คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 48 เจิ้งเปั่า (1)
นับตั้งแต่ถูกเลือกให้เข้าวังเจียงเสวี่ยหนิงก็ไม่
เคยเดินตามทาง นางไม่ได้รับการเสนอชื่อด้วยซ้ำ
แต่กลับได้รับคัดเลือกให้เข้าวังเช่นนี้ ย่อมทำให้
คนสงสัยว่านางมีคนหนุนหลัง ไม่เพียงทำตัวเด่น
แต่ยังสร้างความแค้นด้วย ครั้นเข้าวังมา นึกว่าจะ
ยอมอ่อนข้อเก็บงำความสามารถระหว่างการ
คัดเลือกแล้วถูกคัดออกได้ แต่กระนั้นกลับไม่อาจ
ต้านทานจำนวนคนที่อยากให้นางเข้าวังซึ่งมี
มากมายเสียเหลือเกินได้ ตรงกันข้าม การที่นาง
เก็บงำความสามารถยิ่งทำให้คนคิดว่าช่างมี
พฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทั่งกลายเป็นหนาม
ทิ่มแทงตาผู้อื่นแทน บัดนี้ได้เข้าวังอย่างแท้จริง
แล้ว คนอื่นจึงล้วนมีอคติต่อนาง ย่อมตัดโอกาสที่
นางจะได้สนิทสนมกลมเกลียวกับผู้อื่นไปโดย
ปริยาย
ที่จริงแล้วการแตกหักกับเฉินซูอี๋ มันก็ไม่ได้มี
อะไรมากมายเลยจริง ๆ
แค่ดึงเอาบรรดาความบาดหมางที่ซุกซ่อนอยู่
ภายในให้เปิดเผยก็เท่านั้น
หลังจากกลับห้องและพิจารณาไตร่ตรอง
เจียงเสวี่ยหนิงก็ตระหนักถึงสภาพความ
ยากลำบากที่ตนต้องเผชิญในตอนนี้ได้ชัดเจน
นางยังต้องอยู่ในวังหลวงครึ่งปี องค์หญิงใหญ่
เล่อหยางโปรดปรานนางก็จริงอยู่ แต่วังหลวง
ใหญ่โตถึงเพียงนี้ ไม่มีใครรู้ว่าภายภาคหน้าจะเกิด
อะไรขึ้นบ้าง
ต้องรู้ว่าภายใต้กำแพงวังอันแน่นหนา หาก
คิดจะทำร้ายคนผู้หนึ่งถือเป็นเรื่องง่ายดายที่สุด
ความขัดแย้งบังเกิดแล้ว
นางไม่ได้มีจิตคิดทำร้ายใครก็จริง แต่ไม่มีทาง
รู้เลยว่าในทางกลับกัน ผู้อื่นคิดจะทำร้ายนาง
หรือไม่
ชาตินี้ถึงแม้นางไม่คิดเข้าร่วมการแก่งแย่งชิง
ดีภายในวังหลวงและตั้งใจว่ารอให้ครึ่งปีผ่านพ้นก็
จะเก็บสัมภาระหนีหายจากไปให้ไกล ทว่าก่อน
จะหนีหายจากไปได้ ‘อย่างน้อยข้าก็ต้องมีชีวิตอยู่
ให้ถึงตอนนั้นเสียก่อน…’
เมื่อปิดประตูห้องก็ทิ้งตัวนอนลงบนเตียง
ดวงตาทั้งสองข้างจดจ้องแสงเงาที่ฉายผ่านบาน
หน้าต่างและสาดส่องลงบนยอดมุ้งลายปัก เจียง
เสวี่ยหนิงรู้สึกว่าตนเองต้องทำอะไรสักอย่างบ้าง
แล้ว
ก่อนอื่น เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ค่อยจะต้อนรับ
นางสักเท่าไร นางมีข้อได้เปรียบอะไรบ้าง
‘ชาติตระกูล?’
นางอยู่แค่ระดับกลาง ไม่สูงไม่ต่ำ
‘ความชื่นชอบจากผู้สูงศักดิ์?’
นางมีเสิ่นจื่ออีก็จริง ทว่าผู้มีสถานะที่สามารถ
พูดจาภายในวังหลวงได้ไม่ได้มีแค่เสิ่นจื่ออีเสีย
หน่อย
‘ฉลาดปราดเปรื่อง?’
