คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 45 สร้างความแค้น (1)
“เยี่ยมไปเลย ข้าก็คิดเช่นนี้!” เหยาซีได้ฟังคำ
กล่าวเช่นนี้ของเจียงเสวี่ยหนิงก็เหมือนได้น้ำทิพย์
ชโลมใจ ไม่อาจสะกดกลั้นรอยยิ้มบนริมฝีปากได้
ขยายกว้างประหนึ่งน้ำแข็งกำลังละลาย ก่อนจะ
พูดขึ้นมาอีกว่า “กลับไปแล้วข้าจะเขียนจดหมาย
หาท่านพ่อ คิดว่าถึงแม้จางเจอจะเป็นฝั่ายขอ
ถอนหมั้น แต่มิใช่ว่าจะไม่ยินยอมสู่ขอข้า เขาคง
เพียงกลัวว่าหากแต่งงานไปแล้วจะทำให้ข้า
ลำบาก แต่หากข้ายินดี เช่นนั้นเขาต้องปราศจาก
ความกังวลใด ๆ อีกแน่ เช่นนี้ เช่นนี้…”
เช่นนี้งานวิวาห์ก็ลุล่วง
ตระกูลเหยาสูงส่งถึงเพียงนี้ นางมองดูตัวเอง
ก็มั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นรูปโฉมหรือการอบรมสั่งสอน
ล้วนถือว่าเป็นอันดับต้น ๆ ในเมืองหลวง คิดว่า
จางเจอจะมีเหตุผลมาปฏิเสธนางได้อย่างไรกัน
เล่า
ทว่าคำพูดเช่นนี้ยากนักจะให้สตรีเอ่ยปาก
นางอึกอักอยู่ครึ่งค่อนวันก็ยังไม่อาจเอื้อนเอ่ย
แต่เจียงเสวี่ยหนิงฟังเข้าใจ
เส้นทางที่เหลือต่อจากนั้นเหยาซีเดินเคียงข้าง
นางตลอด ประหนึ่งเปลี่ยนความเป็นอริที่มีต่อ
นางอยากเป็นสหายกับนางแล้ว อย่างไรเสียหาก
ไม่ได้คำโน้มน้าวของเจียงเสวี่ยหนิง เหยาซีอาจยัง
ไม่รู้ว่าจางเจอเป็นคนสูงส่งถึงเพียงนี้
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงกลับไม่อยากคบหากับ
เหยาซีอย่างลึกซึ้ง
ครั้นลองถามใจตนเองว่า นางชื่นชอบและ
ยอมรับเหยาซีผู้นี้จริงหรือไม่
คำตอบคือไม่ใช่
นางไม่ยินดีจะให้การหมั้นหมายระหว่างคนผู้
นี้กับจางเจอประสบความสำเร็จ
แต่จางเจอในตอนนี้ยังไม่รู้จักเหยาซี
ชาตินี้เป็นเพราะการขัดขวางและการโน้ม
น้าวของตน เหยาซีจึงไม่ได้ใช้วิธีการต่ำช้าใส่
ความจางเจอด้วยการมอบสมญานามว่าเป็นคนมี
ดวงกินภรรยาให้เขา หากพิจารณาในฟากของ
จางเจอที่ยังคงเป็นผู้บริสุทธิ์ สมมติว่าหลังจาก
เหยาซีได้รับจดหมายถอนหมั้นจากเขาแล้วไม่
เพียงไม่รังเกียจ ทั้งยังต้องการแต่งงานกับเขาอีก
เช่นนั้นหากมองจากมุมมองของจางเจอ เหยาซี
ควรเป็นคนเช่นไร
ไม่ต้องคิดก็รู้
ชาติกำเนิดสูงส่งแต่กลับยอมลดตัวมายัง
ตระกูลยากจน เห็นใจกันยามยากโดยไม่ซ้ำเติม
ไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ มิหนำซ้ำยังรักษาสัจจะ
อย่างยิ่ง
ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็เป็นสตรีที่ดีงามยิ่งนัก
จางเจอคงตกลงสินะ
