คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 5 เซี่ยเวย (1)
ถังเอ๋อร์อายุมากกว่าเหลียนเอ๋อร์สองปี สุขุม
หนักแน่นกว่ามาก นางสวมเสื้อคลุมยาวแขนกุดสี
เขียวอ่อน ยามถูกเหลียนเอ๋อร์ลากตัวเข้ามายังถือ
เทียบเชิญในมือฉบับหนึ่ง มองแวบเดียวก็ดูออก
ว่าเจียงเสวี่ยหนิงมีสีหน้าผิดปกติ
นางรีบหยิกเหลียนเอ๋อร์
เหลียนเอ๋อร์หยุดส่งเสียงทันที
เมื่อเป็นเช่นนี้ถังเอ๋อร์จึงเดินเข้าไปแล้ววาง
เทียบเชิญฉบับนั้นลงบนโต๊ะเตี้ยด้านข้าง ก่อนจะ
เดินไปข้างกายเจียงเสวี่ยหนิง ช่วยนางปลดเสื้อ
คลุมซึ่งอบอวลกลิ่นสุรา “เหลียนเอ๋อร์เห็นท่าน
ไม่ได้กลับมาทั้งคืนเลยตกใจจนสติเลอะเลือน
บ่าวคาดเดาว่าท่านโหวน้อยยังต้องเข้าวังเพื่อฟัง
การบรรยายประจำวัน อย่างช้าที่สุดท่านน่าจะ
กลับมาช่วงเช้า ดังนั้นจึงสั่งให้คนเตรียมน้ำร้อน
เอาไว้ล่วงหน้า ท่านไปชำระล้างร่างกายก่อนหลับ
พักผ่อนสักหน่อยเถิด ท่าทางของคุณหนูเหมือน
เมื่อคืนนอนหลับไม่สนิทเลยเจ้าค่ะ”
นี่สิคนที่ใช้การได้
เจียงเสวี่ยหนิงมองสำรวจถังเอ๋อร์
เด็กสาวผู้นี้เมิ่งซื่อเป็นผู้ส่งมาให้นาง
เช่นเดียวกัน แม้จะมีความสามารถ แต่ที่ผ่านมา
กลับแทบไม่ได้แสดงให้เห็นเพราะไม่อาจต้านทาน
นิสัยอันร้ายกาจเกินไปของเจ้านายเช่นนางได้
กอปรกับเจียงเสวี่ยหนิงปล่อยให้บ่าวไพร่ที่ทำตัว
ประจบสอพลอพวกนั้นกระทำตามอำเภอใจจน
เลยเถิด ต่อให้มีสาวใช้ความสามารถเต็มสิบ แค่
ใช้งานได้สักสามส่วนก็ถือว่ายอดคนแล้ว
“เช่นนั้นชำระล้างร่างกายก่อนก็แล้วกัน”
ตอนนี้นางไม่อยากพูดให้มากความ เมื่อเห็น
เหลียนเอ๋อร์ไม่ได้ร้องไห้สะอึกสะอื้นอีกก็สะกด
ความคิดที่จะขายคนทิ้งกลับไปเสีย
สิ่งของสำหรับชำระล้างร่างกายจัดเตรียมไว้
พร้อมสรรพ เจียงเสวี่ยหนิงปลดชุด เข้าไปในถัง
อาบน้ำและหย่อนกายลงไปอย่างเชื่องช้า ปล่อย
ให้หัวไหล่อันเรียบลื่นและลำคอระหงของตน
ค่อยๆ จมหายลงไปในน้ำอุ่นร้อน
ช่วงเวลานี้ควรเป็นช่วงที่สมองได้ปล่อยวาง
ปลอดโปร่งมากที่สุด
ทว่านางกลับชอบขบคิดในช่วงเวลาเช่นนี้มาก
เป็นพิเศษ
เมื่อครู่ถามไถ่ถังเอ๋อร์ก็พบว่า บัดนี้เป็นวันที่
เจ็ดเดือนเก้า นางยังไม่ได้แต่งกายปลอมตัวเป็น
บุรุษออกไปเดินเที่ยวเทศกาลโคมประทีปฉง
หยาง[1] กับเยี่ยนหลิน และยังไม่ได้พบองค์หญิง
ใหญ่เล่อหยางซึ่งออกมาเที่ยวเล่นนอกวังกับเสิ่น
เจี้ย หมายความว่ายังหลีกเลี่ยงเรื่องที่องค์หญิง
ใหญ่เล่อหยางจับพลัดจับผลูมาชอบนางในชาตินี้
ได้นั่นเอง เมื่อดูจากรูปการณ์ที่เกิดขึ้นภายใน
โรงเตี๊ยม นางยังไม่ได้เริ่มจงใจเข้าใกล้เสิ่นเจี้ย
เช่นนั้นขอเพียงนางไม่ไปแย่งชิง เรื่องที่ถูกเรียก
ตัวเข้าวังเพื่อไปเป็นพระสหายร่วมศึกษาก็จะไม่
ตกมาถึงตัว เยี่ยนหลินยังคงขี่ม้าพกกระบี่อยู่ใน
เมืองหลวง จวนหย่งอี้โหวยังไม่เข้าไปพัวพันกับ
คดีก่อกบฏของพรรคพวกผิงหนานอ๋องที่เหลืออยู่
ชาตินี้นางยังไม่ได้กล่าวถ้อยคำทำร้ายจิตใจ
ประโยคนั้นกับหนุ่มน้อยผู้กำลังตกอยู่ในห้วงแห่ง
