คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 49 ต้นเหตุแห่งเภทภัย (1)
‘ควรไปหาเยี่ยนหลินดีหรือไม่?’
จวนหย่งอี้โหวกำลังจะเกิดเภทภัย อีกทั้งเขารู้
ข่าวจากโจวอิ๋นจือแล้ว เตรียมการรับมือลับ ๆ ยัง
ไม่ทันเลยด้วยซ้ำ มิหนำซ้ำยามนี้ยังไม่รู้ว่าเขาอยู่
ที่ไหน ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่าเขาเข้าวังในตอนนี้จะ
เหมาะสมหรือเปล่า กว่าเขาจะมาก็ต้องใช้เวลา
อีกสักระยะแน่นอน ดังนั้นคงมีเพียงสวรรค์ที่รู้ว่า
กว่าจะถึงตอนนั้นเสิ่นเจี้ยจะเข้าวังและช่วยเจิ้ง
เปั่าไปแล้วหรือไม่
ถึงตอนนั้นยังจะเหลือโอกาสให้นางอีกหรือ
ทว่าปัจจุบันนางปราศจากสถานะใด ๆ
กระทั่งฮองเฮายังไม่เคยพบหน้าสักครั้ง ขณะนี้
รู้จักคนในวังหลวงแค่ไม่กี่คน แม้แต่วิธีการที่อ้อม
ค้อมยิ่งกว่านี้ก็ไม่อาจใช้ออกมาได้
เจียงเสวี่ยหนิงยืนอยู่ด้านหลังทุกคน แอบ
รู้สึกหัวสมองพองโต
ทุกคนที่หยุดฝีเท้าเบื้องหน้าต่างแสดงความ
ขลาดกลัวเล็กน้อย
เห็นชัดว่านางกำนัลผู้นำทางก็คิดไม่ถึงว่าจะ
เจอสถานการณ์เช่นนี้
ถนนข้างหน้าคือถนนเส้นที่ใกล้ที่สุดที่จะไป
ตำหนักฉือหนิง
ผู้ถวายการปรนนิบัติรับใช้ภายในวังหลวงมา
นานเช่นพวกนางต่างเคยประสบกับเหตุการณ์ที่
ขันทีและนางกำนัลถูกลงโทษอยู่แล้ว ปกติจะก้ม
หน้าก้มตาทำเป็นมองไม่เห็นแล้วเดินผ่านไปเสีย
แต่เมื่อต้องนำขบวนพระสหายร่วมศึกษากลุ่ม
ใหญ่มาเช่นนี้ ทุกคนจึงแสดงอาการหวาดกลัวอยู่
บ้าง
ยังคงเป็นเซียวซูที่ขมวดคิ้ว ไม่อยากแปด
เปือนความอัปมงคลขณะเพิ่งเข้าวังหลวงมา
หมาด ๆ เพียงกล่าวกับนางกำนัลผู้นั้นว่า “ทุกคน
เพิ่งจะเข้าวังมา ไม่กล้าดูภาพทำนองนี้สักเท่าใด
นัก พวกเราเปลี่ยนเส้นทางกันดีกว่า”
คราวนี้นางกำนัลถึงโล่งอก “คุณหนูใหญ่เซียว
กล่าวถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ”
นางถอยกลับมาโบกมือทีหนึ่ง นำทุกคนไปยัง
ถนนภายในวังหลวงซึ่งมุ่งไปยังอีกทิศทาง “เชิญ
พระสหายร่วมศึกษาทุกท่านเดินทางนี้เจ้าค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงใบหน้าไร้ความรู้สึก ทว่าในใจ
นั้นกลับร้อนรุ่มอยู่บ้าง แต่ปุบปับก็ไม่อาจคิด
หาทางออกได้เหมือนกัน ดังนั้นแม้จะรู้สึกว่า
โอกาสที่ไม่อาจพลาดเช่นนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นอีก
แต่ก็จำต้องเดินตามฝีเท้าของผู้อื่นไปยังถนนอีก
เส้นอยู่ดี
นางหันศีรษะกลับมามองขณะกำลังจะ
เปลี่ยนทิศทาง
เจิ้งเปั่ายังคงคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าตำหนักคุนห
นิง แผ่นหลังเหยียดตรงยิ่งนัก ไม่เหมือนเหล่า
ขันทีภายในวังหลวงที่ชอบก้มตัวก้มศีรษะแม้แต่
น้อย นัยน์ตาอันกระจ่างใสที่กำลังหลุบต่ำแฝงไว้
ซึ่งความเด็ดเดี่ยวหนักแน่นหลายส่วน ทั้งที่ได้ยิน
ว่ามีคนมา ทว่าความเคลื่อนไหวของมือกลับมิได้
หยุดยั้งสักนิด ยังคงขบกรามแน่น ฟาดฝั่ามือลง
บนใบหน้าตนครั้งแล้วครั้งเล่าดังเดิม
—————-
เนื่องจากระหว่างทางต้องเดินอ้อมไกล ทุก
คนจึงบรรลุถึงหน้าประตูตำหนักฉือหนิงสายกว่า
ที่คิดเล็กน้อย มีหมัวมัวซึ่งค่อนข้างอาวุโสนาง
หนึ่งกำลังรอคอยอยู่นอกประตูตำหนัก ครั้นเห็น
พวกนางจึงเอ่ยถามว่า “เหตุใดถึงมาเอาปั่านนี้?