นางรู้จักสังเกตน้ำเสียงและสีหน้าคน
พฤติกรรมก็เหมาะสมกว่าชาติที่แล้วมาก แต่เมื่อ
เทียบกับผู้ที่มีสติปัญญาเฉียบแหลม นางก็คงเป็น
แค่พวกหัวไวและฉลาดในเรื่องไม่เป็นเรื่องเท่านั้น
ไม่ได้เหนือล้ำกว่าผู้อื่นสักเท่าไร
เพราะฉะนั้นจุดเด่นที่แท้จริงและยิ่งใหญ่ที่สุด
ของนางจึงมีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือการเกิดใหม่ซึ่ง
ทำให้ล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า
นางรู้หลายสิ่งที่ผู้อื่นไม่รู้ อีกทั้งรู้ในหลายสิ่งที่
ยังไม่ได้เกิดในปัจจุบัน ถึงขั้นรู้จักคนที่นางยัง
ไม่ได้พบหน้าตอนนี้อีกด้วย
นี่หมายความว่านางครอบครองโอกาส
มากกว่าผู้อื่น
แสวงหาผลประโยชน์และหลีกเลี่ยงอันตราย
ทำความรู้จักและจำแนกผู้คน ไขว่คว้าโอกาส
ล่วงหน้า!
เช่นนั้นเมื่อดูจากสิ่งที่นางรู้มาในชาติก่อน
นางจึงต้องพิจารณาว่าตอนนี้ในวังหลวงมีเรื่อง
อะไรเกิดขึ้นและมีใครให้ตนใช้ประโยชน์ได้บ้าง
เจียงเสวี่ยหนิงงอนิ้วมือนับ “เว่ยเหลียงผู้ได้
ตำแหน่งทั่นฮวา[1] ในอนาคต ตอนนี้ยังศึกษาร่ำ
เรียนอยู่ที่หยางโจว เซียวติ้งเฟย คุณชายกำมะลอ
คนผีทะเล ยามนี้ไม่รู้ว่ากำลังวางแผนหาโอกาส
เหมาะจะปรากฏตัวอยู่ตรงซอกมุมไหน ส่วน
หัวหน้าข้าหลวงกองพระราชวังซุนก็เป็นคนดีไว้
เนื้อเชื่อใจได้ แต่ชาติที่แล้วตอนนี้นางอยู่ไหนกัน
นะ?”
‘ตำหนักเยี่ยถิง?’
‘หรือตำหนักของพระสนมที่ไม่ได้รับความ
โปรดปรานสักคนหนึ่ง?’
นับไปนับมานางชักจะมึนงงอยู่บ้าง นึกไม่
ออกว่าจะมีใครให้ตนใช้งานได้ขณะนี้ เดิมทีความ
ทรงจำของมนุษย์ก็สับสนไม่เรียงลำดับอยู่แล้ว
ต่อให้กลับมาเกิดใหม่ก็ใช่ว่าจะจำรายละเอียด
ปลีกย่อยของชาติก่อนได้ทั้งหมด นางมักรู้สึกว่า
ตนหลงลืมเรื่องสำคัญบางอย่างไป สุดท้ายก็ยัง
จับต้นชนปลายไม่ถูก รู้สึกหัวสมองพองโตและมึน
งงอยู่บ้าง
แต่เดิมยามนี้ก็เป็นช่วงบ่าย เจียงเสวี่ยหนิงจึง
เลือกหลับตางีบหลับกลางวันเสียเลย
ครั้นถึงยามเว่ย[2] ก็มีเสียงนางกำนัลที่คอย
ปรนนิบัติรับใช้เคาะประตูเรียกนางเบา ๆ จาก
เบื้องนอก “คุณหนูรองเจียง ได้เวลาไปถวายพระ
พรไทเฮาและฮองเฮาแล้วเจ้าค่ะ”
นางตกใจตื่นและลุกขึ้นนั่งทันที
————–
พระราชฐานชั้นหน้ามีฮ่องเต้เป็นประมุข
ส่วนพระราชฐานชั้นในย่อมมีฮองเฮาเป็น
ประมุข
ว่ากันตามกฎมณเฑียรบาล วันแรกที่พระ
สหายร่วมศึกษาเข้าวังสมควรไปถวายพระพร
ไทเฮาและฮองเฮา เพียงแต่การเข้าวังครั้งก่อน
ค่อนข้างฉุกละหุกเกินไปจึงมิได้มีผู้ใดบังคับร้อง