ความมืดมิดสุดหยั่ง…
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่อาจมองในแง่ดีได้ทั้งหมด
แค่เยี่ยนหลินคนเดียวก็เพียงพอให้ปวดเศียร
เวียนเกล้าแล้ว
หนุ่มน้อยผู้ซึ่งกำลังจะเข้าพิธีสวมกวานแทบ
ทุ่มเทความรู้สึกอันใสซื่อบริสุทธิ์ทว่าร้อนแรงมา
ให้นางผู้ไม่คู่ควรจนหมดสิ้น เขาพานางออกไป
เที่ยวเล่นและคอยปกปั้อง ทั้งยังช่วยสะสางการ
กระทำอันแสนดื้อดึงและอุกอาจผิดปกติวิสัยของ
นางกับจวนตระกูลเจียงอีกด้วย
ชาติก่อนนางไม่ได้ขบคิดให้ถ้วนถี่
ทว่าชาตินี้นางผ่านเรื่องราวมาไม่น้อย ไหน
เลยจะยังดูไม่ออกอีกเล่า
เจียงปั๋อโหยวรู้สึกเวทนาสงสารและผิดบาป
ต่อบุตรีชะตาอาภัพเช่นนางก็จริง แต่กระนั้นชั่วดี
อย่างไรครอบครัวตระกูลใหญ่ก็ต้องมีกฎระเบียบ
ต่อให้ตามใจเพียงใดก็ไม่อาจปล่อยให้นางแต่ง
กายเป็นบุรุษออกไปโผล่หน้าข้างนอกแน่
แต่จวนตระกูลเจียงกลับอนุโลม
นี่มีคำอธิบายเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น…นั่นคือ
งานมงคลของนางถูกลอบกำหนดเอาไว้ตั้งแต่แรก
แล้ว และหากจะบอกว่าที่ปล่อยให้นางกระทำ
ตามอำเภอใจเป็นเพราะนางคือคุณหนูรองจวน
ตระกูลเจียง ไม่สู้บอกว่านางเป็นว่าที่ฮูหยินของผู้
สืบทอดหย่งอี้โหวจะดีกว่า
แต่เรื่องนี้ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะไม่มีวัน
บังเกิดผล
อีกสองเดือนจวนหย่งอี้โหวต้องประสบคราว
เคราะห์ เยี่ยนหลินในชาติก่อนอยู่ไม่ถึงวันที่พา
คนมาสู่ขอ ถูกยึดทรัพย์ในวันก่อนเข้าพิธีสวม
กวาน
เจียงเสวี่ยหนิงพิงขอบถังไม้อย่างสงบนิ่ง นาง
กะพริบตาพลางนึกถึงใบหน้าฮึกเหิมและนัยน์ตา
อันร้อนแรงของหนุ่มน้อยเยี่ยนหลิน จากนั้นก็นึก
ถึงใบหน้าเผยความเด็ดเดี่ยวสุขุมลุ่มลึก รวมถึง
สายตาอันน่าหวาดหวั่นยากจะหยั่งถึงของเยี่ยนห
ลินวัยเติบใหญ่ยามสร้างผลงานจนได้หวนคืนสู่
ราชสำนัก นั่นทำให้นางค่อนข้างสับสนกระวน
กระวายใจ
จวนหย่งอี้โหวมีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคพวกที่
เหลืออยู่ของผิงหนานอ๋องจริง
เพียงแต่เรื่องราวนี้คล้ายมีอะไรแฝงเร้นอยู่
มิเช่นนั้นชาติก่อนหลังจากเยี่ยนหลินหวนคืน
ราชสำนักและกุมอำนาจทางการทหารในมือ คง
ไม่ต้องยอมสวามิภักดิ์ต่อเซี่ยเวยและร่วมก่อกบฏ
กับเขาเป็นแน่
แต่เรื่องที่แอบแฝงอยู่นั้นคือสิ่งใด จวบจนวัน
ตายเจียงเสวี่ยหนิงก็ยังไม่รู้
ค่อย ๆ ดูกันไปแล้วกัน
ไม่ว่าสถานการณ์ต่อจากนี้จะพัฒนาไปใน
ทิศทางใด อย่างไรเสียนางก็ไม่คิดจะรั้งอยู่เมือง
หลวง เพียงแต่ชาตินี้นางไปตอแยเยี่ยนหลินเข้า
แล้ว จำต้องคิดหาวิธีการอันเหมาะสมเพื่อจากกัน
ด้วยดี เพื่อไม่ให้เปลี่ยนจากรักกลายเป็นแค้น
แล้วมากักบริเวณนาง แก้แค้นนางเมื่อกลับสู่ราช
สำนัก
ช่วงเวลาในชาติก่อนช่างเหมือนฝันร้ายเสีย
จริง
หากหลบเลี่ยงไม่เกี่ยวข้องได้ ก็คงเป็นเรื่องดี
ไม่มีใดเกิน
ที่จริงแล้วชาติก่อนเมืองหลวงถือเป็นสถานที่
ซึ่งเต็มไปด้วยบุคคลร้ายกาจ ทว่าทุกอย่างกลับ
