คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 42 ความเปลี่ยนแปลงของโหยวฟางอิ๋น
(1)
วันนี้เจียงเสวี่ยหนิงกลับจวนดึกมาก
กว่าจะล้างหน้าล้างตาและบ้วนปาก รวมถึง
นอนลงบนเตียงที่ปูเอาไว้เรียบร้อยก็ล่วงเข้ายาม
วิกาล
สร้อยข้อมือดอกมะลิที่เยี่ยนหลินรัดให้บน
ข้อมือบางถูกปลดอย่างทะนุถนอมและวางลงบน
โต๊ะเครื่องแปั้งอย่างแผ่วเบา กลิ่นหอมสะอาด
อ่อน ๆ ลอยมาถึงข้างหมอน เบาบางเป็นอย่างยิ่ง
ทว่าก็ยังแทรกซึมล่วงลึกเข้าไปในห้วงแห่งความ
ฝันอยู่ดี
เพียงแต่เมื่อตื่นในเช้าวันต่อมา สร้อยข้อมือ
ดอกมะลิบนโต๊ะเครื่องแปั้งวงนั้นก็สิ้นสภาพไป
เสียแล้ว
กลีบดอกซึ่งเดิมทีผลิบานเต็มที่แห้งเหี่ยว
ประหนึ่งสูญเสียน้ำและความมีชีวิตไปอย่างไร
อย่างนั้น เผยให้เห็นสภาพใกล้โรยรา
ดอกมะลิช่วงฤดูเหมันต์ย่อมงดงามอย่างยาก
จะได้พบเห็นอยู่แล้ว แต่สุดท้ายก็ยังไม่ใช่
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการผลิบาน
เจียงเสวี่ยหนิงยืนหลุบตามองมันหน้ากระจก
เนิ่นนาน
ก่อนจะหยิบขึ้นมา วางในกล่องขนาดเล็ก
สำหรับเก็บเครื่องหอมใบหนึ่ง แล้วนำกล่องนั้นไป
วางตรงหัวโต๊ะ
วังหลวงให้เวลาพระสหายร่วมศึกษาที่ได้รับ
การคัดเลือกกลุ่มนี้กลับมาบ้านเพื่อพบบุพการี
บอกลาคนในครอบครัว และเตรียมการเพื่อเข้า
ไปพำนักภายในวังหลวงเพียงสองวัน เวลาถือว่า
ไม่พอเลยจริง ๆ พลบค่ำของวันนี้ก็ต้องเข้าวังอีก
หนแล้ว
สาวใช้และหญิงรับใช้ภายในเรือนต่างช่วย
เจียงเสวี่ยหนิงจัดเก็บข้าวของ
ส่วนตัวนางกลับไม่จำเป็นต้องยุ่งวุ่นวายอันใด
ทำเพียงนั่งเหม่อตรงระเบียงเบื้องนอก ขบคิดถึง
สถานการณ์ปัจจุบันและสภาพของตนในตอนนี้
แรกเริ่มเดิมทีนางไม่คิดจะเข้าวัง ผลลัพธ์คือ
กลับได้พบ ‘คณะสหายมหัศจรรย์’ กลุ่มหนึ่ง ทำ
ให้นางได้รับคัดเลือกให้เป็นพระสหายร่วมศึกษา
สถานะของจวนตระกูลเจียงภายในเมืองหลวงไม่
ถือว่าต่ำต้อย แต่ครั้นเปรียบเทียบกับตระกูลใหญ่
ตระกูลอื่นแล้วก็ห่างชั้นกันไกลโข ที่จริงแล้วคนที่
นางพึ่งพายามเข้าวังหลวงมากที่สุดในชาติก่อน
คือเยี่ยนหลิน
ทว่าหลังจากนี้ไม่นาน จวนหย่งอี้โหวจะเกิด
เรื่อง
ตอนนั้นนางไม่เข้าพวกอยู่แล้ว นิสัยใจคอก็
เข้ากับพระสหายร่วมศึกษาคนอื่นไม่ได้ ซ้ำจวน
หย่งอี้โหวยังมาเกิดเรื่องอีก วังหลวงไม่เคยขาดผู้
ที่เอนลู่ไหวไปตามลมและชอบเหยียบย่ำซ้ำเติม
ดังนั้นต่อมานางจึงลำบากทนทุกข์อยู่ระยะหนึ่ง
โชคยังดีที่ถัดจากนั้นนางก็เข้าหาเสิ่นเจี้ยได้
ครั้นเข้าตาหลินจืออ๋อง สภาพความเป็นอยู่จึง
ค่อย ๆ ดีขึ้น ไม่มีผู้ใดกล้ารังแกนางแล้ว
