเจียงเสวี่ยหนิงก็จะ
เห็นผู้ที่อยู่ภายในห้องได้อย่างง่ายดาย แต่ละคน
ล้วนมีสีหน้าประจบประแจง
นางขมวดคิ้วทันที ตระหนักว่าในเมื่อนาง
มองเห็นผู้อื่นได้ ผู้อื่นก็ย่อมสามารถมองเห็นนาง
เช่นกัน จึงคิดจะหมุนกายกลับมาและเรียกให้
เหลียนเอ๋อร์และถังเอ๋อร์ปิดหน้าต่างเสีย
แต่ตอนเพิ่งหมุนกายและกำลังจะเอ่ยปาก
นั่นเอง…
ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ขณะบานหน้าต่างของ
ร้านอาหารสี่เฉินที่อยู่ฝังตรงข้ามเปิดออกพลัน
ย้อนกลับมาในหัวสมองอีกครั้ง แล้วหยุดนิ่งจดจ่อ
อยู่ตรงหัวมุมภายในห้องอันเงียบสงบแห่งหนึ่ง
ราวกับม้วนภาพวาดก็ไม่ปาน
นางใจสั่นสะท้านเบา ๆ แม้แต่ร่างกายก็
เหมือนจะแข็งทื่อในชั่วพริบตา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ
ตั้งความหวังอันแสนจะแปลกประหลาดอันใด
เอาไว้หรือไม่ นางจึงหันกายทอดสายตามองไปยัง
หน้าต่างฝังตรงข้ามอีกคำรบ
ร้านอาหารสี่เฉินจัดงานเลี้ยงอยู่ด้านใน สิ่งที่
จัดวางบนโต๊ะมีแต่อาหารหรูหราเลิศรส ส่วนผู้ที่
นั่งข้างโต๊ะก็มีแต่ขุนนางราชสำนัก
พอเฉินอิ๋งมาถึงก็ถูกคนเชื้อเชิญให้ไปนั่ง
ตำแหน่งประธาน
อย่างไรเสียในบรรดาคนเหล่านี้ เขาเป็นผู้มี
ตำแหน่งทางราชการสูงมาก มิหนำซ้ำยังเป็นขุน
นางประจำศาลของกรมอาญาอีกด้วย ทุกคนพา
กันสรวลเสเฮฮาชูจอกสุราขอให้เขาดื่ม ประเดี๋ยว
ลุกประเดี๋ยวนั่ง ครื้นเครงยิ่ง
ดังนั้นบริเวณมุมอันเงียบสงบภายในห้องจึง
ไม่เข้าพวกอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อมีบานหน้าต่างฉลุลายบุปผาขวางกั้น
เจียงเสวี่ยหนิงจึงมองเห็นเงาด้านข้างซึ่งถูกบดบัง
เป็นส่วนใหญ่เท่านั้น เสื้อคอกลมตัวยาวทำมา
จากผ้าฝั้ายเนื้อละเอียดสีน้ำเงินกรมท่าทั้งชุดซึ่ง
มักจะสวมใส่โดยเจ้าหน้าที่ระดับล่าง แขนเสื้อทั้ง
สองข้างหลวมกว้างเล็กน้อย ฝั่ามืออันเรียวยาว
ทว่ามีข้อนิ้วปูดโปนคู่นั้นวางทับเบา ๆ บนหน้าขา
สองข้างที่แยกกัน
นั่งบนม้านั่งกลม แผ่นหลังเหยียดตรง
จางเจอมองม่านพิรุณซึ่งกำลังโปรยปรายไม่
ขาดสายเบื้องนอก
ราวกับว่าความครื้นเครงของงานเลี้ยงที่มีอยู่
อย่างเปียมล้นด้านหลังไม่อาจแตะต้องความสุขุม
เคร่งขรึมซึ่งแผ่ซ่านทั่วร่างเขาได้แม้แต่น้อย ดั่ง
ปราศจากความเกี่ยวข้องใด ๆ
