คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 40 เรื่องราวในชาติก่อน (1)
จางเจอมาจากการสอบเข้าเป็นเจ้าพนักงาน
การสอบเป็นเจ้าพนักงานไม่เหมือนสอบได้จิ้
นซื่อ และเจ้าพนักงานที่ได้รับคัดเลือกหลังการ
สอบยังต่างจากขุนนางซึ่งได้รับเบี้ยหวัดจาก
ทางการ เมื่อเข้าบรรจุประจำหน่วยงานแล้วก็จะ
มีลักษณะที่ว่า ‘เมื่อมีงานเร่งด่วนจะเรียกใช้ เมื่อ
งานเสร็จสิ้นจะว่างเว้น’ ถือเป็นเจ้าพนักงาน
ชั่วคราวที่คอยช่วยงานเหล่าขุนนางภายใน
หน่วยงานราชการต่าง ๆ นอกจากนี้ ‘เจ้า
พนักงาน’ ยังไม่อาจเป็นฝั่ายตรวจการและไม่อาจ
เข้าสอบเคอจวี่ได้อีกด้วย ดังนั้นโดยทั่วไปแล้วผู้ที่
เข้าสอบเป็นเจ้าพนักงานจึงมีแต่ผู้ที่เข้าสอบ
หลายครั้งแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ หรือไม่ก็มีฐานะ
ยากจนและต่ำต้อย
จางเจอเป็นอย่างหลัง
เขาปราศจากบิดามาตั้งแต่เล็ก มีเพียงมารดา
หม้ายที่เลี้ยงดูจนเติบใหญ่ ถึงแม้มีความรู้
ความสามารถเป็นเลิศ แต่กลับไม่แตกฉานปากู่เห
วิน[1] คัมภีร์ของลัทธิขงจื่อและกลยุทธ์สักเท่าไร
นัก หลังสอบเจ้าพนักงานได้แล้วก็เข้าทำงานใต้
สังกัดของกู้ชุนฟางซึ่งเป็นผู้ตรวจราชการมณฑล
เหอหนาน เชี่ยวชาญเรื่องการล้างความอยุติธรรม
และใช้ตัวบทกฎหมายโดยเฉพาะ นับเป็นผู้มี
พรสวรรค์คนหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้กู้ชุนฟางจึงเสนอชื่อเขาให้ทางราช
สำนักเป็นกรณีพิเศษ
ไม่ถึงสามปี เนื่องจากพิพากษาคดีปริศนาคดี
หนึ่งต่อหน้าพระพักตร์ ทำให้ฝั่าบาทพอพระทัย
แต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าผู้ตรวจสอบภายในกรม
อาญา
เพียงแต่ชาติก่อนเส้นทางการเป็นขุนนางของ
เขาหลังจากนั้นไม่ได้ราบรื่นนัก เต็มไปด้วย
อุปสรรคขวากหนาม
เจียงเสวี่ยหนิงนึกขึ้นมาแล้วก็รู้สึกขมฝาดใน
ปาก
เดิมทีเขาเป็นผู้ที่สมควรได้รับการจารึกเกียรติ
ประวัติเอาไว้ในประวัติศาสตร์ว่าใช้ความ
‘เที่ยงตรง’ และ ‘เที่ยงธรรม’ หลีกหนีไกลห่าง
จากการต่อสู้แย่งชิงอันแสนจะวุ่นวายภายในวัง
หลวงได้ ทว่ากลับถูกนางดึงเข้ามาพัวพันเสียนี่
ช่วงที่จางเจอเพิ่งจะได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าผู้
ตรวจสอบภายในกรมอาญา องครักษ์เสื้อแพรคิด
จะกุมอำนาจในการลงทัณฑ์ทั้งหมด ทว่าจางเจอ