ขอ ส่วนการเข้าวังครั้งนี้ก็เป็นช่วงเย็นของเมื่อ
วาน และวันรุ่งขึ้นยังต้องไปตำหนักเฟิงเฉินแต่
เช้าตรู่อีก ดังนั้นการถวายพระพรจึงเลื่อนมา
จนถึงบ่ายวันนี้
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงล้างหน้าล้างตาและทำผม
ภายในห้องของตนเรียบร้อยก็เดินเข้าไปในห้อง
โถง ส่วนคนอื่นก็ทยอยออกมาในเวลาไล่เลี่ยกัน
เพียงแต่เนื่องจากถ้อยคำที่นางกล่าวอย่างไม่
เกรงอกเกรงใจต่อเฉินซูอี๋สองประโยคนั้น ทำให้
แววตายามแต่ละคนมองนางออกจะแปลก
ประหลาดอยู่บ้าง และไม่มีผู้ใดเดินเข้ามาเป็น
ฝั่ายเริ่มการสนทนากับนางอีกด้วย
มีเพียงฟางเมี่ยวซึ่งฉวยโอกาสขณะผู้อื่นมอง
ไม่เห็นยักคิ้วหลิ่วตาให้
โหยวเย่ว์ลากเหยาซีไปสนทนากับผู้อื่น ไม่
ปล่อยโอกาสให้ใครสนทนากับเจียงเสวี่ยหนิง
แสดงท่าทีให้เห็นชัดเจนว่าจงใจกีดกัน เมื่อเฉินซู
อี๋เดินออกมาหลังจากแต่งตัวเสร็จก็ยิ่งทำหน้าปัน
ปึงใส่ ถึงแม้จะไม่ได้เอ่ยปากพูด แต่ท่าทางมีอคติ
ก็แสดงออกมาชัดเจนยิ่ง
แม้แต่นางกำนัลที่มาเชิญพวกนางไปถวาย
พระพรยังสัมผัสได้ถึงบรรยากาศอันผิดแผก ไม่
ค่อยกล้าเงยศีรษะมองพวกนาง เอ่ยวาจาเสียง
แผ่วเบา “สองวันนี้ไทเฮาทรงพระประชวรจาก
อากาศเย็น ขณะนี้ฮองเฮากำลังถวายการ
ปรนนิบัติอยู่ที่ตำหนักฉือหนิง ดังนั้นตรงไปถวาย
พระพรที่ตำหนักฉือหนิงได้เลยเจ้าค่ะ จะ
ประหยัดเวลากว่า ไม่ต้องให้พระสหายร่วมศึกษา
ทุกท่านต้องเดินทางสองรอบด้วย เชิญตามบ่าว
มาเจ้าค่ะ”
ตำแหน่งของเรือนหยางจื่อค่อนข้างใกล้เขต
พระราชฐานชั้นนอก ทว่าตำหนักฉือหนิงกลับอยู่
ลึกเข้าไปในเขตพระราชฐานชั้นใน เดินไปก็แทบ
จะตัดผ่านเกินครึ่งวังหลัง เบื้องหลังกำแพงวังสูง
ตระหง่านตลอดทางคือเขตหมู่ตำหนักบูรพาและ
ประจิมหกตำหนัก[3]
ตำหนักคุนหนิงอยู่ด้านหลังตำหนักเฉียนชิง
และอยู่บริเวณเส้นแนวกึ่งกลางของวังหลวงพอดี
ในบรรดาพระสหายร่วมศึกษาทั้งแปดคน
ฟางเมี่ยว โหยวเย่ว์ และเหยาหรงหรงต่างไม่เคย
เข้าวัง ครั้งก่อนที่มาก็ไม่กล้าเดินเถลไถลไปทั่ว
พวกนางจึงยังไม่คุ้นเคยกับวังหลวง ส่วนเจียง
เสวี่ยหนิงเปลือกนอกไม่เคยเข้าวัง แต่แท้จริงแล้ว
นางเป็นผู้ที่กลับมาเกิดใหม่ เพราะฉะนั้นแม้
พระราชวังอันใหญ่โตมโหฬารจะสลับซับซ้อน
สำหรับนางแล้วต่อให้หลับตาเดินก็ไม่มีวันหลง
ทาง ด้วยเหตุนี้จึงไม่บังเกิดความสงสัยใคร่รู้
ทว่าโหยวเย่ว์นั้นกดเสียงเบา เอ่ยถามเหยาซี
ซึ่งเดินอยู่ข้างกายพอดีด้วยความอยากรู้อยาก
เห็น “พี่หญิงเหยาซี ข้างหน้าคือตำหนักคุนหนิง
ใช่หรือไม่?”
