คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 46 หนิงหนิงคนขี้ขลาด (1)
ขณะเซี่ยเวยเดินเข้ามาจากภายนอก สิ่งที่
มองเห็นก็คือภาพเหตุการณ์เช่นนี้ ไม่รู้เพราะเหตุ
ใดตำหนักเฟิงเฉินถึงเงียบสงัด สายตาของทุกคน
ล้วนพุ่งไปยังจุดเดียว ต่างคนต่างกำลังมองหัวมุม
ทางขวาสุดของแถวที่สาม องค์หญิงใหญ่เล่อห
ยางเองก็ไม่ได้นั่งตรงที่นั่งของตน แต่กลับยืนอยู่
ตรงมุมนั้น เบ้าตาแดงก่ำปิมว่าจะร่ำไห้ ไม่รู้ว่า
เป็นเพราะซาบซึ้งหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมกัน
แน่ มือของนางกำลังจับมือเรียวยาวของสาวน้อย
ที่อยู่ตรงหัวมุมผู้นั้นแน่น
ส่วนสาวน้อยผู้นั้น…
คือเจียงเสวี่ยหนิง
ขณะนี้สมองของเจียงเสวี่ยหนิงเต็มไปด้วย
การคำนวณผลได้ผลเสียจากการปฏิบัติต่อตน
เป็นพิเศษของเสิ่นจื่ออี คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีเสียง
ของเซี่ยเวยดังมาจากด้านนอก จนเมื่อเห็นเงา
ของเขามาโผล่อยู่ตรงประตู นางถึงรู้สึกตัว
เซี่ยเวยเห็นเสิ่นจื่ออีกำลังกุมมือนางอยู่
ในแววตาอันสงบนิ่งนั้น ความคิดบางอย่างผุด
ออกมาให้เห็นเบาบาง
เจียงเสวี่ยหนิงไม่รู้เพราะเหตุใดถึงรู้สึกเย็น
ท้ายทอยวาบกะทันหัน ส่วนมือที่ถูกสายตาของ
เซี่ยเวยจดจ้องก็ยิ่งรู้สึกเหมือนมีเกาทัณฑ์อันคม
กริบแทงทะลุ แผ่นหลังพลันเย็นยะเยือก แอบดึง
ฝั่ามือกลับเงียบ ๆ ทันควัน
มีเพียงสวรรค์ที่รู้ว่าหากเซี่ยเวยเห็นพวกนาง
สนิทสนมกันแล้วจะคิดเช่นไร!
หากเขาสงสัยว่านางก่อเรื่องอีกเล่าจะทำ
อย่างไร
โชคยังดี ขณะนี้เสิ่นจื่ออีถูกเซี่ยเวยดึงความ
สนใจไปแล้ว จึงสังเกตไม่เห็นรายละเอียด
ปลีกย่อยนี้ เพียงยกยิ้มหลังจากตะลึงงันไปวูบ
หนึ่ง นางเป็นฝั่ายโค้งคารวะเซี่ยเวยก่อน “คารวะ
เซียนเซิง ขอแสดงการคารวะเซียนเซิงทั้งหลาย
เจ้าค่ะ”
ยามนี้ผู้อื่นถึงเพิ่งรู้สึกตัวและแสดงการคารวะ
บ้าง
เจียงเสวี่ยหนิงพลันผุดลุกจากที่นั่ง คารวะ
เซี่ยเวยเช่นกัน “คารวะเซี่ยเซียนเซิงเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยละสายตา เพียงมองเจียงเสวี่ยหนิงซึ่ง
ก้มหน้างุดอีกรอบ ก่อนจะเดินเข้ามาจากนอก
ตำหนักผ่านข้างกายนาง สุดท้ายก็ยืนกึ่งกลาง
เบื้องหน้าตำหนักพร้อมเอ่ยอย่างเรียบเฉยว่า “ไม่
มีผู้ใดมาสาย ดีมาก ไม่ต้องมากพิธี นั่งลงเถอะ”
ต่างคนต่างนั่งตามที่บอก จากนั้นถึงค่อยกล้า
มองเขา
เซี่ยเวยยังคงสวมชุดนักพรตสีครามหม่น
ดังเดิม เกล้าผมด้วยปินสีคราม เสื้อคลุมหลวม
กว้าง บริเวณแขนเสื้อยังคงเปียกชื้นไอหมอกจาก
ความหนาวเย็นเล็กน้อยของช่วงปลายฤดูสารท
ต้นฤดูเหมันต์ด้านนอก ดูสูงสง่าเหนือสิ่งใดบน