เจียงเสวี่ยหนิงรู้ว่าเหยาซีเป็นคนเช่นไร นาง
จึงคิดว่าจางเจอไม่ควรสู่ขอคนผู้นี้
แต่นางไม่มีคุณสมบัติจะทำอะไรได้อีกแล้ว
ที่สั่งสอนโหยวเย่ว์และตักเตือนเหยาซีไปก่อน
หน้านี้ เป็นเพราะทนดูจางเจอถูกคนทำลาย
ชื่อเสียงอันดีงามไม่ได้ บัดนี้เหยาซียินดีจะออก
เรือน ใต้หล้านี้ทุกคนล้วนตำหนิติเตียนและ
คัดค้านเรื่องนี้ได้ มีเพียงนางที่ทำไม่ได้ และไม่มี
สิทธิ์ด้วย…
นั่นเพราะนางมีใจให้จางเจอ
หากไปทำลายงานมงคลนี้ นางย่อมไม่กล้าพูด
โดยไร้ความละอายใจว่า ที่กระทำไปเพียงเพราะ
รับนิสัยของเหยาซีไม่ได้อย่างแน่นอน
——————
ภายในตำหนักเฟิงเฉินยามเช้าตรู่ เหล่าข้า
ราชบริพารภายในวังหลวงซึ่งทำหน้าที่ปรนนิบัติ
รับใช้ต่างจัดเก็บโต๊ะเรียนให้เป็นระเบียบ
เรียบร้อยมาตั้งแต่แรก มีโต๊ะจำนวนเก้าตัว เรียง
เป็นสามแถวแถวละสามตัวจากหน้าไปหลัง โต๊ะ
ตัวกลางของแถวแรกเป็นโต๊ะไม้จันทน์แกะสลัก
ทาน้ำยาเคลือบเงา เก้าอี้ด้านหลังปูเบาะผ้าแพรสี
แดงทอง มองแวบเดียวก็รู้ว่าต่างจากโต๊ะตัวอื่น
กระทั่งสี่สิ่งล้ำค่าในห้องทรงพระอักษรที่จัดวาง
บนนั้นก็ยิ่งสูงค่า
ชัดเจนว่านี่คือตำแหน่งที่นั่งขององค์หญิง
ใหญ่เล่อหยางเสิ่นจื่ออี
ทุกคนเดินเข้ามาจากภายนอก เพียงมองก็รู้
ถึงความพิเศษของตำแหน่งนี้ ต่างนั่งตรงตำแหน่ง
อื่นอย่างรู้ตัว ที่นั่งส่วนใหญ่จะคล้ายตอนพวกตน
มาเยือนตำหนักเฟิงเฉินเป็นครั้งแรก
เจียงเสวี่ยหนิงเลือกตำแหน่งริมหน้าต่าง
บริเวณหัวมุมโดยแทบไม่ลังเล
เป็นตำแหน่งที่นางนั่งเมื่อครั้งแรกนั่นเอง
ถึงแม้จะเปิดหน้าต่างและมีแสงแดดสาดส่อง
เข้ามา แต่หากเทียบกับสองแถวหน้า บริเวณนี้
ยังคงเป็นสถานที่ที่เหล่าเซียนเซิงทั้งหลาย
สังเกตเห็นได้ยากที่สุดอยู่ดี…ต่อจากนี้ต้องใช้เวลา
ถึงครึ่งปีเต็ม นางไม่อยากเลือกที่นั่งแถวหน้าและ
นั่งตรงหน้าเซี่ยเวย
เห็นชัดว่าเซียวซูและเฉินซูอี๋มั่นใจเรื่องความรู้
และชาติกำเนิดของตน ทยอยเลือกนั่งตรง
ตำแหน่งซ้ายและขวาขององค์หญิงใหญ่ เหยาซี
เลือกนั่งกึ่งกลางของแถวที่สอง อยู่
ด้านหลังเสิ่นจื่ออีพอดิบพอดี ส่วนซ้ายและขวา
แบ่งเป็นฟางเมี่ยวและโจวเปั่าอิง ดังนั้นแถว
สุดท้ายเมื่อเรียงจากซ้ายไปขวาจึงเหลือเพียง
โหยวเย่ว์ เหยาหรงหรง และเจียงเสวี่ยหนิง
วันนี้ถือว่าเป็นวันที่เสิ่นจื่ออีมาตำหนักเฟิง
เฉินอย่างเป็นทางการครั้งแรก
หลายวันมานี้เสด็จแม่และหัวหน้ากองซูกำชับ
มาแล้ว ยากเย็นนักกว่าเสด็จพี่ฮ่องเต้จะรับปาก
