คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 51 สุสานเด็กผู้ทรงคุณธรรม (1)
บรรยากาศแปลกประหลาดพิกล
ทุกคนคล้ายสัมผัสอะไรบางอย่างได้ ต่างใช้
สายตามองไปมาระหว่างเสิ่นจื่ออีและเจียงเสวี่ย
หนิง อาจเพราะรู้สึกว่าองค์หญิงใหญ่เล่อหยาง
ทรงปฏิบัติตัวต่อเจียงเสวี่ยหนิงดีมากเกินไป
หน่อย
ขันทีที่ชื่อเจิ้งเปั่ากล่าวขอบคุณและจากไป
เจียงเสวี่ยหนิงโล่งใจได้เสียที แม้จะยังไม่รู้ว่า
ต่อจากนี้จะเป็นเช่นไร แต่ในที่สุดร่างกายซึ่งเกร็ง
เขม็งอยู่ก็ผ่อนคลายลงหลายส่วน
หากพูดโดยใช้คำศัพท์ของโหยวฟางอิ๋นใน
ชาติที่แล้ว อย่างนางนี่เขาเรียกว่าอะไรนะ
นึกออกแล้ว คงเรียกว่า ‘นักแสดงตัวแม่’
กระมัง
อย่างอื่นไม่ได้เรื่อง แต่ฝีมือการแสดงและ
แสร้งทำตัวน่าสงสารของนางนับว่าเป็นเลิศ
แต่พอลองคิดดูให้ดี อันที่จริงเรื่องราวก็หาได้
เลวร้ายเสียขนาดนั้นไม่
นางหลอกใช้เสิ่นจื่ออีเพื่อบรรลุเปั้าหมายก็
จริง แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งก็ถือว่าช่วยให้เสิ่นจื่ออีได้
สร้างบุญกุศลสักครั้งไม่ใช่หรือไร
ไม่ถือว่าทำบาป ไม่ถือว่าทำบาป
เจียงเสวี่ยหนิงเตือนตัวเองในใจเช่นนี้หลาย
ครั้ง จากนั้นจึงพูดว่า “พวกเราไปกันเถอะเพคะ”
เสิ่นจื่ออีย่อมไม่ค้านอะไรอยู่แล้ว
แม้เส้นทางที่ใช้กลับตำหนักหมิงเฟิงจะอยู่คน
ละทิศกับพระสหายร่วมศึกษา แต่เสิ่นจื่ออีก็ยัง
จับมือเจียงเสวี่ยหนิงเดินกลับเรือนหยางจื่อพร้อม
กัน มิหนำซ้ำยังเข้าไปนั่งสนทนากับพวกนาง
ภายในห้องโถงอยู่ครู่หนึ่งถึงค่อยจากไปอีกด้วย
เซียวซูค่อนข้างเงียบมาตลอดทางอย่างเห็นได้
ชัด
ตอนเสิ่นจื่ออีทำท่าจะไป เซียวซูชำเลืองมอง
อยู่หลายครั้ง คล้ายมีเรื่องต้องการจะสนทนา แต่
เมื่อมองคนอื่นที่กำลังอยู่ในห้องโถงก็ไม่ได้เอ่ย
อะไร
จนเมื่อเห็นเสิ่นจื่ออีลุกขึ้นจากไป นางถึงเดิน
ตามไปเงียบ ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงหันหน้ากลับมาเห็น เดาออก
ว่านางมีเรื่องจะพูดกับเสิ่นจื่ออีตามลำพัง บางที
อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องในวันนี้ ตลอดจนเกี่ยวข้อง
กับเซียวไทเฮาและตำหนักฉือหนิงก็เป็นได้
แต่ไม่ว่าใครก็ไม่สะดวกจะตามไปฟัง
เซียวซูเพิ่งจะออกไป ภายในห้องโถงก็เงียบ
สงัดอย่างน่าประหลาด ทุกคนมองหน้ากันไปมา
ไม่มีผู้ใดเอ่ยปาก
ผ่านไปครู่หนึ่ง ฟางเมี่ยวถึงตบหน้าอกตัวเอง
ด้วยใจเต้นรัว พ่นลมหายใจที่สะกดกลั้นมาตลอด