โลก ราวกับผู้ถือสันโดษที่เร้นกายกลางขุนเขา
แต่เขาไม่ได้มาตามลำพัง
ยามนี้ขบวนคนที่ตามเขาเข้ามาในตำหนักยัง
มีเซียนเซิงสี่ท่านที่ได้รับการคัดเลือกมาจากสภา
ฮั่นหลินด้วย
สามในนั้นคือเซียนเซิงผู้อาวุโสที่มา
ตำหนักเฟิงเฉินเพื่อทดสอบความรู้พร้อมเซี่ยเวยค
รั้งก่อน ส่วนอีกคนเพิ่งพบเป็นครั้งแรก อายุราวสี่
สิบกว่าปี ใบหน้าเคร่งขรึม ไม่พูดไม่ยิ้มแย้ม คิด
ว่าคงเป็นเซียนเซิงที่ถูกคัดเลือกเข้ามาภายหลัง
เจียงเสวี่ยหนิงมองแวบเดียวก็จดจำสามคน
แรกได้
อย่างไรเสียก็เพิ่งผ่านไปแค่ไม่กี่วันเท่านั้น
นางยังจดจำท่าทางขอไปทีกับคำพูดเหล่า
ของเซียนเซิงทั้งสามคนขณะมาทดสอบความรู้ใน
วันนั้นได้ดี
ยามนี้จึงขมวดหัวคิ้วเล็กน้อย
เจียงเสวี่ยหนิงนึกขึ้นมาได้ว่าตนเองเคยคิดจะ
ไปฟั้องความประพฤติของเซียนเซิงสามคนนั้นแต่
ยังไม่ทันได้กระทำเลย
เซี่ยเวยเอ่ย “วันนี้เป็นวันแรก คิดว่าองค์หญิง
และพระสหายร่วมศึกษาทุกคนยังไม่คุ้นเคยกับ
เซียนเซิงทั้งหลาย และคงยังไม่ได้เตรียมบทเรียน
มาล่วงหน้า ข้าและเซียนเซิงทุกท่านปรึกษาหารือ
กันแล้วได้ความว่าวันนี้จะยังไม่เริ่มเรียนก่อน แต่
จะให้ทุกคนทำความรู้จักเซียนเซิง จากนั้นให้
เซียนเซิงทั้งหลายบอกกล่าวว่าครึ่งปีหลังจากนี้
จะต้องร่ำเรียนสิ่งใดกันบ้าง และแต่ละท่านมี
เงื่อนไขอันใดบ้างเท่านั้น”
พอกล่าวจบเขาก็มองอีกสี่คนที่เหลือ
เซียนเซิงทั้งสี่จึงออกมาบอกกล่าวสถานะ
รวมถึงหัวข้อบทเรียนที่จะต้องถ่ายทอดหลังจากนี้
ตำราที่พระสหายร่วมศึกษาต้องใช้งานคราวนี้
ล้วนวางอยู่บนโต๊ะของพวกนางแล้ว ‘คัมภีร์ว่า
ด้วยเรื่องจริยะ’ หนึ่งเล่ม บรรยายโดยจางเซียน
เซิง จางจ้งผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าหอบันทึก
ประวัติศาสตร์ ‘คัมภีร์ลำนำและกวี’ หนึ่งเล่ม
บรรยายโดยจ้าวเซียนเซิง จ้าวเยี่ยนหงผู้ดำรง
ตำแหน่งราชบัณฑิตฝั่ายปรับปรุงเนื้อหา
ประวัติศาสตร์ประจำสภาฮั่นหลิน ‘สิบแปดเทียบ
[1]’ ซึ่งถือเป็นอักขรวิธี ถ่ายทอดการสอนโดย
หวังเซียนเซิง หวังจิ่วผู้ดำรงตำแหน่งราชบัณฑิต
ฝั่ายบรรยายเนื้อหาประวัติศาสตร์ประจำสภาฮั่น
หลิน นอกจากนี้ว่ากันว่ายังจะรับหน้าที่สอนวาด
ภาพอีกด้วย ขณะที่ ‘วิชาคำนวณสิบคัมภีร์’ เป็น
วิชาคำนวณ บรรยายโดยซุนเซียนเซิง ซุนซู่
อาจารย์จากสถานศึกษาหลวงที่เพิ่งมาวันนี้
เซียนเซิงสี่คน ตำราสี่เล่ม
เหมือนจะไม่มีอะไรผิดพลาด
แต่เมื่อซุนเซียนเซิงซึ่งสอนวิชาคำนวณกล่าว
จบ ทุกคนก็พบว่าไม่ถูกต้องยิ่งนัก บนโต๊ะของแต่
ละคนต่างวางตำราที่ต้องใช้งานเอาไว้ล่วงหน้า
แล้วก็จริง แต่ทั้งหมดมีเพียงสี่เล่ม โดยมีเซียนเซิง
ทั้งสี่เป็นผู้สอน
เช่นนั้น…
เซี่ยเวยเล่า?
