คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 44 ความเปลี่ยนแปลง (1)
เซียวซูเป็นผู้มีสถานะสูงส่งมากที่สุดในนั้น
มิหนำซ้ำเดิมทีก็มีความสัมพันธ์ที่ไม่เลวกับเหยาซี
ถามไถ่นางอยู่ครึ่งค่อนวัน เห็นนางเอาแต่ร้องไห้
ไม่ยอมตอบคำถาม หัวคิ้วก็ขมวดแน่นอีก
เล็กน้อย
นางจึงเลิกถาม หยิบกระดาษจดหมายใต้แขน
เหยาซีขึ้นมาทันที
พออ่านจบก็กระจ่างแจ้ง
เห็นได้ชัดว่าจดหมายฉบับนี้ไม่ได้เขียนถึง
เหยาซี แต่เขียนให้เหยาชิ่งอวี๋ อำมาตย์ขององค์
รัชทายาทซึ่งเป็นบิดาของเหยาซี
ครั้นอำมาตย์เหยาอ่านจบก็ส่งจดหมายฉบับ
นี้ให้เหยาซีอ่าน
แต่นอกจากจดหมายฉบับนี้ก็ปราศจาก
ถ้อยคำอื่นใดอีก ไม่ได้ระบุไว้ว่าส่งจดหมายฉบับนี้
มาเพื่ออะไร
“จางเจอผู้นี้กลับเป็นบุคคลอันยอดเยี่ยมผู้
หนึ่ง…”
เซียวซูอ่านจดหมายเสร็จก็เอ่ยพึมพำ
อันที่จริงนางเป็นคนนิสัยแข็งกร้าวชอบ
เอาชนะ ทนฟังคนร้องไห้ไม่ได้ นางจึงพูดกับเหยา
ซีว่า “อย่าร้องเลย ยังกลัวขายหน้าไม่พออีก
หรือ?”
เสียงร้องไห้ของเหยาซีเบาลงเล็กน้อย
เซียวซูจึงได้ถามว่า “หลายวันก่อนเจ้าเพิ่งจะ
บอกว่าไม่อยากได้งานมงคลนี้อยู่เลย บัดนี้จาง
เจอเป็นฝั่ายเขียนจดหมายขอถอนหมั้นด้วย
ตนเอง ไม่ต้องให้เจ้าครุ่นคิดหาวิธีการให้วุ่นวาย
ยังไม่ดีอีกหรือ?”
เหยาซีซุกใบหน้า ไม่มีผู้ใดเห็นสีหน้านาง
ชัดเจน
แต่เสียงร้องไห้ที่แอบกลั้นเอาไว้จนเบาลงไป
เมื่อครู่กลับค่อย ๆ ควบคุมไม่อยู่
เซียวซูและเฉินซูอี๋สบตากัน รู้ว่าเรื่องแบบนี้
ไม่เหมาะจะพูดต่อหน้าธารกำนัล นอกจากนี้ยัง
คาดเดาความในใจของเหยาซีได้เล็กน้อยด้วย
ดังนั้นจึงบอกว่า “เข้าไปคุยกันข้างในเถอะ”
เมื่อกล่าวจบทั้งสองคนก็ประคองเหยาซีให้ลุก
แล้วเข้าไปในห้องของนาง
คนที่เหลือมองหน้ากันไปมา
ฟางเมี่ยวมีสีหน้าแปลกประหลาด เข็มทิศใน
มือหันไปยังแผ่นหลังของคนทั้งสามและขยับ
แกว่งเบา ๆ นางอดพูดพึมพำไม่ได้ “สม
ปรารถนาแล้วยังไม่ดีใจ แปลกจริง ๆ …”
เจียงเสวี่ยหนิงกลับยกมุมปากเย้ยหยัน
เซียวซูและเฉินซูอี๋เดาออก นางย่อมเดาออก
เช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้รู้สึกยินดีสักเท่าใด
ตัวเอกจากไปแล้ว ส่วนนางก็ไม่อยากจะรั้งอยู่
ห้องโถงแห่งนี้นานมากนัก จึงอ้างว่าจะไปเก็บ
ข้าวของภายในห้อง ออกจากห้องโถงแล้วก็เดิน
ไปห้องของตนเอง
ฟางเมี่ยวขบคิดครู่หนึ่ง เดินตามมาด้วย
เจียงเสวี่ยหนิงหันศีรษะกลับมามองนาง
ฟางเมี่ยวยิ้มด้วยความเคอะเขินเหมือน
กระดากใจอยู่บ้าง แต่ฝีเท้ากลับติดตามเจียงเสวี่ย
หนิงไม่หยุด เอ่ยขึ้นมาว่า “ตอนนั้นคุณหนูเหยาซี
เกือบเชื่อฟังถ้อยคำของโหยวเย่ว์ ต้องการทำลาย
ชื่อเสียงของจางเจอให้แปดเปือน อีกทั้งคุณหนู
รองเจียงยังอาละวาดไปยกหนึ่งด้วย บัดนี้เกิด
เรื่องถอนหมั้นขึ้นแล้ว แต่เหมือนคุณหนูรองเจียง
กลับไม่แยแสเลยสักนิด นั่นเป็นเพราะเหตุใด ตัว
ข้านี้ค่อนข้างโง่เขลา เหตุใดเหยาซีต้องร้องไห้
แล้วพวกนางจะไปคุยเรื่องอะไรกันอย่างนั้น
หรือ?”