องค์หญิงใหญ่เสด็จถึงก่อนแล้ว ขณะนี้ทรง
สนทนากับไทเฮาอยู่ข้างใน”
นางกำนัลน้อยตกใจจนตัวสั่น
เจียงเสวี่ยหนิงก็ใจสั่นสะท้านขึ้นมาทันที
เซียวซูมองนางกำนัลน้อยแวบหนึ่ง เป็นฝั่าย
พูดขึ้นมาเอง “เดินอ้อมขณะผ่านตำหนักคุนหนิง
ถึงได้มาสาย สวีหมัวมัวโปรดอย่าถือสาเลย”
สวีหมัวมัวจึงไม่ได้ตำหนินางกำนัลน้อย
หากเป็นผู้ที่ถวายการรับใช้ภายในวังหลวง
ฟังเพียงครึ่งเดียวก็มักคาดเดาอะไรบางอย่างได้
การเดินอ้อมย่อมมีเหตุผลของการเดินอ้อม
มิหนำซ้ำผู้ที่เปล่งวาจาคือเซียวซู สวีหมัวมัวย่อม
ไม่ถามไถ่ให้มากความ ใบหน้าซึ่งเคร่งขรึมและ
หนักอึ้งอยู่แต่เดิมยังเผยรอยยิ้มเสียด้วยซ้ำ “ที่แท้
ก็เป็นเช่นนี้ เช่นนั้นขอเชิญพระสหายร่วมศึกษา
ทุกท่านเข้าไปด้านในกันเถิด คุณหนูใหญ่ก็
เหลือเกิน ไม่ได้เข้าวังมาเข้าเฝั้ามาสักระยะหนึ่ง
แล้ว พอไทเฮาทรงทราบว่าท่านได้รับการ
คัดเลือก ก็ทรงพร่ำบ่นอยู่หลายครั้งเลยทีเดียว”
ถึงอย่างไรก็เป็นหมัวมัวซึ่งปรนนิบัติอยู่ข้าง
กายนางมารเฒ่า ไม่แน่ว่ายังเฝั้ามองดูเซียวซูจน
เติบใหญ่อีกด้วย ย่อมดูคุ้นเคยและมีท่าทีเป็นมิตร
กับเซียวซูเป็นธรรมดา
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นแล้วก็แค่นเสียงเบา ๆ ใน
ใจคราหนึ่ง
แม้ตัวนางจะอยู่ตรงนี้ ทว่าที่จริงแล้วใจยังคง
คำนึงถึงเจิ้งเปั่า คิดเพียงว่าโอกาสมาอยู่ตรงหน้า
แล้วแท้ ๆ แต่ตนอาจพลาดไปเพราะต้องมาถวาย
พระพรนางมารเฒ่า บัญชีแค้นเก่าแค้นใหม่จด
รวมอยู่ที่สองอาหลานคู่นี้ทันที
แม้ตำหนักฉือหนิงจะเป็นตำหนักบรรทมของ
ไทเฮามาทุกยุคทุกสมัย แต่ที่ผ่านมาก็ไม่เคย
หรูหราฟุั่มเฟือยมากจนเกินไปนัก ทว่าครั้นถึง
สมัยของไทเฮารัชกาลปัจจุบันก็เปลี่ยนไป
บรรณาการจากหัวเมืองและแว่นแคว้นต่าง ๆ จะ
ถูกส่งมาที่ตำหนักฉือหนิงเป็นส่วนใหญ่ ผู้ส่ง
บรรณาการต่างบอกว่าเสิ่นหลางกตัญูกตเวที
