คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 47 แสร้งทำตัวสูงส่ง (1)
เฉลียวฉลาด…
ขณะเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินสองคำนี้ หางตาก็
กระตุก
เหตุใดเซี่ยเวยถึงพูดจาเหมือนนางไม่มีความ
หยิ่งในศักดิ์ศรีอย่างนั้นล่ะ
นางอยากโต้แย้งกลับไปสักประโยค
เหมือนกัน แต่พอจะอ้าปากก็นึกถึงคำพูดและ
พฤติกรรมของตนเองในวันนี้อย่างถ้วนถี่ นาง
ไม่ได้หน้าหนาจนถึงขนาดบอกว่าตัวเองหยิ่งใน
ศักดิ์ศรีได้จริง ๆ นั่นแหละ
เพราะถึงอย่างไรหากอยู่ร่วมกันอย่าง
ปลอดภัยได้ แล้วผู้ใดจะยินดีไปมีเรื่องกับเซี่ยเวย
กันเล่า
นางพลันรู้สึกอัดอั้นตันใจ
โชคยังดีที่คล้ายว่าอีกฝั่ายไม่ได้ต้องการ
สนทนากับนางมากเท่าใดนัก พอพูดจบก็เดินผ่าน
ข้างกายนาง มุ่งตรงออกไปนอกตำหนัก
เจียงเสวี่ยหนิงทอดสายตามองแผ่นหลังเขา
จากในตำหนัก
ขณะนี้ไอหมอกสลายไปพอสมควรแล้ว
แสงตะวันสว่างจ้าสาดส่องและตกกระทบลง
มาจากเบื้องบน ยิ่งขับให้บุคลิกสูงส่งดั่งเทพบน
สวรรค์ของเซี่ยเวยโดดเด่นยิ่งขึ้น ประหนึ่งเซียน
ลงมาเยือนโลกมนุษย์ ปราศจากกลิ่นคาวเลือด
และความโหดร้ายปั่าเถื่อนเช่นที่นางเคยพบเห็น
ในชาติก่อน
มิหนำซ้ำ…
เหตุใดนางกลับรู้สึกว่าตอนเซี่ยเวยเอ่ยวาจา
กับนางเมื่อสักครู่ อีกฝั่ายดูเหมือนจะอารมณ์ดีไม่
เลวเลยด้วย
ทั้งที่ยามเอ่ยคำพูดว่า ‘หากไม่อยากเรียน ก็
ไปได้’ กับเฉินซูอี๋ เขายังมีทีท่าอารมณ์เสียมากอยู่
เลย นางเองก็ไม่รู้ว่าเขาไปเจอเรื่องอะไรมา ไม่
เช่นนั้นเซี่ยจวีอันผู้ที่มักกระทำการใดด้วยความ
ใส่ใจและปราศจากข้อผิดพลาดย่อมไม่ถึงขั้น
พูดจาเช่นนี้ออกมาเด็ดขาด
ครั้นนึกถึงตรงนี้ เจียงเสวี่ยหนิงก็รู้สึก
กระสับกระส่ายไปทั้งร่าง อย่าบอกนะว่าคำพูด
ประจบสอพลอของนางเอาใจเซี่ยเวยได้สำเร็จ!
หากง่ายดายปานนั้นแล้วละก็ นางซึ่งพยายามทุก
วิถีทางก็ยังไม่ประสบความสำเร็จในชาติที่แล้วจะ
นับว่าเป็นผู้ล้มเหลวมากเพียงใดกัน…
“หนิงหนิง ยังไม่ไปอีกหรือ?”