ขณะที่เจียงเสวี่ยหนิงกำลังขบคิดว่าในน้ำเต้า
เซี่ยเวยขายยาอะไรอยู่กันแน่[2] เสิ่นจื่ออีผู้นั่งอยู่
ข้างหน้าก็เอ่ยปากถามด้วยความอยากรู้แล้ว “แต่
ว่าเซี่ยเซียนเซิง นี่เพิ่งจะสี่วิชาเองนะ บอกว่า
นอกจากท่านจะสอนพิณแล้ว ยังสอนพวกเราอีก
วิชาด้วยไม่ใช่หรือ?”
เซี่ยเวยตอบ “กระหม่อมสอน ‘วรรณกรรม’
พ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นจื่ออีสงสัย “ไม่มีตำราหรือ?”
เซี่ยเวยชำเลืองมองนอกตำหนักครั้งหนึ่งก่อน
เอ่ยว่า “มีคนไปเอาแล้ว ประเดี๋ยวคงมาแล้วพ่ะ
ย่ะค่ะ”
‘เอามา?’
ในวังหลวงมีตำราครบครัน หากจะเตรียมก็
ควรจะเตรียมเสร็จตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่หรือ เหตุ
ใดเพิ่งใช้ให้คนไปเอามาตอนนี้
ทุกคนล้วนประหลาดใจเล็กน้อย
ทว่าเซี่ยเวยไม่อธิบายให้มากความ กล่าวจบก็
นั่งลงด้านข้าง เพียงฟังจางจ้งหัวหน้าหอบันทึก
ประวัติศาสตร์ผู้บรรยายตำรา ‘คัมภีร์ว่าด้วย
เรื่องจริยะ’ ที่ยืนพูดอยู่กลางตำหนัก ขณะนี้
จางจ้งกำลังดึงข้อความจากตำรามาเป็นข้ออ้างอิง
และใช้ประวัติศาสตร์มาเป็นบทเรียน เพื่อบอก
เล่าถึงความสำคัญของการเรียนการปกครองแก่
ทุกคน
จางจ้งอายุหกสิบปี จอนผมขาว คือผู้ที่เมื่อ
หลายวันก่อนนั่งอยู่ในตำหนักแล้วบอกว่าสตรีแค่
ศึกษา ‘หนังสือเตือนสตรี’ ก็พอ ไม่จำเป็นต้อง
เรียนรู้อะไรมากมาย ถึงแม้จะเชี่ยวชาญ
ประวัติศาสตร์นับพันปี แต่กระนั้นเมื่อยืน
บรรยายกลางตำหนักกลับไม่น่าสนใจแม้แต่น้อย
วิธีบรรยายของเขาทั้งไม่พลิกแพลงและน่าเบื่อ
ทุกคนฟังจนมึนงงหัวสมองพองโต
แม้เจียงเสวี่ยหนิงจะเตือนตนเองในใจว่าเซี่ย
เวยยังอยู่ด้านข้าง แต่นางก็ไม่อาจควบคุมไม่ให้
สติหลุดลอยได้เลย หนังตาทั้งบนและล่างไม่อาจ
ต้านทานไหว ครั้นเกือบจะสัปหงกคาโต๊ะหนังสือ
ถึงค่อยตกใจจนได้สติคืนกลับมาบ้าง ผล
กลายเป็นว่าเมื่อช้อนตาขึ้นก็มองเห็นเซี่ยเวยนั่งอ
ยู่ตรงนั้น มือยกถ้วยชา กำลังจ้องนางเขม็ง
ชั่วพริบตานี้เอง นางตกใจจนแทบหมอบลง
พื้น
ส่วนบางคนก็เคลิ้มหลับจนแทบจะล่องลอย
ไปถึงดินแดนสุมาตรา!
เจียงเสวี่ยหนิงตื่นเต็มตา สมองพลันผุด
ประโยคที่เซี่ยเวยพูดคราวนั้นว่า ‘อย่ามาทำให้ข้า
โมโหอีก’ นางแอบกดหนังตาซึ่งกำลังเต้นกระตุก
อย่างรุนแรง ฝืนรวบรวมสติแล้วตั้งใจฟังหลวงจีน
ชราจางจ้งบรรยายอย่างกับท่องบทสวดมนต์
ด้านบนต่อ
ทนผ่านไปได้ครึ่งชั่วยามเต็ม จางจ้งถึงเอ่ยว่า
“เพราะข้าศึกษาประวัติ-ศาสตร์ ข้าจึงได้รับ
มอบหมายให้เป็นผู้บรรยายวิชาแรกถวายองค์
หญิงใหญ่และพระสหายร่วมศึกษาทุกคน
วัตถุประสงค์คือเพื่อพูดเปิดหัวด้วยประเด็น
สำคัญ ให้พวกเจ้าได้รู้ว่าคำว่า ‘เรียน’ มี
ความสำคัญมากเพียงใด อย่างที่ว่ากันไว้ว่า ‘ใน
ตำราย่อมมีห้องทองคำ’ และที่ว่ากันว่า ‘เวลามี
ค่าดั่งทองคำ’ โอกาสที่จะได้รับฟังการบรรยาย
จากบัณฑิตผู้ทรงภูมิในแผ่นดินมีไม่มากนัก พวก
เจ้าสมควรทะนุถนอมมันไว้ถึงจะถูก ทั้งยังหวังว่า
ภายภาคหน้าจะขจัดความจองหองอวดดีและ
ความวู่วามไปเสีย ขอกล่าวคำพูดไม่น่าฟังไว้
ล่วงหน้า หากพวกเจ้านำนิสัยเอาแต่ใจของสตรีที่
ใช้ภายในจวนมาใช้ที่นี่ ข้าจะไม่มีวันยอมทน
แน่นอน”
เจียงเสวี่ยหนิงลอบถอนหายใจยาว ‘พูดจบ
เสียที!’
