คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 6 ของขวัญจากชายหนุ่ม (1)
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งอยู่ด้านนอก กำลังขบคิด
เรื่องของเยี่ยนหลินและโจวอิ๋นจือในชาติก่อน
ไม่ได้ใส่ใจเสียงจากห้องส่วนในแม้แต่น้อย
เพียงได้ยินเสียงเลิกผ้าม่าน ครั้นเงยหน้ามอง
เจียงปั๋อโหยวก็เดินออกมาแล้ว
นางรีบลุกขึ้นยืน แสดงการคารวะอย่าง
ถูกต้องตามธรรมเนียมครั้งหนึ่งก่อน แล้วเอ่ยว่า
“คารวะท่านพ่อ” จากนั้นถึงกล่าวต่อ “รบกวน
ท่านพ่อด้วยเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ ลูกรู้สึกละอาย
ใจยิ่งนัก…”
เจียงปั๋อโหยวรู้สึกสบายใจมากเพียงใดนั้นไม่
จำเป็นต้องเอ่ยถึง เขาโบกมือบอก “ในเรือนของ
เจ้า บ่าวไพร่ไม่มีใครทำตัวเป็นบ่าวไพร่ เจ้านาย
ไม่ได้ทำตัวเป็นเจ้านาย สมควรจัดการตั้งนาน…”
“อะแฮ่ม!”
เขาพูดยังไม่ทันจบ ฉางจั๋วก็รีบส่งเสียง
กระแอมอยู่ด้านข้าง
เจียงปั๋อโหยวทอดสายตามองเขา ครั้นเห็น
เขาส่ายหน้าเล็กน้อยก็คืนสติ กลับมาทันที
ยายหนูเสวี่ยหนิงผู้นี้กลับจวนมาได้สี่ปีแล้ว
เติบโตเป็นคนเช่นไร ผู้ใหญ่เช่นพวกเขาต่างเห็น
ในสายตา
สาวใช้และหญิงรับใช้ภายในเรือนลักเล็ก
ขโมยน้อย นางจะไม่รู้ได้อย่างไรกันเล่า
เห็นชัดว่านางเองก็จับได้
ทว่าบ่าวไพร่พวกนี้ไม่ว่าลับหลังจะกระทำ
เรื่องเกินเลยมากสักเพียงใด แต่ยามอยู่ต่อหน้า
นางก็จะพูดว่าคุณหนูรองอย่างนั้น คุณหนูรอง
อย่างนี้ รายล้อมรอบตัวนางประหนึ่งดาวล้อม
เดือน ประคบประหงมเอาใจ ราวกับว่านางล้ำ
เลิศที่สุดบนปฐพี
นางจึงปล่อยผ่านคนพวกนี้ไปเสียอย่างนั้น
หากจะว่ากันถึงต้นสายปลายเหตุแล้ว ล้วน
เป็นเพราะลูกคนนี้ถูกรับตัวกลับมาจากบ้านพัก
ในชนบทนั่นเอง หว่านเหนียงสิ้นชีพแล้ว
มิหนำซ้ำเจียงเสวี่ยหนิงกับเมิ่งซื่อก็ไม่ได้สนิทสนม
กัน ตอนเพิ่งมาถึงเมืองหลวงเด็กสาวไม่รู้จักใคร
แม้แต่คนเดียว เปลือกนอกดูเหมือนทำตัวกำเริบ
เสิบสาน ทว่าจิตใจกลับเปราะบางและอ่อนไหว
ยิ่งภายในอ่อนแอมากเท่าใด ก็ยิ่งจำเป็นต้อง
ใช้สิ่งของภายนอกมาค้ำจุนมากเท่านั้น
อย่างไรเสียเจียงปั๋อโหยวก็เป็นถึงขุนนางขั้น
สามของราชสำนัก นอกจากนี้ยังปกครอง
หน่วยงานสำคัญอย่างกรมคลังอีกด้วย เขาย่อม
มองทะลุเรื่องราวต่าง ๆ และบรรดาผู้คนได้อย่าง
กระจ่างถ่องแท้ บุตรีผู้นี้ก็หาใช่ข้อยกเว้นไม่
ด้วยเหตุนี้ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ต่อให้เห็น
ว่านางตามใจบ่าวไพร่ในเรือน เขาก็ยังโน้มน้าว
ไม่ให้เมิ่งซื่อยื่นมือเข้าไปจัดการ ด้วยเกรงว่าหาก