เปิดวิชาให้นางศึกษาเล่าเรียน ราชสำนักวิพากษ์-
วิจารณ์เรื่องนี้อย่างยิ่ง ส่วนใหญ่คิดว่าเรื่องนี้ไม่
ถูกจารีตประเพณี นางจึงต้องทะนุถนอมโอกาสนี้
เอาไว้ ไม่ทำอย่างขอไปทีเด็ดขาด
วันนี้นางสวมชุดชาววังสีเหลืองอ่อนปักลาย
ดิ้นทอง
เจียงเสวี่ยหนิงและพระสหายร่วมศึกษาอีก
แปดคนเพิ่งมาถึงไม่นานนัก ยังห่างจากยามเหม่า
หนึ่งเค่อ เสิ่นจื่ออีก็พานางกำนัลประจำตัวสอง
นางเดินเข้ามาจากภายนอกแล้ว
ทุกคนทยอยค้อมกายถวายการคารวะ
“ถวายพระพรองค์หญิงใหญ่ ขอองค์หญิงใหญ่
ทรงพระเจริญเพคะ”
เสิ่นจื่ออีไม่ได้ดีใจเช่นนี้มานานมากแล้ว ดวง
พักตร์งามแจ่มจ้าเปียมรอยยิ้ม มือทั้งสองข้างไพล่
หลัง กระโดดเหยงคราหนึ่งไปยืนบนธรณีประตู
กล่าวกับทุกคนว่า “จากนี้ไปพวกเจ้าล้วนเป็น
สหายร่วมศึกษาของข้าแล้ว ยังมีเวลาได้พบหน้า
กันอีกมาก ไม่ต้องแสดงการคารวะกลับไปกลับ
มาแล้วละ พวกเจ้าเหนื่อยข้าก็เหนื่อย รีบลุกขึ้น
เถอะ”
ระหว่างเอ่ยวาจาก็กวาดสายตามองรอบหนึ่ง
จากนั้นก็ส่งเสียงดัง “เอ๊ะ” ก่อนจะเดินตรง
ไปเบื้องหน้าเจียงเสวี่ยหนิง “หนิงหนิง ทำไมเจ้า
นั่งอยู่แถวหลังสุดเล่า?”
เสิ่นจื่ออีติดกลีบดอกอิงเถาสีชมพูกลาง
หน้าผากกลีบหนึ่ง หลังจากงานเลี้ยงเทศกาลฉง
หยางคราวก่อน ความหม่นหมองซึ่งปรากฏอยู่
บนใบหน้าในกาลก่อนก็คลายลง เลิกจงใจ
วางมาดองค์หญิงใหญ่เช่นที่เคยทำ กลับ
กลายเป็นคนเรียบง่ายเป็นกันเอง ทำให้ผู้อื่นเข้า
หาได้ง่าย ทั้งยังเปียมความร่าเริงสดใสของสาว
น้อยอยู่หลายส่วนด้วย
เจียงเสวี่ยหนิงอดสั่นสะท้านยามสบสายตา
เป็นห่วงเป็นใยของนางไม่ได้
จำได้ว่าชาติก่อนตนเคยเห็นเสิ่นจื่ออีเบิกบาน
มีความสุขและไร้เดียงสาเช่นนี้เหมือนกัน แต่พอ
นางรู้ว่าเจียงเสวี่ยหนิงเป็นสตรี สีหน้าเบิกบานก็
หายไปจนหมดสิ้น นางกลับไปเป็นองค์หญิงใหญ่
เล่อหยางซึ่งมีแต่ความเศร้าหดหู่ภายในดวงตา
และมีนิสัยเลวร้ายมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังเดิม
ครั้งก่อนเจียงเสวี่ยหนิงเคยมีประสบการณ์
ได้รับความ ‘ดี’ ที่องค์หญิงเคยมีต่อตนมาแล้ว
กลัวว่าพอนางเอ่ยปากจะเรียกให้ตนไปนั่งแถว
หน้า จึงรีบกะพริบตาอธิบาย “หม่อมฉันโง่เขลา
ดื้อรั้น เรียนไม่เก่ง นั่งตรงนี้จะได้ไม่ทำให้เซียน
เซิงเห็นแล้วรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ หากมีครั้งใด
หม่อมฉันกระทำการพลั้งเผลอจนเซียนเซิงบอก
ให้หม่อมฉันไสหัวกลับไป เช่นนั้นจะมิแย่หรือเพ
คะ?”