เส้นทางขากลับ ถอนหายใจเบา ๆ เอ่ยว่า “เพิ่ง
จะเข้าวังมาก็ต้องเจอเรื่องแบบนี้เสียแล้ว ข้า
ตกใจแทบตายแน่ะ”
คนอื่นผงกศีรษะเห็นด้วยอย่างยิ่งเช่นกัน
ต่างพูดว่า “ไม่รู้ว่าหยกหรูอี้ชิ้นนั้นมีอะไร
ผิดปกติ…”
เจียงเสวี่ยหนิงย่อมรู้ว่าหยกหรูอี้มีอะไรแอบ
แฝง ยามนี้ได้แต่หุบปากไม่กล่าวคำ
ถึงอย่างไรตอนนั้นนางก็ยืนอยู่ด้านล่าง ไม่
ควรรู้เรื่อง
เหยาหรงหรงมีสีหน้าหวาดหวั่น ด้วยเหตุที่
นางต่างจากผู้อื่น นอกจากหวาดกลัวแล้วจึงยัง
อดสงสัยใคร่รู้ไม่ได้อีกหลายส่วน หลังจากลังเล
แล้วลังเลอีก นางก็กดเสียงเบา เอ่ยปากด้วย
ความขลาดกลัวว่า “เมื่อครู่ตอนฮองเฮาทรงเก็บ
เศษหยกชิ้นนั้นขึ้นมาข้าอยู่ด้านข้างพอดี ข้า…ข้า
เหลือบมองตัวอักษร เพียงแต่…เพียงแต่ ‘เด็กผู้
ทรงคุณธรรม’ มันหมายความเช่นไรหรือ?”
“เด็กผู้ทรงคุณธรรม?!”
ฟางเมี่ยวซึ่งกำลังขมวดคิ้วงอนิ้วนับคำนวณ
โชคดีและโชคร้าย ครั้นได้ยินคำนี้เข้าก็มือสั่น อด
ร้องด้วยความตกใจไม่ได้ มองเหยาหรงหรงด้วย
สายตาแทบจะเรียกได้ว่าตื่นตระหนก แม้แต่เสียง
ยังแกว่ง ๆ
“ท่านเห็นคำนี้หรือ?”
เหยาหรงหรงตกใจปฏิกิริยาของฟางเมี่ยว
“เห็น เห็น…”
โจวเปั่าอิงซึ่งอายุน้อยและไม่รู้เรื่องราวทาง
โลกงุนงงมากที่สุด “คำนี้มันทำไมอย่างนั้นหรือ?”
—————-
ยามบ่ายต้นฤดูเหมันต์ ดวงตะวันบนท้องฟั้า
ถูกบดบังด้วยเมฆครึ้ม ริมปั่าปั้ายศิลาของวัด
ไปั๋ถ่ามีใบไม้ร่วงหล่นเต็มพื้น กิ่งไม้แห้งไหว
เล็กน้อยท่ามกลางสายลมหนาว
ภายในศาลาเฉาอินแขวนระฆังทองเหลือง
ขนาดยักษ์ใบหนึ่ง
สิ่งที่อยู่ด้านข้างคือลานศิลาเตี้ย บนลานจัด
วางโต๊ะพิณและโต๊ะน้ำชาเอาไว้อย่างละตัว
นอกจากนี้ยังมีโถกำยานหอมทรงดอกบัววาง
บริเวณหัวมุมอีกด้วย ในนั้นมีกำยานหอมที่จุดไป
แล้วเกือบครึ่ง
อย่างไรก็ตาม ครู่เดียวก็ถูกคนกวาดจนล้ม
ระเนระนาดด้วยความกราดเกรี้ยว!
เคร้ง!
โถกำยานหอมทรงดอกบัวร่วงใส่ขั้นบันได
ด้านล่าง กระดอนลงไปตามขั้นบันไดทีละขั้น เถ้า
กำยานสีขาวซีดภายในโถหกกระจายกว่าครึ่ง
ประดับบนใบไม้แห้งที่ร่วงเกลื่อนพื้น สร้าง
ความรู้สึกน่าประหวั่นพรั่นพรึง
เจี้ยนซูหนังตากระตุกตลอดเวลา เขากด
ศีรษะลงไป ไม่กล้าเงยขึ้นมามอง
เพียงฟังออกว่าน้ำเสียงอันอ่อนโยนและมี
เมตตาในกาลก่อนเย็นเยียบประดุจน้ำแข็งเสีย
แล้ว
เซี่ยเวยซึ่งเดือดดาลเป็นอย่างยิ่งกลับเอ่ยถาม
ด้วยท่าทีอันสงบเยือกเย็นเป็นล้นพ้น “ใครเป็น
คนใช้ให้ทำ?”