กลับรู้สึกว่าองครักษ์เสื้อแพรกระทำการโอหัง ใช้
อำนาจลงทัณฑ์ในทางที่ผิด สองหน่วยงานขัดแย้ง
ด้านอำนาจหน้าที่เป็นอันมาก และด้วยเหตุนี้จึง
เป็นปฏิปักษ์กันเสมอมา
ส่วนโจวอิ๋นจือที่กำกับดูแลหน่วยตรวจการ
เหนือ[2]ก็คิดจะกำจัดจางเจอมาตลอด ทางด้าน
จางเจอก็พยายามริบอำนาจด้านการลงทัณฑ์
กลับคืนมา ซ้ำยังมีหลายครั้งที่ถวายฎีการ้องเรียน
ว่าโจวอิ๋นจือบิดเบือนกฎหมายเพื่อผลประโยชน์
ส่วนตัว ทำลายกฎของราชสำนัก
ทั้งสองเหมือนน้ำกับไฟ
เบื้องหลังโจวอิ๋นจือคือเจียงเสวี่ยหนิง ยามนั้น
นางกำลังเป็นปฏิปักษ์กับตระกูลเซียว มีเรื่องให้
ใช้งานโจวอิ๋นจือมากมาย ทำให้ครั้งแรกที่เห็นจาง
เจอก็รู้สึกเหมือนก้อนหินขวางเท้า ไม่ว่าจะมอง
เช่นไรก็ขัดหูขัดตา
แรกเริ่มเดิมที เป็นเพราะจุดยืนถึงได้กลั่น
แกล้งสารพัดสารพัน
ทว่าต่อมากลับพบว่าคนผู้นี้ใบหน้าเย็นชา
เวลาแกล้งแล้วน่าสนุกจริง ๆ
อย่างไรเสียนางก็เป็นฮองเฮา ต่อให้คำพูด
และการกระทำจะเกินเลยไปบ้าง จางเจอก็ไม่
อาจมีเรื่องด้วยได้ ดังนั้นช่วงแรกส่วนใหญ่จึง
อดทนต่อนางและยอมถอยให้ แต่นางหาใช่ผู้ที่
รู้จักถอยเมื่อถึงเวลาอันสมควรไม่ ตรงข้ามกลับ
ได้คืบจะเอาศอก
ต่อมาจางเจอได้ใช้คำพูดอันสัตย์ตรงเอ่ย
เตือนนาง
ขณะนั้นเจียงเสวี่ยหนิงนับว่ากำลังถูกผู้คน
พะเน้าพะนอเอาใจจึงไม่เห็นถ้อยคำซื่อสัตย์และ
จริงใจในสายตา เพียงรู้สึกว่าคนผู้นี้คร่ำครึ ดื้อ
ด้านไม่รู้ความ กระทั่งต่อมาเซียวซูและตระกูล
เซียวรุกคืบเข้ามาทีละก้าว วันหนึ่งถึงขั้นนำ
หลักฐานเรื่องที่พรรคพวกของโจวอิ๋นจือรับสินบน
เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวออกมาทิ่มแทงเจียงเสวี่ย
หนิงทั้งหมด ทั้งยังมีเจตนามอบคดีนี้ให้กรมอาญา
ไต่สวน โดยให้ตกอยู่ในเงื้อมมือของจางเจอ
โดยทั่วไปแล้ว ขุนนางฝั่ายหน้ามักมีสาย
สัมพันธ์อันจะส่งผลกระทบซึ่งกันและกันอย่าง
แนบแน่นกับวังหลัง
เซียวซูทะเยอทะยานมักใหญ่ใฝั่สูง สิ่งที่เล็ง
เอาไว้คือตำแหน่งฮองเฮาของเจียงเสวี่ยหนิง
มิหนำซ้ำยามนั้นยังตั้งครรภ์อีก ถ้าได้พระโอรสจะ
ยิ่งไปกันใหญ่ หากนางให้เซียวซูลดอำนาจส่วนวัง
หน้าของตนและยึดครองตำแหน่งฮองเฮาไปได้
เช่นนั้นก็ถือว่านางต้องตายอย่างไร้ที่กลบฝังเป็น
แน่แท้