นับตั้งแต่เข้าวังหลวงวันแรก ฟางเมี่ยวก็มั่นใจ
แล้วว่าเจียงเสวี่ยหนิงเป็นคนมี ‘อำนาจกำหนด
โชคชะตาผู้คน’ แต่ที่แท้สิ่งที่ฟางเมี่ยวเชื่อจะจริง
หรือเท็จ เจียงเสวี่ยหนิงก็ซักถามไม่ได้เช่นกัน
ในเมื่อเข้าวังมาแล้ว ทั้งยังต้องอยู่อีกครึ่งปี
ย่อมไม่อาจไร้สหายสักคนเช่นกาลก่อน
ฟางเมี่ยวทั้งเพี้ยนและพิลึก มีวิธีการเอาตัว
รอดเป็นของตัวเอง ชาติที่แล้วเป็นเพียงหนึ่งใน
ไม่กี่คนที่อยู่รอดปลอดภัยโดยไม่ได้รับผลกระทบ
อะไร ถึงแม้จะทำตัวประจบประแจงผู้มีอิทธิพล
ไปสักหน่อย แต่จิตใจก็ไม่ได้เลวร้ายนัก
เจียงเสวี่ยหนิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าว
ระคนยิ้ม “เจ้าคิดว่าเหตุใดอำมาตย์เหยาถึงส่ง
จดหมายมา?”
ฟางเมี่ยว “ไม่ใช่เพื่อให้เหยาซีอ่านหรอก
หรือ?”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบ “นั่นเป็นจดหมายที่เขียน
ถึงอำมาตย์เหยา ทั้งยังมาจากบุรุษผู้หนึ่ง การส่ง
ต่อให้คุณหนูที่อยู่แต่ในเรือนอ่าน ไม่ว่าอย่างไรก็
ไม่เหมาะสมไม่ใช่หรือ? อีกอย่าง หากแค่ต้องการ
ให้นางรู้เรื่องที่จางเจอมาถอนหมั้น แค่เขียน
จดหมายแจ้งมาใหม่ก็ได้แล้วนี่นา เหตุใดต้องมอบ
แม้กระทั่งจดหมายของเจ้าตัวด้วยเล่า?”
ฟางเมี่ยวกะพริบตา รู้สึกงงงัน
นางอดเกาศีรษะไม่ได้ “ความหมายของ
คุณหนูรองเจียงคือ?”
เจียงเสวี่ยหนิงหลุบตา รอยยิ้มบริเวณริม
ฝีปากค่อย ๆ เลือนหาย กล่าวเรียบ ๆ ว่า
“จดหมายฉบับนี้น่าจะเพิ่งส่งถึงมืออำมาตย์เหยา
ไม่นานนัก อำมาตย์เหยายังไม่ทันตอบกลับ ด้าน
จางเจอเกิดในครอบครัวยากจน แต่กลับได้รับ
ข้อเสนอการเกี่ยวดองนี้จากอำมาตย์เหยา แค่คิด
ก็รู้แล้วว่าอำมาตย์เหยาคงชื่นชมบุคลิกและนิสัย
ใจคอของจางเจอเพียงใด ที่เหยาซีอยากถอน
หมั้น เห็นชัดว่าอำมาตย์เหยาไม่คิดเช่นเดียวกับ
นาง คนนอกแบบพวกเราเห็นความสูงส่งของ
บุคลิกและนิสัยใจคอของจางเจอจากจดหมาย
ฉบับนี้ได้ เหยาซีก็ไม่ได้โง่เหมือนกัน แล้วจะดูไม่
ออกได้อย่างไร? การที่อำมาตย์เหยายังไม่ตอบ
จดหมายกลับ แต่ส่งจดหมายมาให้บุตรีของ
ตนเองอ่านแทนเช่นนี้ คิดว่าคงอยากให้นางลอง
พิจารณาดูอีกครั้ง”
ฟางเมี่ยวได้ยินแล้วก็ตาโตอ้าปากค้าง ผ่านไป
เนิ่นนานถึงค่อย ๆ ได้สติคืนกลับมา “คุณหนูรอง
คงไม่คิดจะบอกว่าที่เหยาซีร้องไห้เป็นเพราะนาง
…นางเห็นจดหมายฉบับนี้แล้วเกิดเปลี่ยน
ความคิด ตอนนี้อยากจะแต่งงานกับจางเจอแล้ว
หรอกนะ?!”