เจี้ยนซูตอบ “ช่วงที่ข้าน้อยรู้ข่าวก็มีคำสั่งไป
แล้ว ตอนที่ถามพวกเขาเพียงบอกว่าเป็นข่าวจาก
ทางเมืองจินหลิง มิหนำซ้ำระหว่างการพูดคุยยัง
แสดงอาการรำคาญข้าน้อยเป็นอย่างมาก เหมือน
จะหวาดระแวงอยู่บ้าง ข้าน้อยแสร้งว่าเดินทาง
จากไปแล้วและเฝั้ารออยู่ตรงนั้นเป็นเวลาครึ่งชั่ว
ยาม เห็นเกี้ยวหลังหนึ่งเคลื่อนมาจากตรอกเล่อ
อัน จากนั้นก็มีคนลงมา อายุราวห้าสิบกว่าปี
ใบหน้าผอมซูบ ไว้เคราแพะกระจุกหนึ่ง สวมชุดสี
เทา หากข้าน้อยดูไม่ผิด รูปร่างหน้าตาเหมือนกง
อี๋เซียนเซิงผู้อยู่ข้างกายเจ้านิกายมากเลยขอรับ”
เมื่อไม่ได้อยู่ในวังและไม่ได้อยู่ในเวลาหารือ
กิจงาน เซี่ยเวยชอบสวมชุดสีขาว
ชุดสีขาวที่ปราศจากเครื่องประดับใดสักชิ้น
นี่ยิ่งทำให้เขาดูเหมือนตัดขาดจากทางโลก ไม่
แปดเปือนโลกีย์แม้แต่น้อย หากผู้อื่นสวมชุดสี
ขาวเช่นเดียวกัน อาจดูเหมือนพ่อค้าหาบเร่
หรือไม่ก็บ่าวไพร่ แต่เมื่อสวมบนร่างเขา กลับเผย
ความสูงส่งอันยากจะซ่อนเร้นรูปแบบหนึ่งอยู่
เสมอ
เพียงแต่ยามนี้ ผู้สูงส่งอดเผยความเกรี้ยว
กราดดุร้ายออกมาไม่ได้
เขาถามอีกว่า “ทางด้านติ้งเฟยล่ะ?”
เจี้ยนซูหลุบตา กดเสียงต่ำเล็กน้อย “พอรู้
เรื่องนี้เตาฉินก็สั่งให้คนไปตรวจสอบสารลับที่
คุณชายติ้งเฟยส่งมาเมืองหลวงในช่วงหนึ่งเดือนนี้
อย่างละเอียด แต่ไม่มีประโยคไหนพูดถึงเรื่องใน
วันนี้เลยขอรับ”
เซี่ยเวยหัวเราะคราหนึ่ง “ใจข้ามิผันแปร แต่
ไหนเลยจะรู้ว่าใจผู้อื่นเองก็มิผันแปร?”