ถึงอย่างไรเดิมทีนางกับตระกูลเซียวก็สู้รบ
ปรบมือกันดุเดือดเสียขนาดนั้น
ระหว่างนางกับเซียวซู ไม่ว่าผู้ใดจะได้โอกาส
ก็ไม่มีวันปล่อยให้ศัตรูของตนเองอยู่อย่างสุข
สบาย
ในช่วงระยะเวลาอันสั้น เจียงเสวี่ยหนิงพลัน
มาถึงภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ทำได้เพียงยื่น
คอรอการประหัตประหาร
คนเรามักชอบเสพสุขร่วมกัน แต่น้อยนักจะ
ช่วยเหลือยามตกที่นั่งลำบาก
ขณะสถานการณ์กำลังย่ำแย่ถึงขีดสุด ผู้คนที่
เคยเข้าหาพลันหายวับราวกับเกลียวคลื่นที่ซัด
สาดแล้วถอยกลับคืน
แต่เจียงเสวี่ยหนิงยังไม่อยากตาย
ดังนั้นนางจึงเลือกจางเจอ
วันนั้นเสิ่นเจี้ยเรียกตัวราชบัณฑิตหลายคน
รวมถึงเซี่ยเวย นอกจากนี้ยังมีจางเจอซึ่งเป็น
ผู้รับผิดชอบคดีนี้ให้มาเข้าเฝั้าที่ตำหนักเฉียนชิง
จนประตูวังลั่นดาลลงกลอนแล้วก็ยังหารือไม่
เสร็จสิ้น ทำให้มีพระราชโองการให้ใต้เท้า
ทั้งหลายพักค้างแรมภายในวัง
เจียงเสวี่ยหนิงยืนรออยู่ใต้กำแพงวังที่ทอด
ยาว
เงาร่างของนางถูกเงามืดของกำแพงสูงกลบ
มิด
ขันทีน้อยผู้นำทางถือโคมไฟอยู่เบื้องหน้า เงา
ร่างของคนสองคนหนึ่งหน้าหนึ่งหลังกำลังเดินมุ่ง
มาทางนี้จากสถานที่อันห่างไกล
ผู้เดินอยู่เบื้องหน้าคือเซี่ยเวย
คงเพราะเดินเข้ามาใกล้แล้ว เขามองแวบ
เดียวก็จดจำนางได้ ชะงักฝีเท้าพร้อมกล่าวว่า “จู่
ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ว่าตอนเช้าทำหยกประดับเอว
หล่นที่สำนักมหาบัณฑิต ข้าจะกลับไปเอา ใต้เท้า
จางไปก่อนเถอะ”
พูดจบก็หันกายแล้วเดินกลับไป
หนึ่งในขันทีน้อยจุดโคมไฟไล่ตามไปทันที
เจียงเสวี่ยหนิงจึงย่างก้าวออกมาจากเงามืด
ทอดสายตามองผู้ที่ยังยืนอยู่ ณ จุดเดิมพร้อมเอ่ย
ว่า “ใต้เท้าจาง เปินกงมีถ้อยคำจะพูดกับเจ้า”
จางเจอคล้ายคาดไม่ถึงว่านางจะอุกอาจจนถึง
ขั้นกล้ามาขวางทางเขาในวังหลวงกลางดึกเช่นนี้
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่าวันนี้ยังมีราชครูเซี่ยร่วม
เดินทางมาด้วยอีก
เขาหลุบตาด้วยท่าทีสงบนิ่ง หลังจากคาดเดา
เจตนาในการมาของนางออกก็เพียงเอ่ยว่า
“โปรดประทานอภัยที่จางเจอมิอาจรับคำเชิญ
ของพระองค์ได้พ่ะย่ะค่ะ”
กลางราตรีอันมืดมิด ชายหญิงอยู่ร่วมกันสอง
ต่อสอง
ผู้หนึ่งคือฮองเฮา ผู้หนึ่งคือขุนนางฝั่ายหน้า
