คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 50 แย่งชิงโอกาสและโชคชะตา (1)
ก่อนหน้านี้แม้เซียวไทเฮาจะแสดงท่าทีไม่
แยแสผู้อื่น ทุกคนก็หวาดกลัวนางมากอยู่แล้ว แต่
เมื่อเทียบกับความเดือดดาลทั้งที่ใบหน้าเปียมล้น
ด้วยความเย็นเยียบเช่นนี้ กลับต่างกันราวฟั้ากับ
เหว
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าอยู่ดีไม่ว่าดีเพียงการถวาย
หยกหรูอี้ชิ้นหนึ่งจะถึงขั้นบันดาลโทสะ
พระสหายร่วมศึกษาที่อยู่เบื้องล่างทุกคนไม่รู้
ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น หวาดกลัวกระวนกระวายไม่
กล้าส่งเสียง
หลิวกงกงซึ่งถือหยกหรูอี้เข้ามาถวายพลันสัน
หลังเย็นวาบ คุกเข่าทันทีโดยไม่ต้องคิด พร่ำ
ตะโกนเสียงดังว่า “ไทเฮาทรงระงับโทสะด้วย
ไทเฮาทรงระงับโทสะด้วย!”
ตัวเขาอยู่หน้าขั้นบันได
เซียวไทเฮาใช้เท้าถีบโครมหนึ่ง ยกมือและ
เรียกคนจากทั้งด้านซ้ายและขวาให้เข้ามาพร้อม
ตวาดลั่น “มานี่ จงนำตัวโจรกบฏผู้นี้ไปเสีย! เอา
ไปที่กรมราชทัณฑ์หลวงแล้วไต่สวนให้ดี ๆ !”
หลิวกงกงพลันหน้าเปลี่ยนสีอย่างรุนแรง
ถึงแม้เขาจะมาเป็นผู้ถวายหยกหรูอี้ ทว่ากลับ
ไม่รู้เลยสักนิดว่าด้านหลังหยกหรูอี้มีความพิสดาร
อะไรกันแน่ ครั้นได้ยินเซียวไทเฮาตรัสด้วย
น้ำเสียงเย็นชาก็ตกใจจนขวัญและวิญญาณออก
จากร่าง รีบโขกศีรษะไม่หยุด เปล่งเสียงร่ำไห้
“ใส่ความ บ่าวถูกใส่ความพ่ะย่ะค่ะ! บ่าวแค่รับ
พระราชโองการให้มาถวายหยกหรูอี้เท่านั้น ไม่
ทราบเลยว่าทำให้ไทเฮากริ้วด้วยเหตุอันใด ขอ
ไทเฮาประทานอภัยด้วย บ่าวถูกใส่ความพ่ะย่ะ
ค่ะ…”
เสิ่นจื่ออีและเซียวซูสองคนนั่งอยู่ข้างกาย
เซียวไทเฮา เมื่อครู่พอจะมองเห็นตัวอักษร
ด้านหลังหยกหรูอี้อยู่บ้าง แต่ก็เห็นไม่ชัดว่าคือ
อะไรกันแน่ ครั้นประสบเหตุเปลี่ยนแปลง
กะทันหันจึงยิ่งไม่กล้าเอ่ยปากไต่ถาม
เจิ้งฮองเฮาเองก็ตกใจจนสะดุ้งโหยงเช่นกัน
นางรู้ว่าแต่ไหนแต่ไรมาเซียวไทเฮาไม่ได้นิสัย
ดีอะไรนัก มีส่วนใจร้ายใจดำด้วยซ้ำไป แต่หากมี
ปฏิกิริยาเช่นนี้แสดงว่าต้องเกิดเรื่องใหญ่เป็นแน่
แท้ มิหนำซ้ำยังเอ่ยว่าหลิวกงกงเป็น ‘โจรกบฏ’
อีกด้วย เดาว่าไม่ใช่เรื่องเล็กแน่นอน
ถึงหยกหรูอี้จะถูกขว้างแตก แต่ยังมีหลายชิ้น
ขนาดค่อนข้างใหญ่
เจิ้งฮองเฮาไม่เอ่ยสอดคำ เพียงเดินลงจากที่
นั่งและหยิบเศษหยกชิ้นหนึ่งขึ้นมาดู เพิ่งอ่านเห็น
คำว่า ‘เด็กผู้ทรงคุณธรรม’ ก็สีหน้าแปรเปลี่ยน
ครั้งใหญ่ ไม่ได้ดีไปกว่าเซียวไทเฮาสักเท่าใดนัก
มีคนเข้ามาคุมตัวหลิวกงกงจากทางด้านซ้าย
และขวา
เจิ้งฮองเฮามองเหล่าดรุณีพระสหายร่วม