ชาติก่อนนางโง่เขลา มิได้เตรียมการต่อเรื่องที่
เกิดขึ้นขณะนั้นแม้แต่น้อย ถึงได้ต้องลำบากทุกข์
ทนมากมาย ยามนี้คงไม่อาจหลีกเลี่ยงมิให้จวน
หย่งอี้โหวเกิดเรื่อง ส่วนการเข้าวังก็เป็นสิ่งที่
กำหนดเอาไว้แล้ว นางยังต้องพำนักอยู่ในวังถึง
ครึ่งปี อีกทั้งชาตินี้นางไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องกับ
เชื้อพระวงศ์ให้ลึกซึ้งมากเกินไป ไม่ว่าอย่างไรจะ
เดินบนเส้นทางที่คอยคิดแต่จะสรรหาวิธีการมา
ประจบเอาใจเสิ่นเจี้ยเพื่อเอาตัวรอดอีกไม่ได้
เด็ดขาด
แต่หากเป็นดังที่ว่า…
ชาตินี้นางต้องทำอย่างไรถึงจะใช้ชีวิตครึ่งปี
ภายในวังหลวงอย่างมีความสุขขึ้นบ้าง
โดยเฉพาะจากเหตุการณ์วุ่นวายในวังหลวงเมื่อ
หลายวันก่อน เหมือนนางจะกลายเป็นคนที่มี
มนุษยสัมพันธ์แย่ที่สุด ทำให้คนเกลียดขี้หน้าที่สุด
โดยไม่รู้ตัวไปเสียแล้ว
โจวอิ๋นจืออันตรายเกินไป
ที่ใช้งานเขาก่อนหน้านี้เพราะเหตุจำเป็น
อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ต้องระมัดระวังสักหน่อย
ทว่านอกจากคนผู้นี้แล้ว ยังมีใครที่จะใช้งาน
ได้อีก
“เฮ้อ…”
คิดจนหัวสมองพองโตแล้วจริง ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงมองฟั้าหลังฝนซึ่งนอกจากจะ
ไม่แจ่มใสแล้วยังทวีความมืดครึ้มของต้นฤดู
เหมันต์ขึ้นมาหลายส่วน ถอนหายใจยาวเฮือก
หนึ่ง
“ไม่รู้ว่าโหยวฟางอิ๋นทางนั้นเป็นอย่างไรบ้าง
แล้ว…”
—————–
โหยวฟางอิ๋นจัดการไปพอสมควรแล้ว
เพียงแต่ยังไม่ค่อยแน่ใจอยู่บ้าง
เมื่อวานหลังกลับมาจากเรือนเจียงเสวี่ยหนิง
ระหว่างทางนางอ้อมไปดูสี่ว์เหวินอี้สักหน่อย ครั้ง
นี้นางไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องเกลือบ่อและเครื่องขุดบ่อ
แห่งดินแดนสู่แม้แต่น้อย นั่งอยู่สองเค่อแล้วก็จาก
ไป…
แท้จริงแล้วนางก็ไม่ได้มีธุระอะไรให้ต้องมาหา
สี่ว์เหวินอี้ แต่เป็นเพราะเจียงเสวี่ยหนิงสั่งให้ทำ
เช่นนี้
บอกว่าคือ ‘จงใจวางกับดักลวง’ อะไรนี่
แหละ
ตอนนี้เวลานี้นางมองตัวอักษรที่โย้ไปเย้มา
จากฝีพู่กันของตน แต่นิ้วมือกลับอดสั่นระริก
ไม่ได้ มิหนำซ้ำยังใจเต้นรัวมากขึ้นเล็กน้อย เมื่อ
วานนางได้ยินคำพูดของคุณหนูรองทั้งหมด
บังเกิดความคิดจะแก้แค้นโหยวเย่ว์อยู่ในใจ
อยากให้คนผู้นี้ได้รับความทุกข์จากคำพูดและ
พฤติกรรมของตนบ้างเหลือเกิน แต่เนื่องด้วย
โหยวฟางอิ๋นโตจนปั่านนี้แล้วก็ยังไม่เคยทำร้าย
ผู้ใดจากใจจริงมาก่อน ทำให้แม้จะวางแผนการ
เอาไว้เรียบร้อย ทว่าขณะที่ต้องลงมือทำจริง
กลับอดรู้สึกไม่สบายใจไม่ได้
“นางอยู่ในห้อง?”