จึงมอบบรรณาการเหล่านี้ให้เซียวไทเฮาไว้ชื่นชม
ตำหนักฉือหนิงในยามนี้จึงงดงามหรูหราเป็น
อย่างยิ่ง
เมื่อเดินตามสวีหมัวมัวเข้าประตูตำหนัก เจียง
เสวี่ยหนิงก็มองเห็นบัวสายและปลาจิ่นหลี[1]ที่
เลี้ยงอยู่ในอ่างปลาแกะสลัก ครั้นขึ้นบันไดและ
เข้าไปในตัวตำหนักก็พบว่าคานและเสาแกะสลัก
เบื้องบนจดเบื้องล่างอุดมไปด้วยของล้ำค่าทั้งซ้าย
ขวา แม้แต่สิ่งที่ปูพื้นยังเป็นพรมขนสัตว์ชั้นดีที่
แคว้นปัวซือ[2]เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาถวาย
เป็นบรรณาการ
เมื่อเสิ่นจื่ออีกลับตำหนักก็เปลี่ยนเป็นสวมชุด
ชาววังสีชมพูอ่อนทั้งตัว ยามนี้มาถึงตำหนักฉือห
นิงแล้ว กำลังอิงแอบอยู่ข้างกายเซียวไทเฮาพลาง
สนทนา “พระองค์ทรงไม่เห็น เซี่ยเซียนเซิงร้าย
กาจมาก ๆ เลยนะเพคะ…”
เจิ้งฮองเฮานั่งอยู่ด้านข้างด้วยความกระอัก
กระอ่วน
สวีหมัวมัวเดินเข้ามา “ไทเฮา ฮองเฮา มากัน
แล้วเพคะ”
เมื่อเสิ่นจื่ออีซึ่งกำลังคุยอย่างสุขีเปรมปรีดิ์ได้
ยินเข้าก็หยุดพูด หันหน้าไปทันที
ขบวนมีเซียวซูเป็นผู้นำ พระสหายร่วมศึกษา
ซึ่งได้รับการคัดเลือกให้เข้าวังทั้งแปดคนรวมเจียง
เสวี่ยหนิง เมื่อเข้าตำหนักมาแล้วต่างไม่กล้า
ผลีผลามเงยหน้ามองแม้แต่แวบเดียว เมื่อสิ้น
เสียงสวีหมัวมัวจึงต่างยอบกายถวายการคารวะ
อย่างพร้อมเพรียง “หม่อมฉันถวายพระพรไทเฮา
ถวายพระพรฮองเฮาเพคะ”
ทุกคนล้วนผ่านการอบรมมารยาทและพิธีการ
จากหัวหน้ากองซูมาอย่างเข้มงวด มิหนำซ้ำพวก
นางยังเข้าเฝั้าสตรีที่มีความสำคัญมากที่สุดในวัง
หลวงทั้งสองนางเป็นครั้งแรก ต่างไม่กล้ากระทำ
อย่างขอไปที จึงแทบจะจับผิดอะไรไม่ได้
โดยทั่วไปแล้วเมื่อถวายพระพรเสร็จจะถูก
เรียกให้ลุก
แต่คิดไม่ถึงว่าเสียงกลั้วหัวเราะที่ดังจากเบื้อง
บนกลับไม่เหลือบแลแยแสผู้ใด กล่าวมุ่งไปยัง
เซียวซูที่อยู่ด้านล่างโดยตรง “ซูเอ๋อร์มาแล้ว รีบ
ลุกขึ้นมาให้อาดูหน่อยเร็ว”
ทุกคนต่างตะลึงงัน