ศึกษาซึ่งกำลังยืนตัวสั่นงันงกแวบหนึ่ง ฝืนสะกด
ความประหวั่นพรั่นพรึงในใจ กล่าวกับพวกนาง
ว่า “พวกเจ้าออกไปก่อนเถอะ”
เซียวไทเฮาใบหน้าถมึงทึง คราวนี้กลับไม่ได้
เอ่ยอะไรมากนัก
ทุกคนคิดดูก็รู้ว่าเรื่องราวใหญ่โต ย่อมเป็นสิ่ง
ที่พระสหายร่วมศึกษาเข้าวังมาใหม่เช่นพวกนาง
ไม่ควรรู้เด็ดขาด เมื่อได้ยินเจิ้งฮองเฮาเปล่งวาจา
ก็รีบค้อมกายถวายพระพรและกล่าวอำลา
เซียวซูลุกจากที่นั่ง ถวายพระพรและกล่าวลา
เซียวไทเฮาเช่นกัน
เสิ่นจื่ออียังคงนั่งอึ้งอยู่ตรงนั้น
ตอนเซียวซูเดินจากไปยังรีบดึงนางเพื่อพา
ออกจากตำหนักฉือหนิงพร้อมกัน
ยามเจียงเสวี่ยหนิงเดินออกมาจากประตู
ตำหนักฉือหนิง นางถูกสายลมแฝงความหนาว
เย็นยามต้นฤดูเหมันต์พัดใส่คราหนึ่ง ทำให้เพิ่ง
รู้สึกตัวว่ากำลังหลั่งเหงื่อเย็นซึมทั่วแผ่นหลัง!
นี่คือคดีหยกหรูอี้ที่มีความเกี่ยวพันโยงใย
กว้างขวางในชาติที่แล้ว
ด้านหลังหยกหรูอี้ที่สำนักพระราชวังเลือก
นำมาถวายเซียวไทเฮากลับสลักถ้อยคำผิดทำนอง
คลองธรรม มิหนำซ้ำยังระบุถึงโอรสสวรรค์องค์
ปัจจุบันอีกด้วย ทันทีที่เกิดเรื่องนี้ก็ก่อมรสุมนอง
เลือดทันที ผู้ถวายการปรนนิบัติรับใช้ภายในวัง
หลวงจำนวนมากถูกประหารเก้าชั่วโคตร ตระกูล
ขุนนางของรัชกาลก่อนก็ถูกกวาดม้วนให้เข้ามามี
ส่วนเกี่ยวข้อง การยึดทรัพย์ประหารทั้งตระกูลยิ่ง
ไม่ต้องเอ่ยถึง ส่วนจวนหย่งอี้โหวที่ประสบคราว
เคราะห์นั้น แม้ว่าเปลือกนอกจะไม่มีส่วน
เกี่ยวข้องกับคดีนี้ แต่ทั้งสองเหตุการณ์เกิดใน
เวลาไล่เลี่ยกันมาก ทำให้คนอดสงสัยไม่ได้
เมื่อนึกถึงจวนหย่งอี้โหวและเยี่ยนหลินก็พาน
หวนคิดถึงทุกเหตุการณ์ในชาติก่อนอีกครั้ง นาง
พลันสับสนและว้าวุ่น ต้องออกแรงกำฝั่ามือซึ่ง
ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้ออย่างแรงจึงจะพอฝืนทำให้
จิตใจสงบเยือกเย็นลงไปได้
สิ่งที่ควรมาไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมา
ยิ่งเป็นเวลาเช่นนี้ยิ่งไม่อาจเสียกระบวนรวน
เร ยิ่งต้องทำสิ่งที่ตนควรจะทำในช่วงเวลาอัน
สับสนอลหม่านให้ดียิ่งขึ้น แต่น้ำเพียงแก้วเดียว
จะใช้ราดรดดับไฟที่ท่วมทั้งคันรถม้าได้อย่างไร
จะช่วยจวนหย่งอี้โหวให้พ้นอันตรายได้อย่างไร
เสิ่นจื่ออีซึ่งถูกเซียวซูดึงตัวออกมายังคงสับสน
งุนงง นางเอ่ยถามอึ้ง ๆ “นี่มันเกิดเรื่องอะไร
กันน่ะ?”
เซียวซูหลุบตาไม่เอ่ยวาจา
เสิ่นจื่ออีช้อนดวงตาก็มองเห็นเจียงเสวี่ยหนิง
ยืนอยู่ตรงชายขอบของกลุ่มคน จึงเดินเข้าไปหา
แล้วถามด้วยความห่วงใย “หนิงหนิง เจ้าไม่เป็น
อะไรนะ ไฉนหน้าซีดแบบนี้เล่า?”