ถูกควบคุมให้อยู่ในขอบเขตได้ดี ต่อให้ภายในวัง
หลวงจะเกิดเหตุปันปั่วนมากเพียงใด แต่ก็จำกัด
อยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ ภายในวังหลวงเท่านั้น ใต้หล้า
ยังคงเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่ง ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข
ดังเดิม
ไม่สู้ให้พวกเขาสู้รบปรบมือกันเสร็จแล้ว นาง
ค่อยกลับมาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงจะดีกว่า
เมื่อลองคิดคำนวณเวลาดูคร่าว ๆ ก็พบว่าใช้
เวลาเพียงเจ็ดปีเท่านั้น
หากนางไปจากเมืองหลวง ยังมีโอกาสตามหา
โหยวฟางอิ๋นซึ่งออกเดินทางทำการค้าทั่วหล้าได้
อีกด้วย ดังนั้นนางย่อมยินดีจะทำอยู่แล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงคิดว่าตัวนางอย่างมากก็แค่
ฉลาดในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นการเล่นกับจิตใจ
คนเท่านั้น ส่วนสติปัญญาในการสร้างบ้านเมือง
ให้สงบสุข นางไม่กล้าบอกว่าตนเองมี และยิ่งไม่
ต้องพูดถึงในยามที่ราชสำนักยังมีมหาราชครูเซี่ย
เวยผู้ห่มหนังนักปราชญ์อยู่อีกผู้หนึ่ง
หากได้ทำงานร่วมกับคนผู้นี้ วันใดเกิด
ผิดพลาดพลั้งขึ้นมา จะถูกปลิดชีพด้วยวิธีการเช่น
ไรก็ยังไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำ
——————–
1. เทศกาลฉงหยาง จัดขึ้นในวันที่เก้าเดือน
เก้าตามปฏิทินจันทรคติของจีน เรียกว่า
เทศกาลเก้าคู่ เป็นประเพณีที่ชาวจีนใช้แสดง
ความรักและความห่วงใยต่อผู้สูงอายุ
บทที่ 5 เซี่ยเวย (2)
หมากกระดานนี้ นางร่วมวงด้วยไม่ไหว
มุ่งหาความสงบสุขและหลีกเลี่ยงเภทภัย คือ
ธรรมชาติของมนุษย์
เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงขบคิดได้พอสมควรแล้ว ก็
เรียกตัวเหลียนเอ๋อร์กับถังเอ๋อร์ให้เข้ามาเช็ดตัว
และสวมชุดให้ นางเปลี่ยนไปสวมชุดกระโปรงสี
ม่วงอมน้ำเงินเข้ม บริเวณชายกระโปรงปักลาย
ทึบรูปเมฆาล่องอย่างประณีตเลิศหรู ครั้นรัดสาย
คาดเอวแล้วช่างงดงามอรชรอ้อนแอ้น
ทว่ายามถังเอ๋อร์พับแขนเสื้อให้นาง กลับเห็น
รอยแผลเป็นขนาดราวสองชุ่น[1] ตรงท้องข้อมือ
ซ้ายของนาง
ถังเอ๋อร์พลันถอนหายใจเบา ๆ พลางรำพึงว่า
“ยาลบรอยแผลเป็นที่เอามาเมื่อเดือนก่อนใช้ไป
พอสมควรแล้ว รอยแผลนี้ของท่านเหมือนจะจาง
ลงไปบ้าง อีกสองวันบ่าวจะไปซื้อกลับมาให้ท่าน
อีกสักหน่อยนะเจ้าคะ”
เจียงเสวี่ยหนิงพลิกข้อมือดู
เป็นรอยแผลเก่าเมื่อสี่ปีก่อน
รอยแผลลากทแยงจากกึ่งกลางข้อมือเยื้องไป
ยังฝั่ามือ ส่วนล่างมีสีเข้ม ส่วนบนมีสีจาง มอง
ปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นการหยิบมีดสั้นมากรีดตนเอง
เพื่อถ่ายเลือดประมาณครึ่งถ้วย
นางพลิกข้อมือกลับไป ดวงตาทั้งสองข้าง
หม่นแสงเล็กน้อย ไม่รู้จริง ๆ ว่าสวรรค์เมตตา
นางหรือว่าเมตตาเซี่ยเวยกันแน่ มันมอบโอกาส
ย้อนเวลามาเกิดใหม่ให้นางอย่างไม่ต้องสงสัย
ทว่าก็ยังให้ย้อนมาหลังจากกลับถึงเมืองหลวง
แล้ว