เซียวซูทอดถอนใจ ทว่ากลับพูดอะไรไม่ได้
นางลุกขึ้นพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะส่งเสียงรับคำ
“ท่านอา”
จากนั้นจึงเดินเข้าไปหา
ปีนี้เซียวไทเฮามีพระชนมายุราวสี่สิบห้าสี่สิบ
หกพรรษา มีโอรสสองและธิดาหนึ่งกับอดีต
ฮ่องเต้ โอรสคนโตคือเสิ่นหลางฮ่องเต้องค์
ปัจจุบัน โอรสคนรองคือเสิ่นเจี้ยผู้เป็นหลินจือ
อ๋องในปัจจุบัน ส่วนธิดาคนเล็กก็คือองค์หญิง
ใหญ่เล่อหยางเสิ่นจื่ออีนั่นเอง
สตรีซึ่งใช้ชีวิตภายในวังอย่างสุขสบายล้วน
บำรุงรักษาร่างกายดียิ่งนัก
ด้วยเหตุนี้นางจึงดูไม่แก่ชราสักเท่าใด แม้จะมี
ริ้วรอยเล็ก ๆ บริเวณหางตา แต่ก็กอปรด้วย
เสน่ห์ของสตรีที่ผ่านโลกมาแล้วเท่านั้นถึงจะมี
ยามอมยิ้มมุมปากคล้ายจะมองเห็นนางในวัยสาว
ได้ นางจับมือเซียวซูเอ่ยว่า “เจ้าเด็กแล้งน้ำใจ
คราวก่อนเข้าวังมาก็ไม่รู้จักมาหาข้า”
เซียวซูตอบ “การเข้าวังครั้งก่อนเป็นเพราะ
มาเข้ารับการคัดเลือกเป็นพระสหายร่วมศึกษา
ของจื่ออี หากตอนนั้นมาเยี่ยมท่านอา เกรงว่าคง
ถูกคนจับผิด บอกว่าอาซูอยู่ในวังได้เพราะท่านอา
เป็นแน่แท้ อาซูถูกคนใส่ความไม่เป็นไร แต่หาก
ทำให้ผู้อื่นรู้สึกว่าท่านอาใช้พระราชอำนาจโดยมิ
ชอบ นั่นถือเป็นความผิดของอาซูแล้ว บัดนี้ใน
เมื่อได้รั้งอยู่ในวังเป็นพระสหายร่วมศึกษา วัน
หน้าหากมาเยี่ยมท่านอาก็จะสะดวก ต้องมาขอ
ขมาแน่นอนเพคะ”
เซียวไทเฮาเรียกให้นางนั่งลงข้างกาย พินิจ
พิจารณานางอย่างถ้วนถี่รอบหนึ่ง ยิ่งดูก็ยิ่งพึง
พอใจ เอ่ยขึ้นมาว่า “ข้าเคยคุยกับพ่อของเจ้าแล้ว
ใจข้าอยากให้เจ้าพักอยู่ในวังระยะยาว แต่เขา
กลับบอกว่าทำเช่นนี้ไม่ถูกต้อง ทำเอาเด็กน้อยจื่อ
อีไม่มีแม้แต่เพื่อนเล่นรุ่นราวคราวเดียวกัน
สุดท้ายก็ต้องออกนอกวังเพื่อหาสหายร่วมศึกษา
เข้ามาอีก ยุ่งยากเสียจริง! หลังจากวุ่นวายไป
วุ่นวายมา เจ้าก็ยังได้อยู่ในวังอยู่ดีไม่ใช่หรือ?