ชาติก่อนนางไม่ชอบนั่งฟังการบรรยายที่นี่
จะมาโทษว่านางไม่รักความก้าวหน้า ไม่ใฝั่เรียนรู้
เพียงฝั่ายเดียวไม่ได้จริง ๆ บัณฑิตชราพวกนี้
วางก้ามเต็มที่ เวลาบรรยายก็ไม่ชอบพูดภาษาคน
และไม่สนใจด้วยว่านางจะฟังเข้าใจหรือยินดีจะ
ฟังหรือไม่ ทำให้คนหมดความอดทน
วันนี้หากเซี่ยเวยไม่ได้นั่งอยู่ตรงนี้ เกรงว่านาง
คงคว่ำโต๊ะเดินจากไปตั้งนานแล้ว
และสิ่งที่น่ากลัวยิ่งไปกว่านั้นคือ…
ตอนนี้แค่ครึ่งชั่วยามน่ะช่างเถอะ แต่หลังจาก
นี้ วันคืนที่เหมือนฝึกอยู่ในนรกยังต้องดำเนินไป
อีกตั้งครึ่งปี!
เจียงเสวี่ยหนิงเริ่มรู้สึกสิ้นหวังขึ้นมาบ้างแล้ว
เซียวซูและเฉินซูอี๋ที่นั่งอยู่ข้างหน้าก็ขมวดคิ้ว
เล็กน้อยเช่นกัน
ส่วนเสิ่นจื่ออีตรงกลาง หลังจากจางจ้
งบรรยายจบก็ยิ่งแอบเอามือปั้องปากหาวคำโต
กลับเป็นเซียนเซิงที่สีหน้าไม่แปรเปลี่ยน บ้าง
ก็นั่งสงบนิ่ง บ้างก็นั่งครุ่นคิด บ้างก็หลับตา
พักผ่อน ไม่รู้สึกสักนิดว่าจางจ้งบรรยายเช่นนี้มี
ปัญหาอะไร
มีเพียงเซี่ยเวยที่มองศิษย์หญิงซึ่งกำลังง่วง
เหงาหาวนอนใกล้จะหลับทั้งเก้าคนกลางตำหนัก
แต่เขายังไม่ทันเอ่ยปากพูดอะไรก็มีเสียงฝีเท้า
เร่งร้อนแว่วมาจากนอกตำหนักแล้ว
ขันทีน้อยผู้หนึ่งวิ่งเข้ามาด้วยความรีบเร่ง บน
หน้าผากมีเหงื่อผุดพรายท่ามกลางสภาพอากาศ
อันหนาวเย็น เขากอดตำราปึกหนึ่งในอ้อมอก
กล่าวกับเซี่ยเวยว่า “ใต้เท้าเซี่ย ตำราที่ท่าน
ต้องการเขียนคัดลอกเสร็จเรียบร้อยแล้ว เข้าเล่ม
ตามที่ท่านเคยสั่งไว้ สิบชุดอยู่ตรงนี้ครบแล้ว
ขอรับ”
——————–
1. สิบแปดเทียบ เป็นผลงานขึ้นชื่อของท่าน
หวังฉีฉาง เนื้อหาที่กล่าวถึงคล้ายเป็น
บันทึกชีวิตประจำวันของนักเขียนชายชรา
2. ในน้ำเต้าขายยาอะไรอยู่ เป็นสำนวน
หมายถึงมีแผนอะไรอยู่ในใจกันแน่
บทที่ 46 หนิงหนิงคนขี้ขลาด (2)
เซียนเซิงที่เหลือมองไปทางเขา
เสิ่นจื่ออีซึ่งนั่งอยู่กลางตำหนักกับพระสหาย
ร่วมศึกษาทั้งหลายก็มองไปทางเขาเช่นกัน
เซี่ยเวยหยิบตำราออกมาจากปึกนั้นเล่มหนึ่ง
แล้วพลิกดูหลายหน้า คล้ายกำลังยืนยันว่าเย็บ
เข้าเล่มตามที่สั่งเอาไว้ก่อนหน้านี้ปราศจาก
ข้อผิดพลาด จากนั้นถึงโบกมือคราหนึ่ง ให้นาง
กำนัลแจกจ่ายตำราให้ทุกคน
หนึ่งคนถือหนึ่งเล่ม
หน้าปกตำราสีน้ำเงินอย่างที่เห็นได้ทั่วไปที่สุด
บนนั้นปราศจากอักษรใด ๆ ค่อนข้างหนากว่า
ตำราอื่นเป็นพิเศษ
เจียงเสวี่ยหนิงจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า
เหมือนชาติก่อนเซี่ยเวยจะแจกตำราเล่มนี้เช่นกัน
ทว่าตอนนั้นนางแอบหนีออกไปตั้งแต่ตอนจางจ้ง
บรรยายจนง่วงเหงาหาวนอน หลังจากนั้นก็ไม่ได้