เจี้ยนซูไม่เข้าใจคำกล่าวนี้ อยากจะพูดว่า
ตอนอยู่จินหลิงคุณชายติ้งเฟยเชื่อฟังคำสั่งเซียน
เซิงทุกอย่าง และหลังจากเซียนเซิงขึ้นเมืองหลวง
แล้วก็ส่งสารลับแจ้งข้อมูลภายในนิกายเป็นระยะ
เห็นชัดว่าตอนอยู่ในนิกายนั้นเขายืนอยู่ฝังของ
เซียนเซิง
แต่ขณะกำลังจะเอ่ยปาก วาจาที่ตนกล่าวไป
เมื่อสักครู่ก็ผุดในสมองอีกรอบ
กงอี๋เฉิงอยู่ข้างกายเจ้านิกายมาตลอด น้อย
ครั้งนักที่จะออกจากเมืองจินหลิง
แล้วเหตุใดเมื่อกงอี๋เฉิงมาถึงเมืองหลวงแล้ว
คุณชายติ้งเฟยซึ่งอยู่เมืองจินหลิงเช่นกันกลับไม่
ระแคะระคาย ไม่บอกข้อมูลแก่พวกเขาแม้แต่
น้อยเลยล่ะ
เมื่อนึกถึงตรงนี้เจี้ยนซูก็ใจสั่นสะท้านขึ้นมา
“ความหมายของเซียนเซิงก็คือ…”
ชายแขนเสื้อสีขาวพิสุทธิ์ของเซี่ยเวยเปือนเถ้า
กำยานเล็กน้อย เขายกมือลูบเบา ๆ ทว่าไม่ได้ปัด
ออก กลับทำให้เถ้ากำยานจุดเล็ก ๆ นี้กระจายตัว
เลอะกว่าเดิม
นัยน์ตาที่กระจ่างใสในยามปกติ ซุกซ่อน
ความเย็นเยียบเอาไว้
ริมฝีปากเขาเหยียดเป็นเส้นตรง เผยสีหน้าน่า
ขนพองสยองเกล้าออกมาเล็กน้อย ทำให้คนเห็น
แล้วอกสั่นขวัญแขวน “ในเมื่อกงอี๋เฉิงมาแล้ว
แสดงว่าได้รับบัญชาจากเจ้านิกาย นี่คงเห็นว่าข้า
ไร้ความเคลื่อนไหวมานานและนึกระแวงข้าสินะ”
ครั้นเจี้ยนซูนึกถึงสถานการณ์สลับซับซ้อน
ภายในนิกายก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ “เซียนเซิง
วางแผนดำเนินการอยู่ในวังหลวง ยังไม่ทันได้ลง
มืออะไร บัดนี้พอกงอี๋เซียนเซิงมาถึงกลับออก
คำสั่ง ไม่แยแสแผนการที่ท่านจัดวางเอาไว้ก่อน
หน้านี้เลย ทั้งยังบังอาจขวัญกล้าเทียมฟั้า ใช้หยก
หรูอี้ซึ่งแกะสลักถ้อยคำก่อคลื่นลมมรสุมโดย
พลการ พวกเขาล้มเหลวน่ะไม่เป็นไรหรอก แต่
หากดึงเซียนเซิงเข้าไปพัวพันเพราะเรื่องนี้…”
อย่างไรเสียผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดล้วนเป็นหูตาที่
เซียนเซิงวางไว้ในวังหลวงทั้งสิ้น
นี่เท่ากับทำให้เซียนเซิงตกอยู่ในอันตราย
ชัดๆ!
เซี่ยเวยนิ่งเงียบ เพียงช้อนตามองปั่าปั้ายศิลา
เบื้องหน้า
ใบไม้ร่วงเกลื่อนกลาดเต็มพื้น
ปั้ายภายในปั่าปั้ายศิลาต่างสูงหกฉื่อกว้าง
หนึ่งฉื่อ ต่างจากปั้ายศิลาทั่วไปโดยสิ้นเชิง ส่วน
สิ่งที่แกะสลักอยู่บนนั้นก็มิใช่บทสวดทางพระ
พุทธ-ศาสนา แต่เป็นชื่ออันแสนจะธรรมดาชื่อ
แล้วชื่อเล่า
และยิ่งลึกเข้าไปก็ไม่มีแม้แต่ชื่อเสียด้วยซ้ำ
มีเพียงปั้ายศิลาว่างเปล่าหลายแผ่นตั้ง
ตระหง่านท่ามกลางความอ้างว้างและเย็นเยียบ
ของขุนเขา
บทที่ 51 สุสานเด็กผู้ทรงคุณธรรม (2)
“สถานการณ์ของราชสำนักในตอนนี้เฉกเช่น
คันศรที่พาดอยู่บนแล่ง สามารถเกิดเรื่องขึ้นได้
ทุกเมื่อ หากเกี่ยวพันถึงข้ายังไม่เป็นไร เพียงแต่
เกรงว่าเรื่องนี้จะถูกคนนำไปใช้ประโยชน์เพื่อทำ
ร้ายผู้บริสุทธิ์คนอื่น” เขาหลับตาอย่างแช่มช้า
นึกถึงคนและเรื่องราวภายในนิกาย ครั้นลืมตาขึ้น
อีกครั้ง ดวงตาดำมืดดั่งธารน้ำอันหนาวเย็นเต็ม
ไปด้วยความนิ่งขรึม กระทั่งว่ายังฉายประกาย
อำมหิตส่วนหนึ่งอีกด้วย “ทำลายแผนการของข้า
งานการทำไม่สำเร็จ ซ้ำยังเอาแต่ทำเรื่องพลาดไม่
มีเว้น!”