เจียงเสวี่ยหนิงนึกถึงเจิ้งเปั่าซึ่งก่อนหน้านี้
ยังคงคุกเข่าอยู่ตรงประตูตำหนักคุนหนิงขึ้นมาได้
ขณะใช้ความคิดดวงตาก็สว่างวาบนิด ๆ คิดในใจ
ว่า ‘นอกจากวิธีนี้ก็ไม่มีวิธีอื่นแล้ว’ ทำให้นางต้อง
ฝืนเค้นรอยยิ้ม แม้สีหน้าจะฉายความหวาดกลัว
และตื่นตกใจอยู่บ้าง ตอบเสียงเบากลับไปว่า
“หม่อมฉันตกใจเล็กน้อยเพคะ”
อันที่จริงเสิ่นจื่ออีก็ตกใจเช่นกัน
แต่นางคิดว่าตนเป็นถึงองค์หญิงใหญ่ เป็นผู้ที่
เคยรับปากว่าจะดูแลเจียงเสวี่ยหนิง จึงแสดง
ท่าทีว่านี่คือเหตุการณ์เล็กน้อยซึ่งเกิดขึ้นเป็นปกติ
อยู่แล้ว เสิ่นจื่ออีจับมือเจียงเสวี่ยหนิงพูดว่า “ไม่
เป็นไร ไม่เป็นไร ยังมีเปินกงจู่อยู่ด้วยไม่ใช่หรือ?”
ฝั่ามือนางประคองนิ้วมือเรียวยาวของเจียง
เสวี่ยหนิงเอาไว้ สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบ
บริเวณปลายนิ้วของอีกฝั่าย
เจียงเสวี่ยหนิงเพียงมองนางโดยไม่เอ่ยวาจา
แต่แพขนตายาวกลับกระเพื่อมไหวเบา ๆ บน
ดวงตาคู่งามนั้น อ่อนไหวและเปราะบางประหนึ่ง
กวางน้อยต้องศรอันคมกริบล้มบนผืนหิมะ ส่วน
นิ้วมือก็ยึดนิ้วของเสิ่นจื่ออีเอาไว้เช่นกัน
ภายในชั่วเสี้ยวอึดใจนี้เอง เสิ่นจื่ออีก็สัมผัสได้
อย่างแรงกล้าว่าสหายผู้เคยมีรอยยิ้มอันสดใสและ
เจิดจ้า สหายผู้เคยแต่งแต้มกลีบดอกอิงเถาสีชมพู
บริเวณหางตาที่ยืนอยู่ตรงหน้าผู้นี้ จำเป็นต้องมี
นางและต้องการความช่วยเหลือจากนางอย่าง
เร่งด่วน
เดิมทีเมื่อออกมาจากตำหนักฉือหนิงแล้วก็
ควรจะกลับที่พักของแต่ละคน
ตำหนักหมิงเฟิงที่เสิ่นจื่ออีพำนักตั้งอยู่คนละ
ทางกับเรือนหยางจื่อ ทำให้เมื่อถึงหน้าประตู
ตำหนักฉือหนิงจะต้องเดินแยกย้ายไปคนละทาง
ทว่าขณะนี้นางรู้สึกว่าตนไม่อาจจากไปทั้ง
อย่างนี้ได้
เสิ่นจื่ออีพลิกมือกลับไปกุมมือเจียงเสวี่ยหนิง
หยักยกมุมปาก ก่อนจะเผยรอยยิ้มเฉิดฉันราวกับ
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จูงมืออีกฝั่ายเดินไปทางเรือนห
ยางจื่อ “เห็นว่าเจ้าเป็นคนขวัญอ่อน เปินกงจู่จะ
เดินกลับไปเป็นเพื่อนเจ้าเอง”
พูดจบก็กล่าวกับคนอื่นว่า “ไปกันเถอะ”
ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงเดินตามการย่างก้าวของ
พวกนาง
ตลอดทางเสิ่นจื่ออีเล่าเรื่องราวสนุกสนานที่
เกิดขึ้นในวังให้เจียงเสวี่ยหนิงฟัง ครั้นเล่าไปเล่า
มา บางครั้งติดขัดยังต้องเรียกให้เซียวซูและเฉินซู
อี๋มารับช่วงต่อด้วย
เซียวซูนั้นยังดี ไม่ได้แสดงพิรุธอะไรเลย
ทว่าเฉินซูอี๋กลับผูกความแค้นกับเจียงเสวี่ย
หนิงไปแล้ว แต่เมื่อองค์หญิงใหญ่เล่อหยางเอ่ย
ปาก นางจึงไม่สะดวกจะปฏิเสธ ทำได้เพียงจำใจ
เล่าเรื่องขำขันให้เจียงเสวี่ยหนิงฟังด้วยใบหน้าอัน
แข็งทื่อที่เผยจากจิตใต้สำนึก
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าหากเรื่องที่เกิดขึ้นใน
วันนี้ไม่ใช่เรื่องราวใหญ่โตอันใด นางคงส่งเสียง
หัวเราะออกมาแล้ว
อย่างไรก็ตามยามนี้แม้แต่ตัวนางยังรู้สึกอยาก
ทอดทิ้งตัวเองไปเสียเลยด้วยซ้ำ
ชาติก่อนนางต้องคอยประจบเอาใจผู้ชาย
หน้าเหม็นน่ะช่างเถอะ จะดีจะชั่วอย่างไรนางก็ไม่
เคยหลอกใช้สตรีผู้อ่อนแอ คิดไม่ถึงว่าได้กลับมา
เกิดใหม่อีกชาติ นับวันตัวเองก็ยิ่งด้อยลงไปเรื่อย
ๆ ตกต่ำลงไปเรื่อย ๆ !