ตั้งใจฟังอีก กระทั่งว่าไม่เคยเปิดตำราเล่มนี้ด้วย
ซ้ำ
ดังนั้นยามนี้จึงรู้สึกสงสัยใคร่รู้ขึ้นมาหลาย
ส่วน…
ตำราที่เซี่ยเวยเตรียมมาบรรยายมีอะไรอยู่
ข้างในกันแน่
นางถือตำราในมือแล้วพลิกอ่าน
เมื่ออ่านเนื้อหาของแต่ละหน้าอย่างละเอียด
กลับตกใจจนเบิกตาโพลงทันที…
‘ไม่หมกมุ่นในโลกีย์[1] ‘เจิ้งปั๋อปราบน้อง[2]
‘โกวเจี้ยนทำลายแคว้นอู๋[3]’ ‘ซูฉินใช้กลยุทธ์
พันธมิตรเจรจากับฮ่องเต้แคว้นฉิน[4] ‘บท
วิพากษ์หลิวโหว’ ‘บทวิพากษ์หกแคว้น[5] ‘กงซู
ปาน[6]’ ‘ปลาคือสิ่งที่ข้าต้องการ[7]’ ‘อิสรจร
[8]’ ‘ยุทธวิธีโจมตี[9] ‘เปียนเชวี่ยพบไช่หวนกง
[10] ‘บทวิพากษ์ความผิดพลาดยุคฉิน[11]’
‘จารึกเจี้ยนเก๋อ[12] ‘สิบข้อประพฤติของผู้นำ
[13]’ ‘บันทึกชมจันทร์ใต้หิมะเมืองฉางอัน
[14]’…
มีครบครันหมดทุกสิ่งอย่าง
บ้างก็มาจาก ‘ตำราประวัติศาสตร์[15]’
‘บันทึกทางประวัติศาสตร์ใน สมัยชุนชิว[16]’
บางอย่างมาจาก ‘บันทึกสุนทรพจน์ในสมัยชุนชิว
[17]’ ‘ยุทธศิลปยุครณรัฐ’ ส่วนบางอย่างก็มา
จาก ‘คัมภีร์ม่อจื่อ[18]’ ‘คัมภีร์เมิ่งจื่อ’ ตั้งแต่ยุค
ก่อนราชวงศ์ฉิน ราชวงศ์ฮั่นตะวันตกและ
ตะวันออก ยาวไปจนถึงราชวงศ์เว่ย-จิ้น จากการ
วิพากษ์การเมืองและการปกครองไปจนถึงบันทึก
การท่องเที่ยว เลือกบทที่มีชื่อเสียงและมีแต่
ประเด็นสำคัญมารวมไว้อยู่ในตำราเล่มเดียว!
สิ่งที่เซี่ยเวยต้องการจะสอนคือของพวกนี้
อย่างนั้นหรือ
เจียงเสวี่ยหนิงพลันรู้สึกขมขื่นขึ้นมาอักโข
มิน่าเล่านางถึงสู้เซียวซูไม่ได้
เซี่ยเวยเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการวางกลยุทธ์
สติปัญญาล้ำเลิศ เมื่อดูตำราก็รู้แล้วว่าการ
บรรยายของเขาไม่ใช่การกระทำอย่างขอไปที
หากผู้เล่าเรียนตั้งใจทุ่มเทเรียนรู้ให้ได้สักหลาย
ส่วน แม้จะเป็นแค่เศษเสี้ยวก็เกรงว่าคงได้รับ
ประโยชน์ไปไม่น้อยเลยทีเดียว
ชาติก่อนเซียวซูตั้งใจฟัง ส่วนนางนั้น…
สำหรับเจียงเสวี่ยหนิงซึ่งได้อ่านตำรับตำรามา
ไม่น้อยหลังย้อนเวลามาเกิดใหม่ เนื้อความของ
ตำราเล่มนี้ยังถึงขั้นน่าตื่นตะลึง ดังนั้นสำหรับ
คุณหนูที่เพิ่งจะออกมาสู่โลกภายนอกคนอื่นจึงยิ่ง
น่าตกตะลึงพรึงเพริดเป็นธรรมดา
แม้แต่เสิ่นจื่ออีเอง ครั้นเห็นแล้วยังเบิกตา
โพลงไม่ได้สติอยู่นานสองนาน
ครอบครัวเฉินซูอี๋ให้การอบรมสั่งสอนอย่าง
เข้มงวด แม้จะร่ำเรียนเขียนอ่านมาเช่นกัน แต่ก็รู้
ว่ามีตำราและบทความบางอย่างที่สตรีไม่ควร
อ่าน และที่บ้านก็ไม่เคยให้นางอ่านด้วย
ยามนี้พอพลิกอ่านเนื้อความด้านในก็ขมวด
คิ้วเล็กน้อย
นางอดถามไม่ได้จริง ๆ “เซี่ยเซียนเซิงจะสอน
สิ่งเหล่านี้หรือเจ้าคะ?”