ขณะนั้นเองก็มีเสียงร้องเรียกดังมาจากนอก
ตำหนัก
เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงได้สติและหันหน้ากลับไป
ก็มองเห็นเสิ่นจื่ออีซึ่งจากไปแล้วย้อนกลับมาใหม่
กำลังชะโงกศีรษะเข้ามามองจากนอกตำหนัก คิด
ว่าเป็นเพราะพวกนางออกไปปลอบใจเฉินซูอี๋
ก่อน แต่เห็นว่านางไม่ได้ตามไปด้วยจึงวกกลับมา
หา
พลันเกิดความรู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมาเล็กน้อย
นางตอบไปว่า “จะไปเดี๋ยวนี้แหละเพคะ”
เสิ่นจื่ออีรอให้นางออกมาแล้วก็พูดกดเสียง
เบาว่า “บ้านซูอี๋เข้มงวดกวดขันมาก ใต้เท้าเฉิน
เป็นคนพูดคำไหนคำนั้นถึงได้เป็นเช่นนี้ เจ้าก็
เหลือเกิน โง่หรืออย่างไร ต่อให้ใจคิดแบบนั้นจริง
ก็ไม่อาจพูดออกมาต่อหน้าทุกคนได้นะ”
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็คิดไม่ถึงว่าตนจะพูด
ออกมาเช่นกัน
นางไม่สะดวกจะอธิบาย ได้แต่ยอมรับ
“หม่อมฉันมุทะลุเกินไป ครั้งหน้าจะระวังแน่นอน
เพคะ”
เสิ่นจื่ออีได้ยินน้ำเสียงนางแฝงความกลัดกลุ้ม
หน่อย ๆ ใจก็กระตุกวูบคราหนึ่ง รีบปลอบใจว่า
“เฮ้อ เจ้าเองก็อย่าคิดมากเลยนะ ที่จริงแล้วซูอี๋
นิสัยไม่เลว ไม่เคยอารมณ์เสียโดยง่าย เห็นแก่
หน้าข้าย่อมไม่มีทางถือสาหาความเจ้าแน่นอน”
เจียงเสวี่ยหนิงคิดในใจว่าก็ไม่แน่หรอก
แต่คำกล่าวนี้ไม่สะดวกจะพูดกับเสิ่นจื่ออี จึง
ทำได้เพียงหัวเราะรับความปรารถนาดีของนาง
“มีองค์หญิงทรงห่วงใยก็เพียงพอแล้ว คนอื่น
หม่อมฉันไม่สนใจเพคะ”
ครั้นเสิ่นจื่ออีได้ยินคำพูดนี้ก็ช้อนดวงตาสบ
กับแววตาอันแสนจะอ่อนโยนของนาง อีกทั้งบน
ริมฝีปากอันงดงามดั่งกลีบบุปผายังประดับ
รอยยิ้มบาง ไม่รู้เพราะเหตุใดถึงรู้สึกใบหน้าร้อน
ผ่าวใจสั่นไหว ไม่กล้าจ้องมองดวงหน้างดงาม
พราวเสน่ห์นี้โดยตรง
นางขวยเขินยิ่งนัก “หนิงหนิง เจ้า เจ้าพูด
อะไรน่ะ!”
เมื่อพูดจบก็รู้สึกกระดากอาย ขยี้เท้าทีหนึ่ง
แล้วทิ้งคำพูดเอาไว้ว่า “ข้ากลับตำหนักก่อนนะ”
จากนั้นก็ยกชายกระโปรงหนีจากไปอย่างลนลาน
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
ไม่ใช่นะ นางแค่อยากจะเกาะคนใหญ่คนโตก็
เท่านั้นเอง ที่แท้เสิ่นจื่ออีเข้าใจอะไรผิดอีกเนี่ย
อย่า อย่า อย่า อย่าลนลาน…
เป็นเพียงสหาย…สหายสนิทก็เท่านั้นเอง!
———————-
แม้ว่าเฉินซูอี๋จะไม่ใช่คนนิสัยยโสโอหังอะไร
นัก แต่โตจนปั่านนี้ก็ไม่เคยต้องโมโหแบบวันนี้มา
ก่อนเลย อาจารย์เช่นเซี่ยเวยจะสอนสิ่งที่หญิง
สาวอย่างพวกนางไม่ควรได้เรียนโดยเด็ดขาดน่ะ
ช่างเถอะ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นอาจารย์ เบื้องบนมี
สามหลักการเบื้องล่างมีห้าวิถี[1] ในฐานะที่เป็น
ลูกศิษย์ก็ควรเคารพและให้เกียรติครูบาอาจารย์
นางไม่ควรพูดอะไรให้มากความอีก
แต่เจียงเสวี่ยหนิงนับเป็นตัวอะไร
ถึงกับกล้าบอกว่านาง ‘ใช้ตนเองไปวัดค่าผู้อื่น
เหลวไหลยิ่งนัก’ !