ระหว่างนางกำลังลังเลและกระสับกระส่าย
ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าเร่งรีบและสับสน รวมถึง
เสียงไต่ถามแฝงการดูแคลนดังมาจากภายนอก
ข้างนอกมีคนตอบทันที “อยู่เจ้าค่ะ”
เสียงเจื้อยแจ้วนั้นพลันเอ่ยออกมาว่า “ไป เข้าไป
ดูว่ามันทำอะไรอยู่กันแน่!”
ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้น และใกล้เข้ามา
มาก
ใช้ชีวิตในจวนนานหลายปีขนาดนี้ ถูกพี่สาว
คนรองรังแกและบีบคั้นมานานหลายปีขนาดนี้
โหยวฟางอิ๋นจะฟังไม่ออกเชียวหรือว่าเป็นเสียง
ของโหยวเย่ว์ นางพับกระดาษบนโต๊ะและเก็บ
เข้าไปในแขนเสื้อแทบจะทันที ลุกจากที่นั่งด้วย
ความประหม่า เงยศีรษะมองออกไปนอกประตู
พร้อมร้องเรียก “คุณหนูรอง”
ยามนี้โหยวเย่ว์เดินมาถึงประตูพอดี
ก่อนที่โหยวฟางอิ๋นจะเห็นโหยวเย่ว์ คราแรก
นางนึกว่าตนจะหวาดกลัวจนไม่กล้ามองตรง ๆ
กระทั่งยังตัวสั่นงันงกเช่นกาลก่อน อย่างไรก็ตาม
ครั้นอีกฝั่ายปรากฏกายเบื้องหน้าครรลองจักษุ
ของตนเข้าจริง สิ่งที่ผุดขึ้นในความคิดกลับเป็น
ความน้อยเนื้อต่ำใจและความขื่นขมที่คุณหนูรอง
เจียงฝืนสะกดกลั้นเมื่อวานนี้แทน…
คุณหนูรองทำเพื่อนางตั้งมากมายขนาดนั้น
ตอนอยู่ในวังยังถูกพี่หญิงรองกลั่นแกล้งเพราะ
เคยช่วยนางอีก บัดนี้เป็นเวลาอันสมควรที่นาง
ต้องตอบแทนและปกปั้องคุณหนูรองบ้างแล้ว
จิตใจสงบลงทันใด
นิ้วมือซึ่งซุกซ่อนอยู่ใต้ชายแขนเสื้อของโหยว
ฟางอิ๋นกำแน่นอย่างเงียบ ๆ ทั้งยังกำ
แผ่นกระดาษที่ตนเก็บซ่อนในแขนเสื้อก่อนหน้านี้
นางรู้ว่าโอกาสมาถึงแล้ว
วันนี้โหยวเย่ว์สวมชุดกระโปรงหรู[1]สีชมพู
สดงดงาม เนื่องจากสองวันนี้อากาศหนาวเย็นลง
กะทันหัน นางจึงนำที่ซุกมือขนกระต่ายมาด้วย
ประหนึ่งว่าตนบอบบางหนักหนา ซุกมือทั้งสอง
ข้างไว้ด้านใน ยืนเหลือบมองโหยวฟางอิ๋นอยู่ตรง
ประตู จากนั้นก็กวาดตามองเรือนอันซอมซ่อรอบ
หนึ่ง รู้สึกรังเกียจที่จะเดินเข้าไปเสียด้วยซ้ำ เพียง
ยืนอยู่หน้าธรณีประตูพลางเย้ยหยัน “ได้ยินคน
เขาพูดกันว่าเหมือนเมื่อวานเจ้าออกจากจวน
อย่างนั้นหรือ?”