เจียงเสวี่ยหนิงมาถึงประตูห้องตนแล้ว
นางหยุดฝีเท้า เคลื่อนสายตาลงมองเงามืด
บริเวณรอยแยกของบานประตูทั้งสองบาน เพียง
เอ่ยว่า “ใครจะไปรู้ล่ะ?”
กล่าวจบนางก็ผลักประตูเดินเข้าไป แล้วปิด
ประตูตามโดยไม่สนใจว่าฟางเมี่ยวที่อยู่ด้านนอก
จะมีสีหน้าเช่นไร
ฟางเมี่ยวยืนอยู่นอกประตูห้อง ไม่ได้ถือสาหา
ความอะไรนัก ครั้นหวนนึกถึงคำพูดที่เจียงเสวี่ย
หนิงบอกกล่าวเมื่อครู่ นางก็บังเกิดความสงสัย
ใคร่รู้อย่างยิ่งว่าตอนนี้เหยาซี เซียวซู และเฉินซูอี๋
จะกำลังคุยอะไรกันอยู่
จากนั้นก็หมุนกายคิดจะกลับห้องของตนเอง
เพียงแต่เมื่อเดินออกไปได้ไม่ถึงสองก้าว
ทันใดนั้นนางก็เปล่งเสียงร้อง “เอ๊ะ” ออกมาครา
หนึ่ง หันศีรษะกลับไปมองบานประตูห้องที่ปิด
สนิทของเจียงเสวี่ยหนิงพลางอดพึมพำไม่ได้
“เมื่อกี้พวกนางพูดว่าจดหมายฉบับนั้นเขียนโดย
จางเจอด้วยหรือ?”
เหตุใดนางถึงจำไม่ได้เลยสักนิด
ทั้งยังเห็นเพียงตัวอักษรที่อยู่ด้านบนเท่า
นั้นเอง
หรือว่าตนจะความจำไม่ดี เมื่อครู่คำนวณฮวง
จุ้ยจนใจลอยและไม่ได้ยินเรื่องสำคัญอย่างนั้น
หรือ
ฟางเมี่ยวเกาศีรษะอีกครั้ง เมื่อคิดหาสาเหตุ
ไม่พบก็ทิ้งความสงสัยนี้ไปทันที เดินเข้าห้อง
ตัวเองอีกครั้ง
———–
วันนี้ผู้มาถึงเรือนหยางจื่อเป็นคนสุดท้ายคือ
โหยวเย่ว์
ว่ากันว่าเกิดเรื่องที่จวนจนทำให้ล่าช้า นาง
เข้าวังหลวงก่อนประตูวังจะลั่นดาลลงกลอนทัน
ฉิวเฉียด
ขณะนี้เหยาซีสนทนากับเซียวซูและเฉินซูอี๋
เสร็จเรียบร้อย อารมณ์สงบลงแล้วเช่นกัน
นอกจากเบ้าตาจะแดงไปสักหน่อยก็ไม่พบความ
ผิดปกติอันใด
ก่อนหน้านี้โหยวเย่ว์เคยเสนอแผนการถอน
หมั้นจางเจอกับเหยาซี แม้จะถูกเจียงเสวี่ยหนิง
จับกดอ่างเลี้ยงปลาเพราะเหตุนี้ แต่ก็ทำให้มี
ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเหยาซีมากขึ้นเป็น
ธรรมดา
คืนนี้พอมาถึงจึงคิดจะนั่งสนทนาข้างกาย
เหยาซีเหมือนเช่นที่เคยทำ
นึกไม่ถึงว่าเหยาซีกลับคล้ายเปลี่ยนเป็นคน
ละคน แม้ยังสนทนากับนางดังเดิม ทว่าท่าทีเย็น
ชากว่าการเข้าวังหลวงครั้งก่อนไม่รู้ตั้งเท่าไร ทำ
ให้โหยวเย่ว์รู้สึกเหมือนศีรษะโขกกำแพงทองแดง
ผนังเหล็กกล้าโดยไม่ทันได้ระวังปั้องกันแม้แต่
น้อย พลันรู้สึกว่าจะยืนก็ใช่ที่ จะนั่งก็ใช่ที่ จะ
หัวเราะก็ใช่ที่ จะสะบัดหน้าหนียิ่งไม่ได้เข้าไป
ใหญ่ จำต้องนั่งหนีบหางอยู่ด้านข้างด้วยความ
ประดักประเดิดเท่านั้น