เหยาซีมองตามทิศทางที่นิ้วของนางชี้ไป “ใช่
แล้ว ฮองเฮาของราชวงศ์เราประทับอยู่ที่ตำหนัก
คุนหนิง ฮองเฮาองค์ปัจจุบันทรงมาจากตระกูล
เจิ้งแห่งมณฑลเหอหนาน เป็นพระชายาพระองค์
แรกขณะที่ฝั่าบาทยังทรงดำรงตำแหน่งเป็นองค์
รัชทายาท เพียงแต่ยามปกติทรงเก็บตัว ไม่ค่อย
เสด็จออกไปไหน เมื่อก่อนยามพวกเราเข้าวังมา
ถวายพระพร พระองค์ก็ทรงละเว้นไป เพียงรับสั่ง
ให้พวกเราไปเข้าเฝั้าไทเฮาให้มาก ๆ ตรัสว่า
ไทเฮาทรงชอบความครึกครื้นมากกว่า”
โหยวเย่ว์ผงกศีรษะ “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”
เจียงเสวี่ยหนิงเดินรั้งท้าย ฝีเท้าไม่เร็วไม่ช้า
ครั้นได้ฟังคำพูดนี้ของเหยาซีกลับเลิกคิ้ว ส่งเสียง
หัวเราะเย้ยหยันในใจคราหนึ่ง
‘ชอบความครึกครื้น?’
‘นางมารเฒ่าคนนั้นอยากให้ทั้งวังหลวง
หมุนรอบนางจะตายไป’
——————–
1. ทั่นฮวา หมายถึงบัณฑิตจิ้นชื่อที่สอบได้
อันดับที่สาม โดยบัณฑิตจิ้นชื่อที่สอบได้
อันดับที่หนึ่งของประเทศจะเรียกว่าจ้วง
หยวนหรือจอหงวน และอันดับสองเรียกว่า
ปั่างเหยี่ยน
2. ยามเว่ย หมายถึงเวลา 13.00 – 14.59 น.
3. เขตหมู่ตำหนักบูรพาและประจิมหกตำหนัก
หมายถึงเขตที่ประทับในเขตพระราชฐาน
ส่วนในของวังหลวง พระสนมในรัชกาล
ปัจจุบันจะประทับในเขตหมู่ตำหนักบูรพา
และประจิมหกตำหนัก มีทางตะวันออกหก
ตำหนัก และทางตะวันตกหกตำหนัก
บทที่ 48 เจิ้งเปั่า (2)
อดีตฮ่องเต้สวรรคตเร็วเกินไป คนผู้นี้เป็น
ฮองเฮายังไม่ทันได้สาแก่ใจก็ต้องย้ายออกจาก
ตำหนักคุนหนิงไปอยู่ตำหนักฉือหนิงอันแสนจะ
สงบเงียบและห่างไกล แล้วจะยินยอมพร้อมใจที่
ไหนกันเล่า
นางมารเฒ่ามาจากตระกูลเซียว เดิมเป็น
น้องสาวของติ้งกั๋วกงเซียวหย่วน และเป็นอาหญิง
ของเซียวซู ตระกูลเดิมมีฐานะยิ่งใหญ่ เป็นผู้มี
สิทธิ์มีเสียงในวังหลังมาตลอด แม้ว่าอดีตฮ่องเต้
จะสวรรคตและนางกลายเป็นไทเฮา แต่ก็ไม่เคย
ปล่อยมือจากอำนาจควบคุมวังหลัง
ชาติก่อนหลังจากเสิ่นหลางสวรรคตก็ให้เสิ่น
เจี้ยซึ่งเป็นพระอนุชาสืบทอดราชบัลลังก์
เจียงเสวี่ยหนิงเป็นพระชายาของหลินจืออ๋อง
ย่อมได้รับพระราชทานยศเป็นฮองเฮา แต่นาง
มารเฒ่ากลับเข้ามาวุ่นวาย โดยบอกว่า “เจียงซื่อ