โหยวฟางอิ๋นตอบทันที “เปล่าเจ้าค่ะ ไม่มี
เรื่องเช่นนั้น”
“เปล่า?”
โหยวเย่ว์ใบหน้าบึ้งตึงในบัดดล ตวาดถามคน
ข้างหลังนางทันที
“ปั้าจาง เจ้าออกมาพูดหน่อยสิว่ามีหรือไม่มี
กันแน่!”
หญิงรับใช้ซึ่งรับหน้าที่ทำงานหยาบก้าว
ออกมาจากเบื้องหลังโหยวเย่ว์ทันที ลักษณะของ
นางมองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นคนร้ายกาจ ขณะนี้
กำลังชี้ปลายจมูกโหยวฟางอิ๋นแล้วพูดว่า “บ่าว
ไม่มีทางตาฝาดแน่นอนเจ้าค่ะ เมื่อวานบ่าวไป
ร้านผ้าไหมเพื่อรับผ้าที่จะนำมาตัดชุดใหม่ให้ท่าน
กลายเป็นว่ามองแวบเดียวก็เห็นนางเด็กนี่ซื้อผ้า
ไหมชั้นดีจากร้านมาพับหนึ่งแล้วจากไป ถึงแม้
บ่าวจะอายุมากแล้ว แต่หลายปีนี้สายตาไม่เคย
ผิดพลาดแม้แต่น้อย ตอนนั้นบ่าวเองก็รู้สึกสงสัย
เช่นกัน ด้วยสถานะของคุณหนูสามในจวน กลับ
ใช้เงินจำนวนมากขนาดนั้นซื้อผ้าไหมได้ ห่วง
เพียงว่าที่จวนจะเกิดเรื่องสกปรกอันใดขึ้นมา จึง
มิกล้าไม่รายงานคุณหนูรองเจ้าค่ะ”
——————–
1. ชุดกระโปรงหรู เป็นเครื่องแต่งกายซึ่ง
ประกอบด้วยเสื้อผ้าส่วนบนที่แยกกันและ
กระโปรงส่วนล่างที่พันรอบเอว
บทที่ 42 ความเปลี่ยนแปลงของโหยวฟางอิ๋น
(2)
โหยวเย่ว์ตอบว่า “ในห้องข้ามีเงินหายไปก้อน
หนึ่งพอดี”
พอกล่าวจบก็มองโหยวฟางอิ๋นด้วยท่าทีคล้าย
ยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
ครั้นโหยวฟางอิ๋นได้ยินไหนเลยจะยังไม่รู้อีก
ว่าพวกนางวางแผนอะไรไว้
หากเป็นกาลก่อนนางคงได้แต่ร้อนใจจนตา
แดง พยายามแก้ตัวให้ตนเองไม่หยุดเป็นแน่แท้
ทว่าสิ่งที่นางคิดได้ในยามนี้กลับเป็นแผนการ
ทุกขั้นตอนที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ เพียงแต่เปลือก
นอกยังคงแสดงท่าทีประหวั่นพรั่นพรึงดังเช่นที่
เป็นมา “ไม่ใช่ข้านะ ข้าไม่ได้เอาไป แม้แต่ที่พัก
ของพี่หญิงรองข้ายังไม่กล้าเข้าไปใกล้เลย แล้วจะ
ไปเอาเงินของพี่หญิงรองได้อย่างไร? พวกเจ้าอย่า
มาใส่ความกันนะ!”