ราตรีนั้นองค์หญิงใหญ่เล่อหยางเสิ่นจื่ออีส่ง
คนมาประทานสิ่งของจำนวนมาก อีกทั้งหัวหน้า
กองซูจากกองพระราชพิธียังมาอธิบายการเริ่มต้น
เป็นพระสหายร่วมศึกษาในวันพรุ่งนี้ด้วยตนเอง
ตามกฎเกณฑ์ภายในวังหลวง ยามเหล่าองค์
ชายร่ำเรียนศึกษาจะต้องตื่นตั้งแต่ฟั้ายังไม่สาง
ทว่าฝั่าบาททรงตระหนักว่าองค์หญิงใหญ่เป็น
อิสตรี กระทั่งพระสหายร่วมศึกษายังเป็นคุณหนู
ที่ได้รับการฟูมฟักดูแลจากแต่ละตระกูล ฉะนั้นจึง
ทรงผ่อนปรนให้มาก เพียงให้เข้าเรียนที่
ตำหนักเฟิงเฉินในยามเหม่าของทุกวันเพื่อฟัง
เหล่าเซียนเซิงบรรยาย
ในการเล่าเรียนนี้เชิญเซียนเซิงมาทั้งสิ้นห้าคน
บทที่ 44 ความเปลี่ยนแปลง (2)
วันหนึ่งเรียนสองวิชา ส่วนใหญ่จะอยู่ในยาม
เช้า
ส่วนยามบ่ายจะให้องค์หญิงใหญ่และเหล่า
พระสหายร่วมศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองหรือไม่ก็
เล่นสนุกกัน
มีเพียงเซี่ยเวยที่เป็นข้อยกเว้น เซียนเซิงท่าน
อื่นรับผิดชอบสอนวิชาเดียว ส่วนเขาต้องสอน
รวมทั้งสิ้นสองวิชา แต่เนื่องจากต้องไปบรรยาย
ประจำวันให้แก่ฮ่องเต้ที่หอเหวินยวนเป็นระยะ
อีกวิชาจึงต้องเอาไว้ยามบ่าย
หากภายหน้าไม่อาจปรับเวลาได้ ก็จะให้เขา
เป็นผู้ปรับแต่งเอง
ขณะหัวหน้ากองซูจะจากไป นางกล่าวเพียง
ว่า “ในหกศาสตร์ของวิญูชนอย่างมารยาทพิธี
คีตดนตรี การยิงเกาทัณฑ์ การบังคับรถม้า
อักขรวิธี และการคิดคำนวณนั้น มีเพียง ‘การยิง
เกาทัณฑ์และการบังคับรถม้า’ ที่ไม่ต้องเรียน
นอกจากนี้ยังต้องเรียนวรรณกรรม เรียนการวาด
ภาพอีกด้วย ส่วนสิ่งที่ใต้เท้าเซี่ยจะสอนคือ ‘พิณ’
และ ‘วรรณกรรม’ ซึ่งทุกท่านจำต้องให้ความ
สนใจมากเป็นพิเศษ สำหรับพู่กัน หมึก และตำรา
ที่ต้องใช้ทางวังหลวงเตรียมให้พร้อมสรรพแล้ว
วางอยู่บนชั้นวางตำราที่ตำหนักเฟิงเฉิน ทว่าพิณ
นั้นพระสหายร่วมศึกษาทุกท่านต้องนำมาด้วย
ตนเอง พรุ่งนี้เซียนเซิงทั้งหลายจะทยอยมายัง
ตำหนักทีละคนเพื่ออธิบายพวกท่านว่าต้องเรียน
สิ่งใดและเรียนอย่างไรก่อน องค์หญิงใหญ่ก็จะ
เสด็จมาด้วยเช่นกัน หวังว่าช่วงเวลาต่อจากนี้พระ
สหายทุกท่านจะร่วมใฝั่หาความรู้ เคารพครูบา
อาจารย์และวิชาความรู้ร่วมกับองค์หญิงใหญ่ จะ
ได้ไม่ผิดต่อพระมหากรุณาธิคุณของฝั่าบาท”
ทุกคนต่างจดจำใส่ใจทุกประการ
ครั้นหัวหน้ากองซูจากไปแล้ว ต่างก็เริ่มคาด
เดาว่าที่แท้พรุ่งนี้จะได้เรียนอะไรและเหล่าเซียน
เซิงจะเป็นเช่นไรด้วยความตื่นเต้นอย่างอดไม่ได้