แม้จางเจอจะเป็นคนเที่ยงตรง แต่ก็เกรงกลัว
คำใส่ร้ายปั้ายสีเช่นกัน เมื่อพูดประโยคนี้จบก็
ค้อมกายคารวะแล้วถอยออกไปเพื่อหลีกเลี่ยงคำ
ครหา แต่เขาเพิ่งจะเดินจากไป เจียงเสวี่ยหนิงก็
ยื่นมือคว้าแขนเสื้อชุดขุนนางอันหลวมกว้างของ
เขาไว้
เท้าที่กำลังก้าวออกไปพลันหยุดชะงัก
นิ้วมือเรียวยาวขาวดั่งหิมะแตะบนลายปักสี
เข้ม นางค่อย ๆ ช้อนดวงตามองเขา ในน้ำเสียง
แฝงอาการสั่นเครือเล็กน้อย “ใต้เท้าต้องการเห็น
ข้าตายเช่นนั้นหรือ?”
จางเจออับจนวาจา
นิ้วมือเจียงเสวี่ยหนิงค่อย ๆ จิกแน่น น้ำยา
เคลือบเล็บสีแดงสดทาทับบนเล็บมือซึ่งมันวาว
กระจ่างใส บังเกิดเป็นความเย้ายวนใจอันน่าตื่น
ตะลึงท่ามกลางความมืดมิดยามราตรี นางกำลัง
ใช้กิริยาท่าทางอันอ่อนแอที่ไม่คุ้นชินวิงวอนเขา
“ขณะรถม้าพลิกคว่ำบนถนน เจ้ายอมให้ตัวเอง
ขาหักเพื่อปกปั้องข้า ยามกลุ่มกบฏนิกายสวรรค์
บุกเข่นฆ่า ข้าได้แต่ซ่อนตัวอยู่กลางพงหญ้าอันรก
ร้าง ส่วนเจ้ากลับยอมออกไปเสี่ยงอันตรายล่อ
พวกมันไป จางเจอ เจ้าดีต่อข้าเช่นนี้ พอจะดีกับ
ข้าเช่นนี้ตลอดไปไม่ได้หรือ?”
ตอนนั้นมือของเขาที่แนบอยู่ข้างลำตัวแข็งทื่อ
จากนั้นก็กำเข้าหากันช้า ๆ ตอบกลับว่า
“พระองค์ทรงเป็นมารดาแห่งแผ่นดิน จางเจอ
เป็นขุนนางของราชสำนัก กินเบี้ยหวัดของ
ทางการ ย่อมต้องทำงานด้วยความจงรักภักดี
การเผชิญอุปสรรคภยันตรายและการใช้ชีวิตตน
เพื่อแลกกับความปลอดภัยของพระองค์นั้น ถือ
เป็นหน้าที่ของจางเจออยู่แล้ว แต่คดีของพรรค
พวกโจวอิ๋นจือเป็นเรื่องของบ้านเมือง ความ
เจริญรุ่งเรืองหรือล่มสลายของราชวงศ์เกี่ยวพัน
กับเรื่องนี้ จางเจอมิกล้าบิดเบือนกฎหมายเพราะ
เหตุส่วนตัวพ่ะย่ะค่ะ”
“หน้าที่…”
——————–
1. ปากู่เหวิน คือการเขียนเรียงความอิงกับสี่
ตำรา ห้าคัมภีร์ แต่เน้นหนักด้านการใช้
ภาษาให้สละสลวยมากกว่าแสดงวิสัยทัศน์
ทางรัฐประศาสนศาสตร์
2. หน่วยตรวจการเหนือ เป็นหน่วยที่
รับผิดชอบจัดการคดีที่ฮ่องเต้ระบุ มี
เรือนจำเป็นของตนเอง สามารถจับกุม ลง
ทัณฑ์และตัดสินโทษได้โดยไม่ต้องผ่าน
ขบวนการทางกฎหมาย
บทที่ 40 เรื่องราวในชาติก่อน (2)
เจียงเสวี่ยหนิงกระชากชายแขนเสื้อของเขา
ดึงดันไม่ยอมปล่อย ครั้นได้ฟังคำพูดนี้ก็หัวเราะ
ดวงเนตรทั้งสองข้างจ้องตาเขาเขม็ง
ถามเพียงว่า “จริงหรือ?”
