คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 43 จางเจอถอนหมั้น (1)
ชาติก่อนเพื่อถอนหมั้นระหว่างเหยาซีกับจาง
เจอ ตระกูลเหยานอกจากจะแพร่ข่าวลือ
เหลวไหลว่าจางเจอมีดวงกินภรรยาแล้ว ยัง
กระทำการกดขี่ในท้องพระโรง และเพื่อกำจัดหิน
ขวางเท้าเช่นจางเจอ องครักษ์เสื้อแพรจึงจงใจ
สร้างเรื่องใส่ความ อำมาตย์เหยารู้ทั้งรู้ว่าจางเจอ
ถูกใส่ร้าย แต่กลับจงใจหลับตาข้างลืมตาข้าง ทั้ง
ยังกระหน่ำซ้ำเติม คอยใส่ไฟระหว่างนั้นอีกด้วย
สุดท้ายก็ทำให้จางเจอถูกจับโยนเข้าคุกหลวง
จนต่อมาผู้ตรวจราชการมณฑลเหอหนานกู้
ชุนฟางได้เลื่อนขั้นเป็นเสนาบดีกรมอาญาและมา
ตรวจสอบเหตุการณ์ให้ชัดเจนพร้อมวิ่งเรื่องให้
ถึงทำให้จางเจอหวนคืนสู่ตำแหน่งเดิมได้
เจียงเสวี่ยหนิงเคยออกปากเตือนเหยาซีไป
แล้ว แต่นางไม่อาจคาดเดาได้ว่าเหยาซีและ
อำมาตย์เหยาจะเลือกเช่นไร
ชั่วพริบตาที่สายตาของคนทั้งคู่ประสานกันก็
บังเกิดความเงียบสงัดบริเวณประตูวังหลวง
เจียงเสวี่ยหนิงกับเหยาซีไม่ค่อยลงรอยกัน
แต่ความสมานฉันท์เปลือกนอกยังพอฝืน
แสดงออกได้บ้าง เจียงเสวี่ยหนิงจึงเป็นฝั่ายเริ่ม
เปล่งเสียงทักทาย ราวกับลืมเลือนความไม่พอใจ
ที่เคยเกิดขึ้นหลายวันก่อนไปแล้ว “คุณหนูเหยา”
เหยาซีนิ่งงัน แต่ก็ยังคารวะตอบ
เพียงแต่เมื่อต้องเผชิญหน้าเจียงเสวี่ยหนิงซึ่ง
เคยพูดจาแบบนั้นกับตน ไม่ว่าอย่างไรนางก็ไม่
อาจแสดงท่าทีสนิทสนมออกมาได้
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้ใส่ใจอะไร
เมื่อผ่านการตรวจสัมภาระที่นำเข้าวังจาก
ขันทีน้อยบริเวณประตูแล้ว ทั้งสองคนก็เดินเข้า
ไปในวัง
การเข้าวังครั้งก่อน เจียงเสวี่ยหนิงมี
ความหวัง คิดว่าแค่มาเข้าร่วมการคัดเลือก แต่
สุดท้ายก็จะได้ออกมาอย่างปลอดภัย ได้ใช้ชีวิตที่
มีอิสรเสรีอยู่ดี
แต่สวรรค์มิเคยทำตามความปรารถนาของ
มนุษย์
ไม่อาจรอดพ้นชะตากรรมที่ต้องเข้าวังน่ะช่าง
เถอะ แต่ชาตินี้ยังถูกเซี่ยเวยเพ่งเล็งอีก ซ้ำร้าย
จวนหย่งอี้โหวก็กำลังจะเกิดเรื่องแล้ว นางไม่กล้า
คิดเลยว่าการเข้าวังหนนี้ตนจะมีสภาพความ
เป็นอยู่เช่นไร
ประตูวังหลวงเปิดเบื้องหน้าบานแล้วบานเล่า
เชื่อมต่อเส้นทางภายในวังหลวงอันทอดยาวเงียบ
สงัดราวกับห่วงวงแหวนซึ่งแต่งแต้มประดับ
ประดาด้วยกำแพงวังสีชาดสูงตระหง่าน
ความหนักอึ้งของพระราชวังกดทับจากเหนือ
ศีรษะ
ทุกสิ่งภายในวังหลวงสร้างได้สูงตระหง่าน
และใหญ่โตเหลือเกิน ถึงขั้นหากให้คนเข้าไปอยู่
ในนั้น แม้แต่การเงยศีรษะขึ้นมามองออกไปข้าง
นอกยังยากลำบาก
ขณะที่กำลังเยื้องย่างอยู่นั้น เจียงเสวี่ยหนิง
คล้ายหวนคืนสู่ชาติที่แล้วอีกครา บนเส้นทาง