นี่เป็นการบอกอ้อม ๆ ว่าตนเองไม่อยากถูก
เซียนเซิงพบเห็น
เสิ่นจื่ออีฟังเข้าใจ อดรู้สึกเบิกบานใจไม่ได้ “มี
เปินกงจู่คุ้มหัวอยู่ ผู้ใดกล้าบอกให้เจ้าไสหัวไป?”
สายตาของผู้อื่นในตำหนักตกบนร่างเจียง
เสวี่ยหนิงทันที บ้างก็อิจฉา บ้างก็สลับซับซ้อน
บ้างก็หวาดระแวง บ้างก็ครุ่นคิด
เจียงเสวี่ยหนิงสัมผัสบรรยากาศอันแปลก
ประหลาดที่เกิดขึ้นภายในตำหนักได้
แต่นางไม่กล้ามอง
กลัวว่าหากเงยศีรษะขึ้นมาแล้ว ดวงตาอันคม
กริบจะทิ่มแทงตนจนตาย!
เสิ่นจื่ออีเติบโตโดยได้รับความโปรดปราน
เป็นล้นพ้นภายในวังหลวง นอกจากเสด็จพี่ฮ่องเต้
และเสด็จแม่แล้วก็ไม่รู้ว่าสิ่งใดคือ ‘การ
บันยะบันยัง’ เมื่อชื่นชอบคนผู้หนึ่งก็จะดีต่อคนผู้
นั้นโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใดทั้งสิ้น
ที่จริงนางอยากให้เจียงเสวี่ยหนิงมานั่งข้าง ๆ
หากนั่งใกล้กันสักหน่อย หันหน้าไปก็จะ
มองเห็น นั่นมิใช่ชวนให้สุขอุราหรอกหรือ แต่เมื่อ
มองไปยังแถวหน้าสุดอีกครา เซียวซูและเฉินซูอี๋
ต่างนั่งอยู่ข้างซ้ายและข้างขวาของนางเรียบร้อย
นางรู้จักคนทั้งสองมาตั้งแต่เมื่อก่อน หากเรียกให้
ผู้ใดสักคนมาสลับกับเจียงเสวี่ยหนิงเกรงว่าคงจะ
ไม่ดี พานให้คนกระอักกระอ่วนใจโดยใช่เหตุ
เสิ่นจื่ออีจึงได้แต่ปล่อยผ่าน
นางบ่นพึมพำ “ในเมื่อเจ้านั่งตรงนี้แล้วก็นั่ง
ไปก่อนเถอะ วันใดเบื่อค่อยเปลี่ยนก็ได้”
เจียงเสวี่ยหนิงโล่งใจ “ขอบพระทัยองค์หญิง
ใหญ่เพคะ”
คราวนี้เสิ่นจื่ออีถึงเดินผ่านกายนาง นั่งลงตรง
โต๊ะตัวเองซึ่งตั้งอยู่กึ่งกลางของแถวแรก
เซียวซูยืนขึ้นในเวลานี้เอง นางวางกล่องผ้า
แพรลงบนโต๊ะของเสื่นจืออีอย่างเป็นธรรมชาติ
กะพริบตายิ้มแย้มให้เสิ่นจื่ออี
เสิ่นจื่ออีร้องด้วยความตื่นเต้นยินดีทันที
“อาซูเอาของขวัญมาให้ข้าด้วยหรือนี่!”