จัดการไม่ดีจนไปทำร้ายจิตใจเจียงเสวี่ยหนิงเข้า
อาจทำให้นางรู้สึกว่าคนในจวนต่างหาเรื่องรังแก
วันนี้ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรไปกระตุ้นโทสะ นาง
จึงบังเกิดความคิดอยากสะสางจนมาหาเขาถึงที่นี่
ได้
ทว่ายิ่งเป็นเช่นนี้ เขาก็ยิ่งไม่อาจแสดงความ
กระตือรือร้นต่อเรื่องนี้มากขึ้นไปด้วย
หากนางเป็นคนจัดการบ่าวไพร่พวกนั้นเองก็
ดีไป แต่ถ้าคนอื่นรีบร้อนสอดมือเข้าไปยุ่ง ช่วยด่า
ทอคนในเรือนของนาง ไม่แน่ว่าอาจจะทำให้นาง
คิดมาก ครั้นคนนอกช่วยด่าทอให้จนเสร็จเรื่อง
และโทสะของนางคลายลงแล้ว เรื่องการขับไล่
บ่าวไพร่อาจถูกปล่อยปละละเลยอีกก็เป็นได้
เจียงปั๋อโหยวครุ่นคิด ไม่สู้ใช้วิธีการถอยเพื่อ
รุกดีกว่า ฉะนั้นจึงรีบเปลี่ยนคำพูดทันที
“เพียงแต่ปกติแล้วเจ้าก็ปกปั้องพวกนางมาก
เหมือนกัน ทำให้พลอยเข้าใจว่าพวกนาง
ปรนนิบัติรับใช้ได้ไม่เลว บ่าวไพร่ภายในจวนจะ
ลักเล็กขโมยน้อยบ้างเจ้าคงถือเป็นเรื่องธรรมดา
แต่วันนี้กลับมาหาบิดาเพื่อขอให้ทวงความเป็น
ธรรมให้ ทั้งยังอยากจัดการคนในเรือนอีกด้วย
เรื่องนี้ว่าไปแล้วเจ้าจัดการกันเองภายในเรือนก็ได้
ไฉนต้องทำให้เป็นเรื่องราวใหญ่โต ทำเรื่องเล็กให้
เป็นเรื่องใหญ่ด้วย?”
นี่ช่างเป็นการหักมุมที่ลื่นไหลและเป็น
ธรรมชาติเสียจริง
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงได้ฟังก็ยืนมองเจียงปั๋อ
โหยวนิ่ง ๆ ครู่หนึ่ง นางพอจะมองต้นสายปลาย
เหตุออก เลยหมุนกายแล้วเอ่ยว่า “ที่ท่านพ่อ
กล่าวก็มีเหตุผล เป็นลูกที่ไตร่ตรองไม่รอบคอบ
เช่นนั้นไม่สู้ให้ลูกกลับเรือนและจัดการด้วยตนเอง
เล่าเจ้าคะ?”
“หา ๆ ! อย่านะ!”
เหตุใดปฏิกิริยาของนางถึงต่างจากที่ตนคิดไว้
โดยสิ้นเชิงเล่า
ยามได้ยินคนช่วยออกหน้าแทนบรรดาสาวใช้
และหญิงรับใช้พวกนั้น ก็ควรยิ่งโมโหเดือดดาล
ยิ่งอยากลงโทษคนพวกนั้นอย่างหนักไม่ใช่หรือ
เจียงปั๋อโหยวถูกคำพูดของนางย้อนใส่จนตั้ง
รับไม่ทัน เมื่อเห็นนางแสดงทีท่าว่าจะจากไปก็ไม่
คิดสิ่งใดให้มากความอีก รีบยื่นมือขวางพร้อมยิ้ม
ปลอบใจ “ดูเจ้าสิ ไหน ๆ ก็มาแล้ว พ่อจะให้เจ้า
กลับไปจัดการด้วยตนเองเพียงลำพังอีกได้
อย่างไรกันเล่า? จงรู้ไว้ว่าพ่อกำกับดูแลกรมคลัง
สิ่งที่ทนเห็นไม่ได้มากที่สุดก็คือพวกมือไม้สกปรก
พรรค์นี้! หากในบ้านไม่สงบสุข แล้วจะปกครอง
บ้านเมืองได้อย่างไร? พ่อไม่มีทางให้เจ้าไม่ได้รับ
ความเป็นธรรมหรอก!”
หากพูดตั้งแต่แรกก็เรียบร้อยแล้วไม่ใช่หรือ
ไฉนต้องใช้วิธีถอยเพื่อรุกด้วยเล่า!