สุดท้ายจางเจอก็เลี่ยงสายตานางแล้วหลับตา
ลำคอที่ขยับขึ้นลงคล้ายซุกซ่อนการต่อต้านอยู่
ส่วนหนึ่ง เขากล่าวด้วยเสียงอันทุ้มหนักว่า “หาก
พระองค์ทรงรู้สึกว่าความช่วยเหลือของ
กระหม่อมในกาลก่อนแฝงด้วยเจตนามิบังควร
จริง กระหม่อมยินดีน้อมรับโทษทัณฑ์พ่ะย่ะค่ะ”
ด้วยเหตุนี้เจียงเสวี่ยหนิงจึงค่อย ๆ คลายนิ้ว
มือ
ชายเสื้อนั้นถูกนางยึดจับจนยับย่นเล็กน้อย
ห้อยตกลงไป
นางเพียงกล่าวด้วยความโศกรันทด “ข้ารู้ว่า
ใต้เท้าจางไม่อาจทนเห็นเรื่องไม่ถูกต้องได้ คนใน
ราชสำนักพวกนี้รวมหัวสมคบคิดหาผลประโยชน์
ใส่ตนย่อมมีกฎหมายลงโทษอยู่แล้ว แต่เจ้ารู้
หรือไม่ว่าหากโจวอิ๋นจือล้มลงข้าจะมีจุดจบเช่น
ไร? ข้าไม่ได้อยากขอให้ใต้เท้าจางละเว้นพวกเขา
ไปทั้งชาติ แต่ขอให้ใต้เท้าจางโปรดช่วยเหลือให้
ข้าได้ผ่านด่านยากนี้ไปเสีย วันหน้าข้าจะต้องนำ
โทษของคนพวกนี้ไปวางต่อหน้าใต้เท้าครบถ้วน
ทุกประการ ให้พวกเขายอมรับผิดและถูกลงโทษ
ตามกฎหมายแน่นอน!”
จางเจอยกเท้ากำลังจะเดินจากไป
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้ขัดขวางอีก นางทอดมอง
เงาหลังอันเย็นชาซึ่งกำลังจะลาลับไปในความมืด
ของเขา ก่อนจะกล่าวคำเท็จครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด
เท่าที่ตนเคยเอื้อนเอ่ยในชาติก่อนออกมา “จาง
เจอ เจ้าช่วยข้าสักหน่อยนะ ครั้งนี้ครั้งสุดท้าย ข้า
จะเป็นคนดี ได้หรือไม่?”