มิหนำซ้ำยังอยู่ที่เรือนหยางจื่อนั่นอีก ถึงอย่างไรก็
สุขสบายไม่เท่าตำหนักฉือหนิงของข้า จริง ๆ เลย
นะ…”
เมื่อพระสหายร่วมศึกษาที่ยังคุกเข่าอยู่ใน
ตำหนักได้ฟังคำกล่าวนี้ต่างก้มหน้าก้มตาโดยไม่
กล้าเงยขึ้นมา
เจียงเสวี่ยหนิงรู้จักนางมารเฒ่าดียิ่ง ไหนเลย
จะไม่รู้ว่านางกำลังบอกว่า อันที่จริงนอกจาก
เซียวซูแล้ว บรรดาพระสหายร่วมศึกษาอย่างพวก
นางล้วนไม่จำเป็นต้องเข้ามาเลย อีกทั้งไม่อาจ
เทียบเซียวซูได้แม้แต่น้อย
——————–
1. ปลาจิ่นหลี เป็นที่รู้จักในชื่อภาษาไทยว่า
ปลาแฟนซีคาร์ป สวยงามกว่าปลาคาร์ป
ทั่วไป
2. แคว้นปัวซือ คือแคว้นเปอร์เซีย
บทที่ 49 ต้นเหตุแห่งเภทภัย (2)
เพียงแต่ขณะนี้เจียงเสวี่ยหนิงมิใช่ฮองเฮา ทำ
ให้ไม่สามารถตอกกลับ
สองอาหลานจับมือคุยเรื่องสัพเพเหระอยู่
ข้างบนราวกับไม่มีผู้อื่นอยู่ด้วย
เสิ่นจื่ออีมองเสด็จแม่ของตน จากนั้นก็อด
มองเจียงเสวี่ยหนิงซึ่งยังคงคุกเข่าอยู่ข้างล่างไม่ได้
คิดจะกล่าวคำ แต่กระนั้นก็รู้จักนิสัยใจคอของ
เสด็จแม่ดี รู้ว่านางคิดจะแสดงอำนาจบารมีกับ
สหายร่วมศึกษา จึงไม่สะดวกจะเอ่ยปาก
การคุกเข่าด้วยท่วงท่าอันสง่างามสิ้นเปลือง
พลังงานเป็นอันมาก
เจียงเสวี่ยหนิงรักษากิริยาท่าทางไปได้สัก
ระยะก็ปวดหัวเข่า ด่าทอนางมารเฒ่าในใจไปอีก
พันรอบ
ยังดีที่เจิ้งฮองเฮามีจิตเมตตาการุณย์ เห็นว่า
ดรุณีเบื้องล่างอายุยังน้อย ร่างกายเริ่มทรงตัวไม่
อยู่และส่ายโอนเอน ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็หัวเราะ
เปรยว่า “พอคุณหนูใหญ่เซียวมา ก็ได้เห็นเสด็จ
แม่ดีพระทัยบ้างเสียที เพียงแต่พวกท่านคุยกัน
อย่างมีความสุข แม่นางน้อยเหล่านี้ยังคุกเข่า
ข้างล่างกันอยู่เลยนะเพคะ ดูไปดูมาก็จวนจะล้ม
อยู่แล้ว”
เซียวไทเฮาซึ่งกำลังคุยกับเซียวซูหยุดการ
สนทนาทันที
ครั้นได้ยินนัยน์ตาก็ฉายบารมีที่ได้ปกครอง
พระราชฐานชั้นในมานานหลายปี นางกวาด
สายตามองเบื้องล่างครั้งหนึ่ง ก่อนจะเบนไป
ยังเจิ้งฮองเฮา กล่าวด้วยท่าทางกึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้มว่า
“เจ้ากลับรู้จักทำตัวเป็นคนดีนะ”
สีหน้าของเจิ้งฮองเฮาแปรเปลี่ยนในบัดดล
ลุกขึ้นคิดจะขอขมา
เซียวไทเฮากลับโบกมือให้นางพร้อมหัวเราะ
จากนั้นก็กล่าวกับผู้ที่อยู่เบื้องล่างว่า “ฮองเฮามี
จิตเมตตามากที่สุด มิอาจทนให้ผู้ใดทนทุกข์ได้
นางพูดแล้ว หากพวกเจ้ายังคุกเข่าอีกจะทำให้ข้า
กลายเป็นคนใจไม้ไส้ระกำเสียเปล่า ๆ ลุกขึ้น