ถ้าหากย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ระหว่างทาง
กลับมาเมืองหลวง…
และหากนางยังไม่ได้กรีดรอยแผลนี้ ชาตินี้
อาจผ่อนคลายมากกว่านี้ก็เป็นได้
ทว่าสิ่งที่ต้องเกิดก็เกิดไปแล้ว คิดมากไปก็
ปั่วยการ
เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงตัดสินใจแล้วว่าจะไปจาก
เมืองหลวงเพื่อหลีกเลี่ยงเภทภัย ทรัพย์สินเงิน
ทองจึงกลายเป็นปัญหาใหญ่อันดับหนึ่งที่นางควร
ต้องใคร่ครวญ และต้องจัดการให้เรียบร้อยก่อน
เป็นธรรมดา
ดังนั้นนางจึงสั่งการไปว่า “ขนของในห้อง
ออกมาให้หมด ข้าอยากจะนับสักหน่อย”
เด็กสาวทั้งสองต่างตะลึงงัน
ที่ผ่านมาคุณหนูของตนไม่เคยนับสิ่งของมา
ก่อน ทั้งยังติดนิสัยได้ใหม่แล้วลืมเก่า บางครั้งเมื่อ
ได้รายรับประจำเดือนพร้อมแบ่งสิ่งของ หรือเมื่อ
ท่านโหวน้อยมอบสิ่งของบางอย่างให้ นางจะ
นำไปใช้เพียงครั้งสองครั้งแล้วก็โยนทิ้งไว้ด้านข้าง
ไม่เคยสนใจไยดีว่าพวกมันจะไปอยู่ที่ใดอีก
ด้วยเหตุนี้ผู้ที่ถูกความชั่วร้ายบังตาภายใน
เรือนบางคนจึงมักจะหยิบข้าวของของคุณหนูไป
อยู่เสมอ โดยมีหวังซิ่งจยาเป็นผู้นำ
ต่อให้พวกนางไม่พอใจเพียงใดก็ไร้ประโยชน์
เนื่องจากคุณหนูแสร้งลืมตาข้างหนึ่งหลับตาข้าง
หนึ่ง ไม่ตำหนิคนพวกนั้นแม้แต่น้อย
ยามนี้จู่ ๆ กลับต้องการนับสิ่งของ…
ถังเอ๋อร์และเหลียนเอ๋อร์ต่างสบตากัน
ถังเอ๋อร์นั้นยังดี สะกดกลั้นอารมณ์อยู่
แต่เหลียนเอ๋อร์กลับทำไม่ได้ นางกำหมัด
น้อยๆ ด้วยความตื่นเต้น พร้อมร้องบอกว่า “เจ้า
ค่ะ พวกบ่าวจะไปเดี๋ยวนี้!”
จากความทรงจำของเจียงเสวี่ยหนิง ช่วงสี่ปีนี้
นางได้รับสิ่งของมาไม่น้อย
แต่เมื่อเด็กสาวทั้งสองเก็บของแล้วยกออกมา
ให้ดูก็เหลือเพียงสองกล่องเท่านั้น
เครื่องประดับหยกงาม มุกสุกสกาว ทอง
กระจ่างแวววาว เงินอร่ามตา
หลังจากลองพลิกค้นดู แม้คุณภาพจะถือว่า
ใช้ได้ แต่เมื่อนับจำนวนแล้วปริมาณก็น่าสังเวชอยู่
บ้างจริง ๆ
นางหยิบสร้อยพลอยปีสี่[2]ที่กระจ่างพร่าง
พราวขึ้นมาเส้นหนึ่ง หัวเราะแล้วโยนกลับลงไป
ในกล่องอีกครั้ง ก่อนจะกล่าวว่า “ไปเรียกคนเข้า
มาเถอะ ห้ามตกหล่นแม้แต่คนเดียว”
เด็กสาวทั้งสองจึงไปตามคนมา
แต่ต้องใช้เวลานานสองนานกว่าคนเจ็ดแปด
คนจะทยอยมากันจนครบ ทั้งยังไม่มีผู้ใดยืนอย่าง
สำรวมเป็นระเบียบ ล้วนมีท่าทางเหลาะแหละ
เกียจคร้าน
สาวใช้และหญิงรับใช้ต่างกระซิบกระซาบ
กำลังคาดเดาว่านางคิดจะทำอะไร
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งอยู่เหนือเตียงเตาริม
หน้าต่าง เอนกายแนบหมอนอิงผ้าแพรสีเขียว
ขี้ม้า นางยกถ้วยชาขึ้นมาจากบนโต๊ะ ดื่มพลาง
มองสำรวจคนเหล่านี้เงียบ ๆ
อีกครู่หนึ่งหวังซิ่งจยาก็มาถึง
ช่วงเช้านางถูกเจียงเสวี่ยหนิงทำให้ตกใจ
เกือบตายตรงระเบียงทางเดิน เมื่อครู่พอได้ยินว่า
เจียงเสวี่ยหนิงเรียกตัวจึงรีบรุดมาพร้อมรอยยิ้ม
ประจบเอาใจ “ยังมีอีกหลายอย่างรอให้ทุกคนไป
ทำอยู่นะเจ้าคะ คุณหนูเรียกตัวทุกคนมา
กะทันหันเช่นนี้ ไม่ทราบว่ามีอะไรจะสั่งหรือเจ้า
คะ?”