บิดานางนี่ช่างเหลือเกินจริง ๆ …
เจียงเสวี่ยหนิงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยจนไม่
เป็นที่สังเกต รู้สึกสนุกอย่างหาได้ยากยิ่ง ทว่า
กลับเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูกขึ้นมาหลายส่วนทันที
ยามเป็นคุณหนูอยู่ในจวน ต่อให้สาวใช้และ
หญิงรับใช้กระทำตัวเลวร้ายก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
ไม่ว่าจะเกิดปัญหาใดขึ้น ขอแค่ไปบอกกล่าว
เยี่ยนหลิน โดยปกติแล้วอีกฝั่ายจะจัดการให้ทุก
สิ่ง ทว่าหลังจากอภิเษกสมรสกับเสิ่นเจี้ย แม้ว่า
คนผู้นั้นจะปฏิบัติต่อนางเป็นอย่างดี แต่ก็ไม่ได้ถึง
ขั้นช่วยนางจัดการเรื่องราวต่าง ๆ ให้เรียบร้อย
เช่นเยี่ยนหลิน ซ้ำครานั้นยังอยู่ในสถานที่ซึ่งเต็ม
ไปด้วยภยันตรายอย่างวังหลวง ต่อให้นางไม่ถนัด
อีกสักเพียงใด แต่สภาพแวดล้อมก็บีบบังคับให้
นางก้าวเดินไปยังเส้นทางดังกล่าวทีละก้าวอยู่ดี
ค่อย ๆ ขัดเกลาจนมีนิสัยหนักแน่นมั่นคงและ
รู้จักจัดการผู้อื่น
ทว่าเมื่อนำตัวนางในช่วงเวลานั้นมา
เปรียบเทียบกับตัวนางในช่วงเยาว์วัย ช่าง
แตกต่างราวกับเป็นคนละคนเลยจริง ๆ
เจียงปั๋อโหยวมองนาง รู้สึกว่าแววตาของนาง
คล้ายบังเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นเล็กน้อย เขา
จึงไถ่ถามด้วยความสงสัยทันที “ที่ผ่านมาเจ้า ‘ใจ
กว้าง’ กับพวกนางมากนัก พ่อกับท่านแม่ของเจ้า
ยังกังวลอยู่เลย แล้วเหตุใดวันนี้จู่ ๆ ก็เปลี่ยน
ความคิดเล่า?”
เจียงเสวี่ยหนิงครุ่นคิด ตัวนางเกิดความ
เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นจริง ๆ
ทางที่ดีรีบหาคำอธิบายที่พอจะแก้ตัวไปได้
ดีกว่า
ระหว่างกลอกตาใคร่ครวญ นางก็กล่าวหน้า
ตายว่า “เยี่ยนหลินเป็นคนสอนเจ้าค่ะ”
อ้อ
ที่แท้ก็เป็นเจ้าเด็กแสบที่ชอบปีนกำแพงเข้า
มาในจวนของพวกเขาคนนั้น…
เมื่อเจียงปั๋อโหยวได้ยินก็ลูบเครา แค่นเสียง
ในใจคราหนึ่ง ทำสีหน้าใช้ความคิด
ไม่นานนัก เหล่าสาวใช้และหญิงรับใช้จาก
เรือนเจียงเสวี่ยหนิงก็มาถึง
แต่ละคนตัวสั่นงันงก หน้าซีดเผือด
เจียงปั๋อโหยวเห็นว่ายังมีแขกอยู่ภายในห้อง
กลัวจะส่งเสียงดังรบกวนเขามากจนเกินไป จึงสั่ง
การให้คนยกเก้าอี้สองตัวออกมาไว้ใต้ชายคาด้าน
นอกห้องอักษร และให้บ่าวไพร่กลุ่มนั้นคุกเข่าใน
ลานเรือน
เกิดเรื่องวุ่นวายใหญ่โตถึงเพียงนี้ บ่าวไพร่ใน
จวนจำนวนไม่น้อยจึงรู้ข่าว ต่างแอบชะโงกหน้า
มองจากใต้ฐานกำแพงและระเบียงทางเดิน
เนื่องจากมีหวังซิ่งจยาเป็นผู้นำ ทุกคนซึ่งทำ
หน้าที่รับใช้ภายในเรือนของเจียงเสวี่ยหนิงจึงไม่
กล้าเชื่อเลยว่าภายในชั่วระยะเวลาอันสั้นไม่ถึง
ครึ่งชั่วยามพวกตนได้เจอกับเรื่องอะไรไปบ้าง
ประการแรก จู่ ๆ คุณหนูรองซึ่งแต่เดิมถูกพวก
นางหลอกจนหัวปันเรียกตัวพวกนางเข้าไปใน
เรือน จากนั้นก็บอกให้พวกนางเอาของที่เคยหยิบ
ไปมาคืนโดยไม่มีบอกกล่าวล่วงหน้า พวกนางเพิ่ง
จะปฏิเสธ นึกว่าต่อให้คุณหนูรองคิดจะลงโทษ ก็
ต้องให้เหตุผลกับพวกนางบ้าง ผลกลับกลายเป็น
ว่านางไม่พูดไม่จาตรงมาฟั้องนายท่าน ทำกระทั่ง
ลากตัวพวกนางทั้งหมดมาคุกเข่าตรงนี้
ส่วนหวังซิ่งจยาย่ำแย่กว่าเล็กน้อย
นางตื่นตระหนกเพราะเรื่องที่เจียงเสวี่ยหนิง
ขอกำไลวงนั้นคืนตั้งแต่ตอนเพิ่งจะกลับมาถึงจวน