เถอะ”
“ขอบพระทัยไทเฮา ขอบพระทัยฮองเฮาเพ
คะ”
ทุกคนเมื่อจับความหมายได้ต่างตื่นตระหนก
เล็กน้อย หลังจากขอบพระทัยอย่างตัวสั่นงันงก
แล้วก็ลุกขึ้นมาอีกครั้ง ยืนด้วยความสำรวมเป็น
ระเบียบเรียบร้อยอยู่ด้านข้าง
เจียงเสวี่ยหนิงลอบมองเจิ้งฮองเฮาแวบหนึ่ง
ก็ถือเป็นผู้ที่น่าเวทนาสงสารเช่นกัน
หลังจากแต่งงานกับเสิ่นหลาง ได้เป็นฮองเฮา
ไม่ถึงสองปียังพอทำเนา ตอนเป็นฮองเฮายัง
ถูกเซียวไทเฮากดหัว ปราศจากบารมีแม้แต่
น้อย ครั้นเสิ่นหลางสวรรคตและเสิ่นเจี้ยขึ้น
สืบราชบัลลังก์ เจิ้งฮองเฮาที่เป็นพี่สะใภ้คนนี้
ได้รับการสถาปนาให้เป็นพระมารดาหลวง
ย้ายไปประทับที่ตำหนักฉางหนิง ไร้บุตรและ
ธิดา ใช้ชีวิตด้วยความอ้างว้างเดียวดาย
เสิ่นจื่ออีเห็นเจียงเสวี่ยหนิงยืนขึ้นมาก็ค่อย
สบายใจ เบะปากพูดจาออดอ้อน “เสด็จแม่
พระองค์ทรงชอบข่มขวัญผู้คนอยู่เรื่อยเชียว
กลับไปแล้วพวกนางยังต้องเรียนและเล่นเป็น
เพื่อนหม่อมฉันอยู่นะเพคะ แต่ละคนล้วน
ขวัญอ่อน หากพระองค์ทรงทำให้พวกนางตกใจ
จนล้มปั่วยขึ้นมา แล้วผู้ใดจะอยู่เล่นกับหม่อมฉัน
กัน?”
เซียวไทเฮาอับจนปัญญา “เพียงพลั้งเผลอลืม
เรียกให้พวกนางลุกก็เท่านั้นเอง เหตุใดถึง
กลายเป็นข่มขวัญไปได้เล่า?”
เสิ่นจื่ออีแค่นเสียงเบา ๆ “หม่อมฉันยังไม่รู้จัก
เสด็จแม่อีกหรือเพคะ?”
เซียวไทเฮาหัวเราะ ทอดสายตากลับไปอีก
ครั้งเหมือนนึกเรื่องอะไรได้กะทันหัน เอ่ยปาก
ขึ้นมาว่า “จำได้ว่าหัวหน้ากองซูเคยบอกเอาไว้
ในบรรดาสหายร่วมศึกษาที่มาใหม่มีอยู่คนหนึ่ง
ทำให้เจ้าชื่นชอบมาก ชื่อว่าเจียงเสวี่ยหนิงใช่
หรือไม่? ก้าวออกมาให้ข้าดูหน่อยสิ”
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินครึ่งประโยคแรกก็ใจเต้น
กระตุก กลายเป็นว่าพอมาถึงครึ่งหลังก็เป็นชื่อ
นางจริง ๆ ถึงแม้จะไม่ยินยอมพร้อมใจเปิดเผย
ตนเองต่อหน้านางมารเฒ่ามากเพียงใด แต่นางก็
จำต้องก้าวออกมาอยู่ดี คารวะด้วยด้วยท่าทางว่า
นอนสอนง่ายอีกครา “หม่อมฉันเจียงเสวี่ยหนิง
ถวายพระพรไทเฮาเพคะ”
เซียวไทเฮามองสำรวจนาง
เพียงแต่มองไปมองมาหัวคิ้วก็ขมวด “งาม
ฉูดฉาดเกินไป ท่าทางเหลาะแหละ กิริยาไม่สง่า
งาม”
“…”
ภายในใจเจียงเสวี่ยหนิงยามนี้มีเพียงความคิด
เดียว ‘เซี่ยเวยรีบก่อกบฏเร็วเข้า จับนางมารเฒ่า
คนนี้มาเฉือนเนื้อปั้อนให้สุนัขกินเสีย!’
‘เปินกงเกิดมาก็มีหน้าตางดงามเช่นนี้อยู่แล้ว
หรอก’
‘ข้าไปกินข้าวบ้านเจ้ามาหรือไร!’