นางประคองกล่องผ้าแพรขึ้นมาเปิด ด้านใน
เป็นตัวหุ่นละครเงาอันงามวิจิตรตัวหนึ่ง นางพลัน
ชื่นชอบจนวางไม่ลง
เฉินซูอี๋ลุกขึ้นยืนทันใดเช่นกัน ใช้สองมือ
ประคองของขวัญที่ตระเตรียมมา “ได้ยินว่าองค์
หญิงใหญ่โปรดภาพวาดของกู้ฉีเซียนเซิง เผอิญที่
บ้านเก็บสะสมเอาไว้ คราวนี้จึงนำมาถวาย
พระองค์ได้พอดีเลยเพคะ”
เสิ่นจื่ออีตื้นเต้นยินดีอีกครา “ซูอี๋เจ้าช่างดีต่อ
ข้าจริง ๆ !”
บทที่ 45 สร้างความแค้น (2)
การเข้าวังครั้งนี้ ทุกคนต้องเป็นพระสหาย
ร่วมศึกษาของเสิ่นจื่ออี หากที่บ้านมีผู้รู้จัก
วางแผนหรือมีความคิดละเอียดรอบคอบก็จะต้อง
เตรียมของขวัญให้เสิ่นจื่ออี บ้างก็ล้ำค่า บ้างก็เป็น
แค่น้ำใจ
เดิมทีไม่มีผู้ใดกล้ามอบให้ก่อน
แต่ในเมื่อมีเซียวซูและเฉินซูอี๋นำหน้า
มิหนำซ้ำเสิ่นจื่ออียังยินดีเช่นนี้อีก ทุกคนจึง
บังเกิดความกล้า ฉวยโอกาสส่งมอบของขวัญที่
ตนเองตระเตรียมมาบ้าง
ไม่นานนัก บนโต๊ะเสิ่นจื่ออีก็มีข้าวของวางอยู่
จำนวนมาก
เจียงเสวี่ยหนิงมองจนตาโตอ้าปากค้าง
นางนึกขึ้นมาได้ว่าธุระสำคัญของการกลับ
บ้านครั้งนี้สำหรับตัวเองคือจัดการเรื่องของโหยว
ฟางอิ๋นและเยี่ยนหลิน ทำให้ไม่ได้นึกถึงเสิ่นจื่ออี
แม้แต่น้อย ขณะนี้ทุกคนต่างนำของขวัญของ
ตนเองออกมาแล้ว แต่นางกลับไม่ได้เตรียมมาสัก
กระผีก!
หนังตาเต้นกระตุกอย่างรุนแรง
นางแอบครุ่นคิดว่าถึงอย่างไรก็มีคนมอบ
ของขวัญให้มากมายขนาดนี้ อีกทั้งตนยังนั่งอยู่
ตรงหัวมุม ให้ความรู้สึกว่าไม่มีตัวตนอยู่แล้ว ทาง
ที่ดีอย่ามีคนสังเกตเห็นก็พอ
แต่ผู้ใดจะคาดคิดว่าสวรรค์ไม่ทำให้คนสม
ปรารถนา นั่นเพราะมีคนปากเปราะอยู่คนหนึ่ง
โหยวเย่ว์มองเจียงเสวี่ยหนิงตั้งแต่ตอนเสิ่นจื่อ
อีเดินเข้ามาแล้ว ยามนี้ยิ่งสังเกตเห็นว่าทุกคน
ล้วนนำของขวัญมา มีแค่เจียงเสวี่ยหนิงที่นั่งอยู่
ตรงที่นั่งไม่ขยับเขยื้อน ทั้งยังก้มหน้าลงต่ำ
แล้วจะไม่ให้นางกุมจุดอ่อนได้หรือ
เมื่อได้รับการสั่งสอนคราวก่อน นางเรียนรู้ที่
จะไม่เป็นปฏิปักษ์กับเจียงเสวี่ยหนิงซึ่งหน้าแล้ว
เพียงทำท่าสงสัยใคร่รู้ ตะเบ็งเสียงหัวเราะกล่าว
ว่า “คิดไม่ถึงว่าทุกคนจะใจตรงกัน ต่างนำ
ของขวัญมาถวายองค์หญิงใหญ่ แม้สิ่งของจะ
แตกต่าง ทว่าแต่ละคนมีความแปลกใหม่
เพียงแต่ข้าเห็นคุณหนูรองเจียงนั่งอยู่ด้านข้างไม่
พูดไม่จา หรือว่าจะเตรียมของขวัญพิเศษอะไรมา
อย่างนั้นหรือ?”