เซี่ยเวยไม่ได้เงยหน้า ตอบกลับไปว่า
“ถูกต้อง”
นิ้วมือซึ่งกำลังพลิกตำราของเฉินซูอี๋ค่อย ๆ
จิกแน่น นางลุกขึ้นยอบกายคารวะเซี่ยเวย พูด
เน้นทีละคำว่า “แต่ไหนแต่ไรมาใต้หล้านี้ฟั้าดิน
แบ่งแยกชัดเจน หยินและหยางมีลำดับ บุรุษคุม
เรื่องภายนอก สตรีคุมเรื่องภายใน ผิดถูกชั่วดี
แยกแยะชัดเจน ไม่ควรเปลี่ยนแปลง ท่านพ่อเคย
บอกเอาไว้ การวิพากษ์การเมืองและการปกครอง
เป็นสิ่งที่บุรุษต้องเรียน หากสตรีนำความรู้ด้าน
การปกครองมาใช้งานจะทำให้หยินหยางสับสน
ฟั้าและดินกลับตาลปัตร ผิดหลักการแห่งสวรรค์
เดิมทีซูอี๋เคารพที่เซียนเซิงมีความรู้เป็นเลิศใน
แผ่นดิน แต่บัดนี้กลับแต่งตำราเช่นนี้และนำมา
สอนเหล่าสตรี ขออภัยที่ซูอี๋ล่วงเกิน…เซียนเซิงทำ
เช่นนี้จะผิดต่อจรรยาหรือไม่?”
“…”
เซี่ยเวยซึ่งเดิมทียังพลิกดูตำรา ‘บทวิพากษ์
ความผิดพลาดยุคฉิน’ ที่อยู่ในมือว่าคัดลอก
ออกมาเป็นเช่นไร ครั้นได้ฟังถ้อยคำนี้ก็ทำให้นิ้ว
มือซึ่งแตะอยู่บนท้ายประโยค ‘ไม่ปกครองด้วย
มนุษยธรรม ยามช่วงชิงและรักษาดินแดนย่อม
ประสบเหตุเปลี่ยนแปลง’ หยุดชะงัก
ยามนี้เขาถึงจะเงยศีรษะมองเฉินซูอี๋ เพียงยิ้ม
แย้มเล็กน้อย “หากไม่อยากเรียน ก็ไปได้”
ทุกคนตกใจแทบตาย ประโยคนี้มันต่างจาก
‘อยากเรียนก็เรียน ไม่อยากเรียนก็ไสหัวไป’
ตรงไหน?!
อย่างไรก็ตามครั้นเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินก็นิ่งงัน
เป็นอันดับแรก จากนั้นกลับเหมือนเห็นประกาย
แสงท่ามกลางความมืดมิด ‘หากไม่อยากเรียน ก็
ไปได้’ ที่เซี่ยเวยกล่าวเมื่อครู่ดังก้องในสมองไม่
หยุด
‘ไปได้?’
นางอารมณ์พลุ่งพลาน มือสั่นระริก พลันทำ
ตำราตกพื้น
‘ตุบ’
ตำหนักเฟิงเฉินก่อนหน้านี้เงียบสงัด เสียงที่
ไม่นับว่าดังนี้กลับเสียดแก้วหูชัดเจนเป็นพิเศษ
สายตาของเซี่ยเวยเบนมา เมื่อเห็นว่าเป็น
เจียงเสวี่ยหนิง ประกายตาก็ลุ่มลึกขึ้นเล็กน้อย
เอ่ยถามว่า “คุณหนูรองเจียงมีความคิดเห็นอัน
ใด?”