ภายในวังหลวงซึ่งทั้งคับแคบและกว้างขวาง
ระหว่างซอกอิฐปูพื้นล้วนชุ่มโชกด้วยโลหิตสด ๆ
ที่ไหลพรั่งพรูออกมาตามรอยแยก แม้จะซึม
หายไปกับดินโคลนและลำต้นหญ้าแห้งที่หัก
สะบั้น แต่ก็ยังหลงเหลือร่องรอยกลิ่นคาวเลือด
และความโหดเหี้ยมไว้อยู่ดี บนกำแพงวังซึ่งเดิมมี
สีแดงชาด บางแห่งกลับปรากฏสีที่สดเข้มกว่า
อย่างเห็นได้ชัดราวกับถูกสาดน้ำหมึก ในขณะที่
บางแห่งยังทิ้งร่องรอยอันน่าประหวั่นพรั่นพรึง
ของคมดาบและกระบี่เอาไว้ ส่วนสิ่งที่แขวนอยู่
บนประตูวังเบื้องหน้าหาใช่สัตว์มงคลอย่างกิเลน
ไม่ แต่เป็นศีรษะอันมีใบหน้าบิดเบี้ยว ดวงตาเบิก
โพลงที่ไม่อาจหลับลงของโจวอิ๋นจือซึ่งถูกตะปู
เหล็กสามเล่มตอกทะลุอย่างโหดเหี้ยม ตรึงอยู่
เหนือศีรษะของทุกคน…
อาจเพราะล่วงเข้าปลายฤดูสารทต้นเหมันต์
แล้ว สายลมที่พัดผ่านเส้นทางในวังหลวงจึงเย็น
ยะเยือกและวังเวงราวกับมีเสียงสะอื้นไห้อยู่
หลายส่วน นางอดหนาวสะท้านไม่ได้ บ่าสั่นระริก
ทันที
เงาร่างที่เซี่ยเวยยืนถือเกาทัณฑ์อยู่บนกำแพงวัง
เก้าชั้นผุดล่องลอยให้เห็นราวกับฝันร้าย
ครึ่งปีนี้นางจะถอนตัวออกไปได้อย่าง
ปลอดภัยจริงหรือ
——————-
ภายในเรือนหยางจื่อ ณ ยามนี้มีพระสหาย
ร่วมศึกษาหลายคนมาถึงก่อนแล้ว กำลังหัวเราะ
พลางสนทนากันอยู่
“อ้าว ฟางเมี่ยวนี่นา ฟางเมี่ยว เจ้าเอาของ
อะไรไม่รู้มาตั้งเยอะแยะอีกแล้วนะ”
“นี่เอาไว้ใช้เปลี่ยนโชคชะตา พวกท่านใช่ว่า
จะไม่รู้เสียหน่อย ข้าคนนี้หัวสมองทึบเรียน
หนังสือไม่เก่งสักเท่าไร หากไม่ใช่คุณหนูรองเจียง
เดาข้อสอบก่อนหน้านี้ให้ ข้าไหนเลยจะได้รับ
คัดเลือกเป็นพระสหายร่วมศึกษาจริงไหม? คราว
นี้ข้าจะวางชั้นวางพู่กันเปลี่ยนโชคชะตาอันนี้บน
โต๊ะหนังสือ หวังเพียงว่าเซียนเซิงทั้งหลายจะไม่
สุ่มเรียกให้ข้าลุกขึ้นมาอ่านตำราหรือตอบคำถาม
อะไรต่อมิอะไร อมิตาภพุทธ พระคุ้มครอง พระ
คุ้มครอง!”
“จะว่าไปมีใครรู้บ้างว่าคราวนี้ต้องเรียนอะไร
กันแน่?”
“นอกจากเซี่ยเซียนเซิงจะเป็นผู้สอนพิณแล้ว
ก็ไม่รู้เรื่องอื่นอีกเลย”
“พี่หญิงเซียวนำตำรามาตั้งมากมาย คงเป็น
ตำราที่มีอยู่เพียงเล่มเดียวซึ่งหาได้ยากบนโลกนี้
ใช่หรือไม่?”
ครั้งนี้เซียวซูและเฉินซูอี๋สองคนยังคงมา
ด้วยกัน นั่งตรงตำแหน่งริมหน้าต่างภายในห้อง
ฟางเมี่ยวซึ่งมาแต่เช้าเหมือนกันกลับทนอยู่ว่าง
ไม่ได้ เดินไปเดินมา ปรับทิศทางสิ่งของประดับ
ตกแต่งไปทั่วห้อง บอกว่าอยากลองเปลี่ยนฮวงจุ้ย
ให้ทุกคนดู ส่วนโจวเปั่าอิงซึ่งมีใบหน้าแดงปลั่ง
และอายุน้อยที่สุดกลับหาวฟุบอยู่บนโต๊ะ ท่าทาง
ง่วงเหงาหาวนอน
เซียวซูอดถามนางไม่ได้ “เปั่าอิง เหตุใดเจ้าถึง
ดูง่วงขนาดนี้เล่า?”
