คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 41 กลิ่นสุรา (1)
“สมัยนั้นท่านปั้าของเจ้ามีนิสัยแข็งกร้าว
เพียงใด? ก่อนจากไปยังจับมือข้า นางล้มปั่วยจน
พูดไม่ออกแล้ว เพียงใช้ดวงตาสองข้างนั้นมองดู
ข้า น้ำตาไหลรินตลอดเวลา…ถึงแม้จะเป็นช่วงลม
หายใจเฮือกสุดท้าย แต่ก็ไม่ได้หลับตา ราชวงศ์
ต้าเฉียนอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรกลับให้เด็กอายุหก
ขวบคนหนึ่งออกมาเผชิญหน้าคมดาบคมกระบี่
อันแสนจะโหดร้ายทารุณที่สุดในใต้หล้า! ในที่สุด
ข้าก็ผิดต่อท่านปั้าของเจ้า และยิ่งผิดต่อเด็กคน
นั้น!”
…
สีหน้าท่าทางของหย่งอี้โหวในเรือนเฉิงชิ่งเมื่อ
ครู่ยังคงผุดในห้วงสมอง เขาน้ำตาไหลนอง
ใบหน้ามีแต่ความเศร้าโศก น้ำเสียงแหบแห้ง
เปียมล้นด้วยความไม่ยินยอมและไม่พอใจ
นับตั้งแต่เด็กจวบจนยี่สิบปีมานี้ เยี่ยนหลินไม่
เคยเห็นบิดาเป็นเช่นนี้มาก่อน
ราวกับว่าอารมณ์ที่สั่งสมภายในอกทั้งหมด
ถูกปลดปล่อยออกมาในชั่วขณะนั้น กลายเป็นหิน
เหลวร้อนซึ่งจะแผดเผาทำลายทุกสรรพสิ่ง
ฝนห่าใหญ่สาดซัด ประหนึ่งจะเทสายน้ำจาก
นทีสวรรค์ลงมาทำให้โลกมนุษย์จมอยู่ใต้บาดาล
เมืองหลวงอันกว้างใหญ่ไพศาล ยามนี้เป็น
เพียงเรือน้อยโดดเดี่ยวลำหนึ่ง
เขาเงยหน้ามองท้องฟั้ายามราตรีอันมืดมิดที่
มีสายฟั้ากรีดผ่านเป็นระยะนอกชายคาห้อง
จากนั้นก็มุ่งตรงออกไปทันที
ชิงเฟิงติดตามอยู่ข้างหลัง คราแรกกะว่าจะ
ตามเขากลับห้อง แต่แล้วก็ต้องตระหนกจนตะลึง
งัน นิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่งถึงรีบกางร่มและไล่ตาม
ละล่ำละลักถามว่า “ซื่อจื่อ ท่านจะไปที่ใดหรือ
ขอรับ?”
เสียงของเยี่ยนหลินไม่ชัดเจนท่ามกลางสาย
ฝน “เตรียมรถม้า ไปเหลาเฉิงเซียว”
ชิงเฟิงเพิ่งจะได้สติ ที่แท้ซื่อจื่อก็กำลังจะไป
พบคุณหนูรองเจียง
แต่ว่า…
หยาดพิรุณสาดกระทบร่ม กระแทกลงมาราว
กับก้อนน้ำแข็ง ประหนึ่งจะเจาะทะลุผิวร่ม
อย่างไรอย่างนั้น
ชิงเฟิงอดพูดโน้มน้าวไม่ได้ “แต่ว่าสายปั่านนี้
เลยเวลานัดไปตั้งนานแล้ว มิหนำซ้ำคืนนี้ยังมีฝน
ตกหนักอีก คุณหนูรองเจียงรออยู่นานไม่เห็นท่าน
มาเสียที คงกลับไปตั้งแต่แรกแล้วกระมัง? ท่าน
ไปเกรงว่าจะไปเสียเที่ยวเปล่า หากกังวล ส่งคน
ของที่จวนไปดูสักหน่อยก็ได้นี่ขอรับ”
เยี่ยนหลินไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับมา “ต่อให้
มีความเป็นไปได้เพียงน้อยนิด ข้าก็ไม่ยินดีจะให้
นางรอเสียเที่ยวเปล่า”
—————