เจี้ยนซูไม่ชอบคนในนิกายมาตั้งนานแล้ว ยาม
นี้จึงคิดจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง
ทว่ากลับบังเกิดประกายแสงวูบไหวตรงหาง
ตา เหลือบเห็นว่ามีคนมาจากด้านหลัง
เป็นหลวงจีนชราห่มจีวร ใบหน้าเจือความ
เมตตากรุณา
ตนจึงกลืนคำพูดที่กำลังจะเอ่ยกลับลงไปเสีย
หลวงจีนชรารูปนั้นคือเจ้าอาวาสวัดไปั๋ถ่า มี
นามฉายาว่าวั่งเฉิน พุทธศาสนิกชนเรียกขานด้วย
ความเคารพว่า ‘วั่งเฉินไต้ซือ’ วันนี้เซี่ยเวยนัดเขา
มาถกพระคัมภีร์
เขาเดินมาแต่ไกล เมื่อบรรลุถึงเบื้องหน้า
ศาลาเฉาอินก็เห็นเถ้ากำยานสกปรกเลอะเทอะห
น้าขั้นบันได
ฝีเท้าหยุดชะงัก
เซี่ยเวยยืนอยู่ในศาลา เมื่อหมุนกายกลับมา
ความเย็นเยียบและอำมหิตที่เคยมีกลับ
ปลาสนาการไปสิ้น ยามมุมปากหยักโค้งน้อย ๆ ก็
อ่อนโยนดั่งสายลมแห่งฤดูวสันต์โชยผ่านใบหน้า
ดุจขุนเขาเขียวขจีทอดยาว เพียงเอ่ยว่า “เมื่อครู่
เจี้ยนซูซุ่มซ่ามทำโถกำยานพลิกคว่ำ ขอไต้ซือ
โปรดอย่าถือสาเลยนะขอรับ”
เจี้ยนซู “…”
วั่งเฉินไต้ซือประนมมือ กล่าวด้วยจิตอัน
กว้างขวางว่า “อมิตาภพุทธมิเป็นไร”
———————
ณ เรือนหยางจื่อ ขอเพียงเป็นผู้ที่มีความคิด
สักหน่อยพอได้ยินก็จะรู้ทันที ในเมื่อฟางเมี่ยวมี
ปฏิกิริยาต่อถ้อยคำที่เหยาหรงหรงเอ่ยถึงเพียงนี้
นางต้องล่วงรู้อะไรบางอย่างแน่นอน
พวกนางจึงพากันซักไซ้ไล่เลียง
ลงท้ายฟางเมี่ยวเลยพูดขึ้นมาว่า “ได้ยิน
‘เด็กผู้ทรงคุณธรรม’ คำนี้ พวกท่านนึกอะไรไม่
ออกเลยหรือ?”
ทุกคนงุนงงเล็กน้อย
เจียงเสวี่ยหนิงกลับไม่ส่งเสียง
ยังคงเป็นเฉินซูอี๋ที่มีปฏิกิริยารวดเร็ว หนังตา
กระตุกคราหนึ่ง พลันพูดว่า “ที่เจ้าหมายถึง หรือ
ว่าจะเป็น…สุสานเด็กผู้ทรงคุณธรรม?!”