เจียงเสวี่ยหนิงตกใจจนวิญญาณไม่กลับเข้า
ร่าง
ความคิดที่ว่า ‘ไม่อยากเรียน ข้าจะไปแล้ว’ ที่
เพิ่งผุดขึ้นมาเมื่อสักครู่พลันหายวับ นางส่ายหน้า
แสดงความจริงใจโดยปราศจากความลังเล “เซี่ย
เซียนเซิงเลือกเฟั้นบทความอันมีชื่อรวมเป็นตำรา
เล่มนี้ ช่างทุ่มเทพากเพียรยิ่งนัก พวกเราเป็น
เพียงพระสหายร่วมศึกษาขององค์หญิงใหญ่เท่า
นั้นเอง ในขณะที่องค์หญิงใหญ่ทรงเป็นถึงหงส์ซึ่ง
ถือกำเนิดจากมังกร ย่อมมีความสามารถเหนือกุล
สตรีในห้องหอทั่วไปมากอยู่แล้ว การบอกว่า ‘ผิด
ต่อจรรยา’ อะไรนั่น ถือเป็นการใช้ตนเองไปวัด
ค่าของผู้อื่นจริง ๆ เหลวไหลยิ่งนัก!”
หางคิ้วของเซี่ยเวยกระตุกเบา ๆ อมยิ้มมุม
ปากขณะมองนาง
สายตาเย็นชาของเฉินซูอี๋ที่อยู่ด้านหน้าแทบ
จะหันขวับกลับมาจ้องร่างนาง!
เจียงเสวี่ยหนิงแผ่นหลังเย็นวาบ คราวนี้ถึงได้
สติ…
‘จบกัน!’
ต้องโทษที่เซี่ยเวยน่ากลัวเกินไป นางไม่ทันได้
ระวัง อยากจะประจบเอาใจแต่กลับพูดความใน
ใจออกมาเสียได้!
หลังจากนั้นเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง นาง
จำไม่ได้แล้ว ถึงแม้นางจะดูเหมือนนั่งด้วยความ
มั่นคงหนักแน่นอยู่ตรงนั้น ทว่าใจกลับบริภาษ
ตัวเองเละเทะ รู้เพียงว่าสุดท้ายเฉินซูอี๋นั่งลงโดย
ไม่ได้พูดอะไรอีก
ถึงอย่างไรโอกาสในการได้เป็นพระสหายร่วม
ศึกษาก็ได้มาไม่ง่าย
ท่าทีของเซี่ยเวยไม่ได้เป็นมิตรอย่างที่คิดนัก
ต่อให้ไม่พอใจ ก็จำต้องลองชั่งน้ำหนักดูสักหน่อย
เมื่อถึงกลางยามเฉินสามเค่อ หลังจากเซียน
เซิงทั้งหลายสั่งให้ทบทวนบทเรียนและการเรียน
พิณในวันรุ่งขึ้นก็ปล่อยพวกนางแล้วจากไป เฉินซู
อี๋กลับตำหนักเฟิงเฉินเป็นคนแรก
พวกเซียวซูอดเป็นห่วงนางไม่ได้ ต่างตาม
ออกไปด้วย
ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงกระอักกระอ่วนใจหน่อยๆ
จำต้องอยู่รั้งท้าย อย่างไรก็ตามเมื่อเงยหน้าขึ้นมา
ก็เห็นเซี่ยเวยเดินลงมาจากตำหนัก เขาหยุดชะงัก
เล็กน้อยขณะเดินผ่านกายนาง
หนังศีรษะของนางด้านชาไปแล้ว จำต้องพูด
ด้วยความกระดาก “เซี่ยเซียนเซิง”
ยามเซี่ยเวยยืนไม่รู้ว่าสูงกว่านางตั้งเท่าไร
บัดนี้กำลังหลุบตาจ้องมองนาง ริมฝีปากบาง
คลี่ยิ้มประหลาด มือข้างหนึ่งกำม้วนตำรา ส่วน
มืออีกข้างไพล่หลัง เอ่ยกับนางด้วยท่าทางสบาย
อารมณ์ว่า “วันนี้ถือว่าเฉลียวฉลาดอยู่บ้าง”
——————–
1. ไม่หมกมุ่นในโลกีย์ เป็นเนื้อหาบทหนึ่งใน
ตำราประวัติศาสตร์ ประพันธ์โดยโจวกง มี
เนื้อหาตักเตือนฮ่องเต้ถึงการประพฤติตัว
2. เจิ้งปั๋อปราบน้อง เป็นเรื่องเล่าของเรื่องราว
ในสมัยชุนชิวเกี่ยวกับการแก่งแย่งชิงแคว้น
และชิงบัลลังก์กันระหว่างสองพี่น้อง
3. โกวเจี้ยนทำลายแคว้นอู๋ เป็นเรื่องราวใน
ประวัติศาสตร์ของฮ่องเต้โกวเจี้ยนแห่ง
แคว้นเย่ว์ที่รบชนะแคว้นอู๋ในสมัยชุนชิว
4. ซูฉินใช้กลยุทธ์พันธมิตรเจรจากับฮ่องเต้