จางเจอยืนนิ่งอยู่ที่เดิมเนิ่นนาน
ท้องนภามืดมิดเกินไป ถึงแม้เบื้องบนจะมี
จันทราอันอ่อนแสง แต่นางยากจะตัดสินได้จริง
ๆ ว่าจางเจอกำลังคิดอะไรอยู่
สิ่งที่นางได้ยินมีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นดั่งรัว
กลองของตน
ค่ำคืนนั้น สุดท้ายจางเจอก็ไม่ได้เอื้อนเอ่ย
อะไรอีก เดินจากใต้กำแพงวังอันทอดยาวนั้นไป
เซี่ยเวยซึ่งไปเก็บหยกประดับเอวที่หล่น ผ่าน
ไปเนิ่นนานก็ไม่ได้กลับมา
เจียงเสวี่ยหนิงยืนอยู่กลางราตรีจนน้ำค้างลง
หนัก ครั้นได้ยินเสียงแจ้งโมงยามภายในวังถึง
ค่อยกลับไปยังตำหนักคุนหนิง
ทุกวันต่อจากนั้นคือความทรมานสำหรับนาง
กระทั่งครึ่งเดือนต่อมา…
เมื่อคดีที่พวกโจวอิ๋นจือรับสินบนผ่านการไต่
สวนของทั้งสามตุลาการ ข่าวแพร่ออกมาว่าผู้ที่มี
ส่วนเกี่ยวข้องครึ่งหนึ่งมีพยานและหลักฐานแน่น
หนา ให้ปลดออกจากตำแหน่ง เนรเทศ หรือไม่ก็
ประหารชีวิตหลังสารทฤดูตามโทษที่ได้รับ ส่วน
อีกครึ่งหนึ่งนั้นเนื่องจากหลักฐานไม่แน่ชัด คำ
สารภาพก่อนและหลังขัดแย้งกันจนรอดพ้นคราว
เคราะห์ บางคนถูกลดหนึ่งขั้น บางคนก็กลับคืนสู่
ตำแหน่งเดิม
มิหนำซ้ำระหว่างขั้นตอนการสืบคดีนี้ยังสืบ
เรื่องที่ตระกูลเซียวสร้างพรรคสร้างพวกในราช
สำนักออกมาได้จำนวนหนึ่งอีกด้วย ทำให้เสิ่นเจี้ย
บังเกิดความหวาดระแวง
แผนการของตระกูลเซียวจึงล้มเหลวใน
ขั้นตอนสุดท้าย
ตำแหน่งฮองเฮาของเจียงเสวี่ยหนิงยังคง
รักษาเอาไว้ได้
วันนั้นนางรู้สึกยินดีปรีดาจากใจจริง สั่งให้คน
ไปสืบว่าจะเลิกประชุมขุนนางเช้าเมื่อไรอย่าง
ต่อเนื่อง แม้แต่โจวอิ๋นจือยังไม่อยากพบ เพียง
อยากขวางจางเจอตรงที่ใดที่หนึ่งสักครู่ จากนั้นก็
สนทนาอะไรกับเขาบ้าง
แต่นางคาดไม่ถึงอย่างยิ่งว่าผู้ที่กลับมา
รายงานจะแจ้งว่าใต้เท้าจางถูกจับเข้าคุกหลวง
แล้ว
ต่างหูที่นางกำลังหยิบขึ้นมาสวมพลันร่วง
หล่นและแตกกระจายแหลกละเอียด
พันคำนวณหมื่นคำนวณก็ไม่อาจคำนวณได้ว่า
ใจคนจะแปรเปลี่ยนได้โดยง่าย
หรือไม่เดิมทีโจวอิ๋นจือก็เป็นหมาปั่าที่เลี้ยงไม่
เชื่องอยู่แล้ว
ก่อนหน้านี้นางพยายามคิดหาหนทางทั้ง
ปกปั้องอำนาจของตัวเองและปกปั้องโจวอิ๋นจือ
อย่างเต็มที่ท่ามกลางสภาวะคับขัน กลับคาดไม่
ถึงว่าก่อนที่เรื่องนี้จะถูกแฉ โจวอิ๋นจือก็ชั่ง