เสิ่นจื่ออีไม่รู้สึกถึงเรื่องนี้แม้แต่น้อย
ขบวนเดินทางมุ่งหน้าไปยังเรือนหยางจื่อ
ขามาพวกนางเดินอ้อมตำหนักคุนหนิง แต่ขา
กลับนั้น ประการแรกทุกคนไม่ได้สนใจว่ากำลัง
เดินอยู่บนถนนเส้นใด ประการที่สอง เพราะ
เสิ่นจื่ออีและเจียงเสวี่ยหนิงนำหน้า ด้วยเหตุนี้จึง
ใช้เส้นทางผ่านข้างตำหนักคุนหนิงซึ่งเป็นเส้นทาง
ที่ใกล้ที่สุดตามความเคยชิน
บทที่ 50 แย่งชิงโอกาสและโชคชะตา (2)
เมื่อมองเห็นกำแพงตำหนักคุนหนิงอยู่ไกล ๆ
ใจของเจียงเสวี่ยหนิงก็เต้นรัว ลอบขอพรให้
ตนเองว่าขอให้ยังทัน
ตอนเดินเลี้ยวบริเวณหัวมุมกำแพง ใจก็เต้น
จนแทบกระดอนออกมา…
เส้นทางเบื้องหน้าเงียบสงัด
เสียงฝั่ามือซึ่งเคยได้ยินก่อนหน้านี้ไม่มีแล้ว
ชั่วพริบตานี้เอง เจียงเสวี่ยหนิงเกือบคิดว่า
ตนเองพลาดโอกาส ยังดีที่ต่อมาขณะนางเปลี่ยน
เส้นทางเดิน ก็มองเห็นเงาร่างซึ่งกำลังคุกเข่าตรง
บริเวณประตูตำหนัก
‘เจิ้งเปั่ายังอยู่!’
เพียงแต่นางยังไม่ทันได้ยิ้มด้วยความโล่งใจ
ยามเคลื่อนสายตาขึ้นมาก็เห็นเงาร่างหนึ่งอยู่ไม่
ไกล คนผู้นั้นกำลังหยุดอยู่หน้าประตูตำหนักอีก
ฟาก
สวมชุดหม่างเผา คาดสายคาดเอวหยก
รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าสุภาพสง่างาม หาก
ไม่ใช่หลินจืออ๋องเสิ่นเจี้ยแล้วจะเป็นผู้ใดได้อีก
ขณะนี้เขากำลังก้มหน้ามองเจิ้งเปั่าที่กำลังคุกเข่า
ไม่ยอมลุก ก่อนเงยหน้าจะพูดอะไรบางอย่างกับ
นางกำนัลซึ่งยืนอยู่หน้าประตูตำหนัก
เจียงเสวี่ยหนิงหนังตากระตุก แต่ก็ไม่กล้าให้
เสิ่นเจี้ยเอ่ยปากช่วยเจิ้งเปั่า จึงบังเกิดปฏิภาณ
เพราะความร้อนใจ จงใจใช้เท้าซ้ายเหยียบ
ชายกระโปรงตัวเอง ร่างกายที่กำลังก้าวเดินไป
ข้างหน้าพลันเสียสมดุล ส่งเสียงร้องด้วยความ
ตกใจดัง “ว้าย” เบา ๆ แล้วล้มลงไปนั่งกองกับ
พื้น
ปฏิกิริยาของนางไม่ได้รุนแรงมากนัก
ทว่าเสิ่นจื่ออีซึ่งยังคงเล่าเรื่องขำขันอยู่ข้าง
กายนางกลับลนลาน ร้องตะโกนว่า “หนิงหนิง!”