คุณธรรมไม่คู่ควรกับตำแหน่ง จริยามารยาทไม่
สง่างาม ปราศจากบุคลิกของมารดาผู้ปกครอง
แผ่นดิน ฮ่องเต้ควรปล่อยให้ตำแหน่งฮองเฮา
ว่างเว้น แต่งตั้งนางให้อยู่ในตำแหน่งของพระ
สนมทั้งสี่[1]”
ตอนนั้นเมื่อเจียงเสวี่ยหนิงทราบข่าวนี้ก็โมโห
แทบตาย
ยังดีที่เหล่าขุนนางเก่าของรัชกาลก่อนยังรู้
ความ
ใต้หล้านี้ไหนเลยจะมีหลักการที่ว่าที่ฮ่องเต้ขึ้น
ครองราชสมบัติ แต่กลับไม่แต่งตั้งพระชายาคน
แรกของตนขึ้นเป็นฮองเฮาเล่า หากทำเช่นนี้จะไม่
เป็นที่เยาะเย้ยของชนรุ่นหลังหรอกหรือ ไม่
เหมาะสมทั้งหลักจริยธรรมและกฎมณเฑียรบาล
พวกเขาจึงพากันทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาทัดทาน
มิหนำซ้ำชาติก่อนนางยังเป็นพวกแสร้งทำตัว
ใสซื่อบริสุทธิ์ ทั้งไม่ได้กระทำความผิดอันใดและดู
น่าเวทนาสงสาร ยิ่งถูกคนรังแกก็ยิ่งกระตุ้น
ความรู้สึกน่าปกปั้อง จะดีจะร้ายเสิ่นเจี้ยก็เป็น
บุรุษ แล้วจะให้นางถูกรังแกได้อย่างไร
ด้วยเหตุนี้สุดท้ายเขาก็ให้นางขึ้นครอง
ตำแหน่งฮองเฮาอยู่ดี
การแต่งตั้งฮองเฮาเกิดเรื่องวุ่นวายเช่นนี้ขึ้น
นางกับเซียวไทเฮาจึงถือว่าได้ผูกความแค้นกัน
แล้ว
ต่อให้เป็นเชื้อพระวงศ์ก็มีเรื่องมโนสาเร่
ภายในครอบครัวเช่นกัน
แม่สามีเช่นเซียวไทเฮาจู้จี้จุกจิกและคอย
จับผิดนางสารพัดอย่าง ไม่ทันไรก็ใช้หลักแห่ง
ความกตัญูมากดนาง ทำให้นางอยู่อย่างไร้
ความสุข
จนต่อมาเซียวซูเข้าวังหลวงและรับ
พระราชทานยศเป็นกุ้ยเฟย พระราชพิธีก็จัด
อย่างยิ่งใหญ่อลังการกว่าคราวพิธีของนางเสียอีก
ครานี้เจียงเสวี่ยหนิงถึงระลึกได้ว่านางมารเฒ่าคง
อยากสนับสนุนชนรุ่นหลังของตระกูลเดิม โดยจะ
ให้เซียวซูหลานสาวตัวเองได้เป็นฮองเฮา
วังหลังจึงกลายสภาพเป็นสนามรบอันดุเดือด
เจียงเสวี่ยหนิงมีพื้นฐานทางครอบครัวอ่อน
ด้อยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้ถูกสองอา
หลานคู่นี้จัดการ จึงได้แต่ยอมรับทุกคนที่เข้าหา
ขอเพียงคนผู้นั้นยินดีจงรักภักดี นางก็รับปากว่า
จะให้ผลประโยชน์ ทั้งยังอาศัยความสามารถใน
การจับน้ำเสียงและสีหน้า รู้จักประจบเอาใจคน
ของตน รวบรวมขุมกำลังมาได้กลุ่มหนึ่งถึงจะพอ
ฝืนอยู่ได้อย่างมั่นคง
ทว่าการใช้งานคนโดยไม่แยกแยะย่อมทำให้