โหยวเย่ว์ถูกรังแกจากในวังหลวงมายกหนึ่ง
แต่รายละเอียดของเหตุการณ์ช่างน่าอับอายเสีย
เหลือเกินจึงไม่สะดวกจะเปิดเผย ทำได้เพียงบอก
ผู้อื่นว่าตนกับคุณหนูรองจวนตระกูลเจียงเกิด
ความบาดหมาง ได้รับความอยุติธรรมมามากมาย
มิหนำซ้ำยังไม่อาจระบายโทสะได้อีกด้วย
เดิมทีกะจะข่มความแค้นนี้ลงไปเสีย ผู้ใดจะ
คาดคิดว่าบุตรีอนุภรรยาตัวเล็ก ๆ ภายในจวน
กลับกล้าก่อเรื่องกับเขาด้วย
กำลังกลุ้มใจว่าไม่มีที่ให้ระบายอารมณ์อยู่
พอดีเชียว
โหยวเย่ว์เดินเข้าไปหาแล้วเงื้อฝั่ามือตบหน้า
นางฉาดหนึ่ง รูปโฉมอันงดงามแปดเปือนความ
อาฆาตแสนชั่วร้าย เอ่ยว่า “หากเจ้าไม่ได้เอาเงิน
ของข้าไป เช่นนั้นไปเอาเงินซื้อผ้าไหมมาจากที่
ใด? หรือเงินมันจะร่วงหล่นลงมาจากฟั้าได้? เด็ก
ๆ ค้นเรือนของนางให้ละเอียด!”
ก่อนหน้านี้โหยวฟางอิ๋นตกน้ำจนล้มปั่วยไป
รอบหนึ่ง ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง ว่าระยะนี้ยังถูกทารุณ
กรรมอีก เดิมทีร่างกายก็ไม่ค่อยสู้ดีอยู่แล้ว การ
ตบครั้งนี้หนักหนายิ่งนัก ตบจนใบหน้านางผุด
รอยนิ้วสีแดงเข้มทันที ตัวคนหันไปทางขวาจน
ศีรษะเกือบจะฟาดพื้น ส่วนในสมองก็มีเสียงดัง
หึ่ง ๆ ไม่อาจส่งเสียงแม้แต่คำเดียว
เหล่าสาวใช้และหญิงรับใช้พลันเข้าไปในเรือน
ของนาง
กาและถ้วยน้ำชาที่วางบนโต๊ะถูกเขวี้ยงแตก
หมด หมอนถูกฉีกทึ้งขดเป็นวง แม้กระทั่งของ
ตกแต่งซึ่งมีอยู่เพียงน้อยนิดก็ยังถูกผลักล้มและ
โยนลงพื้น ห้องซึ่งถึงแม้เดิมทีจะดูซอมซ่อแต่ก็ยัง
เป็นระเบียบเรียบร้อยมีสภาพยับเยินในบัดดล
ไม่นานนักก็มีหญิงรับใช้ค้นเจอเศษเงินหลาย
ตำลึงและตั๋วเงินจำนวนห้าสิบตำลึงสองใบที่ซ่อน
อยู่ใต้ตู้เสื้อผ้า ร้องแหกปากเสียงดังว่า “ค้นเจอ
แล้ว” ทันที ก่อนจะมอบใส่มือโหยวเย่ว์ราวกับได้
ขุมทรัพย์ “คุณหนูรอง ดูสิเจ้าคะ!”
โหยวเย่ว์หยิบมาดูคราหนึ่ง รูม่านตาหดรั้ง
เดิมทีตอนได้ยินคนมาบอกนางก็ยังไม่ค่อย
เชื่อสักเท่าไร คิดว่าโหยวฟางอิ๋นก็เป็นเพียงเศษ
ดินโคลนที่ไม่อาจนำมาก่อกำแพงได้ เป็นเศษสวะ
คนหนึ่งเท่านั้น ไหนเลยจะมีความสามารถหาเงิน
ได้จำนวนมากขนาดนี้ ทว่ายามนี้เศษเงินกับตั๋ว
เงินของจริงล้วนปรากฏอยู่ในสายตา ทำให้นางไม่
เชื่อไม่ได้
ความเดือดดาลภายในใจพลันเอ่อท้น
นางกำเศษเงินและตั๋วเงินจนแน่น “ดีนักนะ
กล้าทำเรื่องลักขโมยต่อหน้าต่อตาข้า! ก่อนหน้านี้
มีนางคนไร้ยางอายเจียงเสวี่ยหนิงนั่นคุ้มหัวเจ้า
ทำให้เจ้าไม่ถูกลงโทษ คิดไม่ถึงว่าเจ้ากลับทำ
เหมือนหาที่พึ่งได้แล้ว แม้แต่เงินของข้าก็ยังกล้า
ขโมยอีก!”