เสิ่นเจี้ยที่อยู่ตรงประตูตำหนักข้างหน้าและ
กำลังจะสอบถามว่าขันทีน้อยผู้นี้ถูกลงโทษด้วย
สาเหตุใด ครั้นได้ยินก็หันศีรษะมองไปทางต้น
เสียงทันที กวาดตาแวบเดียวก็เห็นพระสหายร่วม
ศึกษาทางฝังนั้น และยิ่งจดจำเจียงเสวี่ยหนิงที่ล้ม
อยู่บนพื้นได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อถูกขัดจังหวะเช่นนี้ คนทั่วไปย่อมลืมเลือน
ว่าเดิมทีตนเองคิดจะทำอะไร
เสิ่นเจี้ยก็เช่นกัน
เขารีบเดินไปหาพวกนาง แต่เนื่องจากยังมี
พระสหายร่วมศึกษาคนอื่นอยู่ในสถานที่นี้ด้วย
ทำให้ไม่สะดวกจะเข้าไปใกล้นัก เพียงเอ่ยถาม
ด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “ถึงแม้เส้นทางภายในวัง
หลวงจะมีอายุเก่าแก่มากแล้ว แต่ก็เพิ่งซ่อมแซม
และปรับปรุงเมื่อปีก่อนนี้เอง เหตุใดคุณหนูรอง
เจียงถึงไม่ระมัดระวังเช่นนี้ได้เล่า?”
เหล่าพระสหายร่วมศึกษาเคยพบเสิ่นเจี้ย
ตั้งแต่การเข้าวังคราวก่อนแล้ว รู้สถานะของเขาดี
เมื่อเห็นเขาเดินเข้ามาใกล้จึงค้อมกายคารวะ
“ถวายพระพรหลินจืออ๋องเพคะ”
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นเขาเดินเข้ามา จิตใจก็สงบ
ลงไปกว่าครึ่ง
เมื่อคิดว่าชาติก่อนเป็นสามีภรรยาที่ทั้ง
ใกล้ชิดทั้งห่างเหิน ยามนางตายในชาติก่อนก็พอ
ฝืนนับได้ว่าร่วมตามเสด็จไปเมืองผีพร้อมเสิ่นเจี้ย
แล้ว ชาตินี้หากขอแย่งชิงโอกาสและโชคชะตา
ของเขาสักครั้งจะนับเป็นอะไรได้ ให้ถือว่าเป็น
เงินค่าแรงและค่าชดใช้ชีวิตที่เสิ่นเจี้ยจ่ายให้ตน
แล้วกันนะ
อย่างไรเสียเขาก็เป็นหลินจืออ๋อง เมื่อได้เป็น
ฮ่องเต้ในภายภาคหน้าย่อมไม่ขาดคนอย่างเจิ้ง
เปั่าไปสักคนอยู่แล้ว
แต่นางขาดแคลนมากเลยนี่นา
เมื่อคิดเช่นนี้ ความรู้สึกผิดบาปที่เจียงเสวี่ย
หนิงแย่งชิงโอกาสและโชคชะตาของผู้อื่นก็มลาย
หายไปหลายส่วน รีบสรรหาถ้อยคำอย่างรวดเร็ว
“ทูลหลินจืออ๋อง หม่อมฉันเพิ่งจะไปถวายพระพร
ไทเฮามา บารมีแห่งหงส์ยิ่งใหญ่นัก เนื่องจากยัง
ไม่ได้สติถึงสะดุดขาตนเอง ขายหน้าพระองค์แล้ว
เพคะ”
เซียวซูมองนางอย่างสงบนิ่ง
เสิ่นจื่ออีช่วยประคองนางให้ลุกด้วยตนเอง
ครั้นได้ยินนางพูดเช่นนี้ก็ทำปากยื่นเอ่ยกับเสิ่น
เจี้ยว่า “เสด็จพี่ เมื่อครู่ท่านไม่อยู่ เสด็จแม่น่า
กลัวยิ่งนัก”
แม้ว่าเสิ่นเจี้ยจะมีนิสัยอ่อนน้อมถ่อมตนและ
เป็นมิตร แต่ก็ถือกำเนิดในวังหลวง ได้รับอิทธิพล
จากสิ่งที่ได้เห็นได้ยินเป็นประจำ เพียงได้ยินคำ
กล่าวนี้ของพวกนางก็รู้แล้วว่าน่าจะเกิดเรื่องที่
ตำหนักฉือหนิง ดังนั้นจึงขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ย
ถามนางว่า “เกิดอะไรขึ้นเช่นนั้นหรือ?”