ทว่าทำได้แค่คิดในใจเช่นนี้ ไม่กล้าพูดออกมา
ถึงอย่างไรชีวิตน้อย ๆ ของนางก็สำคัญกว่า
นางรู้นิสัยใจคอของเซียวไทเฮาดี ไม่อาจขัด
คอคนผู้นี้ได้ มิเช่นนั้นภายภาคหน้าต้องเจอดีเป็น
แน่แท้ จึงข่มความไม่สบอารมณ์ชั่วคราว ลด
สายตาต่ำพร้อมเอ่ยว่า “ดวงชะตาของหม่อมฉัน
ประสบคราเคราะห์ในวัยเยาว์ ด้วยเหตุนี้บุพการี
จึงส่งหม่อมฉันไปเลี้ยงดูอย่างอัตคัดจนเติบใหญ่ที่
บ้านไร่ เพิ่งรับตัวกลับมาเมืองหลวงเมื่อสี่ปีก่อน
วิชาความรู้ตื้นเขิน จรรยามารยาทไม่เชี่ยวชาญ
กิริยาท่าทีเหลาะแหละ วันนี้ได้เข้าเฝั้าไทเฮาก็
รู้สึกประหวั่นลนลานยิ่งนัก มือไม้อ่อนทำอะไรไม่
ถูก วันหน้าจะต้องฝึกฝนตนเองอย่างเข้มงวด
กวดขัน เพื่อเป็นพระสหายร่วมศึกษาขององค์
หญิงใหญ่ มิบังอาจหย่อนยานแม้แต่น้อยแน่นอน
เพคะ”
เซียวไทเฮาตะลึงงันทันที คิดไม่ถึงว่านางกลับ
พูดเช่นนี้ออกมาได้ ทำให้เปลี่ยนมุมมองเล็กน้อย
“หน้าตาดูเป็นคนเหลาะแหละ แต่ยามพูดจากลับ
มั่นคงหนักแน่นนัก”
เพียงแต่ครั้นเห็นรูปโฉมงามสะคราญเช่นนี้
จนแล้วจนรอดก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี
นางโบกมืออย่างไม่แยแสครั้งหนึ่ง พูดราวกับ
ล้อเล่นว่า “ช่างเถอะ กลับไปยืนประจำที่ ได้ยิน
ว่าเจ้ายังเป็นนางในดวงใจของซื่อจื่อน้อยแห่ง
จวนหย่งอี้โหวอีกด้วย ตระกูลนั้นทั้งหนุ่มทั้งแก่
ต่างเห็นข้าไม่ถูกชะตา หากรังแกเจ้าคงได้มาต่อ
ว่าอะไรกันอีกแน่”
ยี่สิบกว่าปีก่อนตระกูลเยี่ยนของจวนหย่งอี้
โหวกับตระกูลเซียวของจวนติ้งกั๋วกงเคยวิวาห์
เชื่อมสายสัมพันธ์ ทว่าบัดนี้เหมือนต่อให้ตายก็ไม่
ยอมไปมาหาสู่ กระทั่งเห็นอีกฝั่ายเป็นศัตรูคู่แค้น
เสียด้วยซ้ำ
ทุกคนเคยระแคะระคายกันมาบ้าง แต่
กระนั้นกลับไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ
คิดไม่ถึงว่าวันนี้กลับได้ยินจากปากเซียว
ไทเฮาอย่างแจ่มแจ้ง พลันตื่นตระหนกกันอยู่บ้าง
เจียงเสวี่ยหนิงเป็นผู้อยู่ในวังวนก็จริง แต่ก็ยัง
จับเค้าลางร้ายได้เล็กน้อย
ก่อนหน้านี้เซียวซูพูดเรื่องเยี่ยนหลินมอบพิณ
ให้นางต่อหน้าธารกำนัล ยามนี้เซียวไทเฮายังเอ่ย
ถึงความสัมพันธ์ของตระกูลเซียวกับตระกูลเยี่ย
นคล้ายล้อเล่นอีก เหมือนต่างก็ดูแคลนจวนหย่งอี้
โหวอย่างไรอย่างนั้น
นางถอยกลับไปยืนนิ่งโดยปราศจากพิรุธ
ขณะนี้เองมีนางกำนัลรายงานจากเบื้องนอก
แจ้งว่าหลิวกงกงจากสำนักพระราชวังมาถึงแล้ว
เซียวไทเฮายกมือเรียกให้คนเข้ามาแล้วถาม
ว่า “มีอะไรกันอีก?”