โจวเปั่าอิงเบะปากด้วยท่าทางเหมือนไม่ได้รับ
ความเป็นธรรมยิ่งนัก “หลังจากออกจากวังเพื่อ
กลับบ้านครั้งก่อน ท่านพ่อกลับบอกว่าตอนอยู่ใน
วังข้าไม่รู้จักทำตัวให้อยู่ในระเบียบแบบแผน
เรียนรู้อะไรไม่ได้เลยสักอย่าง เดิมทีคิดจะซื้อขนม
จากร้านซิ่งฟางมาให้ข้า คราวนี้หมดกันแล้ว…”
“…”
ที่แท้ก็เพราะเรื่องของกิน
เซียวซูสะอึกเพราะคำตอบนี้ของนาง ไม่ได้
พูดอะไรต่อ
เพียงแต่คาดไม่ถึงว่าช่วงเวลาต่อมา จมูกน้อย
ๆ ของโจวเปั่าอิงกลับสูดฟุดฟิดไปทั่วราวกับแมว
ได้กลิ่นคาวปลา ยกศีรษะขึ้นมาจากโต๊ะทันที
ดวงตาที่กำลังปรืออยู่ก็เบิกโพลงเช่นกัน “มีของ
กิน มีของกิน!”
มิหนำซ้ำกลิ่นอันหอมหวนนี้ต้องเป็นของที่
อร่อยมาก ๆ อย่างแน่นอน
ด้วยประสบการณ์ที่มีมานานหลายปี โจวเปั่า
อิงจึงได้กลิ่นหอมของอาหารเลิศรสอย่างง่ายดาย
พลันกระเด้งขึ้นมาจากที่นั่งของตนแล้วไปมองดู
ตรงประตู ส่งเสียงร้องด้วยความตื่นเต้นยินดี
“หวา พี่หญิงเล็กเหยาเอาของกินมาด้วยละ!”
เนื่องจากในบรรดาสตรีที่ได้รับการคัดเลือก
ให้เป็นพระสหายร่วมศึกษาคราวนี้มีแซ่เหยาอยู่
สองคน คนหนึ่งคือเหยาหรงหรงบุตรีของเหยาตู
ผิงผู้เป็นราชบัณฑิตฝั่ายบรรยายเนื้อหา
ประวัติศาสตร์ประจำสภาฮั่นหลิน ส่วนอีกคน
หนึ่งคือเหยาซีบุตรีของเหยาชิ่งอวี๋หรืออำมาตย์
เหยาผู้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมคลัง
หากเรียกขานเป็น ‘คุณหนูเหยา’ ทั้งหมดก็
ยากจะจำแนกออก
เพราะฉะนั้นทุกคนจึงเรียกขานเหยาซีว่า
‘คุณหนูใหญ่เหยา’ และเรียกขานเหยาหรงหรง
ว่า ‘คุณหนูเล็กเหยา’ ตามอายุของพวกนาง
ยามนี้ผู้ที่ยกกล่องใส่อาหารเดินเข้ามาจาก
ภายนอกคือเหยาหรงหรง นางถือกำเนิดใน
ตระกูลขุนนางขนาดเล็ก ทำให้ค่อนข้างรู้จัก
ระมัดระวังตัวยามอยู่ภายในวังหลวง คิดไม่ถึงว่า
จะมีคนโผออกมาจากในห้องจนเกือบทำเอาผงะ
เมื่อเห็นว่าเป็นโจวเปั่าอิงถึงได้ส่งกล่องอาหาร
ไปเบื้องหน้า
นางเอ่ยว่า “นี่คือขนมแผ่นท้อที่ข้าทำเอง
ตอนกลับบ้าน เนื่องจากนึกถึงการดูแลที่พี่หญิง
ทั้งหลายและเปั่าอิงมีต่อหรงหรง จึงนำมาเพื่อ
แสดงน้ำใจเล็กน้อย หวังว่าจะให้ทุกคนได้ลองชิม
กัน”
“นางเอามาให้พวกเรากินละ!”
โจวเปั่าอิงเพิ่งได้กลิ่นหอมหวานที่ส่งผ่าน
ออกมาเล็กน้อยก็อดน้ำลายสอไม่ได้แล้ว ครั้นได้
ยินเหยาหรงหรงกล่าว รอยยิ้มบนใบหน้าก็พลัน
สว่างไสว แทบจะยื่นมือออกไปทันที
“งั้นให้ข้าชิมก่อนนะ!”