ตลอดทางที่ออกมาจากตำหนักเฟิงเฉิน เฉินซู
อี๋ไม่อยากเห็นหน้าเจียงเสวี่ยหนิงแม้สักอึดใจ
เดียว ด้วยกลัวว่าจะทำให้ดวงตาของตนต้องแปด
เปือน
ล้วนเป็นผู้อื่นที่ตามมาปลอบโยน
คนที่ร่วมเดินทางมาเมื่อกลับถึงเรือนหยางจื่
อต่างหว่านล้อมนางว่า “ทั่วทั้งเมืองหลวงมีผู้ใด
ไม่รู้บ้างว่าคุณหนูรองเจียงเกิดมานิสัยยโสโอหัง
ไม่ได้เรื่องไม่ได้ราว จะพูดจาเช่นนั้นก็ไม่แปลก
เลยสักนิด พี่หญิงเฉินต่างจากนางตั้งแต่ภายในจด
ภายนอก แล้วเหตุใดต้องถือสาหาความนาง
โมโหจนทำลายสุขภาพตนเองไปเปล่า ๆ ด้วย
เล่า”
แน่นอนว่าบางคนหว่านล้อมจริง บางคนก็เส
แสร้ง
โหยวเย่ว์กลัวว่าเรื่องราวจะไม่ลุกลามบาน
ปลายไปมากกว่านี้ ยังคงจดจำความแค้นเรื่องที่
เคยถูกหักหน้าในตำหนักได้ ฉะนั้นจึงพูดด้วย
ความรู้สึกปวดร้าว “นั่นสิ คนมีตาก็ดูออก
พระทัยขององค์หญิงใหญ่ทรงเอนเอียงไปทาง
นางจนหมดสิ้น พวกเราล้วนถวายของขวัญด้วย
ความปรารถนาดี แต่เผลอประเดี๋ยวเดียวองค์
หญิงใหญ่กลับทรงยกไปวางต่อหน้าเจียงเสวี่ย
หนิงและให้นางเลือกเฟั้นเสียได้ คิดว่าต่อให้นาง
ทำเรื่องที่แปลกประหลาดมากไปกว่านี้ องค์หญิง
ก็จะทรงปกปั้องนางเช่นกัน ชาติตระกูลของพี่
หญิงเฉินยิ่งใหญ่เกรียงไกร แม้ว่าจะสูงส่งกว่านาง
ไม่รู้ตั้งเท่าไร แต่ภายในวังหลวงแห่งนี้ เกรงว่า
อย่าเป็นศัตรูกับนางจะดีกว่า”
เซียวซูกลอกตามองนางครั้งหนึ่ง
เหยาหรงหรงถอนใจด้วยความอิจฉา
“คุณหนูรองเจียงได้รับความชื่นชอบจากผู้คนตั้ง
มากมายขนาดนี้ ช่างมีความสามารถมากเลยนะ”
ใบหน้าเฉินซูอี๋ถมึงทึงมากขึ้นเรื่อย ๆ
โหยวเย่ว์หัวเราะเย้ยหยัน เถียงกลับไปว่า
“นั่นก็เรียกว่าความสามารถด้วยหรือ? ได้ยินคน
เขาว่ากันว่านางเรียนตำราไม่รอด พฤติกรรมก็ไม่
เหมาะสม แม้แต่ตอนเข้าวังมาเพื่อเป็นพระสหาย
ร่วมศึกษาครั้งนี้ ทุกคนต่างเห็นด้วยตาตนเอง
หากมิใช่องค์หญิงใหญ่ทรงดูแล นางจะมีสิทธิ์
อะไรมานั่งร่วมกับพวกเราในตำหนักเฟิงเฉินได้
เล่า?”
——————–
1. สามหลักการห้าวิถี เป็นหลักจริยธรรมของ
ขงจื่อ สามหลักการ ได้แก่ ผู้ปกครองเป็น
ต้นแบบของขุนนาง บิดา เป็นต้นแบบของ
บุตร และสามีเป็นต้นแบบของภรรยา ส่วน
ห้าวิถี ได้แก่ เมตตากรุณา คุณธรรม
กาลเทศะ สติปัญญา และความซื่อสัตย์
บทที่ 47 แสร้งทำตัวสูงส่ง (2)
เหยาซีได้ยินแล้วไม่ได้เอ่ยอะไร
เฉินซูอี๋กลับมองเหยาซีและพูดขึ้นมาทันที
“เช้าวันนี้ตอนที่เดินไป เหมือนอาซีจะเดินอยู่กับ
นางนะ?”