รู้สึกได้ว่าคุณหนูรองซึ่งแต่ก่อนเคย ‘เชื่อฟัง
คำพูด’ ของนางพลันทำสิ่งที่ต่างไปจากเดิมโดย
สิ้นเชิง ไม่เข้าใจเลยว่าอีกฝั่ายกำลังคิดสิ่งใดอยู่
และเหตุใดถึงเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่าง
กะทันหันได้
ยามนี้เจียงเสวี่ยหนิงมีเจียงปั๋อโหยวคอยหนุน
หลัง ฉะนั้นจึงยกมือขานชื่อเหลียนเอ๋อร์ “ไป ไป
เอากล่องขนาดใหญ่สองกล่องนั้นมาเสีย”
เหลียนเอ๋อร์จึงไปหยิบมา แล้ววางลงบนพื้น
ตามตำแหน่งที่เจียงเสวี่ยหนิงบอก
เจียงเสวี่ยหนิงถือถ้วยชาที่ฉางจั๋วถือประคอง
ส่งมาจากด้านข้าง นางเปั่าเบา ๆ ก่อนจะจิบอึก
หนึ่ง ครั้นวางลงก็กล่าวขึ้นว่า “ข้าบอกไปตั้งแต่
ตอนอยู่ในเรือนเมื่อสักครู่นี้แล้ว หากเอาสิ่งของ
ของข้าไป ทางที่ดีจงไปตามหาและเอากลับมาใส่
คืนตั้งแต่เนิ่น ๆ เสีย แล้วข้าจะไม่ติดใจเอา
ความ”
ท่ามกลางการจดจ้องของทุกคน อีกทั้งนาย
ท่านยังเฝั้าดูอยู่ด้วย เบื้องล่างจึงเงียบสงัดไร้ซึ่ง
สรรพสำเนียงใด ๆ
หวังซิ่งจยาไม่กล้าออกหน้าพูด
ต่อมามีสาวน้อยผู้หนึ่งผลักนาง นางรู้สึกแค้น
ใจยิ่งนัก คิดว่ารอให้ผ่านเรื่องยุ่งยากตรงหน้านี้ให้
ได้ก่อนเถอะ กลับไปค่อยจัดการกับนางเด็กนี่
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงเห็นพวกนางยังไม่ยอมปริ
ปากก็เปล่งเสียงหัวเราะ
ทว่าไม่ได้กล่าววาจาใดไปมากกว่านี้
ผู้อื่นคุกเข่า ส่วนตัวนางนั่งอยู่ มีชาร้อนให้ดื่ม
มีของว่างให้กิน แล้วไยต้องรีบร้อนกัน
ลานเรือนปูด้วยแผ่นศิลาชิงสือ[1] ซึ่งขึ้นชื่อ
เรื่องความแข็ง แม้สาวใช้และหญิงรับใช้ในจวน
จะไม่ถึงขั้นถูกประคบประหงมมาตั้งแต่เด็ก แต่
ส่วนใหญ่ก็มีผิวพรรณละเอียดอ่อน ไม่เคยผ่าน
ความทุกข์เข็ญใด ๆ
ยามเพิ่งจะคุกเข่าลงไปยังพอไหว แต่เมื่อเวลา
ผ่านเลยนานเข้าก็ค่อย ๆ ทนไม่ไหวแล้ว
คนคุกเข่าอยู่บนพื้น หัวเข่าเริ่มขยุกขยิกไปมา
ร่างกายก็เริ่มส่ายโอนเอน หน้าผากและแผ่นหลัง
ชุ่มเหงื่อโชก
ในที่สุดก็มีสาวใช้ผู้หนึ่งอดรนทนไม่ไหว รู้สึก
ทั้งร้อนใจและโมโหระคนกัน นางโขกศีรษะลงกับ
พื้น แสดงละครว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม
“คุณหนูรองใส่ความพวกบ่าวแล้วจริง ๆ ที่ผ่าน
มายามปรนนิบัติท่าน มีผู้ใดบ้างไม่พยายามเอา
อกเอาใจและทำให้ท่านมีความสุขอย่างสุด
ความสามารถ พวกบ่าวรู้จักนิสัยของท่านดี แล้ว
จะยังมีผู้ใดกล้าทำเรื่องเลวร้ายต่อหน้าต่อตาท่าน
อีก นั่นไม่เท่ากับว่าไม่ต้องการชีวิตของตนเอง
แล้วหรือเจ้าคะ? พวกบ่าวเพียงคิดว่าหากพวก
บ่าวดีต่อเจ้านาย เจ้านายก็ต้องรักใคร่เอ็นดูพวก
บ่าวด้วยเช่นกัน ผู้ใดจะคาดคิดว่าคุณหนูรองกลับ
คิดเองเออเอง แม้แต่เรื่องการลักขโมยสิ่งของของ
เจ้านายก็ยังโทษพวกบ่าวได้! หากท่านนำสมุด
บัญชีมายันกับพวกบ่าวทีละชิ้น พวกบ่าวอาจจะ
ยังพอยินยอมพร้อมใจอยู่บ้าง แต่บ่าวไพร่ที่คอย
ปรนนิบัติรับใช้ภายในเรือนมีผู้ใดไม่รู้บ้างว่าท่าน
ไม่เคยนับสิ่งของ และปล่อยให้พวกบ่าวเป็นคน
เก็บทั้งสิ้น วันนี้บอกว่าของในกล่องน้อยลงก็คือ
น้อยลง มากขึ้นก็คือมากขึ้น อาศัยเพียงปากของ
ท่านเท่านั้น พวกบ่าวล้วนเกิดมามีฐานะต่ำต้อย
และยากจน ไหนเลยจะมีเงินช่วยเติมส่วนที่ขาด
หายไปของท่านได้ล่ะเจ้าคะ?”