ขนมแผ่นท้อทำมาจากข้าวเหนียว เมล็ดลูก
ท้อ และน้ำตาล หั่นให้เป็นแผ่นบาง ๆ ขนาด
กระจุ๋มกระจิ๋ม มองดูก็เหมือนหิมะขาว รสสัมผัส
นุ่มหนึบและหวาน เมล็ดท้อซึ่งแทรกอยู่ภายใน
ช่วยเพิ่มความหอมหวานให้มากขึ้นไปอีกส่วน
ทำได้ดีหรือไม่ดี ให้ดูที่สัมผัสยามเข้าปากว่าเป็น
เช่นไร
อันที่จริงร้านที่ทำขนมแผ่นท้อได้ดีภายใน
เมืองหลวงมีไม่มากนัก และต่อให้มี โจวเปั่าอิงก็
เคยกินมาหมดแล้ว
แต่นางคิดไม่ถึงว่าขนมแผ่นท้อที่เหยาหรง
หรงทำมากลับหวานทว่าไม่เลี่ยน แทบจะละลาย
เมื่อเข้าปาก ทั้งยังทิ้งรสชาติที่ไม่เบาบางและไม่
หนักจนเกินไปเอาไว้อีกด้วย
เพิ่งกินไปได้คำเดียว นางก็เบิกตาโพลง
ส่งเสียงชมเปาะ “สวรรค์ อร่อยมากเลย!”
โจวเปั่าอิงชอบกินเป็นชีวิตจิตใจ ทั้งยังมีชาติ
กำเนิดที่ดี โดยพื้นฐานแล้วนางจึงได้กินอาหาร
เลิศรสที่มีอยู่ในแผ่นดินนี้จนหมดสิ้น บ่มเพาะจน
มีนิสัยกินยากเป็นธรรมดา ไม่ใช่ว่าอะไรก็จะถูก
ปาก
ฉะนั้นขอเพียงทำให้นางกล่าวชมเชย จะต้อง
เป็นของอร่อยอย่างแน่นอน
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงท่าทางตื่นเต้นยินดีในตอนนี้
ทุกคนเริ่มสงสัยใคร่รู้ ถึงแม้จะรู้สึกว่าบางครั้ง
เหยาหรงหรงมีคำพูดและพฤติกรรมไม่ค่อยโสภา
สักเท่าไร อย่างเช่นคำพูดที่มีต่อเจียงเสวี่ยหนิง
ก่อนหน้านี้ก็ไม่ค่อยฉลาดนัก แต่เรื่องนี้หาได้
ส่งผลกระทบต่อการคบค้าสมาคมเพียงเปลือก
นอกของทุกคนไม่
ทุกคนจึงหยิบขนมแผ่นท้อขึ้นมากินทันที
รสชาติไม่เลวจริง ๆ ด้วย
แม้แต่เซียวซูเองพอกัดไปคำหนึ่งยังอดเลิกคิ้ว
ไม่ได้ รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง “อร่อยมากจริง ๆ
เทียบได้กับร้านซิ่งฟางและร้านฉีอวิ๋นอันเลื่องชื่อ
ในเมืองหลวงได้เลย คิดไม่ถึงว่าคุณหนูเหยาจะมี
ความสามารถเช่นนี้อยู่ด้วย”
เหยาหรงหรงเผยสีหน้าตื่นเต้นยินดีทันที คิด
ไม่ถึงว่าตนจะได้รับคำชมจากเซียวซูอย่างเห็นได้
ชัด นิ้วมือที่ถือประคองกล่องสั่นระริกเล็กน้อย
นางตอบด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ “หรงหรงความรู้
ตื้นเขิน ไม่ค่อยออกจากจวน ทำได้เพียงศึกษาแต่
ของพวกนี้ หากพี่หญิงเซียวและทุกท่านชื่นชอบ
ข้าก็ดีใจแล้วเจ้าค่ะ”
ทุกคนต่างรู้ว่านางถ่อมตน
บรรยากาศภายในห้องถือว่ามีชีวิตชีวาขึ้นมา
เล็กน้อย เพราะขนมแผ่นท้อที่อยู่เหนือความ
คาดหมายกล่องนี้
เจียงเสวี่ยหนิงและเหยาซีเดินเข้ามาในตอนนี้
นี่เอง
ฟางเมี่ยวกำลังถือเข็มทิศในมือเพื่อคำนวณ
อะไรบางอย่าง เมื่อเหลือบสายตามาเห็นพวกนาง
จึงกล่าวทักทายด้วยความสนิทสนม “กำลังคิดอยู่
เลยว่าพวกท่านจะมาถึงเมื่อไร พวกท่านก็มาถึง
พอดี นี่คุณหนูเล็กเหยาเอาของอร่อยมาด้วย หาก
พวกท่านยังไม่มาอีก เกรงว่าคงถูกเปั่าอิงแย่งกิน
จนเกลี้ยงแน่”
โจวเปั่าอิงเบ้ปากด้วยความไม่พอใจ
บทที่ 43 จางเจอถอนหมั้น (2)
เหยาหรงหรงซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาสนทนา
กับผู้อื่นนิ่งอึ้ง ยามเห็นเหยาซีก็ยังดี ๆ อยู่ ทว่า
ยามเห็นเจียงเสวี่ยหนิงกลับกระสับกระส่าย
เล็กน้อย แม้แต่รอยยิ้มก็ดูฝืดฝืนขึ้นมาก ทว่าก็
ยังคงลุกขึ้นยืนและถือกล่องอาหารส่งถึงเบื้อง
หน้าพวกนาง “พี่หญิงฟางกล่าวถูกแล้ว นี่คือ
ขนมแผ่นท้อที่ข้าทำเอง พี่หญิงทั้งสองจะชิม
ด้วยกันหรือไม่เจ้าคะ?”