ทั้งคนดีและคนชั่วปะปนกัน
ในสายตาของคนนอกและขุนนางราชสำนักผู้
มีคุณธรรมและปณิธานสูงส่งคงมองว่านางกำลัง
รวบรวมสมัครพรรคพวกเป็นของตนอย่างไม่ต้อง
สงสัย นางจึงเทียบเท่าเนื้อร้ายของราชสำนัก ถึง
ขั้นถูกคนตำหนิว่าวังหลังก้าวก่ายราชกิจ
กาลต่อมาขณะถูกกลุ่มกบฏของพวกเซี่ยเวย
และเยี่ยนหลินกักบริเวณอยู่ภายในวัง ฎีกาจาก
ขุนนางใหญ่ของรัชกาลก่อนที่ต้องการบีบให้ฝัง
นางไปพร้อมกับเสิ่นเจี้ยปลิวว่อนดั่งหิมะอยู่นาน
ทำให้จุดจบสุดท้ายของนางน่าอเนจอนาถ จะกี่
มากน้อยก็เป็นเพราะกรรมตามสนอง
ด้วยเหตุนี้จึงพูดได้ว่าความแค้นที่เจียงเสวี่ย
หนิงมีต่อเซียวไทเฮาในชาติก่อนมีมากกว่า
ความแค้นต่อเซียวซูมหันต์นัก
บัดนี้ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่แล้วยังต้องมา
ถวายพระพรนางมารเฒ่าคนนี้อีก…
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้ก็เข็ด
ฟันกราม ต้องขบจนแน่นถึงจะสะกดกลั้นความ
หุนหันพลันแล่นที่อยากจะเปล่งเสียงด่าทอ
ออกมาได้
เหยาซีซึ่งเดินอยู่เบื้องหน้ายังไม่รู้ว่ามีคนซุก
ซ่อนความแค้นอันแสนจะล้ำลึกอยู่ด้านหลัง นาง
เงยศีรษะและย้ายหัวข้อสนทนาไปที่เซียวซู
หัวเราะเอ่ยว่า “ข้าโชคดีเคยติดตามท่านพ่อท่าน
แม่เข้าวัง มีโอกาสได้ไปถวายพระพรแด่ไทเฮา
ครั้งงานเทศกาลซ่างหยวน[2]เมื่อสองปีก่อน ครั้ง
นี้ต้องไปเข้าเฝั้าอีกก็ยังรู้สึกประหม่าตื่นเต้น
เล็กน้อยอยู่ดี ถึงเวลาพี่หญิงอาซูต้องช่วยข้านะ
ท่านน่ะเป็นถึงหลานสาวที่ไทเฮาทรงรักใคร่มาก
ที่สุด หากประเดี๋ยวพวกเราแสดงมารยาทพิธีขาด
ตกบกพร่องอันใดจนทำให้พระองค์ไม่พอพระทัย
เข้า ก็ต้องพึ่งท่านช่วยพูดจาให้พวกเราแล้วละ”
รอยยิ้มบนริมฝีปากเซียวซูเบาบางลงเล็กน้อย
มองเหยาซีปราดหนึ่ง เพียงตอบกลับว่า “บัดนี้
พวกเราเป็นแค่พระสหายร่วมศึกษาขององค์หญิง
ใหญ่เท่านั้น ที่ผ่านมาไทเฮาโปรดน้องหญิงอาซี
มากเช่นกัน ไม่มีอะไรต้องห่วงหรอก”
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินก็รู้ว่าเซียวซูเข้าใจ
หลักการไม้ใหญ่ย่อมปะทะลม[3]ดียิ่งนัก
นางเป็นหลานสาวแท้ ๆ ของไทเฮา นับไป
แล้วยังเป็นลูกพี่ลูกน้องกับเสิ่นจื่ออีอีกด้วย แต่