อาจเพราะเสียงสายฝนเบื้องนอกดังอึกทึก
มากจนเกินไป หลังจากเจียงเสวี่ยหนิงหลับตา
เสียงสายฝนนี้ก็ชำแรกเข้าสู่ห้วงนิทราของนาง
ก่อเป็นภาพของสายฝนที่กำลังตกหนักในช่วง
บ่ายของฤดูคิมหันต์อันร้อนระอุ
นางรีบเดินไปยังริมสระบัวพร้อมนางกำนัล
ศาลาหลบร้อนที่จะใช้หลบสายฝนนั้นอยู่
เบื้องหน้า
ทว่าครั้นนางไปถึง กลับมีคนผู้หนึ่งนั่งอยู่ก่อน
แล้ว
ด้วยเหตุนี้สระขนาดครึ่งหมู่[1]พร้อมปทุม
ชาติกลางสายฝนซึ่งมีเต็มสระจึงกลายเป็นของ
ประดับที่ช่วยขับให้คนผู้นี้ดูโดดเด่นขึ้นมา
นางเดินเข้าไปในศาลา ทั้งร่างเปียกปอนด้วย
สายฝน
ทัศนียภาพโดยรอบพลันสลายราวกับ
ภาพวาดน้ำหมึก
สิ่งที่ก่อตัวขึ้นมาใหม่กลับเป็นกระท่อมใน
หมู่บ้านบนเขา นางนั่งตรงโต๊ะที่แห้งสนิทตัวเดียว
ภายในนั้น ชันเข่าทั้งสองข้างใช้มือกอดขาตัวเอง
ไว้ กะพริบตามองจางเจอซึ่งกำลังยืนตรงมุมห้อง
อย่างเงียบขรึมและเย็นชา ทันใดนั้นหัวใจของ
นางก็เต้นเร็วขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ
จากนั้นนางก็ได้ยินเสียงติดขัดที่เอ่ยออกมา
ด้วยความยากลำบากและซุกซ่อนความประหม่า
เล็กน้อยของตัวเอง “เจ้า เจ้ามานั่งด้วยกันไหม?”
จางเจอหันหน้ากลับมามอง
นั่นเป็นดวงตาที่กระจ่างใสและเย็นชาคู่หนึ่ง
ทำให้นางจังงังทันที
ช่วงเวลานี้นางอยากจะยื่นมือออกไปสัมผัส
ดวงตาคู่นั้น ทว่ากลิ่นหญ้าและกลิ่นดินโคลนที่
อบอวลอยู่โดยรอบ ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ ๆ ก็
ระคนไปด้วยกลิ่นสุรา ค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้ามา
ใกล้และรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ
ทั้งที่เป็นแค่กลิ่นที่โชยมาเป็นระลอก ทว่า
กลับกรีดทำลายสายพิรุณนี้ราวกับคมดาบและ
กระบี่
เจียงเสวี่ยหนิงพลันตกสู่ห้วงแห่งฝันร้าย
สระบัวและศาลาหลบร้อนของพระราชวังฤดู
ร้อนปลาสนาการไปสิ้น
กระท่อมซึ่งอยู่ระหว่างทางหลบหนีการลอบ
สังหารก็หายไปเช่นกัน
นางยืนเท้าเปล่าอยู่บนพื้นตำหนักบรรทมอัน
เย็นเยียบของตำหนักคุนหนิง กำลังใช้ที่คีบ
กำยานเขี่ยเถ้ากำยานภายในเตา นิ่งงันและเหม่อ
ลอย
ภายในวังปราศจากข้าราชบริพารอื่นใด
นางรู้สึกหนาวเหน็บ เคว้งคว้าง และ
หวาดกลัว
จริงดังคาด ไม่นานนักก็มีเสียงฝีเท้าดังแว่วมา
จากนอกตำหนัก
เพียงแต่ครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อน
เสียงฝีเท้าครั้งนี้สับสนอยู่บ้าง ไม่มั่นคงอยู่
บ้าง
เงาร่างนั้นปรากฏนอกประตู ขณะกำลังออก