เห็นชัดว่าวันนี้สีหน้าของเหยาซีไม่ได้ดีไปกว่า
การเข้าวังหลวงครั้งก่อนมากสักเท่าใด ออกจะ
ย่ำแย่กว่าเดิมอีก เจือความร้อนรนกระวน
กระวายอยู่หลายส่วน
เมื่อเห็นเหยาหรงหรงส่งขนมแผ่นท้อมาให้
นางยังรู้สึกรำคาญเล็กน้อยด้วยซ้ำไป เพียงกล่าว
อย่างเย็นชาและเรียบเฉยว่า “ขอบใจ แต่วันนี้ข้า
ไม่อยากอาหารเอามาก ๆ”
จากนั้นก็มุ่งตรงไปนั่งข้างกายเซียวซูและเฉิน
ซูอี๋
เหยาหรงหรงกระอักกระอ่วนยิ่งนัก
ทว่าสายตาของทุกคนกลับไปอยู่ที่ร่างเหยาซี
ทันที ลอบคาดเดาว่างานมงคลของนางมีความ
เปลี่ยนแปลงอันใดหรือไม่ ถึงทำให้นางเป็นเช่นนี้
เดิมทีเจียงเสวี่ยหนิงไม่อยากจะหยิบขนมชิ้น
นี้ขึ้นมากิน
ประการแรก นางมีความทรงจำต่อเหยาหรง
หรงไม่ค่อยดี ชอบทำตัวน่าเวทนาเหมือนมีใคร
รังแกอย่างนั้นละ ประการที่สอง…
ชาติก่อน นางกินของสิ่งนี้จนเกือบอาเจียน
จนถึงขั้นที่ว่าเพียงได้ยินสามคำนี้ก็อดเกิด
อาการคลื่นไส้ไม่ได้แล้ว
ทว่าเหยาซีปฏิเสธไปแล้ว หากนางปฏิเสธอีก
บรรยากาศก็จะน่ากระอักกระอ่วนเกินไป ดังนั้น
จึงยอมไว้หน้า หยิบแผ่นบาง ๆ ออกมาจากกล่อง
หนึ่งชิ้น กัดคำเล็ก ๆ ด้วยท่วงท่าอันสง่างามคำ
หนึ่ง ก่อนจะกล่าวเจือรอยยิ้ม “ขอบใจนะ”
แสดงออกแค่นี้หรือ
เรียบเฉยเกินไปหน่อยแล้วนะ
ต้องรู้ว่าขนมแผ่นท้อที่เหยาหรงหรงทำมานี้
แม้แต่โจวเปั่าอิงยังอดทอดถอนใจชมเชยว่าอร่อย
ไม่ได้ แต่เจียงเสวี่ยหนิงกินไปแล้วกลับไม่แสดง
อาการอะไรเลย
ชั่วพริบตานั้นโจวเปั่าอิงชักสงสัยประสาทรับ
รสของตนอย่างอดไม่อยู่ มองนางด้วยความงุนงง
สงสัยยิ่ง “พี่หญิงเจียงไม่รู้สึกว่าอร่อยมากหรอก
หรือ?”
‘อร่อย?’