กลับไม่ทำตัวเป็นจุดสนใจ เข้าวังมานานขนาดนี้
ยังไม่เคยเอ่ยถึงความสัมพันธ์ของตนกับไทเฮา
แม้แต่น้อย คิดว่าคงไม่อยากตกเป็นเปั้าสายตา
ของผู้อื่นมากจนเกินไปนัก
แต่ถึงกระนั้น…
เรื่องแบบนี้จะไม่เป็นจุดสนใจได้หรือ
จริงดังคาด ครั้นเหยาซีเอ่ยและเซียวซูตอบ
กลับ สีหน้าของทุกคนก็บังเกิดความเปลี่ยนแปลง
หน่อย ๆ
ระหว่างกำลังสนทนา ไม่นานนักก็เข้าใกล้
ตำหนักคุนหนิงมากขึ้นเรื่อย ๆ เพียงแต่
ขณะเดียวกันก็มีเสียงแปลกประหลาดค่อย ๆ ดัง
กระทบโสตของทุกคน และชัดเจนมากขึ้น
เช่นเดียวกัน
เพียะ เพียะ
ครั้งแล้วครั้งเล่า ดังกระจ่างแจ่มชัด
ผู้อื่นต่างมองต้นเสียงอย่างติดจะอยากรู้อยาก
เห็น ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงซึ่งชาติก่อนเคยพำนักใน
วังมานานหลายปีฟังออกทันที นี่คือเสียงตบหน้า
คน มิหนำซ้ำยังลงมือหนักหน่วงรุนแรงยิ่งนัก!
เพิ่งจะเดินเลี้ยวผ่านกำแพงวังบริเวณหนึ่ง
ฝีเท้าของเฉินซูอี๋ซึ่งเดินอยู่ด้านหน้าพลัน
หยุดชะงัก
เหยาหรงหรงที่เห็นภาพตรงหน้าก็หลุดอุทาน
เสียงเบาด้วยความตกใจ “ว้าย”
เมื่อเปล่งเสียงออกมาถึงรู้ตัวว่าไม่บังควร รีบ
ปิดปากทันที
บริเวณด้านข้างประตูตำหนักคุนหนิงมีขันทีผู้
หนึ่งคุกเข่าอยู่ หมวกที่สวมบนศีรษะเอียงแล้ว
ร่วงหล่นลงพื้น เพียงเสียบมวยผมด้วยปินไม้เรียบ
ง่ายอันหนึ่ง กำลังยกมือตบหน้าตนครั้งแล้วครั้ง
เล่า
ไม่ยั้งมือแม้แต่น้อย!
กับตัวเองยังลงมือหนักถึงเพียงนี้
ใบหน้าซึ่งแต่เดิมยังพอนับว่าขาวหมดจด
ปรากฏรอยนิ้วมือตัดสลับไปมา แม้แต่มุมปากยัง
ปริแตก มีโลหิตไหลซึมหลายสาย
พระสหายร่วมศึกษาเพิ่งได้เข้าวังมาไหนเลย
จะเคยเห็นภาพเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน
ยามนี้จึงไม่กล้าเดินหน้าต่อแล้ว ฝีเท้า
หยุดชะงักโดยสิ้นเชิง
สายตาเจียงเสวี่ยหนิงข้ามผ่านทุกคนตรงหน้า
และหยุดอยู่บนร่างขันทีน้อยผู้นั้น แม้เห็นเพียง
เงาด้านข้างของอีกฝั่าย แต่ชั่วพริบตานี้นางกลับ
รู้สึกคุ้นตาอยู่บ้าง สมองพลันปรากฏอะไร
บางอย่างลุกวาบราวกับประกายไฟ สุดท้าย
ใบหน้าอันห้าวหาญชาญชัยพร้อมโลหิตสด ๆ ที่
สาดกระเซ็นก็ปรากฏเต็มห้วงความทรงจำของ
นาง
เจิ้งเปั่า!