แรงผลักประตูตำหนักให้เปิด สายลมจากเบื้อง
นอกพลันพัดพากลิ่นสุราฉุนกึกเข้ามา มือของ
เจียงเสวี่ยหนิงสั่นระริก ที่เขี่ยกำยานซึ่งเดิมกำลัง
คีบไว้ตรงหว่างนิ้วพลันร่วงลงพื้น
บังเกิดเสียงดังเสียดแทงโสตคราหนึ่ง
ใบหน้าซึ่งปราศจากความอ่อนเยาว์ในวัยหนุ่ม
ของเยี่ยนหลินแฝงอาการเมามายหลายส่วน ทว่า
นัยน์ตาทั้งคู่กลับกระจ่างสุกใสยิ่งกว่าที่เคย
เป็นมา ราวกับหวนคืนสู่วัยหนุ่มน้อยซึ่งเต็มไป
ด้วยความภาคภูมิใจและสุขสมหวังอีกครา
เขายิ้มให้นาง “หนิงหนิง ไม่ต้องกลัว…”
แต่นางกลับสัมผัสได้ถึงอันตรายที่ไม่เคย
ประสบพบเจอ ดังนั้นจึงกระถดถอยหลังไปทีละ
น้อย
ทว่าเดิมทีตำหนักคุนหนิงก็มิได้มีขนาด
ใหญ่โตอยู่แล้ว นับประสาอะไรกับตำหนักบรรทม
เล็ก ๆ แห่งนี้
เขาเดินรุกคืบเข้ามาทีละก้าว ในที่สุดก็ยังจับ
ตัวนางเอาไว้ได้อยู่ดี
กลิ่นสุราอันรุนแรงพลันโชยเข้ามาใกล้ ปก
คลุมปากและจมูกของนาง กักขังนางราวกับอยู่
ในคุก รุกรานและแทรกซึมเข้ามา…
ระหว่างกำลังสับสนมึนงง นิ้วมือของใครบาง
คนก็ลูบไล้ใบหน้านาง
สัมผัสอันเย็นเฉียบประหนึ่งงูที่เต็มไปด้วย
เกล็ดทำให้นางขนลุกชัน
ขณะเจียงเสวี่ยหนิงซึ่งเอนกายงีบบนตั่งกุ้ยเฟ
ยลืมตาตื่นด้วยอาการใจเต้นรัวไม่เป็นส่ำพร้อม
ความฝันนั้น นางก็มองเห็นเพียงเงาร่างย้อนแสง
นั่งอยู่หน้าตั่ง โครงหน้าของเด็กหนุ่มดูติดจะ
คุ้นเคย แต่กระนั้นก็ดูไม่คุ้นตาอยู่บ้าง แม้จะเปียก
ปอนสายฝน ทว่ากลิ่นสุราเบาบางซึ่งแผ่จากร่าง
กลับลอยคละคลุ้งวนเวียนไม่จางหาย
ยามนี้รูม่านตานางหดรั้งอย่างรุนแรง
กระถดถอยหลังโดยสัญชาตญาณ
ชั่วอึดใจต่อมาถึงแยกแยะได้ชัดเจน โครงหน้า
ของหนุ่มน้อยเบื้องหน้ายังปราศจากร่องรอย
มรสุมชีวิต และปราศจากความเคร่งขรึมเพราะ
ถูกบีบคั้นจากความทุกข์ยากบริเวณชายแดน
ถึงแม้จะเงียบขรึมอย่างน้อยครั้งจะได้พบเห็น แต่
ก็ไม่ใช่เยี่ยนหลินในชาติก่อน
เยี่ยนหลินมาถึงตั้งแต่ครึ่งเค่อที่แล้ว
สายฝนนอกหน้าต่างยังไม่ซา
เขาเข้าเหลาเฉิงเซียวมาแล้วก็มองเห็นนาง
นอนเอนกายหลับบนตั่งกุ้ยเฟย ดวงหน้าน้อย ๆ
ขนาดเท่าฝั่ามือซุกในผ้าห่มขนสัตว์เบาบาง ยิ่ง
เพิ่มพูนความน่ารักพริ้มเพราและยิ่งทำให้เขารู้สึก
ปวดใจในช่วงเวลาอันไม่ปกติเช่นนี้
คงรออยู่นานแล้วสินะ
เยี่ยนหลินเพียงบอกว่าตนเพิ่งเดินเข้ามาจาก
ข้างนอก อาจเพราะนิ้วมือเย็นเกินไปจึงทำให้นาง
ตื่น เขามองนางพร้อมเอ่ยเบา ๆ “ทำให้เจ้าตกใจ
แล้วหรือ?”
เจียงเสวี่ยหนิงกะพริบตา “เจ้าดื่มสุรา?”