——————–
1. ชิงสือ หมายถึงหินบลูสโตน ทำจาก
หินปูนที่เกิดในธรรมชาติประเภทหนึ่ง
สวยงามเหมาะกับงานปูพื้นเนื่องจากแข็งแรง
มาก
บทที่ 6 ของขวัญจากชายหนุ่ม (2)
ช่างเป็นปากที่กลับดำเป็นขาวได้เก่งนัก
พอมองดูก็พบว่าเป็นคนเดียวกับที่เคยต่อล้อ
ต่อเถียงตอนอยู่ในเรือนนั่นเอง
หากไม่ใช่นึกขึ้นได้ว่ามือคู่นี้ของตนสูงส่งและ
บอบบางมากเพียงใด เจียงเสวี่ยหนิงคงตบปาก
นางแต่แรกแล้ว
จากที่กล้ากล่าวมานั้น เห็นทีอีกฝั่ายคงมั่นใจ
ว่าเจียงเสวี่ยหนิงไม่อาจหาหลักฐานมายืนยันได้
โดยเฉพาะเรื่องที่คุณหนูรองไม่เคยนับสิ่งของ
ของตัวเอง พวกนางต่างรู้ดี ดังนั้นจึงกัดเรื่องนี้ไม่
ยอมปล่อย ตลอดมาเจียงเสวี่ยหนิงเป็นคนดื้อ
ด้านและเอาแต่ใจจนเคยตัวอยู่แล้ว เมื่อถูกพูด
แว้งกัดกลับขาวเป็นดำเข้าเช่นนี้ เกรงว่าคงไม่
อาจล้างมลทินได้เป็นแน่
“ต้องการหลักฐานใช่หรือไม่?” คิ้วเรียวบาง
ของเจียงเสวี่ยหนิงกดต่ำ รอยยิ้มประดับบนริม
ฝีปาก นางกล่าวด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ “ที่ผ่านมา
ข้าปล่อยปละละเลยพวกเจ้า ก็เพราะรู้สึกว่าถึง
อย่างไรพวกเจ้าก็ยังรู้ว่ามีผู้ใดเป็นนายอยู่ภายใน
เรือน คิดไม่ถึงว่าตอนนี้พวกเจ้ายังกล้าเถียงข้าอีก
คงเห็นว่าข้าเลอะเลือนไปแล้วจริง ๆ กระมัง?”
ทุกคนต่างนิ่งอึ้งทันที
แม้แต่เหลียนเอ๋อร์และถังเอ๋อร์ซึ่งกำลังยืนรับ
ใช้อยู่ด้านข้าง อีกทั้งเป็นผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย
เพียงสองคนก็ยังตามไม่ทัน
เจียงเสวี่ยหนิงมองเด็กสาวทั้งสองคนแวบ
หนึ่ง นางย้ายสายตาจากร่างเหลียนเอ๋อร์ไปยัง
ถังเอ๋อร์ แววตาเป็นประกายวาวเล็กน้อย สั่งการ
ว่า “ถังเอ๋อร์ ไปหยิบสมุดบัญชีมา”
ยามนี้เหลียนเอ๋อร์งุนงงยิ่งนัก คุณหนูมีสมุด
บัญชีหรือ เรื่องนี้ตนไม่รู้ได้อย่างไร
แม้แต่ถังเอ๋อร์ซึ่งสุขุมหนักแน่นกว่าเล็กน้อยก็
ยังงงงวยอยู่บ้าง
แต่เจียงเสวี่ยหนิงไม่ปล่อยให้นางงงงวยนาน
จนเกินไปนัก “เล่มที่หกนับจากทางซ้าย บนชั้นที่
สามนับมาจากข้างบน วางอยู่บนชั้นหนังสือของ
ข้า เจ้าจงไปหยิบมา”
เมื่อกล่าวเช่นนี้ เจียงปั๋อโหยวซึ่งอยู่ด้านข้าง
พลันมองนางด้วยสายตาแปลกประหลาดทันที
เจียงเสวี่ยหนิงยังคงดื่มชารอคอยต่อไป
บรรดาสาวใช้และหญิงรับใช้ที่กำลังก้มหน้า
คุกเข่า ครั้นได้ยินคำว่า ‘สมุดบัญชี’ ใจก็กระตุก
วูบอย่างแรง คนที่ทนรับไม่ไหวแทบจะล้มลงกับ
พื้น พลันรู้สึกร้อนรนกระวนกระวาย ทั้งยังไม่
กล้าเชื่ออีกด้วย
คุณหนูรองมีสมุดบัญชีได้อย่างไร
ต่อให้เป็นสิ่งของที่สูงค่าอีกสักเท่าใด นางก็
โยนทิ้งให้ผู้อื่นตามใจชอบ แต่กลับแอบลงบันทึก
เอาไว้น่ะหรือ?