เจิ้งเปั่าต่อมาได้ถวายการปรนนิบัติรับใช้เสิ่น
เจี้ยในฐานะขันทีผู้ส่งมอบฎีกา[4] ชาติก่อนเขา
จงรักภักดีต่อเสิ่นเจี้ยมาก ถึงแม้จะเป็นผู้ที่ไร้แก่น
กาย แต่กลับห้าวหาญชาญชัยอย่างยิ่ง ครั้นเสิ่น
เจี้ยถูกเยี่ยนหลินและเซี่ยเวยวางยาพิษทำร้ายจน
สวรรคต เขาก็ชี้หน้าด่าทอคนทั้งสองว่าเป็นโจร
กบฏ หลังจากหัวเราะร่าเสียงดังสามครั้งก็ไม่ยอม
เข้าร่วมกับพวกนั้น ชักกระบี่ปาดคอตัวเองเพื่อ
ร่วมตามเสด็จไปเมืองผีพร้อมเสิ่นเจี้ยทันที!
ตอนนั้นมีคนเยาะเย้ยถากถางว่าขุนนางทั่วทั้ง
ราชสำนักปราศจากบุรุษ คนถูกตอนซึ่งไร้แก่น
กายกลับมีความห้าวหาญมากที่สุด
ในที่สุดเจียงเสวี่ยหนิงก็นึกออกว่าขณะที่
ตนเองกำลังวางแผนว่าจะใช้งานผู้ใดได้บ้าง นาง
พลาดสิ่งใดไปกันแน่…
ตกเจิ้งเปั่าไปนี่นา
หากนางจำไม่ผิด ตอนนี้เปลือกนอกเจิ้งเปั่า
เป็นเพียงขันทีตัวเล็ก ๆ ซึ่งทำงานอยู่ในตำหนัก
คุนหนิง ทว่าแท้จริงแล้วหวังซินอี้ขันทีผู้ดูแลตรา
พระราชลัญจกรคนปัจจุบันถูกใจเขา คิดจะรับ
เขาเป็นลูกศิษย์ ส่วนสาเหตุที่เจิ้งเปั่าได้ติดตาม
เสิ่นเจี้ยเป็นเพราะมีอยู่ปีหนึ่งขณะเขากำลังรับ
โทษให้คุกเข่าอยู่ที่ตำหนักคุนหนิง เสิ่นเจี้ยซึ่งเดิน
ผ่านมาเห็นเข้าพอดีได้พูดจาขอร้องให้ฮองเฮา
ทรงยกโทษ นับจากนั้นก็จงรักภักดีต่อเสิ่นเจี้ยแต่
เพียงผู้เดียว ต่อให้ถึงช่วงเวลาแห่งความสิ้นหวังก็
ไม่เคยทรยศแม้แต่น้อย…
ถ้าหากชาติก่อนไม่ใช่เสิ่นเจี้ย แต่เป็นนางที่
ช่วยเจิ้งเปั่าเล่า
แต่กระนั้นก็มีปัญหาตามมาอยู่ดี…
เสิ่นเจี้ยเป็นหลินจืออ๋อง คำพูดคำจาย่อม
บังเกิดผล ทว่าขณะนี้นางเป็นแค่พระสหายร่วม
ศึกษา แล้วจะช่วยได้อย่างไรกัน
——————–
1. พระสนมทั้งสี่ หมายถึงตำแหน่งของนางสนม
ที่มีศักดิ์รองจากฮองเฮา ได้แก่ กุ้ยเฟย ซูเฟย
เต๋อเฟย และเสียนเฟย กุ้ยเฟยจะมีศักดิ์
สูงสุด
2. เทศกาลซ่างหยวน หรือเทศกาลหยวนเซียว
เป็นเทศกาลฉลองในวันที่สิบห้าเดือนหนึ่ง
ตามปฏิทินจันทรคติ เป็นสัญลักษณ์ของวัน
สุดท้ายในการฉลองเทศกาลปีใหม่ของจีน
ในเทศกาลนี้ผู้คนจะถือโคมไฟกระดาษ
ออกไปเดินเที่ยวยามค่ำคืน และทายปริศนา
โคม
3. ไม้ใหญ่ย่อมปะทะลม เป็นสำนวน หมายถึง
ยิ่งโด่งดังหรือมีเงินทองอำนาจมากก็ยิ่งถูก
คนเพ่งเล็งเพื่อโจมตี
4. ขันทีผู้ส่งมอบฎีกา มีหน้าที่รับผิดชอบนำฎีกา
ของขุนนางมาถวายฮ่องเต้ แล้วนำพระราช
วินิจฉัยของฮ่องเต้ส่งมอบต่อไปให้สำนัก
มหาบัณฑิต