ครานี้เยี่ยนหลินถึงรู้สึกตัวว่าตนมีกลิ่นสุรา
อบอวลเต็มร่าง พอคิดเช่นนี้ก็ถูกพาให้ย้อนกลับ
ไปช่วงที่กำลังสนทนากับบิดาภายในจวนอีกครา
เขาเงียบงันครู่หนึ่ง จากนั้นถึงหลุบตาพูดว่า
“ก่อนหน้านี้ไปคุยเรื่องบางอย่างกับท่านพ่อ ดื่ม
ไปสองสามจอกน่ะ”
โจวอิ๋นจือได้รับตำแหน่งผู้คุมกองพันแล้ว ทั้ง
ยังเป็นช่วงก่อนเกิดเหตุมรสุมอีก แล้วเยี่ยนหลิน
จะมีเรื่องอะไรให้คุยกับหย่งอี้โหวได้บ้างนั้น
เจียงเสวี่ยหนิงพอคาดเดาได้เป็นส่วนใหญ่
วันนี้เดิมทีนางคิดจะเรียกเยี่ยนหลินมาเพื่อ
บอกกล่าวให้ชัดเจน ทว่าครั้นเห็นเขาในเวลานี้
ไม่รู้เพราะเหตุใด กลับเอ่ยวาจาไม่ออกแม้แต่
ประโยคเดียว
ภายในห้องปราศจากผู้อื่น
สาวใช้ออกไปกันหมด
พลันเงียบสงัดยิ่งนัก
อารมณ์ของเยี่ยนหลินยังคงพลุ่งพล่านไม่หยุด
ทำให้เขารู้สึกเหมือนตนเป็นดั่งโขดหินริมชายฝังที่
มีคลื่นซัดสาดกระแทกเข้ามาระลอกแล้วระลอก
เล่า ทว่าตัวเขากลับไม่อาจหลบหลีก ทำได้แค่ยืน
อยู่ที่เดิม ทนรับมันเอาไว้ อดทนเอาไว้เท่านั้น
——————–
1. หมู่ เป็นหน่วยวัดของจีน 1 หมู่ เท่ากับ
1/15 เฮกตาร์ หรือ 0.416667 ไร่
บทที่ 41 กลิ่นสุรา (2)
หากปราศจากค่ำคืนนี้ หากปราศจากโจวอิ๋
นจือ หากปราศจากการสนทนากับบิดาก่อนหน้า
นี้ ภายภาคหน้าหากถึงวันที่ต้องเผชิญการยึด
ทรัพย์ประหารล้างตระกูล หรือเผชิญการล่ม
สลายที่ไม่อาจฟืนคืนได้ตลอดกาล เกรงว่าเขาคง
ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนทำอะไรผิดไปกันแน่
ยังจำค่ำคืนงานเทศกาลโคมประทีปฉงหยาง
ในวันนั้นได้ดี
คืนนั้นหนิงหนิงหันหน้ามาถามเขาว่า
‘เยี่ยนหลิน เจ้ามักจะเอาอกเอาใจข้าเช่นนี้
ปกปั้องข้าเช่นนี้ แต่เคยคิดหรือไม่ว่าสักวันหนึ่ง
หากข้าไม่มีเจ้าแล้วจะเป็นเช่นไร และควรทำเช่น
ไร?’