น้ำหนักข้อดีข้อเสียเรียบร้อย ไม่อาจรู้ได้เลยว่า
เขาไปสวามิภักดิ์ต่อตระกูลเซียวและทำงานให้
เซียวซูตั้งแต่เมื่อใด
คนครึ่งหนึ่งที่ถูกตัดสินว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จะ
บริสุทธิ์จริงหรือไม่ เจียงเสวี่ยหนิงไม่รู้
นางรู้แค่ว่าหลังการไต่สวนจากสามตุลาการ
สิ้นสุด โจวอิ๋นจือกลับพูดขึ้นมาว่าหลักฐานที่คน
กลุ่มนี้รวมหัวกันรับสินบนนั้นแน่นหนา ทำให้จาง
เจอซึ่งเป็นผู้ตัดสินไปก่อนหน้าว่าพวกเขาล้วน
เป็นผู้บริสุทธิ์ตกอยู่ในอันตรายทันที จากนั้นโจวอิ๋
นจือก็ร่วมมือกับขุนนางฝั่ายตักเตือนในราชสำนัก
ร้องเรียนว่าจางเจอปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
มิหนำซ้ำยังใส่ความว่าจางเจอลอบมี
ความสัมพันธ์ส่วนตัวกับฮองเฮาอีกด้วย
ความบริสุทธิ์ที่ดำรงมาครึ่งชีวิต ในที่สุดก็มี
มลทิน
ก่อนหน้านี้เขาก็เป็นศัตรูคู่แค้นขององครักษ์
เสื้อแพรมาแต่เดิม ครั้นต้องถูกคุมตัวเข้าคุกหลวง
และตกอยู่ใต้เงื้อมมือของโจวอิ๋นจือจะอยู่ดีมีสุข
ได้อย่างไร ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่ายังมีเฉินอิ๋งรอง
เสนาบดีฝั่ายขวาของกรมอาญาซึ่งเชี่ยวชาญการ
ลงทัณฑ์ทรมานสารพัดอย่างที่เป็นไม้เบื่อไม้เมา
กับเขาอีก
เจียงเสวี่ยหนิงไม่กล้าคิดว่าระหว่างที่เขาอยู่
ในคุกจะมีชีวิตเป็นเช่นไร
และไม่กล้าคิดว่าเขาจะนึกว่านางวางแผนทำ
ร้ายเขาเพื่อจะได้กำจัดเขาหรือไม่
นางรู้เพียงว่าจางเจอเข้าคุกได้ไม่ถึงครึ่งเดือน
บ้านก็ถูกยึดทรัพย์ มารดาชราซึ่งไร้คนดูแลล้ม
หมอนนอนเสื่อเพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของ
บุตรโทนทุกเช้าค่ำ จนสุดท้ายก็รักษาไม่ได้และลา
จากโลกนี้ไป
จางเจอขึ้นชื่อว่าเป็นบุตรกตัญู
ทว่าตัวคนอยู่ในคุก แม้แต่เห็นหน้ามารดา
เป็นครั้งสุดท้ายยังทำไม่ได้
คนเล่าลือกันว่าค่ำคืนที่รองเสนาบดีจางผู้เย็น
ชาไร้ความรู้สึกรู้ข่าวเรื่องมารดาล้มปั่วยจนจาก
โลกนี้ไปก็ร่ำไห้โฮด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวอยู่
ภายในคุก
เขาเป็นคนมือสะอาดเที่ยงธรรม ตัดสินคดีมา
นับไม่ถ้วน ไม่เคยผิดพลาดมาก่อน ถือว่าเป็นผู้มี
ชื่อเสียงอันดีงามในหมู่ราษฎร
ผู้พิพากษาซึ่งตัดสินคดีของจางเจอทั้งหมดใน
ตอนนั้นทั้งไม่กล้าและไม่อยากจะลงนามตัดสิน