เสิ่นจื่ออีตอบ “ก็แค่หยกหรูอี้ชิ้นหนึ่ง เฮ้อ ไม่
รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี…”
นางอยากจะเล่าตามลำดับอย่างถูกต้องและ
เหมาะสม แต่กลับไม่ค่อยแน่ใจว่าควรเริ่มเล่าจาก
ตรงไหน ยามพูดจาจึงสับสนไปหมด
เสิ่นเจี้ยได้ฟังแล้วก็งุนงง
สุดท้ายก็ได้เซียวซูที่เล่าอย่างกระชับว่า
“หลิวกงกงจากสำนักพระราชวังรับพระราช
โองการจากฝั่าบาทให้มาถวายหยกหรูอี้ซึ่งชิงไห่
ถวายเป็นบรรณาการ แต่เหมือนว่าด้านหลังหยก
หรูอี้ชิ้นนั้นสลักถ้อยคำอันผิดทำนองคลองธรรม
อะไรเอาไว้จนทำให้ท่านอากริ้ว ตอนนี้ฮองเฮา
ประทับอยู่ที่ตำหนักฉือหนิงเช่นกัน กำลังสะสาง
เรื่องนี้อยู่เพคะ”
เสิ่นเจี้ยอดชำเลืองมองนางคราหนึ่งไม่ได้
เสิ่นจื่ออีฟังเซียวซูพูดได้อย่างรวบรัดได้
ใจความก็รีบผงกศีรษะกล่าวว่า “ใช่ แบบนี้นี่
แหละ เสด็จพี่เสด็จไปดูเถอะ”
เดิมทีเสิ่นเจี้ยกำลังจะไปถวายพระพรเซียว
ไทเฮาอยู่แล้ว เขาครุ่นคิดเล็กน้อยครู่หนึ่ง ก่อน
เอ่ยว่า “ข้าจะไปดูสักหน่อย”
ขณะพูดเช่นนี้ก็ลืมเรื่องของขันทีน้อยผู้นั้นจน
หมดสิ้น
เขาชักเท้ากำลังจะมุ่งหน้าไปยังตำหนักฉือห
นิง เพียงแต่ขณะเดินผ่านเหล่าพระสหายร่วม
ศึกษาทางด้านข้าง เขาเหลือบเห็นเจียงเสวี่ยหนิง
ซึ่งเพิ่งจะล้มและลุกขึ้นมาก้มหน้าก้มตาลูบหัวเข่า
จึงอดส่งเสียงหัวเราะกล่าวกระเซ้าไม่ได้ “เดินบน
พื้นราบเรียบยังหกล้มได้ คุณหนูรองเจียงต้องดู
ทางเดินให้ดี ๆ นะ ไม่เช่นนั้นจะผิดต่อสุราขอ
ขมาที่เปินหวังยังไม่ทันได้ดื่มเจ้าก็ชิงเสียโฉมไป
ก่อนเสียแล้ว หากเจ้าเสียโฉมเช่นนี้ไม่รู้ว่ากลับ
ออกจากวังหลวงไปจะมีใครปวดใจบ้างหรือไม่!”
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งอึ้ง ไม่รู้ว่าสิ่งใดคือ ‘สุราขอ
ขมา’ ไปชั่วขณะ จนเมื่อเสิ่นเจี้ยหมุนกายจากไป
แล้ว นางจึงเพิ่งจะนึกถึงความเข้าใจผิดเมื่อครั้ง
ตนย้อนกลับมาเกิดใหม่ขึ้นมาได้ หลังจากนางตบ
เสิ่นเจี้ยไปคราหนึ่ง เคยบอกว่าวันหน้าจะเลี้ยง
สุราเพื่อขอขมา
นั่นย่อมเป็นคำพูดตามมารยาทเท่านั้น แต่คิด
ไม่ถึงว่าเสิ่นเจี้ยจะยังจำได้
เมื่อพระสหายร่วมศึกษาทุกคนเห็นเสิ่นเจี้ย
เดินเข้ามาแล้วสนใจเพียงเจียงเสวี่ยหนิงก็ฉาย
แววตาแปลกประหลาดอยู่บ้าง
ครั้นได้ยินคำว่า ‘สุราขอขมา’ ก็ยิ่งอดมอง
สำรวจนางไม่ได้เข้าไปใหญ่
เซียวซูยืนข้างเสิ่นจื่ออี บนใบหน้าอันนิ่งเฉย
เผยความตะลึงงันเล็กน้อยเช่นกัน ครั้นกลอกตา
มองเจียงเสวี่ยหนิงอีกหน แววตาก็เข้มขึ้นมาก
เจียงเสวี่ยหนิงกวาดตามองแวบเดียวก็เห็น
ปฏิกิริยาของทุกคน ลอบร้องโอดครวญในใจ
นางอยากอธิบายว่าที่จริงแล้วตนกับเสิ่นเจี้ย
ไม่มีอะไรคลุมเครือเลยสักนิด
แต่หลินจืออ๋องผู้นี้ พอพูดจบก็เดินจากไปไกล
แล้ว ไหนเลยจะยังให้เวลานางอธิบาย หรือจะให้
นางบอกว่าตนเองเคยตบเสิ่นเจี้ยไปทีหนึ่ง สุรา
ขอขมานี้จึงมีไว้เพื่อขอขมาการตบหนึ่งครั้งในครา
นั้น?