เขาเป็นซื่อจื่อของจวนหย่งอี้โหว ครอบครัว
รักใคร่ ฝั่าบาททรงโปรดปราน ไม่ด้อยทั้งวิชา
ความรู้และวิทยายุทธ์ กระทั่งว่าเมื่อเทียบกับลูก
ผู้ลากมากดีที่ไม่เอาการเอางานไร้แก่นสาร เสพ
สุขอยู่ใต้การโอบอุ้มของบิดาในเมืองหลวงพวก
นั้น เขาได้ติดตามบิดาไปยังสถานที่อัน
หลากหลายตั้งมากมาย และเคยพบเห็นความ
ยากลำบากมาตั้งมากเช่นกัน ตนเองมีทั้ง
วิสัยทัศน์กว้างไกลไม่ด้อยไปกว่าใครอื่น และยัง
ได้รับสืบทอดปณิธานอันยิ่งใหญ่มาจากบิดาอีก
ด้วย
การจะได้ประสบความทุกข์ยากลำบากใด ๆ
จึงไม่เคยอยู่ในความคิดของเขาเลย
ดังนั้นเขาจึงรู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองกำลัง
ครอบครองอยู่ทั้งหมดล้วนสมเหตุสมผล ไม่มีวัน
เปลี่ยนแปลงได้ เฉกเช่นสิ่งที่เขาเคยกล่าวกับเสิ่น
เจี้ยไว้ว่า ‘ในเมื่อกระหม่อมเป็นผู้ตามใจ ก็ต้องให้
กระหม่อมเป็นผู้สู่ขอ’
จวบจนวันนี้เขาถึงตระหนักว่าแม้จะมีบางสิ่ง
ที่ครอบครองมาตั้งแต่กำเนิด แต่ก็ใช่ว่าจะยั่งยืน
เขาตามใจนาง
เขาปกปั้องนาง
เขาไม่อาจสะกดกลั้นก้อนเนื้อในอกที่กำลัง
เต้นรัวไม่เป็นส่ำ ยามอยู่ต่อหน้าคนอื่น เขาแสดง
ความพิเศษที่มีต่อนาง อยากให้คนทั่วทั้งเมือง
หลวงได้รับรู้ว่าเจียงเสวี่ยหนิงจะเป็นภรรยาใน
อนาคตของเขา
แต่กระนั้นกลับลืมไปว่าสรรพสิ่งล้วนอนิจจัง
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว คงได้แต่แค้นใจที่ตนเอง
คิดอ่านไม่ถ้วนถี่ ยังจัดการเรื่องราวด้วยความ
ประมาทพลั้งเผลอเกินไป
เยี่ยนหลินไม่กล้าคิด…
นางอ่อนแอและบอบบางเช่นนี้ หาก
ปราศจากเขาแล้วนางจะไปสู้รบปรบมือกับการ
รังแกของคนในจวนตระกูลเจียงได้อย่างไร เดิมที
นางไม่ต้องเข้าวังเพื่อเป็นพระสหายร่วมศึกษา
แต่กลับถูกเขาส่งตัวเข้าไป แล้วภายภาคหน้าจะ
เผชิญอันตรายที่รุกคืบเข้ามาได้อย่างไร ใคร ๆ
ต่างรู้กันว่านางกับเขารักใคร่กันมาตั้งแต่วัยเยาว์
ความสัมพันธ์ลึกซึ้ง หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน งาน
วิวาห์ล่ม แล้วนางจะอยู่อย่างไร
สถานการณ์โดยรวมพลิกผันกะทันหัน
บรรยากาศยามนี้ก่อเค้าความตึงเครียดก่อน
เหตุการณ์ใหญ่จะปะทุ เขาเสียใจและคับแค้น
ความไร้เดียงสาไม่รู้ความและไร้ความเป็นผู้ใหญ่
ของตนเอง ทั้งยังระคนความปวดใจต่อสาวน้อยที่
ถูกเขาประคบประหงมมานานหลายปีผู้นี้อีกด้วย
เยี่ยนหลินรู้สึกเหมือนมีอะไรจุกอยู่ในลำคอ เปล่ง
เสียงยากลำบากยิ่งนัก
เขาออกแรงโอบกอดนางเอาไว้ในอ้อมอก
เสียงแหบพร่าและสั่นเครือเล็กน้อย “หนิงห
นิง…”
ชั่วพริบตาที่ท่อนแขนอันทรงพลังของหนุ่ม
น้อยโอบกอดนาง ร่างของเจียงเสวี่ยหนิงก็แข็ง
ทื่อและหดเกร็ง “เยี่ยนหลิน…”
เขาซุกใบหน้ากับซอกคอนาง คิดจะสะกด
กลั้นเสียงอันสั่นเครือสุดกำลัง กล่าวราวกับ
วิงวอนว่า “อย่าพูด หนิงหนิง อย่าพูด ช่วย
เมตตาข้าสักหน่อย อย่าพูด…”