ถึงแม้จะเป็นเพียงการเหลือบเห็นเงาด้านข้าง
ที่ไม่อาจนับว่าครบถ้วนสมบูรณ์ แต่เจียงเสวี่ย
หนิงก็มั่นใจเพียงพอว่า…
เป็นเขา
ไม่มีทางเป็นผู้อื่นได้อีกแน่
กิริยาท่าทางการมองสายฝนอย่างสงบนิ่ง
เช่นนี้ ถึงแม้จะผ่านมานานแสนนานแล้ว แต่
กระนั้นกลับยังคงประทับตราตรึงในความทรงจำ
ของนาง ไม่อาจลบเลือนแม้แต่กระผีกเดียว
ใต้เท้าจาง ยังคงชอบมองสายฝนเช่นนี้
เหมือนเดิมสินะ…
ฉับพลันนั้นเอง เจียงเสวี่ยหนิงกลับมีน้ำตา
ร้อนคลอหน่วย
ยามนี้ทุกสิ่งในชาติก่อนล้วนถาโถมมาหมด
ใต้ศาลาท่ามกลางสายฝน เป็นเขาที่ยืนอยู่ใต้
ขั้นบันได ยื่นมือไปฉีกชายชุดขุนนางที่นางจงใจ
เหยียบไว้ด้วยเจตนาร้าย ยามเงยศีรษะขึ้นมอง
นางอีกครา แพขนตาก็เต็มไปด้วยหยาดน้ำฝน
ภายในตำหนักเฉียนชิงยามบ่าย เป็นเขาที่ยืน
ก้มหน้าอยู่ด้านนอก ฝั่ามือค่อย ๆ กำแน่นจนแข็ง
ตึง ขณะกำลังกดครรลองจักษุลงต่ำ ไม่กล้า
ชำเลืองขึ้นมายามอยู่ต่อหน้านาง
บนทางม้าเร็วซึ่งมีแต่ดินโคลน เป็นเขาที่ใช้
มือกุมไหล่ที่ได้รับบาดเจ็บ ลำคอขยับขึ้นลง
เล็กน้อย โลหิตไหลนองผืนดิน ขณะกำลังเอื้อม
มือไปยังข้อเท้าที่พลิกของนาง
…
นางทำอะไรไม่ทำ ดันนำพาตัวเองไปตอแย
คนดีเช่นนี้เพื่อเหตุใดกัน
อาจเพราะนางมีมารร้ายซุกซ่อนอยู่ในใจตน
หนึ่ง ต้องการย้อมสีขาวให้เป็นสีดำ ต้องการกวน
สิ่งที่ใสให้ขุ่นหมอง ต้องการกระชากผู้ที่ยืนอย่าง
สูงส่งบนสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ให้ลงมาเกลือกกลั้ว
และดิ้นรนกับความทุกข์ของโลกมนุษย์…
เมื่อทำเช่นนี้ถึงจะพึงพอใจ
ชาติก่อนนางติดค้างเยี่ยนหลิน และเยี่ยนห
ลินก็ได้ตอบแทนเป็นสิบเท่าร้อยเท่ากลับคืนมา
แต่สิ่งที่ติดค้างจางเจอเอาไว้นั้น ต่อให้สละชีวิตไป
เสีย นางก็ไม่อาจชดใช้คืนได้เลย
ท้ายที่สุดนางก็คือด่านมารที่จางเจอไม่อาจ
ข้ามผ่านในชีวิตอันบริสุทธิ์และเที่ยงธรรมของเขา
ส่วนเขานั้นกลับเป็นดินแดนบริสุทธิ์อัน
ปราศจากมลทินแห่งสุดท้ายภายในจิตใจที่เต็มไป
ด้วยฝุั่นธุลีของนาง
เคยมีหลายครั้งที่นางบังเกิดความคิดชั่ววูบ
ขึ้นมาว่า หากไม่ใช่ฮองเฮา นางจะแต่งงานกับคน
ผู้นี้โดยไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น นับจากนี้จะยกแขน
เสื้อเช็ดฝุั่นธุลีที่เปือนบนเสื้อผ้าของเขา โน้มกาย
เก็บเศษกระเบื้องที่มาขวางทางเขาทุกชิ้น เปลี่ยน