ไม่ว่าจะขบคิดให้ตายอย่างไรก็ไม่เข้าใจเอา
เสียเลย
พวกนางหวังว่าตนจะฟังผิดไปจริง ๆ ทาง
หนึ่งคุกเข่าด้วยความกระวนกระวาย ส่วนอีกทาง
ก็มองไปยังประตูฉุยฮวา[1] หวังเพียงว่าประเดี๋ยว
ถังเอ๋อร์จะกลับมามือเปล่า
ทว่าน่าเสียดาย สวรรค์ไม่ทำให้คนสม
ปรารถนา
ถังเอ๋อร์กลับมาแล้ว
นางเดินจากประตูฉุยฮวามาทางนี้ สองมือ
ประคองสมุดบัญชีปกสีฟั้าหนาเตอะมาเล่มหนึ่ง
ครั้นมาถึงก็ส่งมอบให้เจียงเสวี่ยหนิง “คะ คุณหนู
รอง หยิบสมุดบัญชีตามที่สั่งมาแล้วเจ้าค่ะ”
เนื่องจากอยู่ค่อนข้างไกล คนอื่นซึ่งกำลัง
คุกเข่าอยู่ด้านล่างจึงมองไม่เห็นแม้แต่น้อย…
ถังเอ๋อร์คล้ายสงบเยือกเย็น ทว่ามือทั้งสอง
ข้างกำลังสั่นเทา
เจียงปั๋อโหยวอยู่ใกล้ จึงมองเห็นสิ่งที่อยู่ในมือ
ถังเอ๋อร์โดยไม่ตั้งใจ เขาตกใจจนแทบพ่นชาที่เพิ่ง
จะดื่มออกมา!
นั่นคือสมุดบัญชีที่ไหนกันเล่า
ตัวอักษรขนาดใหญ่บนปกเขียนเอาไว้ชัดเจน
ว่า ‘ตำราเรียนสำหรับเด็ก’
สวรรค์ย่อมรู้ว่าบนชั้นหนังสือนั่นไม่มีสมุด
บัญชีอะไรทั้งสิ้น ถังเอ๋อร์เพียงทำตามที่เจียงเสวี่ย
หนิงสั่ง สมุดเล่มที่หกบนชั้นที่สามคือตำรา
สำหรับฝึกอ่านเขียนเบื้องต้นของเด็กน้อยเล่มนี้!
ถังเอ๋อร์ไม่อาจทำสิ่งใดได้อีก ได้แต่กัดฟัน
หยิบมันมา
เกิดเรื่องราวใหญ่โตถึงเพียงนี้ ถังเอ๋อร์ไม่กล้า
คาดเดาว่าคุณหนูของตนจะทำให้เรื่องมันจบลง
เช่นไรแล้วจริง ๆ !
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงกลับสีหน้าไม่แปรเปลี่ยน
รับ ‘สมุดบัญชี’ มาจากมือสาวใช้ด้วยความสงบ
เยือกเย็น ทั้งยังพลิกเปิดดูอีกด้วย “เดือนสาม
ของปีนี้ ในวันเกิดอายุสิบแปดปีของข้า ท่านแม่
มอบหยกแดงหรูอี้[2]มาให้ข้าหนึ่งชิ้น ศิราภรณ์ขน
นกกระเต็น[3]หนึ่งชุด ท่านพ่อมอบหมึกควันสน[4]
กระดาษเฉิงซินถัง[5] เยี่ยนซื่อจื่อมอบแจกัน
กระเบื้องเคลือบขาวหรู่เหยา[6]คู่หนึ่ง ไข่มุกราตรี
[7]จากแคว้นต้าสือลูกหนึ่ง ยังมีเก้าห่วงปริศนา
[8]ซึ่งแกะจากหยกขาวมันแพะ[9]ทั้งชิ้น และยังมี
…”
กระต่ายน้อยสีขาวหิมะตัวหนึ่งอีกด้วย
เยี่ยนหลินจับมาได้ขณะออกไปล่าสัตว์ บอก
ว่ากระต่ายตัวนี้เหมือนนางมาก ดวงตาสีแดงทั้ง
น่ารักทั้งน่าสงสาร ทำให้หักใจฆ่าไม่ลง เขาจึงจับ
มาให้นางเลี้ยงแทน
น่าเสียดายที่นางไม่สนใจกระต่ายตัวนี้ มอบ
ให้บ่าวไพร่ดูแล ไม่ถึงสองเดือนก็ตาย
เจียงเสวี่ยหนิงไม่มีทางมีสมุดบัญชีอยู่แล้ว
เพราะขณะที่นางยังเยาว์ไม่ได้จดบันทึกสิ่งเหล่านี้