เจียงเสวี่ยหนิงคร้านจะพูดไร้สาระกับนาง
เพียงชี้กล่องซึ่งวางอยู่บนโต๊ะเบื้องหน้าสองกล่อง
นั้นพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ก็ไม่ได้มี
เรื่องสำคัญอะไร แค่เห็นว่ากล่องของข้ามันว่าง
เปล่าไปสักหน่อย ก่อนหน้านี้พวกเจ้าเอาไปเท่าไร
จงรีบใส่กลับคืนมาให้ข้าซะ”
หวังซิ่งจยาสีหน้าแปรเปลี่ยนในบัดดล
ส่วนคนอื่นก็ตื่นตระหนก รู้สึกคาดไม่ถึง
เช่นเดียวกัน
ภายในห้องพลันเงียบกริบ ทุกคนต่างดวงตา
วาวโรจน์ ทว่าไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจา
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นแล้วก็หัวเราะ “ไม่มีใคร
เอาไปเลยงั้นหรือ?”
หวังซิ่งจยาเอาไปมากที่สุด และรู้ว่าในเรือน
แห่งนี้มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มือสะอาด ทุกคน
อยากจะปิดบังให้กันและกันเสียด้วยซ้ำไป นาง
รู้สึกว่าเรื่องราวไม่น่าจะใหญ่โต จึงก้าวออกมาพูด
ด้วยท่าทีตื่นตระหนกตกใจยกใหญ่ “นี่คุณหนู
หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ! พวกบ่าวไม่อาจทน
รับไหวแล้วจริง ๆ ทุกคนล้วนปรนนิบัติรับใช้
คุณหนูอยู่ภายในจวนแห่งนี้ ไม่ว่าจะเรื่องราว
น้อยใหญ่อันใดก็ล้วนเห็นท่านมาก่อนเสมอ แล้ว
ใครจะกล้าเอาของท่านไปได้เล่าเจ้าคะ?”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ฟังนาง เพียงชำเลืองมองคน
อื่นเท่านั้น “พวกเจ้าก็คิดเช่นนี้หรือ?”
แต่ละคนมองหน้ากันไปมา
ทว่าเรื่องเช่นนี้ผู้ใดจะกล้าออกมายอมรับกัน
อีกอย่างพวกนางต่างก็รู้กันทั้งนั้นว่าคุณหนู
รองไม่ได้รู้จักสิ่งของของตนดีนัก ต่อให้ตรวจสอบ
ได้ว่าของหายไปแล้วจะมีประโยชน์อันใด หากไม่
มีหลักฐานก็ไม่อาจตัดสินได้หรอกว่าพวกนางคน
ใดเป็นผู้เอาไป
หากผู้ใดออกมายอมรับ นั่นคือคนโง่
หลักการง่าย ๆ เช่นนี้พวกนางรู้ดีแก่ใจ ลอบ
คิดกันว่าเจียงเสวี่ยหนิง อาจเห็นของหายมาก
เกินไปจึงแผลงฤทธิ์ แต่ด้วยนิสัยแข็งนอกอ่อนใน
ของนาง คงทำอะไรได้ไม่มากนัก
ดังนั้นเมื่อนางถามเสร็จ ทุกคนจึงมัวแต่โอ้เอ้
ไม่ตอบเสียที
ในกลุ่มยังมีเด็กสาวใบหน้ารูปเมล็ดแตงนาง
หนึ่งออกมาพูดเสริมหวังซิ่งจยาอีกด้วย “คุณหนู
ช่างคิดเองเออเอง ยังไม่ทันเอ่ยปากก็ใส่ความบ่าว
ไพร่ที่ทำงานปรนนิบัติรับใช้ด้วยความยากลำบาก
เช่นพวกเราเสียแล้วหรือเจ้าคะ ไร้เหตุผลจนทำ
ให้พวกบ่าวผิดหวังแล้วจริง ๆ !”
เจียงเสวี่ยหนิงมิได้อารมณ์เสีย เพียงกล่าว
ขึ้นมาคำหนึ่งว่า “ได้”
ครั้นกล่าวจบนางก็สวมรองเท้าซึ่งวางอยู่
ด้านข้างเตียงเตา ลุกขึ้นยืนแล้วปรบมือ ก่อนเดิน
ออกจากเรือนไปโดยไม่เหลือบแลแยแสผู้คน
โดยรอบ
ทุกคนต่างงงงวย
หวังซิ่งจยาสับสนมึนงงเหลือคณา นางนึกว่า
เจียงเสวี่ยหนิงจะโต้เถียงอีกหลายยก คิดไม่ถึงว่า
กลับเดินจากไปเสียได้
เดิมทีนางควรเลิกวิตกกังวลได้แล้ว แต่ไม่รู้
เพราะเหตุใดถึงแอบรู้สึกกระวนกระวายขึ้นมา
หลายส่วนแทน “คุณหนูกำลังไปที่ใดกัน?”
ขณะนี้เจียงเสวี่ยหนิงเดินออกไปแล้ว
หวังซิ่งจยายืนอยู่ข้างหลังนาง วิเคราะห์
ทิศทางอย่างถ้วนถี่ จากนั้นสีหน้าก็แปรเปลี่ยน
ครั้งใหญ่ในบัดดล…
ทางนั้นมันทางไปห้องอักษรของนายท่าน!