เพราะก่อนหน้านี้มีเรื่องของจางเจอ อันที่จริง
เหยาซีไม่ได้รู้สึกว่าเจียงเสวี่ยหนิงย่ำแย่ถึงขั้นที่
ผู้อื่นว่าไว้ขนาดนั้น มิหนำซ้ำผู้ที่ถูกอีกฝั่ายรังแก
คือโหยวเย่ว์ ไม่ใช่ตนเสียหน่อย ในตอนนั้น
นอกจากจะตกใจแล้วก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก
เหยาซีเคยมีความคิดจะสนิทสนมกับเจียง
เสวี่ยหนิงอยู่บ้างจริง ๆ
อย่างไรเสียนางก็สงสัยใคร่รู้เรื่องระหว่างอีก
ฝั่ายกับจางเจอ
ทว่าครั้นเห็นท่าทีของทุกคนก็รู้ว่าต่างไม่
ชมชอบเจียงเสวี่ยหนิง เหยาซีจึงล้มเลิกความคิด
นี้ไป “ข้าแค่อยากจะถามเรื่องบางอย่างกับนาง
เท่านั้นเอง”
เฉินซูอี๋ “ข้านึกว่าเจ้าอยากจะสนิทสนมกับ
นางเสียอีก”
เหยาซียิ้ม “นางคู่ควรด้วยหรือ?”
โหยวเย่ว์รีบกล่าวเสริมทันที “ใช่ นางคู่ควร
เป็นสหายกับพี่หญิงเหยาที่ไหนกัน? กล่าวถึง
เพียงเรื่องชาติตระกูลก็ห่างชั้นกันเป็นโยชน์แล้ว
การให้ความสนใจนางก็ถือว่าให้เกียรตินางแล้ว
ละ”
ฟางเมี่ยวที่นั่งฟังอยู่ด้านข้างครึ่งค่อนวันกลับ
รู้สึกไม่เห็นด้วย เมื่อถึงตรงนี้จึงกลอกตาทีหนึ่ง
ก่อนเอ่ยว่า “ก็นั่นน่ะสิ อีกทั้งเยี่ยนซื่อจื่อก็ยัง
ประคบประหงมนาง รักใคร่นางราวกับแก้วตา
ดวงใจ ทำเอาทุกคนต้องหวั่นเกรงนางถึงสาม
ส่วน”
ผู้อื่นฟังแล้วยังไม่รู้สึกผิดปกติอะไร
โหยวเย่ว์ยังนึกว่าฟางเมี่ยวมีความคิดเหมือน
ตนเองด้วยซ้ำ คึกคักขึ้นมาทันที “ไม่รู้ว่าเยี่ยน
ซื่อจื่อเป็นอะไร คนเขาต่างรู้กันว่าเจียงเสวี่ยหนิง
ถูกส่งไปเลี้ยงดูอย่างยาจกอยู่ข้างนอกก่อนแล้วจึง
ค่อยได้รับตัวกลับมา มีแต่กลิ่นสาบคนจนทั่วร่าง
หน้าตาก็ดาด ๆ ชั้นต่ำ ปราศจากบุคลิกอันสง่า
งามของกุลธิดาตระกูลใหญ่ มองผาดเดียวก็รู้แล้ว
ว่าไม่อยู่กับร่องกับรอย จะนับว่าเป็น ‘หญิงงาม’
ได้ที่ไหนกัน?”
ฟางเมี่ยวแสดงสีหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง ผงก
ศีรษะอีกครั้งแล้วกล่าวว่า “นั่นน่ะสิ ก็แค่ขนคิ้ว
ละเอียดไปหน่อย ตาโตไปหน่อย จมูกเล็กไป
หน่อย ส่วนรูปปากนั่นก็งามไปหน่อย ผิวขาวกว่า
คนอื่นไปหน่อยก็เท่านั้นเอง ไม่งาม ไม่งามเลย
จริง ๆ !”
โหยวเย่ว์เอ่ย “ใช่แล้วละ ก็แค่ขนคิ้วละเอียดไป
หน่อย ตาโตไปหน่อย…”
เมื่อหลุดปากได้สองประโยค ในที่สุดก็รู้สึกถึง
ความผิดปกติ
โหยวเย่ว์หันขวับมามองฟางเมี่ยว ตั้งคำถาม
“นี่เจ้ากำลังด่านางหรือชมนางกันแน่?
หมายความว่าอย่างไร?”