สาวใช้และหญิงรับใช้หลายคนเข้ามากดตัว
โหยวฟางอิ๋นทันที แต่นางกลับเริ่มดิ้นรนขัดขืน
อย่างรุนแรง เบิกดวงตาที่มีแต่เส้นเลือดพร้อม
ตะโกนว่า “การไต่สวนภายในศาลยังต้องอาศัย
หลักฐาน บนเศษเงินปราศจากเครื่องหมาย ทว่า
ที่มาของตั๋วเงินทั้งสองใบนี้ชัดเจน ข้าใช้เงินที่อี๋
เหนียงทิ้งเอาไว้ให้ข้าไปทำการค้าร่วมหุ้นจน
ได้มา! แม้แต่หมายเลขของร้านฝากเงินก็สืบได้ พี่
หญิงรองต้องการลงโทษข้าให้ถึงตายก็ช่างเถอะ
เหตุใดต้องหาข้ออ้างชั้นต่ำเช่นนี้ด้วย? เงินที่เรือน
ของพี่หญิงรองหายไปหรือไม่ หรือว่าแม้แต่ตัวเอง
ก็ยังไม่รู้แจ้งอีก!”
โหยวเย่ว์คิดไม่ถึงว่านางยังจะกล้าต่อปากต่อ
คำ
ชั่วขณะที่ถูกนางแย่งพูด โหยวเย่ว์เกือบไม่ได้
สติ ต่อมาถึงเลือดขึ้นหน้าเป็นฟืนเป็นไฟ กำลังจะ
สั่งให้คนตบปากนาง
คิดไม่ถึงว่าตอนโหยวฟางอิ๋นกำลังดิ้นรนยาม
ถูกสาวใช้และหญิงรับใช้จับกด กลับมีกระดาษ
พับแผ่นหนึ่งหล่นออกมาจากแขนเสื้อนางและ
ร่วงลงพื้น
ครั้นโหยวฟางอิ๋นเห็นก็แสดงท่าทีว่าจะชิง
กลับคืนมาทันที
โหยวเย่ว์เห็นแล้วก็บังเกิดความหวั่นไหว ก้าว
เข้าไปพร้อมออกแรงเหยียบนิ้วมือที่กำลังจะยื่น
ออกมาของนาง ทั้งยังขยี้อย่างแรงอีกด้วย ก่อน
จะผุดยิ้มเยาะที่มุมปาก หยิบกระดาษแผ่นนี้
ขึ้นมาท่ามกลางการจดจ้องซึ่งคล้ายไม่ยินยอม
พร้อมใจและตื่นตระหนกเล็กน้อยของโหยว
ฟางอิ๋น “ชิ ให้ข้าดูหน่อยสิว่าชู้รักคนไหนเขียนให้
เจ้า…”
ระหว่างพูดนางก็คลี่กระดาษแผ่นนั้น
ตัวอักษรที่อยู่บนนั้นไม่ค่อยงดงามมากสัก
เท่าใดนัก แต่ก็ไม่ได้จำแนกยากเย็นอะไร
โหยวเย่ว์กวาดตาลวก ๆ ครั้งหนึ่ง แทบจะ
ตะลึงงันในบัดดล ‘บ่อเกลือ เครื่องขุดบ่อ เหริน
เหวยจื้อ?’