เมื่อโหยวเย่ว์พูดเช่นนี้ ความสนใจซึ่งถูก
เบี่ยงเบนไปก่อนหน้าก็กลับมาสู่ร่างเจียงเสวี่ย
หนิงอีกหน
แม้แต่เสิ่นจื่ออียังหันศีรษะกลับมา มองเจียง
เสวี่ยหนิงด้วยแววตาระยิบระยับ
เป็นสายตาที่สื่อความคาดหวังชัดเจนว่าเจียง
เสวี่ยหนิงจะมอบความตื่นเต้นยินดีให้
ตอนนี้เจียงเสวี่ยหนิงอยากโผไปฉีกทึ้งปาก
เน่าเหม็นที่คอยก่อเรื่องของโหยวเย่ว์เสียจริง แต่
เมื่อหันสบดวงตาซึ่งเต็มไปด้วยความความหวัง
ของเสิ่นจื่ออีก็รู้สึกอับจนปัญญา
นางไม่ได้เตรียมสิ่งใดมาจริง ๆ
หรือจะให้นางปลดหยกประดับเอวที่พกติด
ตัวมาหลอกพอเป็นพิธีส่งเดช
เจียงเสวี่ยหนิงทำไม่ลง
นางหลุบตาเล็กน้อย ไม่สบตาเสิ่นจื่ออี ถอน
หายใจทีหนึ่งแล้วตอบว่า “หม่อมฉันไม่ได้เตรียม
ของขวัญมาเพคะ”
ครั้นเซียวซูซึ่งนั่งอยู่แถวหน้าได้ยินคำกล่าวนี้
ก็พลันเลิกคิ้วพลางยิ้มหยันเงียบ ๆ คราหนึ่ง
ส่วนโหยวเย่ว์ยิ่งเผยรอยยิ้มว่าแผนการ
ประสบความสำเร็จ ปิดปากแสดงท่าทีประหลาด
ใจเหลือแสนทันที “เป็นไปไม่ได้น่า องค์หญิงใหญ่
ทรงดีต่อคุณหนูรองเจียงมากเป็นพิเศษเยี่ยงนั้น
แต่เจ้ากลับ…กลับไม่ได้เตรียมแม้กระทั่งของขวัญ
…”
จงใจไม่เอ่ยส่วนที่เหลือ ไม่จำเป็นต้องเอ่ย
คำพูดอันแสนชั่วร้ายเลยด้วยซ้ำ
สีหน้ายามผู้อื่นมองเจียงเสวี่ยหนิงออกจะ
แปลกประหลาดอยู่บ้าง เดิมทีพวกนางควรเห็น
ใจ แต่ผู้ที่ได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษจากองค์หญิง
ใหญ่ ไหนเลยจะถึงคราวให้พวกนางเห็นใจได้
ยามนี้ทุกคนต่างมองดูโดยไม่เปล่งเสียง
สักแอะเดียว
พวกนางคิดในใจว่า ต่อให้องค์หญิงใหญ่โปรด
เจียงเสวี่ยหนิงอีกสักเพียงใด แต่เมื่อตกอยู่ใน
สถานการณ์ที่ถูกเปรียบเทียบกันอย่างรุนแรง
เช่นนี้ คงจะทรงทราบว่านางหาได้ใส่ใจพระองค์
มากขนาดนั้นไม่ ถึงอย่างไรก็ต้องไม่พอพระทัย
แน่
พวกนางคาดเดาไม่ผิด ชั่วขณะที่เสิ่นจื่ออีได้
ยินว่าเจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้เตรียมของขวัญมาก็
รู้สึกผิดหวังจนพูดไม่ออกจริง ๆ กระทั่งยังรู้สึก
เสียใจอีกด้วย คิดว่าในขณะที่ผู้อื่นยังนึกออกว่า
ต้องเตรียมของขวัญให้ แล้วเจียงเสวี่ยหนิงที่
ตัวเองทำดีต่อนางถึงเพียงนี้เล่า เหตุใดกลับคิด
ไม่ได้กัน?