เอาไว้
ทว่าเยี่ยนหลินจำได้
ช่วงที่ถูกกักบริเวณในวังหลวง ทุกครั้งยาม
เขาเข้ามาเยี่ยมเยียนกลางดึก และนอนตะแคง
บนที่นอนของนาง นิ้วมือซึ่งขึ้นไตแข็งเพราะการ
ฝึกยุทธ์จะลูบไล้แก้มนาง จากนั้นก็เล่าถึง
ของขวัญเล็กน้อยสมัยยังเป็นหนุ่มให้นางฟัง
หากนางอยากจะลืมก็คงยาก
เจียงเสวี่ยหนิงหลุบตา เมื่ออ่านไปช่วงหนึ่งก็
ช้อนดวงตาขึ้นมา มองดูคนที่กำลังคุกเข่าอยู่
ด้านล่างกลุ่มนั้น
ยามนี้ยังมีผู้ใดคุกเข่าได้อยู่อีกเล่า
มีคนหนึ่งแทบจะล้มพังพาบกับพื้นเสียด้วยซ้ำ
ไป
หวังซิ่งจยามองเห็นโอกาสได้รวดเร็วที่สุด
ครั้นได้ฟังว่าเจียงเสวี่ยหนิงจดบันทึกทุกสิ่งลง
บนสมุดบัญชีเล่มนี้อย่างละเอียดลออ มิหนำซ้ำ
ของบางชิ้นยังพิเศษเฉพาะตัวมาก หากในจวนมีผู้
ต้องการจะสืบ ต่อให้นำออกไปจำนำแล้วก็ตาม
กลับมาได้อยู่ดี ถึงตอนนั้นความผิดก็จะรัดหนา
จนไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้อีก ถ้าถูกจับตัวส่ง
ทางการ เช่นนั้นคงเป็นอันจบเห่
เมื่ออยู่ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน นางจึง
ทุ่มสุดตัว
หวังซิ่งจยาโขกศีรษะกับพื้นเสียงดัง ‘โปั๊ก’
เริ่มร่ำไห้จากใจจริง
“คุณหนูปราดเปรื่องนัก เป็นบ่าวที่ความชั่ว
ร้ายบังตา เดิมทีไม่กล้ายอมรับ ดูแคลน
ความสามารถของคุณหนู ครอบครัวบ่าวกำลัง
ประสบความยากลำบาก เมื่อเห็นผู้อื่นหยิบ
สิ่งของของคุณหนู คุณหนูก็ไม่สนใจ ถึงได้คิดจะ
หยิบยืมสิ่งของของคุณหนูเพื่อเอาไปหมุนเงิน
ก่อน พอครอบครัวบ่าวผ่านพ้นจากความ
ยากลำบากแล้วก็จะไถ่คืนแอบเอากลับมาให้
คุณหนู ผู้ใดจะคาดคิดว่าคุณหนูกลับมีจิตใจ
กระจ่างใสดุจกระจก มองคนต่ำช้าสกปรกเช่น
พวกเราออกอย่างชัดแจ้ง บ่าวรับใช้คุณหนูมา
นานหลายปี สมัยนั้นเป็นผู้เห็นคุณหนูกลับจวน
หลายวันนี้เนื่องจากทำเรื่องผิดต่อคุณหนู บังอาจ
ปิดบังหลอกลวงคุณหนู ทำให้กลางคืนไม่อาจ
นอนหลับได้สนิท วันนี้ถูกคุณหนูทราบเรื่องเข้า
กลับรู้สึกโล่งอก ขอคุณหนูโปรดรอสักครู่เถิด
ประเดี๋ยวบ่าวจะนำสิ่งของของท่านกลับคืนมา
ตามจำนวนเดิม ขอคุณหนูโปรดเห็นแก่สาย
สัมพันธ์ที่ผ่านมา ให้บ่าวได้ทำคุณไถ่โทษ จะทุบตี
หรือจะลงโทษก็แล้วแต่ท่าน ขอเพียงยังได้อยู่รับ
ใช้เคียงข้างกาย บ่าวก็พึงพอใจแล้วเจ้าค่ะ!”
“…”
สาวใช้ทุกคนซึ่งคุกเข่าอยู่ด้านหลังนางแทบ
ตาถลน
ทุกคนเคยเห็นคนไร้ยางอาย แต่ไม่เคยเห็น
ใครไร้ยางอายถึงเพียงนี้!