เจียงเสวี่ยหนิงหลุบตามองแผ่นขนมบาง ๆ ที่
ถูกตนกัดจนเป็นรอยเว้าขนาดเล็ก ทว่าสิ่งที่นึก
ขึ้นมาได้กลับเป็นเซี่ยเวย
ราชครูเซี่ยซึ่งภายหลังมีชื่อเสียงเลื่องลือผู้นั้น
ชาติก่อนช่วงระยะเวลาสองปีที่นางเพิ่งขึ้น
เป็นฮองเฮาเคยหาพ่อครัวฝีมือดีจำนวนมากจาก
นอกวังหลวงมาทดลองทำขนมแผ่นท้อมากมาย
หลายรูปแบบ เพียงแต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้รสชาติ
เดิมที่เคยกิน
เป็นเพราะเซี่ยเวยทำได้ดีจนเกินไป หรือว่า
นางรู้สึกไม่อยากชิมแล้วกันแน่
เจียงเสวี่ยหนิงไม่รู้จริง ๆ
เมื่อนึกขึ้นมาได้ยามนี้ นางรู้สึกเหมือนตนเอง
กำลังฝันไป…
นั่นเป็นถึงเซี่ยจวีอันผู้มีชาติกำเนิดอยู่ใน
ตระกูลขุนนาง มีความรู้ความสามารถล้ำเลิศใน
แผ่นดินเชียวนะ เป็นวิญูชนในวิญูชน
ท่ามกลางสายตาของคนทั่วหล้า เป็นถึงกึ่งอริยะ
แล้วจะไปเข้าครัวจับฟืนไฟได้อย่างไร
ขนมแผ่นท้อที่เหยาหรงหรงทำมาย่อมบอกว่า
ไม่อร่อยไม่ได้อยู่แล้ว แต่ยังจะมีผู้ใดที่เคยเห็นจัน
ทรากระจ่างบนท้องนภาแล้วยังจะมาทอดถอนใจ
ชมเชยแสงอันเปล่งประกายเจิดจ้าของไข่มุกได้
อีกเล่า
เจียงเสวี่ยหนิงมองเหยาหรงหรงซึ่งก้มหน้า
กัดริมฝีปากเงียบ ๆ อยู่ด้านข้างคราหนึ่ง
สุดท้ายจึงหยักยกริมฝีปากเล็กน้อย หา
ข้ออ้างว่า “อร่อยน่ะย่อมอร่อยอยู่แล้ว เพียงแต่
ตัวข้าไม่ชอบรสชาติหวานเลี่ยนเท่านั้นเอง หวังว่า
จะไม่ถือสานะ”
ต่อให้เป็นอาหารอันโอชะก็ยังมีคนไม่ชอบอยู่
ดี
เจียงเสวี่ยหนิงกล่าวเช่นนี้ย่อมไม่ผิด
เพียงแต่ความสัมพันธ์ของนางกับเหยาหรงหร
งออกจะแปลกประหลาดเล็กน้อย วาจาเช่นนี้จึง
ยากจะไม่ให้ผู้อื่นบังเกิดความคิดเป็นอื่นอยู่บ้าง
โจวเปั่าอิงกลับมีจิตใจใสซื่อบริสุทธิ์ไม่คิด
อะไรมาก เพียงพึมพำประโยคเดียว “ข้าก็ว่าอยู่
แล้ว ลิ้นของข้ายังคงร้ายกาจเหมือนเดิม เฮ้อ พี่
หญิงรองเจียงไม่กินก็ดี! ถ้าอย่างนั้นที่เหลือก็เป็น
ของข้าหมดเลย!”
เมื่อนางคิดเช่นนี้ก็ดีอกดีใจขึ้นมาโดยพลัน
เด็กสาวไม่สนใจว่าเหยาหรงหรงจะมีสีหน้า
เช่นไร ดึงกล่องใบนั้นมาด้านหน้าและเริ่มกินด้วย
ความยินดีปรีดา
พระสหายร่วมศึกษาที่เข้าวังมาคราวนี้มี
จำนวนแปดคน นอกจากโหยวเย่ว์ ทุกคนมาถึง
กันหมดแล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็นั่งลงข้างกายฟางเมี่ยวอ
ย่างไม่มากพิธี
ทุกคนสนทนาถึงเรื่องที่ต่างคนต่างได้ประสบ
พบเจอช่วงสองวันยามได้ออกจากวังหลวงกันต่อ
ไม่นานนักจุดสนใจก็ไปอยู่ที่เหยาซีซึ่งมีสีหน้าไม่สู้
ดีตั้งแต่ตอนเดินเข้ามา อย่างไรเสียทุกคน ณ ที่นี้
ต่างก็รู้เรื่องงานมงคลระหว่างนางกับจางเจออยู่
แล้ว เมื่อเห็นนางเป็นเช่นนี้จึงอดเป็นห่วงอยู่บ้าง
ไม่ได้
เซียวซูกดเสียงเบาขณะเอ่ยถามนาง “หรือว่า
เรื่องสู่ขอเกิดการเปลี่ยน แปลงอันใดขึ้น?”
คิ้วเรียวดั่งใบหลิวของเหยาซีลู่ลงต่ำ เกือบจะ
หลั่งน้ำตาอีกหน “พอข้ากลับบ้านก็ไปขอร้อง
ท่านพ่ออยู่หลายครั้งหลายครา แต่ท่านพ่อไม่
ยอมตกลง เอาแต่พูดว่าจางเจอผู้นั้นเป็นคู่ที่
เหมาะสม แม้แต่ท่านแม่ยังโน้มน้าวท่านไม่ได้
บัดนี้ข้าไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรดีแล้วเหมือนกัน…”
เซียวซูขมวดคิ้ว เผลอมองเจียงเสวี่ยหนิงโดย
ไม่รู้ตัว
เจียงเสวี่ยหนิงวางเฉย ก้มหน้าก้มตาไม่สนใจ
ผู้ใด ยกถ้วยดื่มน้ำชา ประหนึ่งว่าเรื่องนี้ไม่
เกี่ยวข้องกับตนแม้แต่น้อย
เรื่องอื่นทุกคนอาจจำไม่ได้แล้ว แต่ความดุ
ร้ายปั่าเถื่อนที่เจียงเสวี่ยหนิงจับโหยวเย่ว์กดน้ำ
วันนั้นกลับยังปรากฏให้เห็นชัดเจน
ขณะนี้ต่างมองนางด้วยท่าทางแปลก
ประหลาดเช่นเดียวกับเซียวซู
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าน่าขัน “ผู้ที่หมั้นหมาย
ไม่ใช่ข้าเสียหน่อย ทั้งยังไม่ได้เกี่ยวข้องกับข้า
แม้แต่น้อย ทุกคนมองข้าทำไมกัน?”