ช่วงเวลานี้ชายหนุ่มแสดงอาการอ่อนแออย่าง
ยากจะได้เห็น ราวกับกลัวว่านางจะเอ่ยอะไร
ออกมา
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างที่
หนักอึ้งมากเป็นพิเศษกำลังกดทับบนร่างอีกฝั่าย
เมื่อมองดูความมืดมนอนธการภายนอกหน้าต่าง
อีกครา มีเพียงห้องพิเศษห้องนี้เท่านั้นที่ยังคงส่อง
แสงรำไรให้เห็นบ้าง
จิตใจอ่อนยวบลงทีละน้อย
ร่างอันเกร็งเขม็งของนางค่อย ๆ ผ่อนคลาย
สุดท้ายก็ยื่นมือออกไปแตะบ่าของหนุ่มน้อยอย่าง
เชื่องช้าพร้อมบอกเขาว่า “ไม่เป็นไร ต้องไม่
เป็นไรแน่”
เยี่ยนหลินเดาออกหรือว่าวันนี้นางนัดเขามา
เพื่อจะบอกอะไร
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็ไม่แน่ใจ
ในค่ำคืนที่มีฝนตกอย่างเดียวดายและ
บรรยากาศอันอึมครึมนี้ นางย้อนนึกถึงความเห็น
แก่ตัวและความต่ำช้าของตน…
ภายในเรือนส่วนในของจวนตระกูลเจียง นาง
นับไปนับมาก็ไม่มีใครให้ใช้งานได้เลยสักคน
มิหนำซ้ำต่อให้เรื่องของจวนหย่งอี้โหวไม่มีโจวอิ๋
นจือ แต่ก็ยังมีผู้อื่นอยู่ดี ในเมื่อเป็นเช่นนี้ การ
เลือกใช้งานโจวอิ๋นจือย่อมดีกว่าไม่ใช้งานเลย
เนื่องด้วยอย่างน้อยนางก็รู้พื้นเพนิสัยของเขาดี
อีกทั้งเขายังเป็นคนที่แอบส่งข่าวให้จวนหย่งอี้โหว
เพื่อให้ตระกูลเยี่ยนเตรียมการได้อีกด้วย
ส่วนปัญหาที่ว่าผู้อื่นจะสงสัยว่านางรู้เรื่องที่
จะเกิดกับจวนหย่งอี้โหวได้อย่างไรนั้น กลับไม่
ต้องกังวล
โจวอิ๋นจือเป็น ‘คนฉลาด’ มีความคิดอ่าน
ลึกซึ้ง คงคาดเดาไปว่านางรู้เรื่องนี้จากบิดา
หรือไม่ก็ผู้มีอำนาจคนอื่น เนื่องจากโลกนี้ไม่มี
ความลับอยู่แล้ว ส่วนด้านเยี่ยนหลินแม้ยังอายุไม่
มาก แต่ก็พอเข้าใจเรื่องราวในแวดวงขุนนางอยู่
บ้าง ต่อให้เขารู้ว่านางทราบเรื่องที่จวนโหวจะ
เกิดเหตุล่วงหน้า ก็คงคิดว่านางรู้มาจากโจวอิ๋นจือ
จากนั้นถึงให้โจวอิ๋นจือมาบอกเรื่องนี้อีกที
เป็นธรรมดาที่คนฉลาดมักไม่ชอบพูดอะไรให้
ชัดเจน
ยิ่งไปกว่านั้นนี่ไม่ใช่เรื่องเข้าใจยาก พวกเขา
ย่อมสร้างคำอธิบายอันสมเหตุสมผลที่สุดออกมา
ได้อยู่แล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้นางก็เก็บงำตนเองต่อไป
ได้
เสียงนางแผ่วเบาอ่อนโยนและอบอุ่น มีพลัง
ทำให้คนรู้สึกผ่อนคลายและสงบลงอย่างน่า
ประหลาด
เยี่ยนหลินได้ยินแล้วก็หลับตาแน่น
ผ่านไปเนิ่นนานเขาถึงปล่อยตัวนาง ดวงตา
ชื้นเล็กน้อย แต่ก็ยังเปล่งเสียงหัวเราะออกมา
“รอข้านานเลยสินะ? ต้องโทษข้าที่ลืมสั่งให้คนมา
บอกกล่าวเจ้าสักคำก่อน ตอนข้ามาคิดแค่ว่า ทาง
ที่ดีที่สุดคือพอมาถึงเหลาเฉิงเซียวเจ้าก็จากไป
แล้ว จะได้บรรเทาความรู้สึกผิดของข้าให้น้อยลง
บ้าง แต่พอมาถึงที่นี่แล้วเห็นว่าเจ้ายังคงรออยู่
นอกจากความรู้สึกผิด กลับไม่อาจสะกดกลั้น
ความยินดีที่มีอยู่ภายในใจได้ หนิงหนิง ข้าคนนี้
น่าขันนักใช่หรือไม่?”