เต็มไปด้วยความคาดหวังอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตามเจียงเสวี่ยหนิงกลับไม่ยินดี
แม้แต่น้อย
ขอเพียงนึกถึงการเข้าเรียน นึกถึงเซี่ยเวย นึก
ถึงการเรียนพิณ นางก็พลันรู้สึกว่านิ้วมือทั้งสิบ
ของตนปวดตุบ ๆ แล้ว อยากจะออกจากวังไป
เดี๋ยวนี้ให้มันรู้แล้วรู้รอด
ทว่าเช้าวันต่อมาก็ไม่อาจตื่นสายได้อยู่ดี
เมื่อล้างหน้าล้างตาบ้วนปากเสร็จ นางหอบ
พิณเดินออกจากห้องเพื่อมารวมตัวกับทุกคน
จากนั้นก็ร่วมเดินทางไปยังตำหนักเฟิงเฉิน
ทุกคนต่างรู้ว่าเซี่ยเวยเป็นผู้สอนพิณ
ช่วงเวลาที่ออกจากวังและกลับบ้านนั้น แต่ละคน
ลงทุนลงแรงไปกับการเลือกเฟั้นพิณหนักหนา
ทีเดียว พิณที่นำมาหากไม่ได้ประดิษฐ์โดยช่างทำ
พิณที่พอมีชื่อเสียง ก็ต้องเป็นพิณโบราณมีอายุอา
นามหน่อย และต้องสวมถุงห่อพิณอย่างทะนุ
ถนอม
ของเจียงเสวี่ยหนิงก็เช่นกัน
แต่คิดไม่ถึงว่าขณะออกมาจากเรือนหยางจื่อ
สายตาเซียวซูก็ตกอยู่ที่ พิณของเจียงเสวี่ยหนิง
ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาว่า “คุณหนูรองเจียง ถุงห่อพิณ
ถุงนี้ดูคุ้นตาอยู่บ้างนะ”
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งงัน ลดสายตาลงมองถุงห่อ
พิณสีน้ำเงินหม่นแวบหนึ่ง นี่คือ ‘เจียวอัน’ ที่
เยี่ยนหลินพานางไปซื้อที่ร้านโยวหวงในทีแรกคัน
นั้น ส่วนถุงห่อพิณก็ไม่ได้เปลี่ยน เป็นถุงห่อพิณ
ที่หลี่ว์เสี่ยนสวมให้ขณะส่งมอบให้พวกนาง
นางไม่รู้ว่าเซียวซูรู้สึกคุ้นตาได้อย่างไร
ดังนั้นจึงตอบเพียงว่า “แค่ถุงห่อพิณถุง
ธรรมดาเท่านั้นเอง พบเห็นได้ทั่วไป”
“นี่ไม่ใช่จะพบเห็นได้ทั่วไปจริง ๆ นะ ได้ยิน
ว่าช่วงก่อนหน้านี้ร้านโยวหวงได้พิณโบราณนาม
ว่า ‘เจียวอัน’ มาคันหนึ่ง ข้าจึงใช้ให้คนไปซื้อ แต่
เจ้าของร้านพิณกลับบอกว่าเขาหาพิณนี้มาให้
เยี่ยนซื่อจื่อ ไม่ขายให้ผู้อื่น ข้ายังรู้สึกเสียดายอยู่
นาน คิดไม่ถึงว่าวันนี้กลับได้เห็นมันอยู่ที่คุณหนู
รองเจียงเสียได้”
วันนี้เซียวซูสวมชุดชาววังสีม่วงเข้มทั้งตัว เผย
ความสง่างามและสูงศักดิ์อย่างชัดเจนข่มผู้อื่นจน
สิ้น นางมองเจียงเสวี่ยหนิงพลางหัวเราะ “ดูท่า
พิณคันนั้นเยี่ยนซื่อจื่อคงไม่ได้เอาไว้ใช้เอง แต่
ตามหามาให้คุณหนูรองเจียงโดยเฉพาะ”
สายตาของทุกคนพลันไปอยู่บนพิณคันที่เจียง
เสวี่ยหนิงกำลังอุ้มอยู่
พวกของเฉินซูอี๋ ฟางเมี่ยว และโจวเปั่าอิง
เพียงรู้สึกสงสัยใคร่รู้เล็กน้อย