ครั้นคำพูดนี้หลุดออกมาก็ทำให้ทุกคนเปล่ง
เสียงร้อง “อ๊ะ” เห็นชัดว่านึกออกเล็กน้อยแล้ว
เช่นกัน
เพียงแต่เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องนานนมเมื่อยี่สิบ
ปีก่อน ในหมู่พวกนางอย่างมากก็แค่เคยได้ยินมา
รู้ว่ามีสถานที่เช่นนี้อยู่ และเคยเกิดอะไรขึ้นบ้างก็
เท่านั้น ทว่าไม่รู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็น
รูปธรรมแม้แต่น้อย
โจวเปั่าอิงยิ่งงุนงงสงสัย รีบถามว่า “เรื่อง?
เรื่องอะไรหรือ?”
ฟางเมี่ยวมองเฉินซูอี๋ จากนั้นถึงเอ่ยว่า “ยี่สิบ
ปีก่อนตอนกลุ่มกบฏผิงหนานอ๋องร่วมมือกับ
นิกายสวรรค์ก่อกบฏ…”
เดิมทีผิงหนานอ๋องเป็นพี่น้องกับอดีตฮ่องเต้
กล้าหาญชาญชัยเชี่ยวชาญการรบ ค่อนข้างเป็นที่
นิยมชมชอบในราชสำนัก
แต่ไม่อาจสู้ฮ่องเต้องค์ก่อนที่อภิเษกสมรสกับ
เซียวไทเฮาไป
พี่ชายของเซียวไทเฮาคือติ้งกั๋วกงเซียวหย่วน
เบื้องหลังยังมีตระกูลเซียวทั้งตระกูล มิหนำซ้ำ
ยามนั้นเซียวหย่วนยังสู่ขอพี่สาวของหย่งอี้โหว
หรือก็คือท่านปั้าของเยี่ยนหลินซึ่งอยู่บ้านใกล้
เรือนเคียงเป็นภรรยา ตระกูลยิ่งใหญ่ที่สุดสอง
ตระกูลของราชวงศ์ต้าเฉียนเกี่ยวดองเป็นทอง
แผ่นเดียวกันกับอดีตฮ่องเต้เพราะการวิวาห์เชื่อม
สัมพันธ์ ร่วมกันสนับสนุนอดีตฮ่องเต้ แล้วอดีต
ฮ่องเต้จะพ่ายแพ้ได้อย่างไรกันเล่า
ด้วยเหตุนี้สุดท้ายเมื่อถึงคราวเปลี่ยนผ่านราช
บัลลังก์ อดีตฮ่องเต้จึงเป็นผู้กำชัยชนะ
เมื่อขึ้นครองราชย์ก็ส่งผิงหนานอ๋องไปยัง
ดินแดนปกครองพระราชทานอันห่างไกล
คิดไม่ถึงว่าผิงหนานอ๋องจะไม่ยินยอม ลอบ
รวบรวมกำลังพลฝึกฝนทหาร ถึงขั้นสมคบคิดกับ
นิกายสวรรค์ซึ่งเผยแพร่ในหมู่ราษฎรเป็นวงกว้าง
และมีศิษยานุศิษย์จำนวนมาก ขุมกำลังกล้าแกร่ง
มากขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อยี่สิบปีก่อนยกกำลังพลขึ้นเหนือเพื่อบุกชิง
เมืองหลวงพร้อมเจ้านิกายสวรรค์
ทหารจำนวนมหาศาลโอบล้อมทั้งวังหลวง
ขณะนั้นอดีตฮ่องเต้ทรงกำลังล่าสัตว์ในเขตล่า
สัตว์หลวง ทำให้รอดพ้นคราวเคราะห์ สามารถ
หลบหนีไปทางเหนือโดยมีทหารชั้นยอดซึ่ง
ติดตามไปล่าสัตว์ด้วยคอยคุ้มกัน
อย่างไรก็ตามเซียวไทเฮาซึ่งยังเป็นฮองเฮา
และเสิ่นหลางที่ตอนนั้นเป็นองค์รัชทายาทกลับ
ยังอยู่ในวัง
“จะว่าไปเรื่องนี้มันก็แปลก ทหารชั้นยอด
ของผิงหนานอ๋องและกลุ่มกบฏนิกายสวรรค์บุก
เข้ามาเข่นฆ่าในวังหลวง แต่กลับไม่พบร่องรอย
ของไทเฮาและฝั่าบาท คาดการณ์ว่าน่าจะมี