เจียงเสวี่ยหนิงมองเขา ไม่รู้ว่าควรเอ่ยอะไร
เยี่ยนหลินนำของสิ่งหนึ่งออกมาจากอกราว
กับเล่นกล จับมือนางแล้วรัดบนข้อมืออันเรียว
ยาว “ขามาเห็นท่านยายขายดอกไม้กำลังหลบ
ฝนใต้ชายคา พอข้าเห็นดอกไม้พวกนี้แล้ว ไม่รู้
เพราะเหตุใดกลับรู้สึกว่าเหมือนเจ้ามาก จึงคิดว่า
หากเจ้ายังอยู่และข้ามาสายมากขนาดนี้ ก็ควรมี
ของไถ่โทษให้เจ้า พอรับดอกไม้ของข้าไปแล้ว
ห้ามโมโหข้าอีกนะ”
เสียงของหนุ่มน้อยอบอุ่นและอ่อนโยนดั่งสาย
ลมยามวสันต์
สิ่งที่เขารัดไว้บนข้อมือเจียงเสวี่ยหนิงเป็น
ดอกมะลิสีขาวพิสุทธิ์พวงหนึ่ง บุปผาเบ่งบาน
อ่อนนุ่มร้อยด้วยด้ายบางทีละดอก เพียงแซมด้วย
ใบสีเขียวมันวาวสองใบเพื่อประดับตกแต่งเท่านั้น
เมื่อรัดเสร็จก็เหมือนหยกงามสองชิ้นห้อยบน
ข้อมือนาง
ในค่ำคืนแห่งสายฝนอันหนาวเย็นและอ้างว้าง
พลันส่งกลิ่นหอมบางเบา
นั่นเป็นกลิ่นอันหอมสดชื่น กำซาบเข้าสู่จิตใจ
คนอย่างยิ่ง
น้อยคนนักที่จะรู้ว่าดอกมะลิบานสามฤดู
เพียงแต่ต้องดูแลเป็นอย่างดี
ดอกมะลิปลายฤดูสารทต้นเหมันต์ยิ่งหายาก
มีค่าเป็นล้นพ้นเฉกเช่นน้ำใจของหนุ่มน้อย
ทันใดนั้นเจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกแค้นใจตนเองอยู่
หน่อย
ครั้นเยี่ยนหลินเห็นนางนิ่งเงียบ จึงประคอง
ใบหน้านางขึ้นพิศ “หรือว่าจะโมโหจริง ๆ ?”
เจียงเสวี่ยหนิงส่ายหน้า
นี่ก็ดึกมากแล้ว
ถึงแม้เยี่ยนหลินจะโหยหาเวลาที่ได้ใช้ร่วมกับ
นาง แต่ก็ไม่กล้าให้นางกลับดึกเกินไปเช่นกัน
ผนวกกับความหวั่นกลัวต่อฤดูสารทอันแสนจะ
วุ่นวายในยามนี้ เขาไม่อาจทำลายชื่อเสียงนางได้
อีกต่อไป จึงจำต้องส่งนางกลับ
ทั้งสองเดินจูงมือลงมาจากเหลาเฉิงเซียว
เยี่ยนหลินกางร่ม ประคองนางขึ้นรถม้า
เจียงเสวี่ยหนิงยืนอยู่ใต้ร่ม เงยศีรษะขึ้นมอง
เขา แพขนตาดกหนาใต้เงามืดกระเพื่อมไหว
เล็กน้อย เอ่ยเสียงเบาหวิวว่า “เยี่ยนหลิน วัน
หลังอย่าดื่มสุราได้หรือไม่? ข้ากลัว”
อย่าดื่มสุรา!?
เยี่ยนหลินไม่เข้าใจ อยากจะย้อนถาม
เหลือเกินว่ามีบุรุษอกสามศอกสักกี่คนที่ไม่ดื่มสุรา
ทว่าครั้นหลุบตาแล้วสัมผัสสายตาอันเปราะบาง
ซึ่งซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังความอ่อนโยนของนาง ไม่
รู้เพราะเหตุใด เขารู้สึกคล้ายมีบางแห่งภายใน
จิตใจถูกทิ่มแทงจนเจ็บปวด จึงหัวเราะอย่างโอน
อ่อนผ่อนตามและตามใจ รับปากนางว่า “ได้”