ทว่าโหยวเย่ว์กลับนึกถึงภาพเหตุการณ์ที่เรียก
ได้ว่าถูกตบหน้าอย่างแท้จริงในงานวันเทศกาลฉง
หยางขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย สีหน้าไม่สู้ดีนัก
สายตายามมองเจียงเสวี่ยหนิงแฝงความดูแคลน
หลายส่วน
เหยาหรงหรงยืนอยู่ข้างหลังทุกคน กำลังมอง
สำรวจอย่างเงียบ ๆ
หลังจากงานวันเทศกาลฉงหยางที่จวนชิงหย่
วนปั๋อ ข่าวเรื่องความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างหย่ง
อี้โหวซื่อจื่อเยี่ยนหลินกับคุณหนูรองตระกูลเจียง
ก็แพร่สะพัดทั่วเมืองหลวง ผู้ที่มีข่าวสารแม่นยำ
สักหน่อยต่างรู้กันทั่ว มิหนำซ้ำเดือนหน้าเยี่ยนห
ลินก็กำลังจะเข้าพิธีสวมกวานแล้ว ซึ่งก็เหลืออีก
เพียงไม่กี่วัน ดังนั้นทุกคนจึงพากันคาดเดาว่า
ตระกูลเยี่ยนและเจียงสองตระกูลนี้น่าจะลอบ
กำหนดการเกี่ยวดองกันเอาไว้แล้ว ทำให้ไม่มีผู้ใด
วิพากษ์จารณ์ความสัมพันธ์ของหนุ่มสาวคู่นี้
ข้างนอกเองก็มีคนพูดนินทาแค่ไม่กี่คน
ประการแรก ทั้งสองตระกูลไม่ได้กล่าวอะไร
จึงไม่ใช่กิจของคนนอก ประการที่สอง จวนหย่งอี้
โหวมีอำนาจยิ่งใหญ่ ผู้อื่นจึงไม่กล้าพูดจามาก
ความอยู่เหมือนกัน
แต่ยามนี้เซียวซูกลับเอ่ยออกมาโดยปราศจาก
การหลีกเลี่ยง
เจียงเสวี่ยหนิงไตร่ตรองแล้วว่าชาติก่อนนาง
เกิดความขัดแย้งกับเซียวซูเพราะตำแหน่ง
ฮองเฮา ไม่มีผู้ใดยอมอ่อนข้อให้ผู้ใด ทำให้สู้กัน
จนถึงขั้นต้องตายตกกันไปข้าง สุดท้ายก็ไม่ว่าใคร
ก็ไม่มีจุดจบดีสักคน ส่วนชาตินี้นางไม่อยากเป็น
ฮองเฮา และยิ่งไม่อยากเกี่ยวดองกับเสิ่นเจี้ย ทั้ง
สองคนยามนี้จึงปราศจากความขัดแย้งด้าน
ผลประโยชน์ กอปรกับความหยิ่งทะนงในชาติ
ตระกูลอันยิ่งใหญ่และสติปัญญาซึ่งไม่ด้อยไปกว่า
บุรุษของเซียวซูแล้ว อีกฝั่ายก็ไม่ควรถึงขั้นเป็น
ฝั่ายเริ่มหาเรื่องก่อนถึงจะถูกสิ
หรือก็คือหากว่ากันตามเหตุผลแล้ว เซียวซูไม่
มีทางมาหาเรื่องนาง
ในสถานการณ์ที่ไม่รู้ว่าเซียวซูทำไปโดย
เจตนาหรือไม่เจตนาในตอนนี้ เจียงเสวี่ยหนิงทำ
ได้เพียงคิดว่าคนผู้นี้คงไม่ได้เจตนา นางจึงไม่ได้
สำแดงฤทธิ์เดช เพียงยิ้มโดยเห็นเป็นเรื่อง
ธรรมดาทั่วไปเท่านั้น “แม้ ‘เจียวอัน’ จะดี แต่
หากอยู่ท่ามกลางหมู่มวลพิณอันเลื่องชื่อในใต้
หล้า เกรงว่าคงเป็นแค่ชนชั้นปลายแถวเท่านั้น
ถึงคุณหนูใหญ่เซียวจะพลาดคันนี้ไป แต่คิดว่าคง
ตามหาคันที่มีคุณภาพดีกว่านี้ได้อย่างง่ายดาย
กระมัง?”