——————–
1. 1 ชุ่น เท่ากับ 1 นิ้ว
2. ปีสี่ หมายถึงพลอยทัวร์มาลีน
บทที่ 5 เซี่ยเวย (3)
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ เจียงเสวี่ยหนิงมอง
ทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่ง
เหล่าสาวใช้และหญิงรับใช้ ณ ตอนนี้ไม่อาจ
เรียกใช้งานได้อีกแล้ว
นางย่อมมีวิธีการทรมานคน ทว่าเรื่อง
เล็กน้อยภายในเรือนหลังไม่ควรค่าให้นางเปลือง
แรงจนต้องสู้รบกันเหมือนเป็นศัตรูคู่แค้นหรอก
ถ้ามีเรื่องยุ่งยาก แค่ไปหาท่านพ่อก็พอแล้ว
หากสามารถแก้ปัญหาได้โดยเร็วที่สุดก็ไม่ควร
ชักช้า
เมิ่งซื่อไม่ได้สนิทสนมกับบุตรีภรรยาเอกซึ่งถูก
อนุภรรยาเลี้ยงดูจนมีพฤติกรรมแปลกพิสดารเช่น
นาง ทว่าเจียงปั๋อโหยวกลับดีต่อนางพอสมควร
ไม่แน่อาจเป็นเพราะเยี่ยนหลินนี่ละ จึงถึงขั้นที่
เรียกได้ว่าตามใจนางจนเสียผู้เสียคน
เรื่องลงโทษสาวใช้และหญิงรับใช้พรรค์นี้ แค่
คำพูดประโยคเดียวของท่านพ่อก็เพียงพอแล้ว
อย่างมากก็แค่เปลืองแรงอธิบายต้นสาย
ปลายเหตุเท่านั้น
นี่เป็นสิ่งที่เจียงเสวี่ยหนิงถนัดมากที่สุด นาง
ไม่กลัวอยู่แล้ว
ห้องอักษรของเจียงปั๋อโหยวตั้งอยู่หัวมุมทาง
ทิศตะวันตกของเรือนหน้า ซ่อนตัวอยู่ใต้ร่มเงารก
ครึ้มของต้นไหวโบราณ[1]หลายต้น
ห้องที่เจียงเสวี่ยหนิงเพิ่งจะเดินเข้าไปเป็น
ห้องชั้นนอก
มีบ่าวรับใช้ชายสวมชุดสีเขียวยืนอยู่ข้างประตู
ผู้หนึ่ง เขาคือฉางจั๋วซึ่งคอยปรนนิบัติรับใช้ข้าง
กายเจียงปั๋อโหยว ภายในมีเก้าอี้สี่ตัวตั้งเรียงชิด
ผนังเป็นแถว ชายผู้หนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวริมสุด
สวมชุดฉางฝู[2]สีดำเข้มของหน่วยองครักษ์เสื้อ
แพร ห้อยปั้ายคำสั่งไว้ตรงเอว ท่าทางสูงสง่าหนัก
แน่น แม้นองคาพยพบนใบหน้าดูธรรมดา แต่
ช่องว่างที่เปิดแย้มของดวงตาทั้งสองข้างกลับฉาย
แววคมปลาบประดุจเหยี่ยวและอินทรี แสดงถึง
ความเจ้าคิดเจ้าแผนการอันลึกซึ้งแยบยล
ขณะที่เจียงเสวี่ยหนิงมองเห็นเขา เขาก็
มองเห็นเจียงเสวี่ยหนิงเช่นเดียวกัน
คนผู้นั้นผุดลุกจากเก้าอี้ทันที ก้มตัวต่ำพร้อม
ประสานมือคารวะนาง “คารวะคุณหนูรอง”
โจวอิ๋นจือ
ชาติก่อนได้เป็นถึงผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์
เสื้อแพร หัวหน้าผู้ครอบครองตราบัญชาการ
หน่วยองครักษ์
แต่คนผู้นี้กลับขึ้นชื่อว่าเป็น ‘บ่าวสามแซ่’
ของราชสำนัก
แรกเริ่มเดิมทีเขาเป็นเพียงบุตรของบ่าวไพร่
คนหนึ่งภายในจวนตระกูลเจียง มีส่วนพัวพันกับ
เรื่องของหว่านเหนียงจึงถูกส่งตัวไปยังบ้านพักใน
ชนบทพร้อมคนในครอบครัว พอเติบใหญ่ก็
ช่วยงานใช้แรงงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ภายในบ้านพัก
คอยศึกษาหาความรู้กับเซียนเซิงในห้องเรียนจน
อ่านออกเขียนได้อยู่หลายตัวทั้งยังอ่านตำราได้
หลายเล่ม
ตอนเจียงเสวี่ยหนิงกำลังจะกลับเมืองหลวง
ปราศจากผู้ที่จะพึ่งพาได้
ดังนั้นนางจึงขอให้เขาร่วมเดินทางส่งนาง
กลับเมืองหลวงพร้อมขบวนที่มารับด้วย
โจวอิ๋นจือยื่นเงื่อนไขมาข้อหนึ่ง นั่นคือเมื่อถึง