หากเรื่องนี้แพร่ออกไปจะไม่เท่ากับรนหาที่
ตายหรือไร
เสิ่นจื่ออีเอ่ยถามด้วยความสงสัย “สุราขอ
ขมา?”
เจียงเสวี่ยหนิงยิ้มขื่นพลางตอบว่า “ก่อนหน้า
นี้ไม่รู้ความ เคยเกิดความเข้าใจผิดเล็กน้อยกับ
หลินจืออ๋องขณะเที่ยวเล่นอยู่ด้านนอกเพคะ”
เสิ่นจื่ออียังคิดจะซักไซ้ว่าคือความเข้าใจผิด
อันใด
แต่ยามนี้สายตาของเจียงเสวี่ยหนิงทอดไป
เบื้องหน้า ตกอยู่บนร่างเจิ้งเปั่าซึ่งกำลังคุกเข่าอยู่
หน้าประตูตำหนักแล้ว สีหน้าแปรเปลี่ยนไปมา
เผยความเห็นใจหลายส่วนราวกับไม่อาจทนดูได้
เสิ่นจื่ออีย่อมมองตามนาง ครั้นเห็นว่านั่นก็
เป็นเพียงขันทีน้อยซึ่งกำลังคุกเข่าอยู่หน้าประตู
ตำหนักก็ไม่ได้สนใจอะไร กลับรู้สึกประหลาดใจที่
เหตุใดนางมีปฏิกิริยาเช่นนี้มากกว่า จึงเอ่ยถามว่า
“มีคนถูกลงโทษอยู่หน้าประตูตำหนักถือเป็นเรื่อง
ปกติ คิดว่าคงทำความผิดอะไรสักอย่างถึงลงโทษ
ให้คุกเข่าก็เท่านั้นเอง”
เจียงเสวี่ยหนิงพูดเสียงเบา “ขามาก็เห็นเขา
คุกเข่าอยู่ตรงนี้แล้ว…”
นางมีเสียงแผ่วเป็นทุนเดิม ทั้งยังจงใจแสดง
ท่าทางกลัดกลุ้มหวาดกลัวอีก ต่อให้เดิมทีมี
ความเห็นอกเห็นใจและความหวาดกลัวอันแสน
จะจอมปลอมแค่สามส่วน แต่ก็แสดงอาการ
หวาดหวั่นราวกับตนเป็นผู้ถูกลงโทษเสียเอง
ออกมาได้แสนสมจริง
อย่างไรเสียเหตุการณ์ที่ตำหนักฉือหนิงก่อน
หน้านี้ก็เกิดขึ้นไม่นานนัก
พอเซียวไทเฮาเห็นพวกนางก็สั่งให้คุกเข่าและ
ไม่เรียกให้ลุก ตัดไม้ข่มนามพวกนางครั้งใหญ่ คน
ขวัญอ่อนย่อมตระหนกตกใจ
เสิ่นจื่ออีคงยังไม่ลืมเหตุการณ์เมื่อครู่หรอก
กระมัง?
เมื่อเห็นสีหน้าของเจียงเสวี่ยหนิง และเห็น
ขันทีน้อยผู้นั้นคุกเข่าอยู่ด้านข้าง เสิ่นจื่ออีย่อม
เดาออกว่าพอเจียงเสวี่ยหนิงเห็นขันทีน้อยถูก
ลงโทษก็นึกถึงประสบการณ์ที่ตำหนักฉือหนิงเมื่อ
ครู่จนเกิดความพรั่นพรึงต่อวังหลัง ส่งผลให้รู้สึก
อย่างแรงกล้าว่าตัวเองไม่ต่างอะไรกับขันทีน้อยที่
ตกอยู่ในภาวะอันตราย ไม่ว่าจะทำอะไรก็ผิดไป
หมด…
นางอดตัดพ้อไม่ได้ว่าเสด็จแม่ทำรุนแรงร้าย
กาจเกินไป แล้วก็อดตัดพ้อไม่ได้ว่าเหตุใดพี่สะใภ้
ไม่ลงโทษเร็วหรือช้ากว่านี้นะ ดันเลือกทำในเวลา
นี้เสียได้ หากหนิงหนิงตกใจจะทำเช่นไร
นางพลันเลิกคิ้ว บุคลิกและบารมีขององค์
หญิงกลับคืนสู่ร่าง
เสิ่นจื่ออีมุ่งตรงไปหาหัวหน้านางกำนัลซึ่ง
กำลังยืนอยู่หน้าตำหนักคุนหนิง “ขันทีผู้นี้ทำ
ความผิดอะไร?”