เซียวซูหัวเราะ ทว่าไม่ตอบคำ และยิ่งไม่
อธิบายอะไรอีกด้วย เพียงเรียกนางกำนัลที่อุ้ม
พิณอยู่ด้านข้างให้เดินตามตนเองและมุ่งหน้าไป
ทางตำหนักเฟิงเฉินต่อ
สายตาของทุกคนอดเคลื่อนไปอยู่บนพิณของ
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้
ทว่าไม่มีผู้ใดรู้ที่มาของพิณคันนั้น จึงทำได้แค่
คาดเดาจากถุงห่อพิณและหยกเหอเถียนที่ห้อย
ประดับอยู่ว่าพิณคันนั้นย่อมไม่ธรรมดาอย่าง
แน่นอน
บัดนี้ท้องฟั้ายังไม่ถึงยามสว่างโร่
คณะมีทั้งหมดแปดคน ต่างเดินอยู่บน
ทางเดินภายในวังหลวงเลียบกำแพงวัง
โคมวังหลวง[1]ซึ่งจุดอยู่สองข้างทางสาด
ประกายแสงตรงจุดเชื่อมต่อของม่านราตรีสีฟั้า
หม่นกับกำแพงวังสีแดงหม่น เส้นทางเช่นนี้ ชาติ
ก่อนเจียงเสวี่ยหนิงเดินมาไม่รู้ตั้งกี่รอบ คุ้นเคย
จนหลับตาก็ยังไม่หลงทาง นางจึงรั้งท้ายด้วย
อาการใจลอย
เดิมทีเหยาซีอยู่หน้าสุด ไม่รู้เพราะเหตุใดนาง
จึงเดินไปพลางหันศีรษะกลับมามองไปพลาง
ครั้นเห็นว่าเจียงเสวี่ยหนิงอยู่รั้งท้าย นางจึง
เดินผ่อนฝีเท้าให้ช้าตาม
ไม่นานนักก็บรรลุถึงข้างกายเจียงเสวี่ยหนิง
โดยปราศจากพิรุธ
ขณะนี้เจียงเสวี่ยหนิงถึงสังเกตเห็นอีกฝั่าย
นางขมวดคิ้วเล็กน้อยท่ามกลางแสงอันมัวสลัว
คิดว่าไม่มีเรื่องไม่มาวัด[2] ดังนั้นจึงถามว่า
“คุณหนูเหยามีธุระอันใดหรือ?”
เหยาซีจ้องมองนางอย่างจริงจัง
หลังจากผ่านไปสักพักถึงกล่าวกลั้วหัวเราะ
เสียงเบา “แค่จู่ ๆ ก็รู้สึกสงสัยใคร่รู้เรื่องของ
คุณหนูรองเจียงมาก หากไม่ใช่เมื่อหลายวันก่อน
คุณหนูรองเจียงกล่าวโน้มน้าวด้วยความ
ปรารถนาดี เกรงว่าข้าคงทำผิดพลาดครั้งใหญ่ไป
แล้ว ไม่เพียงทำให้ชื่อเสียงอันดีงามของผู้อื่นต้อง
แปดเปือน ยังต้องพลาดบุพเพสันนิวาสอันดีไป
อีกด้วย ตอนนี้พอคิดขึ้นมาก็รู้สึกว่าต้องกล่าว
ขอบคุณสักคำจริง ๆ เพียงแต่ยังมีข้อสงสัยบาง
ประการติดอยู่ภายในใจ คราวนั้นคุณหนูรองเจียง
เคยบอกว่าให้ข้ารอคอยโดยไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น
ตอนนั้นข้าไม่เข้าใจ จนเมื่อวานได้เห็นจดหมาย
ขอถอนหมั้นที่ท่านพ่อส่งต่อมาให้ฉบับนั้นถึงรู้ว่า
คุณหนูรองเจียงหมายความเช่นไร หากไม่รู้ว่า
คุณหนูรอง กับเยี่ยนซื่อจื่อเป็นคู่กัน เกรงว่าข้าคง
คิดว่าท่านกับจางเจอมีความสัมพันธ์ไม่ธรรมดา
กันไปแล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่าคุณหนูรองเจียงจะ
เข้าใจใต้เท้าจางมากเลยจริง ๆ นะ?”