สายตาของทุกคนไปอยู่ที่ร่างฟางเมี่ยว
ฟางเมี่ยวตกใจสะดุ้งโหยง “ย่อมด่านาง
แน่นอนสิ นี่ไม่ได้ด่าพร้อมท่านหรอกหรือ?”
โหยวเย่ว์แน่นหน้าอก เกือบหายใจไม่ออก
เฉินซูอี๋กลับขมวดคิ้วเล็กน้อย ถามอย่างไม่
เกรงใจยิ่งนัก “ที่แท้คุณหนูฟางเมี่ยวอยู่ฝั่ายใด
กันแน่?”
ฟางเมี่ยวเผยสีหน้าไม่ได้รับความเป็นธรรม
ร้องเสียงดังทันที “ข้ายังแสดงออกไม่ชัดเจนอีก
หรืออย่างไร? ก็ต้องอยู่ฝังพวกท่านอยู่แล้วสิ! ข้า
บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าข้าคนนี้ดูคนที่ ‘โชคชะตา’
น่ะ!”
สีหน้าของนางไม่เหมือนเสแสร้งจริง ๆ
ต่อให้เป็นเฉินซูอี๋เองก็ไม่อาจจับพิรุธอะไรได้
นอกจากนี้พอหวนนึกถึงสิ่งที่ฟางเมี่ยวพูด
เกี่ยวกับรูปโฉมของเจียงเสวี่ยหนิงก็เป็นความจริง
เช่นกัน ดังนั้นจึงอดรู้สึกคับข้องใจขึ้นมาหลาย
ส่วนไม่ได้
ขณะนี้เองโจวเปั่าอิงที่อยู่ด้านข้างซึ่งเพิ่งจะ
เคี้ยวขนมดอกหอมหมื่นลี้ชิ้นหนึ่งเสร็จ ไม่รู้
เพราะไม่ได้ฟังคำพูดก่อนหน้านี้ของพวกนาง
หรืออาจฟังไปได้เพียงครึ่งเดียว กลับเงยหน้า
ขึ้นมาพูดว่า “พี่หญิงรองเจียงน่ะหรือ? งามมาก
จริง ๆ นะ! ก่อนหน้านี้ข้ายังไม่เคยเห็นพี่หญิงที่
งดงามขนาดนี้มาก่อนเลย”
“…”
ทุกคนต่างนิ่งเงียบ ทั่วทั้งเรือนหยางจื่อไร้
สรรพเสียงใด ๆ ทันที
โจวเปั่าอิงยังคงถามด้วยความสงสัยใคร่รู้ “มี
อะไรหรือ พวกท่านไม่คิดแบบนั้นกันหรือ
อย่างไร?”
ฟางเมี่ยวกลั้นหัวเราะหวิดจะขาดใจตาย
ตั้งแต่เฉินซูอี๋ไปจนถึงเหยาซีและกระทั่งโหยว
เย่ว์ ทุกคนล้วนมีสีหน้ายากจะบรรยาย ราวกับ
กินแมลงวันเป็น ๆ ไปหนึ่งตัว
ยามเจียงเสวี่ยหนิงเดินกลับมาอย่างไม่เร็วไม่
ช้าจากภายนอก สิ่งที่นางเห็นก็คือภาพอันสงบ
เงียบเช่นนี้ ทุกคนไม่เอื้อนเอ่ยวาจา พอได้ยิน
เสียงฝีเท้าถึงหันหน้ากลับมามองนาง
ฟางเมี่ยวนั่งตรงหัวมุม แอบชูนิ้วโปั้งให้นาง
เงียบ ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงงุนงงจริง ๆ
เพียงแต่นางเดาออกว่าวันนี้ตนผิดใจกับคน
จำนวนไม่น้อย หรืออาจจะบอกว่าต่อให้ไม่ได้ผิด
ใจกับใคร แต่คนอื่นย่อมต้องหวาดระแวงจนถึง
ขั้นริษยาความเอาใจใส่ที่องค์หญิงใหญ่ทรงมีต่อ
นางอยู่ดี
จิตใจของนางจึงกลับมาสงบ
นางยังยิ้มขณะที่เดินผ่านประตูอีกด้วย “ทุก
ท่านค่อย ๆ คุยกันไปนะ ข้าขอตัวกลับห้องก่อน”
เฉินซูอี๋หัวเราะเย้ยหยันทีหนึ่ง “หากข้าเป็น
คุณหนูรองเจียง พูดจาไร้ศักดิ์ศรีต่อหน้า
ธารกำนัลเช่นนั้น เกรงว่าคงอับอายจนไม่อาจเจอ
หน้าผู้คนแล้ว แต่ไม่ยักรู้ว่าคุณหนูรองเจียงจะ
หน้าหนา ยังมีหน้ากลับมาอย่างไม่ทุกข์ร้อนเช่นนี้
ได้”
‘พูดจาไร้ศักดิ์ศรี?’