หลิวกงกงมีรูปร่างอ้วนตุ๊ต๊ะ ท่าทางประจบ
แจงเอาใจเก่ง เมื่อเข้ามาและถวายพระพร เอวก็
เกือบจะค้อมจนติดพื้น ชูถาดผ้าแพรในมือขึ้น
เหนือศีรษะ กล่าวด้วยเสียงแหลมเล็กว่า “ก่อน
หน้านี้ไทเฮาตรัสว่าทรงทำหยกหรูอี้แตกไปชิ้น
หนึ่ง วันนี้ฝั่าบาททรงได้ยินเข้าจึงทรงกำชับเป็น
พิเศษว่าจะต้องให้บ่าวไปตามหาหยกหรูอี้ที่
มณฑลชิงไห่ถวายเป็นบรรณาการเมื่อปีที่แล้วมา
ถวายพระองค์ให้จงได้ นี่ไม่เท่ากับว่าทรงคำนึงถึง
พระองค์หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
หยกหรูอี้ที่เป็นบรรณาการจากชิงไห่
เดี๋ยวก่อนนะ…
เจียงเสวี่ยหนิงหนังตากระตุกทันที ร่ำร้อง
ภายในใจว่า ‘ต้องให้ข้าเจอเรื่องนี้ด้วยหรือนี่?!’
“ฮ่องเต้ยังคงมีใจกตัญู ไหนเอาของมาให้
ข้าดูหน่อยสิ”
หัวคิ้วเซียวไทเฮาคลายออกหลายส่วน ก่อน
จะยกมือไปเบื้องหน้า
หลิวกงกงค้อมกายเดินขึ้นหน้าทันที
กระวีกระวาดส่งหยกหรูอี้ไปถึงใต้มือเซียวไทเฮา
หยกหรูอี้ทำมาจากหยกแดง มีสีแดงทั่วทั้งชิ้น
ยกเว้นเพียงส่วนหัวของหยกซึ่งมีสีขาวบริสุทธิ์
แกะสลักเป็นลายเมฆมงคลอย่างลงตัว ถือเป็น
ผลงานของช่างฝีมืออันมีเอกลักษณ์ และเป็นของ
ล้ำค่าอันหาได้ยากยิ่ง
เซียวไทเฮาถือในมือด้วยความชื่นชอบเป็นล้น
พ้น
เพียงแต่นางเพิ่งจะเอ่ยคำว่า ‘ไม่เลว’ และ
พลิกหยกหรูอี้ดู ทันใดนั้นสีหน้ากลับตะลึงงัน
รอยยิ้มซึ่งมีอยู่แต่เดิมแข็งค้างบนใบหน้าในชั่ว
พริบตา ดวงตาทั้งสองข้างจ้องมองด้านหลังก้าน
หยกหรูอี้เขม็ง สีหน้าคล้ำเขียวในบัดดล!
เพราะด้านหลังแกะสลักอักษรจ้วน[1]อันน่า
ตกตะลึงอยู่สองแถว…
‘สุสานเด็กผู้ทรงคุณธรรมสามร้อยคน ตาย
อย่างน่าอนาถมีความผิดอันใด
ราชันไร้คุณธรรมแล้วไซร้ ไยกล้าเรียกว่า
โอรสสวรรค์!’
“บังอาจ!”
เซียวไทเฮากริ้วหนัก
ผู้อื่นยังไม่ทันรู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น นางก็ทิ้ง
มือขว้างหยกหรูอี้กระแทกแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้น
น้อย!
เศษหยกสีแดงกระเด็นมาถึงเท้าเจียงเสวี่ย
หนิง นางไม่กล้าขยับเขยื้อนโดยผลีผลามแม้แต่
นิดเดียว ขนหัวลุกชัน…
เรื่องนี้นี่เอง
ต้นเหตุของเภทภัยที่ทำให้จวนหย่งอี้โหวต้อง
ประสบคราเคราะห์…
——————–
1. อักษรจ้วน เป็นตัวอักษรดั้งเดิมของแคว้น
ฉิน