หัวหน้านางกำนัลรีบค้อมกายถวายบังคม
ตอบกลับไปว่า “เขาชื่อเจิ้งเปั่า วันนี้ใจลอยขณะ
ถวายการปรนนิบัติรับใช้ ไม่ทราบว่า…”
“ไม่อยากฟัง!”
แม้เสิ่นจื่ออีจะถามเอง แต่คนพูดตัดบทเองก็
คือนาง พลันโบกมือออกคำสั่งด้วยท่าทีรำคาญใจ
“คนก็ถูกลงโทษแล้ว ซ้ำยังคุกเข่าตั้งนาน ก็
สมควรพอได้แล้วละ ละเว้นเขาไปเถอะ กลับไป
หากพี่สะใภ้ถามไถ่ขึ้นมาก็ให้บอกว่าเป็นเจตนา
ของเปินกงจู่”
เดิมทีองค์หญิงใหญ่เล่อหยางก็เป็นที่โปรด
ปรานในวังหลวง เพื่อนางแล้ว ฝั่าบาททรงถึงกับ
เชิญเซียนเซิงจากสภาฮั่นหลินมาสอนนาง ทั้งยัง
คัดเลือกพระสหายร่วมศึกษาให้อีก หัวหน้านาง
กำนัลถวายการปรนนิบัติรับใช้ข้างกายฮองเฮา
ย่อมรู้เรื่องนี้กระจ่างแจ้งแก่ใจ ครั้นได้ยินอีกฝั่าย
เปล่งวาจา ไหนเลยจะกล้าโต้เถียงแม้แต่ครึ่งคำ
ฉะนั้นจึงตอบกลับทันที “เพคะ”
ก่อนจะสั่งความคนที่อยู่ทั้งทางด้านซ้ายและ
ขวา “เร็วเข้า ประคองคนขึ้นมา อย่ามาขัดสาย
พระเนตรอยู่ตรงนี้ ผู้คนตกอกตกใจหมด”
ขันทีน้อยด้านข้างเข้าไปประคองคนขึ้นมา
ทันที
เจิ้งเปั่าคุกเข่าบนถนนเส้นนี้มาพักหนึ่งแล้ว
หัวเข่าทั้งสองข้างชาระบมมาตั้งแต่แรก เกือบจะ
ทรุดคุกเข่าลงไปใหม่ตอนเพิ่งจะลุก ส่วนใบหน้า
ซึ่งแต่เดิมสะอาดหมดจดมีรอยนิ้วมือเพิ่มเต็มไป
หมด เว้นแค่ดวงตาคู่นั้นที่ยังสุกใสเปล่งประกาย
ราวกับถูกแต่งแต้ม
เขาเงยหน้ามองเจียงเสวี่ยหนิง
แต่แล้วสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายเขาคือ
ภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับไม่ใช่สีหน้าหวาด
ผวาเหมือนเสียงที่ได้ยินเมื่อครู่นี้ ทว่าเป็นแวว
เรียบเฉยซึ่งซ่อนอยู่เบื้องหลังสายตาอันทำทีว่า
อ่อนแอเปราะบาง และบัดนี้กำลังทอดมองเขาอยู่
เงียบ ๆ
เป็นเปลือกนอกที่งามเพริศพริ้งดั่งบุปผาอย่าง
แท้จริง แต่กลับทำให้เขารู้สึกว่าภายในเต็มไป
ด้วยหนามอันแหลมคม
ขนตาเจียงเสวี่ยหนิงกระเพื่อมไหว นางค่อย
ๆ หลุบสายตา ยามช้อนดวงตาขึ้นมาอีกครั้งก็
แย้มยิ้มให้เสิ่นจื่ออี “พระองค์ทรงดีจริง ๆ เพ
คะ”
เสิ่นจื่ออีใบหน้าแดงก่ำอีกครั้ง
นางกระแอมคราหนึ่ง แสร้งทำเป็นหนักแน่น
เหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น แค่นเสียงเบา ๆ ว่า
“แน่นอนอยู่แล้ว!”