เจียงเสวี่ยหนิงคิดในใจว่าคนอย่างเจ้าเฉินซูอี๋
เมื่อเทียบกับเซี่ยเวยแล้วจะนับเป็นตัวอะไรได้
ระหว่างให้ผิดใจกับเจ้าหรือให้ผิดใจกับเซี่ยเวย
ข้าย่อมเลือกแบบแรกอยู่แล้ว ไม่ใช่คนโง่เสีย
หน่อยนี่นา!
มิหนำซ้ำเจียงเสวี่ยหนิงไม่ชอบคำพูดประโยค
นั้นของเฉินซูอี๋จริง ๆ
ชาติก่อนโหยวฟางอิ๋นที่เป็นสตรีนางหนึ่งยัง
ใช้ชีวิตได้อย่างมีอิสระเสรีตามอำเภอใจได้ เมื่อ
สืบสาวราวเรื่องจนถึงที่สุดแล้วก็เป็นเพราะ
สภาพแวดล้อมในการดำเนินชีวิตในอดีตของนาง
แตกต่างจากสังคมในสมัยราชวงศ์ ต้าเฉียน แล้ว
เฉินซูอี๋อาศัยอะไรถึงบอกว่าสตรีไม่อาจเรียนรู้
อาศัยอะไรถึงบอกว่าการวิพากษ์การเมืองและ
การปกครองเป็นสิ่งที่บุรุษต้องเรียน แต่หากสตรี
นำความรู้ด้านการปกครองมาใช้งานจะทำให้ห
ยินหยางสับสน ผิดต่อจรรยา พูดจาเหลวไหลทั้ง
เพ
เจียงเสวี่ยหนิงช้อนดวงตาขึ้นเล็กน้อย แสง
ตะวันขับให้ปลายคางเรียวเกิดเป็นเส้นสายอัน
งดงาม ทว่าท่วงท่ากิริยากลับเพิ่มความดูแคลนที่
ไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตายิ่งกว่ายามปกติ นางแค่น
เสียงหัวเราะขึ้นจมูกคราหนึ่งก่อนพูดว่า “ถ้าเจ้า
แน่จริงก็อย่าเข้าเรียนวิชาของเซี่ยเซียนเซิงสิ
ไม่ได้มัดขาเจ้าเอาไว้เสียหน่อย มาแสร้งทำตัว
สูงส่งอะไรกันเล่า!”
เฉินซูอี๋ลุกพรวดทันที “เจ้า…”
เจียงเสวี่ยหนิงประชันฝีปากกับนางเสร็จก็ชัก
เท้าเดินจากไป คร้านจะเหลือบแลแม้แต่แวบ
เดียว เพียงส่งเสียงพึมพำคล้ายมีคล้ายไม่มี
หลังจากนางเดินผ่านไปแล้วให้ต้องโสตของทุกคน
“องค์หญิงใหญ่ยังไม่เห็นมีรับสั่งอะไรเลย แล้วเจ้า
นับเป็นตัวอะไรกัน…”
ทุกคนแอบมองเฉินซูอี๋
‘งานเลี้ยงสนทนาจิบน้ำชา’ ที่ลอบ
วิพากษ์วิจารณ์เจียงเสวี่ยหนิงลับหลังหยุดลั่น
กลองรบไปเช่นนี้โดยไม่รู้ตัว และไม่รู้ผู้ใดเอ่ย
ขึ้นมาว่า “ยามบ่ายยังต้องไปถวายพระพรไทเฮา
กับฮองเฮาพร้อมองค์หญิงใหญ่อีก ขอกลับห้อง
ไปพักผ่อนก่อน” จากนั้นก็ทยอยกันแยกย้าย
ทิ้งไว้เพียงเฉินซูอี๋ที่สีหน้าบัดเดี๋ยวคล้ำบัด
เดี๋ยวแดง ราวกับมีคนใช้ฝั่ามือตบหน้า ยืนตัวสั่น
ระริกอยู่ตรงนั้น