แต่อึดใจต่อมาก็เห็นเจียงเสวี่ยหนิงก้มหน้าก้ม
ตา
ทั้งไม่แก้ตัว ทั้งไม่อธิบาย
เจียงเสวี่ยหนิงมีรูปโฉมพริ้มเพราเป็นทุนเดิม
ยามนี้หางตาและคิ้วขยับเล็กน้อย กระเพื่อมไหว
ดั่งปลายกิ่งไม้ต้องน้ำค้าง คอระหงที่ก้มต่ำก็ทำให้
คนใจอ่อนยวบ ถึงขั้นอดรู้สึกปวดใจไม่ได้ด้วยซ้ำ
เสิ่นจื่ออีนึกถึงสิ่งที่เยี่ยนหลินเคยบอกตน นึก
ถึงชาติกำเนิดของเจียงเสวี่ยหนิง และนึกถึง
สภาพความเป็นอยู่ภายในจวนของนาง…
เจียงเสวี่ยหนิงกำลังก้มหน้าขบคิดว่าตนควร
หาเหตุผลใดดี ครั้นนางเพิ่งจะนึกอะไรได้ก็เงย
ศีรษะกะจะแก้ต่างให้ตนเอง “อันที่จริง หม่อม
ฉัน…”
แต่กลับคาดไม่ถึงเป็นอย่างยิ่ง คำพูดนางยัง
ไม่ทันหลุดจากปาก เสิ่นจื่ออีก็เบ้าตาแดง กล่าว
กับนางว่า “ข้ารู้ ข้ารู้ทุกอย่าง”
‘เจ้า เจ้ารู้อะไรน่ะ?’
เจียงเสวี่ยหนิงใจกระตุกวูบ เกือบนึกว่านางรู้
ความลับอะไรบางอย่างของตนเข้าแล้ว แต่ครั้น
ช้อนดวงตาขึ้นมาอีกครั้งก็แทบจะตกใจกับ
ท่าทางจะร้องไห้มิร้องไห้แหล่ของนาง
สัญชาตญาณบางอย่างของเจียงเสวี่ยหนิงร้อง
บอกว่าเรื่องนี้ไม่ถูกต้อง “องค์หญิงใหญ่…”
เสิ่นจื่ออีกลับลุกขึ้นเดินมาถึงเบื้องหน้านาง
จับมือนางกล่าวอย่างแน่วแน่ “หนิงหนิง เจ้า
วางใจเถอะ มีข้าอยู่ทั้งคน ไม่มีทางให้ผู้ใดรังแก
เจ้าแน่! ไม่ได้เตรียมของขวัญมาแล้วจะเป็นไร?
เจ้ามาเป็นสหายร่วมศึกษาก็ถือเป็นของขวัญอัน
ล้ำค่าที่สุดที่ข้าได้รับมาแล้วละ”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
‘แต่สำหรับข้ามันเหมือนฟั้าผ่ากลางแจ้งเลย
เข้าใจหรือไม่! มิหนำซ้ำที่แท้ท่านกำลังสร้าง
จินตนาการอะไรอยู่ในหัวสมองกันแน่เนี่ย!’