แคว้นฉิน เป็นเนื้อหาบทหนึ่งในยุทธศิลป
ยุครณรัฐ เล่าถึงนักยุทธศาสตร์การเมือง
ชื่อซูฉินนำกลยุทธ์พันธมิตรไปเจรจากับ
ฮ่องเต้แคว้นต่าง ๆ
5. บทวิพากษ์หกแคว้น ประพันธ์โดยซูสวินใน
สมัยซ่งเหนือ มีเนื้อหาวิพากษ์ถึงการล่ม
สลายของหกแคว้นในสมัยยุครณรัฐ
6. กงซูปาน ประพันธ์โดยม่อจื่อและลูกศิษย์
ในสมัยรณรัฐ เล่าถึงม่อจื่อที่ไปโน้มน้าว
ช่างฝีมือชื่อกงซูปาน (หรือหลู่ปาน) กับ
ฮ่องเต้แคว้นฉู่ให้ล้มเลิกความคิดที่จะบุก
แคว้นซ่ง
7. ปลาคือสิ่งที่ข้าต้องการ เป็นเนื้อหาบทหนึ่ง
ในคัมภีร์เมิ่งจื่อในสมัยรณรัฐ มีเนื้อหาเน้น
ความสำคัญของคุณธรรมว่ามีเหนือกว่า
ชีวิต
8. อิสรจร ประพันธ์โดยจวงจื่อ เป็นเนื้อหาบท
แรกของคัมภีร์จวงจื่อ มีเนื้อหาว่าด้วย
มุมมองความคิดต่อการใฝั่หาอิสรภาพ
9. ยุทธวิธีโจมตี ประพันธ์โดยซุนอู่ (หรือซุนวู)
ในสมัยชุนชิว เป็นเนื้อหาในตำราพิชัย
สงครามซุนอู่ ว่าด้วยกลยุทธ์ในการตีเมือง
โดยไม่เน้นการใช้กำลัง
10. เปียนเชวี่ยพบไช่หวนกง ประพันธ์โดยหาน
เฟยในยุครณรัฐ เล่าถึงไช่หวนกงที่
หวาดกลัวการรักษาทำให้ปฏิเสธการรักษา
จากหมอเทวดาเปียนเชวี่ย สุดท้ายจึง
เสียชีวิต
11. บทวิพากษ์ความผิดพลาดยุคฉิน ประพันธ์
โดยเจี่ยอี้ในสมัยฮั่นตะวันตก เป็นบทสรุป
บทเรียนทางประวัติศาสตร์ถึงการล่มสลาย
ของแคว้นฉิน
12. จารึกเจี้ยนเก๋อ ประพันธ์โดยจางจ้ายใน
สมัยจิ้นตะวันตก กล่าวถึงความ
เจริญรุ่งเรืองหรือล่มสลายของแคว้นว่า
ขึ้นอยู่กับผู้นำ ไม่ใช่ชัยภูมิ โดยเจี้ยนเก๋อ
เป็นชื่อเส้นทางยุทธศาสตร์สายสำคัญ
13. สิบข้อประพฤติของผู้นำ ประพันธ์โดยเว่ย
เจิงในสมัยถัง มีเนื้อหาเตือนผู้นำให้ระวังภัย
แม้ยามสงบสุข
14. บันทึกชมจันทร์ใต้หิมะเมืองฉางอัน
ประพันธ์โดยซูหยวนอวี๋ในสมัยถัง มีเนื้อหา
กล่าวถึงเหตุการณ์หิมะตกในเมืองฉางอัน
ประพันธ์อย่างมีเอกลักษณ์ทางวรรณศิลป
15. ตำราประวัติศาสตร์ ประพันธ์ขึ้นใน
สมัยโจว รวบรวมเรื่องราวในประวัติศาสตร์
ในช่วงก่อนสมัยฉิน
16. บันทึกทางประวัติศาสตร์ในสมัยชุนชิว มี
ข้อสันนิษฐานว่าประพันธ์โดยจั่วชิวหมิงซึ่ง
เป็นขุนนางกองประวัติศาสตร์ของแคว้นห
ลี่ว์ ประพันธ์ขึ้นในปลายสมัยชุนชิว มี
เนื้อหากล่าวถึงประวัติศาสตร์ของแคว้น
ต่าง ๆ ในสมัยชุนชิว [17] บันทึกสุนทร
พจน์ในสมัยชุนชิว มีข้อสันนิษฐานว่า
ประพันธ์
17. บันทึกสุนทรพจน์ในสมัยชุนชิว มีข้อ
สันนิษฐานว่าประพันธ์โดยจั่วชิวหมิง มี
เนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของแคว้น
ต่าง ๆ โดดเด่นด้านใช้วิธีบันทึกด้วยการ
แบ่งสารบัญจำแนกตามภาษาและแคว้น
18. คัมภีร์ม่อจื่อ ประพันธ์ในสมัยชุนชิวจนถึง
ยุครณรัฐโดยม่อจื่อและลูกศิษย์ มีเนื้อหา
มุ่งเน้นรูปแบบสังคมที่มนุษย์พึงรักใคร่
ปรองดองต่อกันและปฏิบัติต่อกันฉันญาติ
มิตร