เมืองหลวงแล้ว ขอให้เจียงเสวี่ยหนิงช่วยบอก
กล่าวเจียงปั๋อโหยวสักหลายประโยค ให้เขาได้
ทำงานข้างกายใต้เท้า
เจียงเสวี่ยหนิงรับปาก
ครั้นถึงเมืองหลวง โจวอิ๋นจือจึงทำงานให้
เจียงปั๋อโหยว
เจียงปั๋อโหยวเห็นเขาทำงานเรียบร้อย
เหมาะสม มีความคิดความอ่านอยู่บ้าง สองปี
ก่อนเลยแนะนำเขาให้หน่วยองครักษ์เสื้อแพร
พร้อมหาตำแหน่งนายช่างประจำวังหลวง[3] ให้
ส่วนตัวโจวอิ๋นจือเองก็มุมานะบากบั่น บัดนี้ได้
เป็นผู้คุมกองร้อยหน่วยองครักษ์เสื้อแพร ดำรง
ตำแหน่งขุนนางขั้นหกเต็มขั้น
หากเจียงเสวี่ยหนิงจำไม่ผิด อีกหนึ่งเดือน
หลังจากนี้ในชาติก่อน นางจะขอให้โจวอิ๋นจือช่วย
สืบสถานะของเสิ่นเจี้ย
และเงื่อนไขของโจวอิ๋นจือคือให้นางช่วย
แนะนำเขาแก่ท่านโหวน้อยเยี่ยนหลิน
ก็อย่างที่ผู้คนว่ากันไว้ว่า ‘วิญูชนร่วม
อุดมการณ์ คนพาลร่วมผลประโยชน์’
ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับโจวอิ๋นจือคือ
การ ‘ร่วมมือกันด้วยผลประโยชน์’ ในเมื่อผู้หนึ่ง
มีเรื่องร้องขอ ส่วนอีกผู้หนึ่งก็มีเรื่องต้องการ ย่อม
ตกลงกันได้เป็นธรรมดา
ก่อนจวนหย่งอี้โหวจะเกิดเรื่อง เขาไขว่คว้า
โอกาสปีนปั่ายขึ้นที่สูง กระทั่งได้เป็น ‘รองผู้คุม
กองพัน’ ดำรงตำแหน่งขุนนางขั้นห้าระดับต้น
ต่อมาเจียงเสวี่ยหนิงอภิเษกสมรสกับเสิ่นเจี้ย
โจวอิ๋นจือย่อมติดตามเสิ่นเจี้ยเป็นธรรมดา
หลังจากเสิ่นเจี้ยขึ้นครองราชย์แล้วก็ไว้วางใจ
เขามาก
สุดท้ายตำแหน่งทางราชการของเขาก็ไปได้ถึง
ระดับผู้บัญชาการ มีอำนาจเสมอหน่วยตรวจสอบ
และรักษาความมั่นคง[4]ซึ่งกำกับดูแลโดยขันที
กระทำเรื่องราวตั้งมากมาย มีทั้งสิ่งที่สมควรทำ
และไม่สมควรทำ ถือเป็นขุมกำลังที่มีขนาด
พอสมควรในราชสำนัก
เพียงแต่น่าเสียดายที่จุดจบน่าสังเวชอย่างยิ่ง
ยามนั้นเซี่ยเวยเดินออกจากเบื้องหลังมาสู่
เบื้องหน้า กุมอำนาจในราชสำนักไว้มั่นคง
หลังจากควบคุมวังหลวงแล้ว สิ่งแรกที่ทำก็คือสั่ง
การให้คนระดมยิงเกาทัณฑ์ใส่โจวอิ๋นจือจน
สิ้นชีวิต ใช้ตะปูเหล็กยาวสามเล่มตอกศีรษะไว้บน
ประตูวังหลวง ให้บรรดาขุนนางที่เข้าออกต่าง
มองเห็น
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้เห็นกับตาตนเอง เพียง
ข่าวลือภายในวังหลวงก็ทำ ให้ใจหายวาบแล้ว
แต่จะว่าไป…
คดีที่จวนหย่งอี้โหวเกี่ยวพันกับกลุ่มก่อกบฏที่
เหลือของผิงหนานอ๋องนั้น ดูแลโดยองครักษ์เสื้อ
แพรพอดี
ความคิดนี้พลันปรากฏวาบขึ้นมา เจียงเสวี่ย
หนิงมองโจวอิ๋นจือ นางไม่ได้แสดงการคารวะ
ตอบ เพียงผงกศีรษะอย่างเรียบเฉย ก่อนหมุน
กายไปเอ่ยกับฉางจั๋วว่า “ท่านพ่ออยู่ด้านใน
หรือไม่?”
ฉางจั๋วตอบ “อยู่ด้านใน ทว่ามีแขกขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงขมวดคิ้ว หวนนึกถึงพฤติกรรม
ดื้อดึงเอาแต่ใจยามเยาว์วัยของตนเอง ก่อนจะพูด
ว่า “ข้าไม่สนใจ สาวใช้และหญิงรับใช้ในเรือนข้า
พวกนั้นก่อเรื่องก่อราวใหญ่แล้ว แอบขโมย
สิ่งของของข้าไป ซ้ำยังรวมหัวกันรังแกข้าอีก เจ้า
จงเข้าไปบอกกล่าวท่านพ่อสักหน่อย ข้าขอแค่คำ
อนุญาตเดียว แล้วจะไปจัดการพวกนางเอง!”