นางแสดงออกว่าไม่เกี่ยวข้อง เดิมทีก็ไม่มี
ปัญหาอะไร แต่เมื่อปรากฏในสายตาของเหยาซี
กลับแฝงความเย้ยหยันที่มีความสุขบนความทุกข์
ของ ผู้อื่นอยู่บ้าง ใบหน้าของเหยาซีพลันเดี๋ยว
คล้ำเดี๋ยวซีดระคนกัน มีชั่ววูบที่อยากจะลุกขึ้นมา
พูดจากับเจียงเสวี่ยหนิง
คิดไม่ถึงว่ายังไม่ทันได้เอ่ยปากก็มีคนมาจาก
เบื้องนอก
นางกำนัลน้อยซึ่งทำหน้าที่ปรนนิบัติรับใช้ใน
เรือนหยางจื่อเดินมาด้วยฝีเท้ารีบเร่ง ทั้งยังกำ
จดหมายฉบับหนึ่ง เข้ามาแล้วก็คารวะและชู
จดหมายเหนือศีรษะ “คารวะคุณหนูทุกท่าน นี่
คือจดหมายที่อำมาตย์เหยาใช้ให้คนส่งมาจาก
ภายนอก แจ้งว่าต้องมอบให้คุณหนูเหยาอ่านเจ้า
ค่ะ”
เหยาซีอึ้งทันที นางเพิ่งจากบ้านมาได้ไม่นาน
เหตุใดท่านพ่อถึงเขียนจดหมายส่งมาให้แล้วล่ะ
จดหมายฉบับนั้นถูกส่งถึงมือ
ด้านนอกคือลายมืออันทรงพลังของอำมาตย์
เหยา
ที่ผ่านมายามได้อ่านจดหมายจากทางบ้าน
นางมักจะสบายใจ ทว่าวันนี้ไม่รู้เพราะเหตุใดถึง
ได้รู้สึกใจคอไม่ค่อยดี ทำให้ถึงขั้นแกะจดหมาย
ออกอ่านกลางห้องโถงโดยไม่รอกลับถึงห้องของ
ตัวเองเสียด้วยซ้ำ
ภายในซองจดหมายบางมีจดหมายอยู่แค่สอง
แผ่น
แต่เมื่อเหยาซีเห็นลายมือบนกระดาษ
จดหมายก็นิ่งอึ้ง ‘ไม่ใช่ตัวอักษรของท่านพ่อ’
ตัวอักษรที่ท่านพ่อถนัดคือสิงซู[1]อันทรงพลัง
ลื่นไหลดั่งเมฆาและวารี ทว่าตัวอักษรแต่ละแถวนี้
กลับมีลายเส้นเรียวคมเป็นตัวอักษรแบบโซ่วจินซู
[2]ซึ่งมีโครงสร้างของเส้นตัวอักษรเบาบางคมชัด
กระทั่งว่ายังแฝงความมีระเบียบแบบแผนและ
ความเคร่งขรึมจริงจังอยู่หลายส่วน
‘เรียนท่านเหยาที่เคารพ ผู้เยาว์จางเจอได้รับ
ความเมตตาเป็นล้นพ้น ได้รับความชื่นชมต่อการ
ทำงานในราชสำนัก ทั้งยังได้รับความเมตตาให้
หมั้นหมายกับบุตรีของท่าน ข้าน้อยสำนึกบุญคุณ
อยู่ในใจมิกล้าลืมเลือน อย่างไรก็ตามบัดนี้
เรื่องราวเปลี่ยนแปลง จางเจอเป็นคนมุทะลุ
บุ่มบ่าม เป็นขุนนางตรงไปตรงมา คราแรกฝั่า
บาททรงรังเกียจ ต่อมาก็ผิดใจกับขุนนางชั่ว
หนทางยากลำบาก…’
เพียงคำพูดสั้น ๆ ก็ระบุตัวตนและเจตนาใน
การส่งสารได้อย่างชัดเจน
ทั้งที่เป็นกระดาษบาง ๆ เพียงหนึ่งแผ่น ทว่า
เมื่อมองผ่านตัวอักษรอันเรียบง่ายทีละแถว กลับ
คล้ายมองเห็นความเย็นชายามบุรุษที่มีนามว่า
‘จางเจอ’ กำลังจดพู่กันใต้แสงตะเกียงได้
ไหนเลยจะมีคำประจบสอพลอ
เขามีความตระหนักรู้ มิหนำซ้ำยัง