ในเรือนนางมีเงินหายหรือไม่ย่อมรู้ดีแก่ใจ
ที่สุด
ดังนั้นโหยวเย่ว์จึงรู้สึกสงสัยใคร่รู้ที่มาของเงิน
ก้อนนี้ของโหยวฟางอิ๋นเช่นกัน
ยามนี้เมื่อเห็นกระดาษแผ่นนี้ก็ตกใจระคน
ข้องใจไม่หยุด แต่พอสงบใจและลองครุ่นคิดดูก็
สงสัยว่า โหยวฟางอิ๋นคงต้องได้รับคำชี้แนะเคล็ด
ลับในการหาเงินจาก ‘ผู้สูงส่ง’ อะไรที่ว่านั่นจริงๆ
สาวใช้ที่อยู่ด้านข้างอยากรู้ยิ่งนัก คิดจะเข้า
มาดู “คุณหนู เขียนว่าอะไรหรือเจ้าคะ?”
โหยวเย่ว์รีบบังกระดาษทันควัน ไม่ให้สาวใช้
มองเห็นเนื้อความบนกระดาษ
แววตาอันวาวโรจน์ของนางแฝงความละโมบ
อยู่หลายส่วน นางไม่เปิดเผย เพียงยกมุมปาก
จ้องโหยวฟางอิ๋นเขม็ง รู้สึกสาแก่ใจยิ่งนัก “จับ
นางขังเอาไว้ในห้องเก็บฟืนก่อน อย่าให้วัน ๆ เอา
แต่วิ่งแล่นซี้ซั้วข้างนอก จะได้ไม่ต้องทำลาย
ชื่อเสียงของจวนเรา!”
บรรดาหญิงรับใช้กระวีกระวาดลากตัวโหยว
ฟางอิ๋นไป
และด้วยเหตุนี้เอง โหยวเย่ว์จึงไม่ทันมองเห็น
ว่าชั่วพริบตาที่โหยวฟางอิ๋นหมุนกายไปนั้น
ใบหน้านางไร้ซึ่งสีหน้าอื่นใด มีแต่ความเย็นชา
—————–
ช่วงบ่ายใกล้ยามโหย่ว รถม้าของตระกูลเจียง
ก็เตรียมพร้อม
คงเพราะเจียงเสวี่ยหนิงประพฤติตามคำสอน
มารยาทการเข้าวังเพื่อเข้ารับการคัดเลือกครั้ง
ก่อนได้ไม่เลว และอาจเพราะวันแรกที่นาง
กลับมาบ้านก็เกิดความขัดแย้งกับคนใน
ครอบครัว รวมถึงไปหาเรื่องเจียงเสวี่ยฮุ่ยอีกแล้ว
เพราะฉะนั้นการไปกล่าวอำลาครั้งนี้ เจียงปั๋อ
โหยวและเมิ่งซื่อจึงไม่ได้กล่าวอะไรมากมายนัก
แค่เตือนประโยคเดียวว่าให้ทำตัวและพูดจา
ระมัดระวัง จากนั้นก็ปล่อยนางไป
วันนี้ยามถึงหน้าประตูวัง มีนางอยู่ลำพัง
การเข้าวังครั้งที่สองต่างจากครั้งแรก ถึง
อย่างไรก็นับว่าคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมแล้ว
ด้วยเหตุนี้จึงไม่ต้องรอให้คนครบถึงจะเข้าไปได้
หากมาเพียงคนเดียวก็สามารถให้ขันทีน้อยช่วย
หิ้วสัมภาระเข้าวัง นำทางไปยังเรือนหยางจื่อก่อน
ได้เลย
ขณะเจียงเสวี่ยหนิงลงจากรถก็มีรถม้าแล่น
เข้ามาจากด้านข้างพอดี
คิดไม่ถึงว่าจะเป็นเหยาซี
ไม่พานพบกันสองวัน เหมือนนางจะซูบลงไป
บ้าง ยามลงรถยังคงขมวดคิ้วดังเดิม ครั้นช้อน
ดวงตาขึ้นมาเห็นเจียงเสวี่ยหนิง แววตากลับนิ่ง
ค้างเล็กน้อย คล้ายมีถ้อยคำจะเอื้อนเอ่ย ทว่า
สุดท้ายก็ยังหุบปากสนิทอยู่ดี
เจียงเสวี่ยหนิงพลันขบคิดว่า…
สองวันที่ผ่านมานี้ เหยาซีกลับไปแล้วจัดการ
เรื่องงานวิวาห์กับจางเจอเช่นไรนะ