ผู้คนโดยรอบนึกว่าต่อให้เสิ่นจื่ออีไม่ถือโทษ
แต่ก็ต้องรู้สึกไม่พอใจ ไหนเลยจะคิดว่าจู่ ๆ
เรื่องราวกลับพลิกผันไปได้
เซียวซูตะลึงงัน
ส่วนโหยวเย่ว์ยิ่งตกใจจนปากแทบร่วงถึงพื้น!
เสิ่นจื่ออีกลับมั่นใจไปแล้วว่าเจียงเสวี่ยหนิง
เป็นคนน่าสงสาร ตอนอยู่บ้านก็มีสภาพความ
เป็นอยู่ที่บิดามารดาไม่รักใคร่เอ็นดู แล้วจะยัง
เตรียมของขวัญให้ได้อย่างไรกันเล่า
อีกทั้งตนยังเกือบจะตำหนินางอีก ไม่สมควร
เลยจริง ๆ
ด้วยความปวดใจอย่างเหลือแสน เสิ่นจื่ออีอ
ยากทำดีต่อนางอย่างอดไม่ได้ จึงชี้โต๊ะหนังสือ
ของตนแล้วบอกว่า “เจ้าดูสิ นี่เป็นของที่พวกนาง
มอบให้ข้า เจ้าลองดูว่ามีสิ่งใดที่ชอบบ้าง ข้าจะให้
เจ้าทั้งหมดเลย!”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
ฟึบ ฟึบ ฟึบ ฟึบ…
สายตาอันคมกริบพุ่งสาดมาจากทั่วทุก
สารทิศ!
ทุกคนล้วนไม่กล้าเชื่อว่าตนเองได้ยินอะไรเข้า
ของขวัญที่พวกนางบรรจงตระเตรียมมาให้องค์
หญิงใหญ่ กลับถูกองค์หญิงใหญ่หันไปมอบให้กับ
ผู้ที่ไม่ได้เตรียมของขวัญมาให้พระองค์เลยอย่าง
นั้นหรือ?!
ที่แท้ก็มีแต่เจียงเสวี่ยหนิงที่เป็นคนสำคัญ
ส่วนพวกนางนั้นคือต้นหญ้า!
อย่าว่าแต่พวกนางเลย ต่อให้เป็นเจียงเสวี่ย
หนิงเองยังอดรู้สึกเจ็บปวดดวงใจแทนไม่ได้
จากนั้นก็ปวดใจแทนตัวเอง
นี่เหมือนกับทำให้ทุกคนเกลียดชังตนในชั่ว
พริบตา!
ทว่าครั้นมองดวงหน้าอันจริงใจและงามเฉิด
ฉันตรงหน้า เสิ่นจื่ออีแสดงออกว่ากำลังดีต่อนาง
จริง ๆ นางเลยไม่อาจถือโทษโกรธเคือง
เจียงเสวี่ยหนิงจึงบังเกิดความคิดใหม่ขึ้นมาได้
ทันที…
นับจากวันนี้เป็นต้นไป แค่ตั้งใจเกาะขาใหญ่
อย่างเสิ่นจื่ออีให้แน่นก็พอ ส่วนผู้อื่นไม่ว่าจะดู
เช่นไรก็ไม่เหมือนคนที่คบค้าสมาคมได้โดยง่าย
เมื่อเป็นเช่นนี้ใครจะรักนางหรือใครจะไม่ชอบ
นางก็ตามใจเถอะ!
บรรยากาศภายในตำหนักเฟิงเฉินพลันชะงัก
งันไปชั่วขณะ
ต่างคนต่างมีความในใจ
โชคยังดีที่ยามนี้มีเสียงอันราบเรียบดังมาจาก
นอกตำหนักเสียงหนึ่ง ทำลายความเงียบสงัดที่
ทำให้คนรู้สึกหายใจไม่ออกนี้ไป เป็นเซี่ยเวยซึ่ง
ย่างก้าวขึ้นบันไดพร้อมเอ่ยถามเสียงเบาประโยค
หนึ่งว่า “องค์หญิงใหญ่และพระสหายร่วมศึกษา
มาถึงแล้วหรือ?”
เจียงเสวี่ยหนิงพลันหนังตากระตุก