ความผิด แม้แต่ในราชสำนักก็ไม่ค่อยมีผู้ยินดีสัก
เท่าไรนัก ทว่าสุดท้ายแล้วในวันที่สามหลังจาก
มารดาเขาเสียชีวิต เขาขอให้ผู้คุมจัดวางหมึกและ
พู่กัน จากนั้นก็จดพู่กันสาธยายความผิดออกมาที
ละคำทีละประโยค เขียนคำพิพากษาโทษของตน
ด้วยตนเอง ให้ใช้โทษสูงสุด ตัดสินประหารชีวิต
ด้วยการตัดศีรษะหลังสิ้นฤดูสารท
คำพิพากษาส่งขึ้นไปยังทั้งสามตุลาการ ครึ่ง
ราชสำนักต่างทอดถอนใจ
พอหวนนึกดูตอนนี้ การวิงวอนใต้กำแพงวัง
ในค่ำคืนนั้น กลับเป็นการพบหน้ากันครั้งสุดท้าย
ของเจียงเสวี่ยหนิงและเขา
ไม่รู้ว่าเซี่ยเวยในชาติก่อนจะทำตามที่ลั่น
วาจาเอาไว้หรือไม่
คนค่อย ๆ เดินลับไกลตาบนถนนสายยาวซึ่ง
บดบังด้วยม่านพิรุณ พระพายพัดเข้ามาจาก
ภายนอกหน้าต่างชำแรกถึงซอกกระดูก เจียง
เสวี่ยหนิงถอนสายตากลับคืนมาอย่างแช่มช้า ใน
ที่สุดก็สัมผัสความหนาวเย็นได้เล็กน้อย
นางยกมือปิดหน้าอีกครั้ง น้ำตาเอ่อท้นคลอ
หน่วย
จางเจอ ชาติก่อนข้าเป็นฮองเฮา เป็นคนเลว
คนหนึ่ง ติดค้างเจ้าเอาไว้มากมายเหลือเกิน
ชาตินี้ ข้าไม่เป็นฮองเฮาและจะเป็นคนดี…
พอจะเคียงคู่เจ้าได้หรือไม่
“คุณหนู ท่าน ท่านเห็นอะไรหรือเจ้าคะ เหตุ
ใดถึงร้องไห้?”
เมื่อเห็นว่านางยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ข้างหน้าต่าง
เนิ่นนาน เหลียนเอ๋อร์และถังเอ๋อร์จึงก้าวเข้าไป
หาเพื่อตรวจดู กลับต้องตะลึงงันเพราะน้ำตาที่
ไหลนองหน้าของนาง
เจียงเสวี่ยหนิงกลับหัวเราะ หยิบผ้าเช็ดหน้า
ปักลายขึ้นมาเช็ดขอบตาแดงก่ำของตน “ไม่มี
อะไร ลมมันแรงเกินไป เลยทำให้ตาพร่าก็เท่า
นั้นเอง”
นางสั่งให้เด็กสาวทั้งสองคนปิดหน้าต่าง
เนื่องจากรอเยี่ยนหลินจนรู้สึกล้าอยู่บ้าง เจียง
เสวี่ยหนิงจึงเอนพิงตั่งกุ้ยเฟย[1]ภายในห้องเพื่อ
พักผ่อน ขณะกำลังหลับตาลงเล็กน้อย จิตใจกลับ
รู้สึกสุขสงบ
เพียงเอ่ยขึ้นมาเบา ๆ ว่า “พอเยี่ยนหลิน
มาแล้วให้เรียกข้า”
เด็กสาวทั้งสองคนตอบรับเสียงเบา “เจ้าค่ะ”
แต่สายปั่านนี้แล้ว เยี่ยนซื่อจื่อยังจะมาอีก
หรือ
——————–
1. ตั่งกุ้ยเฟย เป็นเก้าอี้ตัวยาวที่เอนกายนอน
ได้ มีประวัติเกิดจากท่านั่งเอียงตัวด้วย
ความเกียจคร้านของหยางกุ้ยเฟย เมื่อ
ฮ่องเต้ถังเสวียนจงเห็นเข้าก็เกิดความ
หลงใหลจึงสั่งให้สร้างเก้าอี้ที่มีลักษณะ
เหมาะแก่ท่าเอนนอนนี้ขึ้น