ช่องทางลับในวัง ทำให้พวกพระองค์ทรงหลบหนี
ออกไปได้” เมื่อเล่าถึงตรงนี้ เสียงของฟางเมี่ยวก็
หยุดชะงัก สีหน้าฉายแววหวาดกลัวหน่อย ๆ
“แต่ทัพกบฏโอบล้อมเมืองเอาไว้แล้ว หากไทเฮา
และฝั่าบาททรงหลบหนีออกไปตอนนี้จะต้องผ่าน
ประตูเมืองแต่ละแห่งถึงจะออกไปได้ จำเป็นต้อง
ส่งทหารจำนวนมากไปเฝั้าประตูเมืองทันที ห้าม
ปล่อยให้ผู้ใดเล็ดรอดแม้แต่คนเดียว ผิงหนานอ๋อง
เคียดแค้นอดีตฮ่องเต้เข้ากระดูกดำ หากหาองค์
รัชทายาทไม่พบจะไม่ยอมเลิกราเป็นอันขาด จึง
ส่งคนไปค้นทุกบ้านทุกตรอกซอกซอยในเมือง
หลวง ขอเพียงเป็นครอบครัวที่มีเด็กชายอายุ
มากกว่าสี่ขวบและต่ำกว่าสิบสองขวบ หรือไม่ก็
สูงเกินสามฉื่อจะต้องถูกจับกุมทั้งสิ้น…”
ทุกคนเมื่อฟังถึงตรงนี้ก็อดร่างสั่นสะท้าน
ไม่ได้
เจียงเสวี่ยหนิงเริ่มรู้สึกอยากอาเจียน
น้ำเสียงฟางเมี่ยวฝืดเฝือนเล็กน้อย อย่างไรก็
ตามกลับมีพลังงานลึกลับบางอย่างซึ่งแฝงตัว
ท่ามกลางความมืดผลักให้นางถลำลึก ประหนึ่ง
ว่าควรให้มีคนรู้เรื่องนี้มากขึ้นก็มิปาน “ตอนนั้น
เมืองหลวงมีราษฎรหลายคนหลบหนีออกไปก่อน
เพราะระแคะระคายว่าจะเกิดเหตุเภทภัยจาก
การสู้รบ แต่เมืองหลวงก็ยังมีครอบครัวชาวบ้าน
จำนวนไม่น้อยอยู่ดี เด็กชายที่ถูกจับตัวมาจึงมีถึง
สามร้อยกว่าคน ขณะนั้นองค์รัชทายาทมี
พระชนมายุราวแปดพรรษา ผิงหนานอ๋องนำตัว
ข้าราชบริพารซึ่งเคยถวายการปรนนิบัติรับใช้
พระองค์มาตรวจสอบ ทว่าในหมู่เด็กชายจำนวน
สามร้อยกว่าคนกลับปราศจากองค์รัชทายาท ผิง
หนานอ๋องโกรธเกรี้ยวอย่างยิ่ง เมืองหลวงถูกโอบ
ล้อมดั่งปราการเหล็ก เขาไม่เชื่อว่ายังจะติดปีก
บินหนีออกไปได้จึงออกคำสั่งไปทั่วเมือง หากผู้ใด
ให้ที่ซ่อนตัวองค์รัชทายาท ทางที่ดีจงมอบตัว
โดยเร็ว มิเช่นนั้นจะสังหารหมู่เด็กชายทั้งสาม
ร้อยคน”
โจวเปั่าอิงน่าจะไม่เคยได้ฟังเรื่องนี้มาก่อน
สองตาเบิกโพลง ถามเสียงเบา “ต่อ ต่อมาล่ะ?”
ฟางเมี่ยวหน้าซีดเล็กน้อย ตอบว่า “ต่อมา
ติ้งกั๋วกงและหย่งอี้โหวเคลื่อนกำลังพลมาขับไล่
ทัพกบฏอย่างเร็วรี่ เมื่อเปิดประตูเมืองหลวงที่ปิด
สนิทอีกคราก็เห็นเพียงซากศพกองเป็นภูเขาเลา
กาสุมทับหน้าประตูวัง หิมะกองใหญ่จากการตก
ต่อเนื่องสามวันแช่แข็งคนเอาไว้ด้วยกัน เลือด
เกาะตัวเป็นน้ำแข็ง ใช้แท่งเหล็กแหลมกะเทาะยัง
ไม่สะเทือน กะเทาะได้ก้อนหนึ่งอาจติดเนื้อคน
ออกมาด้วย จึงไม่กล้าแตะต้องอีกต่อไป พอหิมะ
ละลายกลายเป็นน้ำ คนก็ร่างแหลกเละไปแล้ว…”
“แหวะ!”