ตรงไปตรงมาอีกด้วย บอกสถานการณ์ของตนเอง
ต่ออำมาตย์เหยาอย่างชัดเจน ไม่ได้สร้างความ
ลำบากใจให้จวนตระกูลเหยา ทั้งยังไม่ได้ต้องการ
เกาะสถานะอันสูงส่งของจวนตระกูลเหยา กลับ
เป็นฝั่ายเสนอการถอนหมั้นด้วยตัวเองก่อน
ยามนี้ใบหน้าที่ขาวซีดอยู่แต่เดิมของเหยาซี
พลันแดงก่ำ จากนั้นก็ซีดเผือดอีกครา คล้ายรู้สึก
อับอายและทั้งคล้ายละอายใจ สุดท้ายก็น้ำตา
คลอหน่วย
ก่อนหน้านี้ไม่รู้จัก
ทว่าเมื่อได้อ่านจดหมายที่จางเจอเขียนให้
บิดาฉบับนี้ก็รู้แล้วว่าเป็นบุคคลล้ำเลิศเพียงใด
และรู้ว่าตนพลาดคู่ครองที่เป็นคนเช่นไรไปแล้ว
ส่วนตัวเองก่อนหน้านี้ยังคิดหาแผนการใส่
ความบังคับให้คนเขาถอนหมั้น…
นอกเหนือจากความรู้สึกผิดบาป ยังมีความ
คับแค้นเสียใจที่ยากจะเอื้อนเอ่ยถั่งท้นขึ้นมาอีก
ด้วย…
เหยาซีเองก็บอกไม่ถูกว่านางมีความรู้สึกเช่น
ไรกันแน่
มีแค่น้ำตาที่ไหลรินไม่ขาดสาย นางวาง
จดหมาย ซุกใบหน้ากับวงแขน ฟุบโต๊ะและเริ่ม
ร้องไห้โฮ
ทุกคนตกใจจนอึ้ง
เซียวซูและเฉินซูอี๋เดินไปข้างกายนางแล้วรีบ
เอ่ยถาม “จดหมายจากใต้เท้าเหยาไม่ใช่หรือ
เนื้อความว่าอย่างไรบ้าง?”
เหยาซีเพียงร้องไห้ไม่ตอบคำ
เจียงเสวี่ยหนิงกลับเคลื่อนสายตาไปยัง
จดหมายซึ่งถูกเหยาซีใช้แขนทับไว้กว่าครึ่งแผ่น
เมื่อเห็นลายเส้นอักษรอันผอมบางและแข็ง
กระด้างก็หัวเราะโดยไร้เสียง
ที่แท้ตัวอักษรของเขาก็เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่
แรก…
นางนึกว่าฝึกเขียนสำเร็จในภายหลังเสียอีก
จางเจอเอ๋ย…
เปิดเผยตรงไปตรงมา จิตใจมั่นคงหนักแน่น
ชาติก่อนนางทำบุญด้วยอะไรถึงได้พบเจอคน
ดีเช่นนี้
ขณะที่เยี่ยนหลินกระทำดีต่อนาง นางยังเด็ก
เกินไป ดื้อดึงเกินไป ไม่รู้จักทะนุถนอมแม้แต่น้อย
ต่อมาเมื่อเข้าใจแล้ว กลับปราศจากผู้ที่ทำดีต่อ
นางอย่างแท้จริง
มีข้อยกเว้นเพียงหนึ่งเดียว
เจียงเสวี่ยหนิงหลุบตาลงต่ำ มองเหยาซีซึ่ง
กำลังฟุบร่ำไห้กับโต๊ะ พลันคิดขึ้นมาว่า ‘ไม่ยอม
ให้เดือดร้อนผู้อื่น เป็นฝั่ายขอถอนหมั้นก่อน
เช่นนั้นจางเจอในตอนนี้ก็ไม่น่าจะมีการหมั้น
หมายผูกมัดแล้วสิ?’
——————–
1. สิงซู เป็นตัวอักษรบรรจงกึ่งหวัด ลือกันว่า
หลิวเต๋อเซิงคิดค้นขึ้นในช่วงกลางราชวงศ์
ฮั่นตะวันออก
2. โซ่วจินซู เป็นตัวอักษรประเภทหนึ่งของ
ข่ายซู คิดค้นโดยฮ่องเต้ซ่งเวยจง ตัวอักษร
ยามเขียนด้วยพู่กันจะเปียมด้วยพลัง เป็น
เส้นคมแหลม ผอมบาง