ฉางจั๋วอดเหงื่อแตกเล็กน้อยไม่ได้ แต่กระนั้น
เขาก็รู้จักนิสัยของคุณหนูรองผู้นี้ดี เลยจำต้องฝืน
รับคำ แหวกผ้าม่านเข้าไปรายงานจริง ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงจึงนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ด้านนอก
ส่วนโจวอิ๋นจือกลับไม่นั่ง เพียงยืนอยู่ด้านข้าง
เหลือบมองนางเป็นครั้งคราวเท่านั้น
ต้องบอกว่าขณะฉางจั๋วเข้าไปรายงาน เจียง
ปั๋อโหยวกำลังชงชาให้แขกด้วยตนเองอยู่พอดี
เขาเกิดมาหน้าตาสง่างามทรงภูมิ ทั้งยังไว้
หนวดเครางดงาม แม้ว่าจะอายุใกล้สี่สิบแล้วก็ยัง
แฝงไว้ด้วยความห้าวหาญเด็ดเดี่ยวอยู่หลายส่วน
ครั้นได้ยินฉางจั๋วกระซิบข้างหูว่าเจียงเสวี่ย
หนิงต้องการจะพบ เขาก็ขมวดคิ้ว “เหลวไหล!”
ฉางจั๋วเหลือบมองผู้ที่นั่งอยู่ฝังตรงข้ามเจียง
ปั๋อโหยวแวบหนึ่ง ไม่ว่าอย่างไรก็รู้สึกกระอัก
กระอ่วนใจอยู่บ้าง จึงยิ่งพูดเสียงเบาลงไปอีก
“คุณหนูรองแจ้งว่าสาวใช้และหญิงรับใช้ภายใน
เรือนมีพฤติกรรมลักขโมยขอรับ…”
จากนั้นก็พูดต่อไม่หยุด
ครั้นเจียงปั๋อโหยวได้ฟังก็เผยสีหน้าตื่นเต้น
ยินดีทันที สองตาเป็นประกาย “นางกล่าวเช่นนี้
จริงหรือ?”
ฉางจั๋วผงกศีรษะ
เจียงปั๋อโหยวพลันปรบมือโห่ร้องเปรมปรีดิ์
“เด็กคนนี้ก็มีวันที่คิดได้แล้วกับเขาด้วยหรือนี่ คง
ไม่ใช่กำลังเดือดดาลมากเกินไปจนสมองเลอะ
เลือนหรอกกระมัง? เจ้าพวกบ่าวไพร่ในเรือนนาง
ลับหลังไม่ค่อยรักษากฎระเบียบสักเท่าใดนัก ฮู
หยินพร่ำบ่นตั้งหลายครั้ง ส่วนข้าก็คิดจะจัดการ
มาตั้งนานแล้ว กำลังกลัดกลุ้มว่าหาจังหวะไม่ได้
อยู่พอดี! เจ้าจงไปเดี๋ยวนี้ เรียกมาหาข้าทั้งหมด!
อย่ารอให้ยายหนูหนิงได้สติคืนกลับมา หากนาง
หายโมโหแล้ว จะจัดการอีกคราคงไม่สำเร็จแล้ว
ละ!”
ฉางจั๋วเห็นนายท่านของตนมีท่าทางลิงโลดก็
อดเหงื่อตกกว่าเดิมไม่ได้
ทว่าเจียงปั๋อโหยวไม่รู้ตัว หันหน้ากลับไป
กล่าวกับแขกซึ่งนั่งอยู่ฝังตรงข้ามโต๊ะ “จวีอัน
เกรงว่าคงต้องให้ท่านรออีกสักหน่อยแล้ว ที่จวน
ข้าบังเกิดเรื่องไม่ดีงามเล็กน้อย เมื่อจัดการ
เรียบร้อยแล้วจะกลับมา”
แขกผู้นั้นยิ้มบาง ๆ เพียงกล่าวว่า “ไม่
เป็นไร”
——————–
1. ต้นไหวโบราณหรือต้นฉัตรจีน เป็นไม้
ใหญ่ยืนต้นที่มีดอกสีขาวเป็นช่อ นิยมนำมา
ประดับสวน
2. ชุดของขุนนางอาจแบ่งได้เป็นสี่แบบ ชุด
เต็มยศเรียกว่าเฉาฝู ชุดครึ่งยศเรียกว่าจี๋ฝู ชุด
สุภาพสำหรับทำงานเรียกว่าฉางฝู และชุด
ทั่วไปเรียกว่าเปียนฝู
3. นายช่างประจำวังหลวง เป็นตำแหน่งขุน
นางซึ่งมีหน้าที่ก่อสร้างและซ่อมแซมอาคาร
สิ่งปลูกสร้างภายในวังหลวง
4. หน่วยตรวจสอบและรักษาความมั่นคง
คือหน่วยงานที่ก่อตั้งเพื่อความมั่นคงในราช
สำนัก โดยมีขันทีเป็นผู้ควบคุม มีไว้เพื่อ
ตรวจสอบขุนนางและราษฎรที่ต้องสงสัยว่า
จะก่อการกบฏและขุนนางที่กระทำความผิด