สุดท้ายเหยาซีซึ่งนั่งฟังอยู่ด้านข้างไม่พูดไม่จา
มาตลอดก็ทนต่อไม่ไหว ปิดปากวิ่งออกไปนอก
ห้อง
สีหน้าของคนอื่นก็ย่ำแย่มากเช่นกัน
ที่จริงแล้วฟางเมี่ยวก็รู้สึกมวนท้อง ครั้นนึกถึง
เหตุการณ์ในตำหนักฉือหนิงวันนี้ก็ยิ่งตัวสั่นงันงก
“ต่อจากนั้นอดีตฮ่องเต้มีพระราชโองการให้ฝัง
เด็กทั้งสามร้อยคนอย่างสมเกียรติ ตั้งปั้ายศิลาไว้
ที่วัดไปั๋ถ่า และในเมื่อเป็นถึง ‘เด็กผู้ทรง
คุณธรรม’ ซึ่งจบชีวิตเพราะช่วยองค์รัชทายาท
ดังนั้นปั่าปั้ายศิลาวัดไปั๋ถ่าจึงมีชื่อว่า ‘สุสานเด็กผู้
ทรงคุณธรรม’ ได้ยินว่าสมัยนั้นซื่อจื่อน้อยอายุแค่
เจ็ดขวบของจวนติ้งกั๋วกงก็อยู่ในนั้นด้วย…”
นับไปนับมาเด็กคนนั้นน่าจะเป็นพี่ชายของ
เซียวซู
เพียงแต่หากเอ่ยถึงสถานะแล้วก็ไม่รู้ว่ายัง
สูงส่งกว่าเซียวซูในตอนนี้เพียงใด อย่างไรเสียติ้ง
เฟยซื่อจื่อนอกจากจะเป็นบุตรของตระกูลเซียว
มารดาของเขายังเป็นพี่สาวของหย่งอี้โหวเยี่ยนมู่
อีกด้วย เป็นสายเลือดที่ถือกำเนิดจากสองตระกูล
ใหญ่ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์
แม้จวนชิงหย่วนปั๋อจะตกต่ำ แต่คดีนี้โหยว
เย่ว์ก็เคยได้ยินได้ฟังมาเช่นกัน นางจึงอดแสดง
ความคิดเห็นไม่ได้ “จะว่าไป เยี่ยนฮูหยินในสมัย
นั้นหลังสูญเสียบุตรชายก็ทุกข์ตรมจนสิ้นหวัง ขอ
หย่าร้างกับติ้งกั๋วกงแล้วกลับจวนหย่งอี้โหว ไม่
นานนักก็ล้มปั่วยและจากโลกนี้ไป เหมือนว่า
ต่อมาตระกูลเยี่ยนและตระกูลเซียวถึงได้เลิกไป
มาหาสู่กัน”
เหยาหรงหรงพลันส่งเสียงร้อง “อ๊ะ” ครา
หนึ่ง
นางแสดงท่าทีประหลาดใจยิ่งนัก “หากพูด
ตามนี้ เช่นนั้นคุณหนูใหญ่เซียวถือกำเนิดจาก
ภรรยาเอกคนที่สองหรอกหรือนี่?”
ปัง!
นางเพิ่งจะพูดจบ บานประตูห้องโถงส่วนหน้า
ซึ่งแง้มเอาไว้ครึ่งหนึ่งก็ถูกผลักกระแทกผนัง
สั่นสะเทือนเกิดเสียงดังลั่น ทำเอาทุกคนตกใจหัน
หน้ากลับไปมอง
เป็นเซียวซูที่กำลังยืนอยู่ตรงประตู
สีหน้าของนางขุ่นเคืองอย่างที่ไม่เคยปรากฏ
มาก่อน กล่าวอย่างเย็นชาว่า “พูดเพ้อเจ้ออะไร
กันอยู่!”