ตนเป็นคนดี และเสพสุขกับความดีที่เขามอบให้
อย่างสบายใจ
แต่สุดท้ายแล้วนางก็เป็นฮองเฮา
ดวงใจที่ถูกเรื่องทางโลกเข้าครอบงำ ทำร้าย
ทั้งตัวนางและทำร้ายเขา
เจียงเสวี่ยหนิงทอดสายตามองฝังตรงข้าม
ครรลองจักษุค่อย ๆ พร่ามัว เพียงแต่ไม่รู้ว่าเป็น
เพราะสายฝนที่เทกระหน่ำลงมา หรือเป็นเพราะ
น้ำตาที่เอ่อท้นกันแน่…
มีคนขึ้นมาจากชั้นล่างของร้านอาหารสี่เฉิน
ด้วยความรีบร้อน
ในที่สุดจางเจอซึ่งนั่งอยู่ใต้หน้าต่างมานานก็
ขยับกาย
คนผู้นั้นพูดอะไรบางอย่างกับเขา เขาจึงผงก
ศีรษะ ลุกขึ้นแล้วกล่าวลาทุกคน เดินออกจาก
ประตูห้องที่เปิดอยู่โดยไม่สนใจว่าคนอื่นจะมีสี
หน้าเช่นไร
เมื่อเดินลงมาชั้นล่าง
เด็กรับใช้ประจำร้านอาหารสี่เฉินก็ส่งร่มให้
เขาตรงหน้าประตู เขารับไปแล้วกางร่มกระดาษ
น้ำมันสีครามเข้ม
ขณะขอบร่มกำลังดันขึ้นมา ใบหน้าอันตรา
ตรึงก็ปรากฏให้เห็นใต้ร่ม จากคางอันเย็นชาไล่ไป
จนถึงริมฝีปากบางเม้มสนิท จากนั้นก็เป็นดั้งจมูก
ตั้งตรง รวมถึงนัยน์ตาเรียวแคบอันนิ่งเฉย และคิ้ว
ยาวที่ขมวดเล็กน้อยนั่นด้วย…
สายตาของเขาช้อนขึ้นมาราวกับสัมผัสได้ถึง
อะไรบางอย่าง
ดังนั้นจึงสบตากันอย่างจังพอดี
นางอยู่ริมหน้าต่างบนอาคาร เขาอยู่หน้า
บันไดใต้อาคาร มีม่านพิรุณและถนนสายยาว
ขวางกั้นประหนึ่งม่านหมอก
หยาดน้ำตาหนึ่งหยดไหลรินลงมาจากดวงตา
เจียงเสวี่ยหนิงโดยไม่รู้ตัว
หยาดน้ำฝนเย็นเฉียบจากปลายร่มหนึ่งหยด
ตกกระทบหลังมือจางเจอเบา ๆ
เขารู้สึกเหมือนตนเองถูกเหล็กร้อนนาบ
สาวน้อยสะคราญโฉมและเจิดจรัสปราศจาก
การแต่งแต้ม ไร้ความยึดติดอันแสนจะคลุมเครือ
ยืนอยู่เบื้องหลังห่าพิรุณที่เขารักมากที่สุดด้วย
ความสะอาดบริสุทธิ์อ่อนโยนและงดงาม ทั้งยัง
กำลังใช้ดวงเนตรที่เหมือนมีสายฝนโปรยมองดู
เขา
ชั่วขณะนี้เอง นิ้วมือที่ยึดร่มอยู่ก็ออกแรงกำ
จนแน่น
แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้เดินเข้าไปหา และไม่ได้
แสดงความผิดปกติอันใดออกมาทั้งสิ้น เพียงหลุบ
ตาหลังจากทอดสายตาจ้องมองอยู่นาน เดินลง
ขั้นบันได ปล่อยให้ร่มที่กางออกคันนั้นซ่อนเร้น
ความลับที่มีอยู่ทั้งหมดของตน ค่อย ๆ เดินไกล
ห่างออกไปท่ามกลางสายตาของนาง
เจียงเสวี่ยหนิงคิดว่า ดีจริง ๆ ที่ทุกอย่างยัง
ไม่ได้เกิดขึ้น