หากเอ่ยถึงความหน้าหนา ต่อให้พวกนางขี่ม้า
ไล่กวดก็ยังตามหวังซิ่งจยาไม่ทัน
เจียงเสวี่ยหนิงสดับฟัง คำพูดประโยคนี้มีทั้ง
เหตุผลที่เอาของของนางไป มีทั้งพูดชมเชยนาง ที่
สำคัญคือยอมรับผิดและแสดงความจริงใจอีก
ด้วย หากผู้ไม่ได้คิดอะไรได้ยินเข้า มีหวังนึกว่า
หวังซิ่งจยาเป็น ‘บ่าวผู้ซื่อสัตย์’ อย่างสมบูรณ์
แบบของแท้เป็นแน่
นางขบขันยิ่งนัก
ดังนั้นจึงเอ่ยขึ้นมาว่า “เช่นนั้นจงไสหัวไปเอา
ของมาเสียเถอะ”
หวังซิ่งจยาโล่งใจอย่างยิ่ง โขกศีรษะลงกับพื้น
สามคราอีกครั้งหนึ่งก่อนจะตะกายร่างขึ้นมา เผย
รอยยิ้มประจบเอาใจเจียงเสวี่ยหนิงแล้วก็จากไป
รีบกลับไปจัดการข้าวของภายในห้องของตน
เมื่อคนอื่นเห็นรูปการณ์ดังนี้ ไหนเลยจะยัง
กล้าต่อต้านขัดขืนอีก
ก่อนหน้านี้ที่ไม่ยอมรับสารภาพยามอยู่ที่
เรือน เพราะคิดว่าเรื่องราวไม่ได้ใหญ่โตอันใด
เมื่อครู่พอถูกเรียกตัวมาคุกเข่าก็ตระหนกตกใจ
แทบตาย ครั้นเห็นว่ากระทั่งหวังซิ่งจยายัง
หวาดกลัว ทุกคนจึงคุกเข่าอ้อนวอนทันที ทยอย
ขอขมาพร้อมกลับไปนำสิ่งของออกมาจากห้อง
ของตน วางใส่ลงในกล่องที่เจียงเสวี่ยหนิงสั่งให้
คนวางบนพื้นก่อนหน้านี้ทีละชิ้น
ไม่นานนักเครื่องประดับมีค่า แจกันและ
ภาพเขียนต่าง ๆ ก็กองเป็นพะเรอเกวียน ทั้งยัง
พูนเป็นเนินสูงอีกด้วย
หากไม่จัดการคงยังไม่รู้ ทว่าพอจัดการคน
พวกนี้แล้วเจียงเสวี่ยหนิงถึงพบว่า ที่แท้ตนก็เป็น
เศรษฐีนีน้อยคนหนึ่ง
แม้แต่เจียงปั๋อโหยวที่อยู่ด้านข้าง เห็นแล้วก็
ยังอดตกตะลึงไม่ได้
คุณพระคุณเจ้า สุดท้ายแล้วจวนหย่งอี้โหวก็
เป็นถึงหนึ่งในตระกูลใหญ่สองรัชศกจริง ๆ
คนยังไม่ทันได้ตบแต่งเข้าตระกูล เยี่ยนหลินก็
ให้มาตั้งมากมายขนาดนี้แล้ว นี่คิดจะยก
ทรัพย์สินที่มีอยู่ให้นางทั้งหมดเลยหรืออย่างไร
——————–
1. ประตูฉุยฮวา หมายถึงประตูภายในซึ่งไว้
ใช้แบ่งเรือนส่วนนอกและเรือนส่วนใน
2. หยกหรูอี้ เป็นหรูอี้ที่ทำมาจากหยก หรูอี้
คือสัญลักษณ์แห่งสิริมงคล มักใช้ในการอวย
พรให้สมปรารถนา
3. ศิราภรณ์ขนนกกระเต็น เป็น
เครื่องประดับศีรษะที่นำขนนกกระเต็นสีฟั้า
มาแซมอัญมณี ใช้โครงเครื่องประดับเป็นทอง
หรือเงิน
4. หมึกควันสน เป็นหมึกที่ได้จากควันไฟที่
เผาไม้สน
5. กระดาษเฉิงซินถัง เป็นกระดาษที่เริ่ม
ผลิตในสมัยราชวงศ์ถังใต้ ราคาแพงและมี
ชื่อเสียง
6. หรู่เหยา เป็นหนึ่งในห้าเครื่องปันที่มี
ชื่อเสียงในสมัยราชวงศ์ซ่ง ผลิตที่อำเภอหรู่
โจว มณฑลเหอหนาน
7. ไข่มุกราตรี เป็นอัญมณีประเภทหนึ่งที่ทอ
แสงในเวลากลางคืนได้
8. เก้าห่วงปริศนา เป็นของเล่นที่ผู้เล่นต้อง
หาวิธีปลดห่วงทั้งเก้าซึ่งคล้องเกี่ยวกัน
9. หยกขาวมันแพะ คือหยกขาวบริสุทธิ์ชั้น
ยอด มีมูลค่าสูง มีสีขาวเหมือนมันแพะ