เจียงเสวี่ยหนิงหลุบตามองเส้นทาง ไม่ได้ตอบ
คำ
เหยาซีรู้สึกขุ่นข้องขึ้นมาไม่น้อย
เพียงแต่เมื่อนึกถึงจดหมายฉบับเมื่อวาน
รวมทั้งสิ่งที่พวกเซียวซูกล่าวกับนาง ก็บังเกิด
ความเอียงอายอันหวานชื่นซึ่งหาได้ยากยิ่งขึ้นมา
หลายส่วน
ใบหน้านางซับสีแดงระเรื่ออย่างเงียบ ๆ
น้ำเสียงที่ใช้พูดกับเจียงเสวี่ยหนิงลังเลและ
กระวนกระวายนิด ๆ อย่างน้อยครั้งจะได้พบ
“ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าเหตุใดท่านพ่อจึงชื่นชมเขา
เหตุที่เขาเขียนจดหมายให้ท่านพ่อเพื่อถอนหมั้นก็
เนื่องด้วยกลัวว่าภายภาคหน้าหากไม่ก้าวหน้าใน
หน้าที่การงาน เมื่อข้าตบแต่งกับเขาไปแล้วจะ
ได้รับความลำบาก แต่สิ่งสำคัญที่สุดของสตรีคือ
คู่ครองที่ดีไม่ใช่หรือ? พอข้าเห็นจดหมายฉบับนั้น
ของเขาก็คิดว่าหากสานบุพเพสันนิวาสกับเขา
สำเร็จ ต่อไปข้าต้องไม่ถูกเขารังแกแน่นอน
นอกจากนี้ยังมีท่านพ่อคอยช่วยเหลือ คงไม่ย่ำแย่
สักเท่าไรหรอก ข้าอยากเขียนจดหมายแจ้งท่าน
พ่อว่าข้าเปลี่ยนใจแล้ว คุณหนูรองเจียงคิดเห็น
เป็นเช่นไร?”
“…”
ทิศบูรพาปรากฏแสงอรุโณทัยแล้ว ไอหมอก
หนาทึบลอยล่องภายในพระราชวัง ตำหนักเฟิง
เฉินเผยชายคาเพียงมุมเดียวท่ามกลางไอหมอก
ถึงกระนั้นกลับทำให้เจียงเสวี่ยหนิงมองจนใจลอย
อย่างน่าประหลาด
ชั่วเสี้ยวอึดใจนั้นเอง ความคิดอันชั่วร้ายก็
ไหลทะลักดั่งสายน้ำ
มีเสียงเสียงหนึ่งร้องตะโกนอย่างบ้าคลั่ง
ภายในห้วงความคิดของนาง ‘เป็นคนเลวเถอะ
หนิงหนิง เป็นคนเลวเถอะ ไม่ต้องสนใจว่าผู้อื่นจะ
มองอย่างไร ไปแย่งมา! ไปแย่งจางเจอกลับมา!
เดิมทีคนผู้นั้นคือคนที่สวรรค์ประทานมาให้เจ้า!’
แต่นางทำไม่ได้
ดุจมีดวงตาคู่หนึ่งจ้องมองนางทะลุผ่านไอ
หมอกอันมืดมิด เตือนสตินางว่าเคยรับปากเอาไว้
แล้วว่าต่อไปจะเป็นคนดี
สุดท้ายเสียงเหล่านี้ก็มลายหายไปสิ้น
เจียงเสวี่ยหนิงกะพริบตา เพิ่งรู้สึกตัวว่า
ตนเองจมดิ่งลงสู่ห้วงไอหมอกนี้ นางมองเหยาซี
จากนั้นก็ได้ยินเสียงปราศจากพิรุธของตนเอง
“คุณหนูเหยาไม่ได้กระทำความผิดพลาดครั้งใหญ่
อยู่แล้ว หลงทางแล้วรู้จักย้อนกลับมาถือว่าหาได้
ยาก หากได้เชื่อมบุพเพสันนิวาสกับใต้เท้าจาง
สำเร็จ บิดาของเจ้าจะต้องยินดีมากแน่นอน”
——————–
1. โคมวังหลวง หมายถึงโคมหกเหลี่ยมหรือ
แปดเหลี่ยม ทุกด้านบุผ้าแพรหรือกระจก
วาดภาพสี ด้านล่างมีพู่ห้อย
2. ไม่มีเรื่องไม่มาวัด เป็นสำนวน หมายถึงถ้า
ไม่มีธุระก็คงไม่มาหา